Feature

ดีลฉาวโฉ่ โซล แคมป์เบลล์ : การย้ายฝั่งแห่งลอนดอนเหนือ ที่ผ่านไปกี่ปีก็ยังไม่มีใครแสบเท่า | Main Stand

ผ่านมาแล้วกว่า 25 ปี แต่แผลของดีล โซล แคมป์เบลล์ ยังสดใหม่ในความรู้สึกของแฟนบอล ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ไม่เปลี่ยนแปลง 

 

เพราะมันไม่ใช่แค่การย้ายทีมธรรมดา หากคือการข้ามเส้นแบ่งศัตรูตลอดกาล ระหว่าง สเปอร์ส และ อาร์เซน่อล สองขั้วอำนาจแห่งลอนดอนเหนือ

และจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีดีลไหนแสบเท่านี้อีกแล้ว  ... ติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นจนถึงบทสรุปทั้งหมดกับ Main Stand 

 

กำเนิดพี่ใหญ่แห่ง ไวท์ ฮาร์ท เลน

โซล แคมป์เบลล์ เป็นนักเตะที่มีคาแรกเตอร์แตกต่างจากนักเตะระดับท็อปหลาย ๆ คนในรุ่นราวคราวเดียวกับเขา 

กล่าวคือในขณะที่คนอื่นพยายามเล่นฟุตบอลในสนามให้ดีที่สุด และนอกสนามก็ทำตัวให้มีอัธยาศัยดี คอยเซอร์วิสแฟน ๆ เพื่อพวกเขาจะได้ต่อยอดชื่อเสียงที่มีไปยังวงการอื่น ๆ เช่น วินนี่ โจนส์ ที่กลายเป็นดาราฮอลลีวูด เหล่าแข้งรูปหล่อในรุ่นของเขาอีกหลายคนได้ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของสินค้าต่าง ๆ เพราะพวกเขาเป็นมิตรกับทุกคนเมื่ออยู่หลังฉากการเป็นนักฟุตบอล 

ในมุมของ โซล แคมป์เบลล์ เขาไม่ใช่คนตลกโปกฮา ไม่ใช่คนที่พร้อมจะคุยกับคนอื่น ๆ ด้วยรอยยิ้มแกล้มอารมณ์แจ่มใสอยู่ตลอด เหตุผลก็คือเขาเคยพยายามทำแบบนั้นแล้วในครั้งหนึ่งเมื่อวัยเด็ก และสิ่งที่เขามักจะได้กลับคือ ยิ่งเขาเป็นมิตรกับคนอื่นมากเท่าไร คนอื่นก็ยิ่งเกรงใจเขาน้อยลงเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงยุค 1980-1990 ที่การตื่นรู้เรื่องการเหยียดผิวยังไม่มากเท่าทุกวันนี้  

"ผมเป็นของผมแบบนี้มาเสมอ ย้อนไปตอนอายุ 13 ปี ผมไปซ้อมแบบไม่เป็นทางการกับเยาวชนของ เวสต์แฮม ผมเจอเรื่องที่เหนื่อยหน่ายหัวใจเกินกว่าจะยิ้มให้กับคนอื่น ๆ ได้ตลอด เพราะผมมักจะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนอังกฤษ ผมเป็นคนผิวดำที่ถูกคนอื่นมองว่าแปลกแยกออกไป"

"สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือผมเลือกจะหันหลังให้เรื่องพวกนี้ และทำให้ตัวเองกลายเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด แม้ผมจะอายุ 13 ปี แต่ผมก็รู้ว่าผมจะไม่อ่อนข้อให้คนพวกนี้อีก" โซล แคมป์เบลล์ เล่าถึงที่สิ่งที่หล่อหลอมให้เขามีตัวตนในแบบที่เขาเป็นมาเสมอ 

แม้จะโดดเดี่ยวบนเส้นทาง แต่เขาถอยเพราะแค่โดนเหยียดผิวไม่ได้ แคมป์เบลล์ เป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง 12 คน และพี่ของเขาหลายคนเติบโตไปในทิศทางที่ไม่ดีนัก 

แคมป์เบลล์ พยายามใช้ชีวิตให้ห่างไกลเรื่องแย่ ๆ และเลือกจะทำในสิ่งที่แตกต่าง นั่นคือการพยายามทำอะไรสักอย่างเพื่อทำให้แม่สบาย จะบอกว่าเขาใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมายแต่แรกก็คงไม่ผิดนัก และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมน้องเล็กของตระกูล จึงกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด 

แคมป์เบลล์ ได้สัญญากับทีมเยาวชนของ สเปอร์ส ในปี 1989 และจากนั้นก็คือการตั้งหน้าตั้งตาเล่นฟุตบอลในแบบที่เขาเป็นมาตลอด การเล่นที่รุนแรง หนักหน่วง แต่ก็แม่นยำในเวลาเดียวกันคือจุดขายของเขา ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ อาจเป็นเพราะเขามีสมาธิกับแค่ฟุตบอลเรื่องเดียว สิ่งที่เขาทำให้กับ สเปอร์ส ในเวลานั้นจึงทำออกมาได้ดี 

เพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกันหลายคนบอกว่า แคมป์เบลล์ คือนักเตะที่น่ากลัว ไม่มีผ่อนปรน และเป็นผู้นำในเวลาเดียวกัน ... และเมื่อเกมจบ เขาจะจัดกระเป๋าของตัวเองอย่างมีระเบียบ เนี้ยบกริบแบบฟิตพอดีทุกช่อง จากนั้นอาบน้ำและแต่งตัวเนี้ยบ ๆ กลับบ้านเพื่อไปพักผ่อน เพื่อสร้างร่างกายให้พร้อมที่สุดในเกมต่อไป 

นักเตะรุ่นพี่ในทีม สเปอร์ส ของ แคมป์เบลล์ ณ เวลานั้นอย่าง เลส เฟอร์ดินานด์ และ เท็ดดี้ เชอริงแฮม ต่างก็พูดตรงกันว่า เขาไม่เคยเจอนักเตะจากทีมเยาวชนที่มาตรฐานสูงขนาดนี้มาก่อน ส่วนผลงานในเกมนั้นโดดเด่น เป็นผู้นำแบบที่ไม่ต้องตะโกนด่าคนอื่นให้มาก เพราะแสดงคุณภาพออกมาให้เห็นอยู่แล้ว 

รู้ตัวอีกที อิทธิพลของ แคมป์เบลล์ ก็เติบโตเงียบ ๆ ในห้องแต่งตัวของ ท็อตแน่ม ในปี 1997 เขาได้รับปลอกแขนกัปตันทีมมาสวมตอนอายุ 23 ปี ... เลส เฟอร์ดินานด์ บอกว่า "นี่คือคนที่ซ้อมเต็ม 100% ผมและ เท็ดดี้ ยังยากที่จะผ่านเขาในการซ้อมได้ การมีกองหลังอย่าง โซล แคมป์เบลล์ ทำให้ทุกคนมั่นใจมากขึ้น เวลาเจอกองหน้าระดับท็อปในลีก ทุกคนในทีมรู้สึกอุ่นใจ เพราะ โซล สามารถรับมือแบบตัวต่อตัวได้แทบทุกคน เราแทบไม่เห็นเขาพลาดเลย" ยอดกองหน้าของพรีเมียร์ลีกยุค 1990 ว่าเช่นนั้น

และนั่นคือเหตุผลที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสโมสรนี้อยากให้ "บิ๊ก โซล" กลายเป็น "วัน คลับ แมน" ซึ่งเราทุกคนรู้ดีว่า เรื่องมันฉีกจากที่ทุกคนหวังไว้มากจนแทบไม่มีใครอยากจะเชื่อ 

 

ทุกคนรัก ... แต่ผมต้องไปต่อ 

คาแรกเตอร์แบบที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้แฟนบอล สเปอร์ส รักและคาดหวังว่า โซล แคมป์เบลล์ จะอยู่กับพวกเขาไปอีกนานเท่านาน แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น นักเตะอย่าง โซล แคมป์เบลล์ เป็นนักเตะที่ดูเหมือนจะคิดถึงอนาคตที่ดีกว่าเสมอ เพราะเขาผ่านช่วงเวลาแย่ ๆ มาเยอะ และมีอีกหลายคนที่ต้องพึ่งพาเขา 

เขาอยู่กับ สเปอร์ส มา 9 ฤดูกาล อีก 1 ปีเท่านั้น เขาจะได้เทสติโมเนียลแมตช์ของตัวเอง แต่แล้ว แคมป์เบลล์ ก็มองว่า เมื่อสัญญาของเขาใกล้จะหมดลง คงถึงเวลาที่เขาต้องไปต่ออีกระดับ ไม่ใช่ว่า สเปอร์ส ไม่ดี หรือเขาไม่รักสโมสรและแฟน ๆ แต่เขาคิดทบทวนอยู่คนเดียวเสมอว่า ในเมื่ออาชีพนักเตะนั้นมันสั้นมาก การเลือกตัดสินใจเพื่อเดินไปข้างหน้าในเวลาที่เหมาะสม คือสิ่งที่เขาจำเป็นต้องทำ และหากได้เดินหน้าไปเจอสิ่งที่ดีกว่า ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์จะห้ามเขาได้ เพราะเขาเชื่อว่าทุกนาทีที่นี่ เขาได้มอบทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ใครสักคนจะมอบให้สโมสรนีได้ 

อย่างที่เรารู้กัน ในฤดูกาล 2000-01 สัญญาของ แคมป์เบลล์ กับ สเปอร์ส กำลังจะหมดลง ... ไม่รู้ว่าความคิดหรือเสียงในหัวของเขามันดังเกินไปจนไปเข้าหูใครแถวนั้นหรือไม่ ไม่นานนัก ข่าวว่า แคมป์เบลล์ จะไม่ต่อสัญญาและทิ้งสโมสร โดยที่ทีมไม่ได้เงินค่าตัวจากเขาเลยสักแดง ก็ดังกระหึ่มก่อนกลายเป็นความจริง 

และสิ่งที่เหนือกว่าทุกเรื่อง ๆ ยิ่งกว่าการหมดสัญญา ยิ่งกว่าการย้ายทีมฟรีก็คือ เขาดันเลือกย้ายไปอยู่กับ อาร์เซน่อล สโมสรคู่รักคู่แค้นตลอดกาลของ ท็อตแน่ม ทั้ง ๆ ที่มีข้อเสนอจากทีมอื่น ๆ อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด หรือทีมจากต่างแดนอย่าง อินเตอร์ มิลาน 

การตัดสินใจเลือก อาร์เซน่อล เป็นอะไรที่ยากเกินกว่าแฟน สเปอร์ส จะรับได้ ... พวกเขาไม่ได้เกลียดกันแค่เพราะ อาร์เซน่อล เป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากกว่า แต่ที่ สเปอร์ส เกลียด อาร์เซน่อล มันมีเหตุผลในเชิงประวัติศาสตร์อีกมากมายมาประกอบด้วย เช่น แฟน สเปอร์ส มองว่า อาร์เซน่อล เป็นพวกรุกล้ำอาณาเขต (ย้ายจาก ลอนดอนใต้ มาอยู่ใน ลอนดอนเหนือ ที่ สเปอร์ส อยู่มาก่อน) เหมือนมีคนย้ายบ้านมาอยู่หน้าปากซอย แล้วบอกว่าซอยนี้เป็นของเขา 

การเลือก อาร์เซน่อล ก็เหมือนเป็นการเลือกเข้าไปอยู่กับแก๊งตรงข้าม แต่เมื่อ "บิ๊ก โซล" ยิ้มร่าในวันเปิดตัวและบอกกับนักข่าวในวันนั้นว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แม้จะไม่ได้ท้าทาย แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากขอโทษแฟน สเปอร์ส ตรง ๆ แบบที่ทุกคนหวัง การทำเป็นเหมือนคนไม่เคยรู้จักกันนี่แหละ ที่ทำให้ฝั่ง สเปอร์ส เดือดที่สุด และเลือกจะยกให้เขากลายเป็น "จูดาส" หรือคนทรยศ ระดับผีไม่เผา เงาไม่เหยียบเบอร์ 1 ในประวัติศาสตร์สโมสร ยิ่งกว่าที่พวกเขาเกลียด เธียร์รี่ อองรี หรือ โรแบร์ ปิแรส เสียด้วยซ้ำ 

 

คุณไม่เข้าใจ ... ไม่ใช่ปัญหาของผม 

แฟน ๆ เลือกฟังในสิ่งที่พวกเขาอยากจะฟัง และ แคมป์เบลล์ ก็รู้ดีว่าเมื่อเขาเป็นนักเตะของ อาร์เซน่อล การจะออกมาเล่าความจริงถึงสิ่งที่เขาเจอในตอนนั้นมันก็ไม่มีประโยชน์ เขาถูกตราหน้าเป็นคนขายชาติ เป็นผู้ทรยศไปแล้ว และความเกลียดชังนี้ก็ไม่มีวันลดลง ... แคมป์เบลล์ รู้ดี และเขารับมือกับเรื่องนี้ยังไงน่ะเหรอ ? คำตอบง่าย ๆ คือ ไม่สนใจ และใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปก็พอ 

แคมป์เบลล์ ย้ายมาอยู่ อาร์เซน่อล จากการชักจูงของ อาร์แซน เวนเกอร์ ... เวนเกอร์ ขายฝันครั้งใหญ่ให้กับเขาจนทำให้เขายอมเป็นคนทรยศ เวนเกอร์ บอกว่า ในยุคสมัยที่ฟุตบอลอังกฤษมีแค่ แมนฯ ยูไนเต็ด ในมือของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ครองความยิ่งใหญ่ มี อาร์เซน่อล ทีมเดียวเท่านั้นที่จะหยุดความยิ่งใหญ่ของทีมปีศาจแดงได้ และการที่ อาร์เซน่อล จะทำได้ต้องมีนักเตะอย่าง แคมป์เบลล์ เป็นส่วนหนึ่งของทีม

มันเหมือนเป็นการบอกทางอ้อมว่า หากคุณอยู่กับ ท็อตแน่ม ต่อไป คุณจะกลายเป็นพรสวรรค์ที่เสียเปล่า รางวัลเดียวที่คุณได้อาจจะเป็นเกียรติของนักเตะ วัน คลับ แมน ... แต่ที่ อาร์เซน่อล คุณจะกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ไขประตูให้ทีมเข้าไปสู่ทีมชุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร 

แล้วมันก็จริงอย่างที่ เวนเกอร์ ว่าทุกประการ แคมป์เบลล์ เล่นให้ อาร์เซน่อล 5 ซีซั่น ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย และ 1 ในนั้นคือการคว้าแชมป์แบบไร้พ่าย ที่ก่อนหน้านี้มีเพียง เปรสตัน นอร์ธเอนด์ ทำได้ในฤดูกาล 1888-89 แค่ทีมเดียว นอกจากนี้ยังเป็นแชมป์ เอฟเอ คัพ อีก 2 สมัย ขาดก็แค่เพียงแชมป์ยุโรปที่พวกเขาทำได้แค่รองแชมป์เท่านั้น จากการแพ้ บาร์เซโลน่า ในปี 2006 

บิ๊ก โซล ปล่อยให้ความเกลียดชังของฝั่ง ท็อตแน่ม ดำเนินต่อไป ก่อนจะเปิดเผยความจริงทั้งหมดในภายหลังว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างในตอนนั้น และเขาย้ายออกเพราะอะไรกันแน่ ?

 

ความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร 

แท้จริงแล้ว แคมป์เบลล์ ก็มีมุมหนึ่งที่อยากจะเป็นตำนานของ สเปอร์ส แต่ในช่วงปี 2000-01 มันมีหลายเรื่องเหลือเกินที่เกิดขึ้น และทุกอย่างก็ประจวบเหมาะจนทำให้เขาตัดสินใจกลายเป็นไอ้ทรยศเบอร์ 1 แห่ง ไวท์ ฮาร์ท เลน 

เรื่องแรก เขาเปิดเผยภายหลังว่า เขาทะเลาะกับ จอร์จ เกรแฮม กุนซือของทีมในเวลานั้น ที่พยายามจะริบปลอกแขนกัปตันทีมของเขาให้กับทิม เชอร์วู้ด กองกลางห้องเครื่องตัวเก่งของทีม และพยายามลดความสำคัญของ แคมป์เบลล์ ที่มีในทีมด้วย

"เขา (เกรแฮม) ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ หรอก แต่ตอนที่เขาเข้ามา มันชัดเจนแล้วว่าเขาอยากจะให้ ทิม เป็นกัปตันทีม แต่ผมยืนกรานและบอกว่า ไม่ได้ ตอนนั้นผมอายุ 23-24 ปี ผมกำลังเล่นด้วยความมั่นใจที่สุด ผมบอกว่าผมจะไม่ย้ายไปไหน คุณอาจจะไม่ชอบที่ผมเป็นคนแบบนี้ แต่ผมคืออนาคตของ ท็อตแน่ม ... วันเดียวที่ผมจะถอดปลอกแขนกัปตันนี้ ก็คือวันที่ผมไม่ได้อยู่กับสโมสรนี้แล้ว" แคมป์เบลล์ เล่า 

มีเกมการเมืองใต้น้ำเกิดขึ้นในทีม และ บิ๊ก โซล จึงเริ่มทบทวนตั้งแต่วันนั้น เขาเริ่มมองสิ่งที่ตัวเองได้รับกับสโมสร และพบว่าตัวเองได้ค่าเหนื่อยเพียงแค่ 13,500 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ขณะที่เพื่อนร่วมทีมของเขาบางคนได้มากกว่าเขาถึง 3 เท่า อีกทั้งเมื่อเขาพิจารณาโดยรอบ เขายิ่งพบว่า ท็อตแน่ม จะให้อะไรกับเขาได้บ้างตลอดอาชีพที่เหลือ ... นั่นแหละที่ทำให้เขาเลือกย้ายออกไป เพื่ออาชีพของตัวเอง

"มันเป็นเรื่องจริงที่มีเพื่อนร่วมทีมได้เงินมากกว่าผม 3 เท่า ทั้ง ๆ ที่เขาพวกนั้นไม่ติดทีมชาติอังกฤษเลยด้วยซ้ำ พวกเขาได้เงินเยอะมาก แต่ไม่ได้เล่นดีอะไรเลย ... ผมไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะ ผมว่าตัวผมใส่เต็ม 100% มีเกมดี ๆ ในแทบทุกสัปดาห์ นอกสนามผมพยายามวางตัวให้ถูกต้อง มีระเบียบวินัยดูแลตัวเองให้ดีมาก ๆ อลัน ชูการ์ (อดีตประธานสโมสร) เคยบอกกับผมว่า สักวันผมจะเป็นคนที่ได้ค่าจ้างสูงสุด ถ้าผมต่อสัญญากับทีม แต่ความจริงคือมันไม่เคยใกล้เคียง นั่นแหละ มันทำให้ผมต้องทบทวนอะไรบ้างจากความจริงข้อนี้" 

"ผมก็ได้แต่หวังว่าพวกเขา (แฟน ๆ ของ สเปอร์ส) จะยังคงชื่นชมสิ่งที่ผมทำอยู่บ้าง มีอยู่สองสามฤดูกาลที่ผมต้องช่วยพาทีมรอดพ้นจากการตกชั้น ตอนนั้นผมอายุ 21-22 ปี และพลาดไปแค่เกมเดียว" 

"ผมสนุกกับช่วงเวลาที่อยู่กับ สเปอร์ส แต่ผมหวังว่าพวกเขาจะลงทุนมากกว่านี้อีกหน่อย และการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมบ่อยเกินไปสำหรับผม การพัฒนาทีมมันไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้"

แม้จะร่ายความจริงมากมาย แต่ความหมายไม่ได้เปลี่ยนแปลง แฟน สเปอร์ส ยังบอกว่าเขาเป็นไอ้หน้าเงิน และต้อนรับเขาในเกมเยือน ไวท์ ฮาร์ท เลน ครั้งแรกในสีเสื้อ อาร์เซน่อล ด้วยลูกโป่งสีดำที่มีคำว่า "จูดาส" จำนวน 4,000 ลูก พร้อมเสี่ยงโห่ทุกครั้งที่เขาได้จับบอล ... ซึ่ง แคมป์เบลล์ ก็เผยภายหลังว่า 

"มันเหมือนกับว่าคนเหล่านั้นต้องการฆ่าผมด้วยสีหน้าของพวกเขา มีทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนผิวดำ คนผิวขาว คนอินเดีย มันแบบว่า ว้าว ! นี่มันเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วน ๆ มันต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะผ่านเกมและวันนั้นไปได้ แต่ท้ายที่สุดเมื่อจบ 90 นาทีทุกอย่างก็ผ่านไป นี่คืออาชีพของผม เกมนี้จบ คุณก็แค่เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเกมต่อไป" แคมป์เบลล์ เล่าถึงการมองโลกอย่างเข้าใจ และไม่ได้โกรธแฟนบอลกลับ เช่นเดียวกับไม่ได้ขอให้ใครมาเข้าใจการเลือกของเขา 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.fourfourtwo.com/features/sol-campbell-one-one
https://www.irishtimes.com/sport/soccer/2025/04/18/sol-campbell-people-will-have-opinions-but-who-cares-what-people-think/
https://www.theguardian.com/football/2014/jul/13/sol-campbell-keep-talking-change-interview-racism-football
https://en.wikipedia.org/wiki/Sol_Campbell

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ