Feature

เปลี่ยนกฎทดเวลา : การแก้กฎใหม่ที่ทำให้ฟุตบอลยุคนี้ยิงแหลก ถูกใจแฟนบอล | Main Stand

ถ้าคุณรู้สึกว่าฟุตบอลยุคหลัง ๆ มีประตูช่วงท้ายเกมถี่ขึ้น และชินกับป้ายทดเวลาที่ขึ้นมา +7, +9 หรือ +12 นาที

 

คุณไม่ได้คิดไปเอง เพราะฟุตบอลโลกกำลังเล่นภายใต้แนวคิด "ทดเวลาตามจริง" ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์เกมลูกหนังไปแบบเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง 

ติดตามจากก้าวแรก สู่การหาทางออกที่ทุกคนได้ผลประโยชน์ร่วมกันในเรื่องนี้กับ Main Stand

 

ต้นตอความคิด

เป็นเวลาหลายสิบปีแล้วที่ฟุตบอลในช่วงก่อนหน้านี้ถกเถียงกันเรื่องการ "ถ่วงเวลา"

มันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกของฟุตบอล กับการใช้แท็คติกการถ่วงเวลาเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการคว้าผลการแข่งขันที่ต้องการ ดังนั้นเราจึงได้เห็น "ศาสตร์มืด" หลาย ๆ แบบ ทั้งการแกล้งเจ็บ, การไม่ส่งลูกบอลคืนให้คู่แข่ง หรือเจตนาที่จะเล่นช้าในจังหวะลูกตั้งเตะต่าง ๆ 

เหตุผลที่มันเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด และไม่เคยถูกแก้ไข มีมากมายหลายข้อ ประการแรกคือ ในยุคสมัยก่อน เรื่องการจับเวลาอย่างจริงจังแบบใช้เทคโนโลยีไม่ได้แม่นยำเหมือนกับทุกวันนี้ ทำให้การตัดสินใจจึงเป็นหน้าที่ของผู้ตัดสินที่คอยดูแลความเรียบร้อยในสนาม 

ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อคุณใช้ "คน" ในการจับเวลาสำหรับการนับช่วงเวลาที่หยุดไปใน 90 นาที มันเป็นเรื่องยากที่จะได้การทดเวลาที่ตรงกันเป๊ะ นั่นทำให้ฟุตบอลในยุคก่อนมักจะทดเวลากันแค่ 2-3 นาที หรืออย่างมากที่สุดก็ 5-6 นาที (ยกเว้นมีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เช่นมีผู้เล่นบาดเจ็บต้องทำการเคลื่อนย้ายอย่างปลอดภัย หรือมีเหตุการณ์แฟนบอลลงมาก่อกวนในสนาม) 

โดยรวมหมายความว่า กรรมการ "มีสิทธิ์" ทดเวลา แต่ในทางปฏิบัติ กลับเป็นการ "กะคร่าว ๆ" ตามความรู้สึก ... ซึ่งนั่นไม่ถูกต้องนักในความคิดของคนวงการฟุตบอลหลายคน

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เคยบ่นเรื่องนี้ในช่วงปี 2012 ว่า "ข้อบกพร่องอย่างหนึ่งที่ไม่ควรเลย ก็คือการที่เราให้กรรมการเป็นผู้รับผิดชอบในการจับเวลา ... แม้มันจะเป็นสิ่งที่ปฏิบัติต่อกันมาหลายปี แต่เมื่อมีทางอื่นที่ดีกว่าทำไมคุณไม่ลองเปลี่ยนมันดู (ใช้เทคโนโลยีช่วย)" 

แนวคิดดังกล่าวของ เฟอร์กี้ ไปตรงกับ เกรแฮม โพลล์ อดีตประธานผู้ตัดสินของพรีเมียร์ลีก ที่พูดถึงเรื่องนี้ว่า อันที่จริงกรรมการเองก็มีหน้าที่มากมายในการแข่งขันแต่ละนัด ดังนั้นพวกเขาเองก็ไม่ได้อยากต้องมานั่งจับเวลาช่วงที่เสียไปในสนามด้วยตัวเอง และมันคงดีกว่าหากมีเจ้าหน้าที่คอยทำหน้าที่นี้ หรือใช้เทคโนโลยีเพื่อจับเวลาแทน 

"ในการแข่งขันระดับสูงนั้นมันเข้มข้นมาก ผมรู้อย่างแน่ชัดว่ากรรมการหลายคนจะยินดีมาก หากมีคนหรืออะไรก็ตามที่เข้ามาช่วย และทำหน้าที่จับเวลาแทนพวกเขา" โพลล์ ว่าเช่นนั้น 

เดวิด ดีน อดีตรองประธานสโมสร อาร์เซน่อล และสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ FA เป็นอีกคนที่ไม่ใช่แค่ออกมาวิจารณ์เรื่องนี้ แต่ในยุคที่เขาบริหาร เขาพยายามผลักดันกฎการทดเวลา "ตามจริง" ให้กับ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA อยู่เสมอ เพราะเขาเชื่อว่าการทดเวลาแบบเก่านั้นไม่เป็นธรรม หลังมีการเปิดสถิติว่าใน 90 นาที มีจังหวะที่เกมในสนามดำเนินไปปกติเพียงแค่ 55.53 นาทีเท่านั้น (สถิติปี 2015) 

เมื่อมีการพูดถึงจังหวะการถ่วงเวลาและการทดเวลาที่ไม่สมเหตุสมผลมากขึ้น FIFA และ IFAB หรือ คณะกรรมการสมาคมฟุตบอลนานาชาติ สององค์กรที่ร่วมกันกำหนดกติกาการแข่งขันฟุตบอล หรือ Laws of the Game เริ่มมองว่า นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาความช้า แต่คือ "ความไม่ยุติธรรมของเกม" ทีมที่ตั้งใจเล่นฟุตบอล กลับเสียประโยชน์ ทีมที่ถ่วงเวลาเก่ง กลับได้รางวัล และนี่คือจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญ "ทำไมฟุตบอล 90 นาที ถึงไม่ใช่ 90 นาทีจริง ?"

 

ฟุตบอลโลก 2022 จุดเปลี่ยนสำคัญ

"ผมได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากกรรมการผู้ตัดสิน โดยถามคำถามสามข้อ คำถามแรกคือ คุณสามารถตัดสินได้อย่างแม่นยำภายในเวลาแค่ 10 วินาทีได้หรือไม่ ? คำตอบคือ ไม่ได้"

"คำถามที่สอง คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่า เมื่อผู้ตัดสินที่สี่ชูแผ่นป้ายทดเวลาเพิ่ม ส่วนใหญ่มันมาจากการคาดเดา ? คำตอบคือ พวกเขาอึกอักที่จะพูด แต่ก็ยอมรับว่ามันไม่แม่นยำ และยากมากที่จะทำได้ตรงเป๊ะอย่างสม่ำเสมอ"

"คำถามที่สามคือ คุณจะมีข้อโต้แย้งใด ๆ หรือไม่หากการจับเวลาไม่ใช่หน้าที่ของคุณอีกต่อไป ? คำตอบคือ "ไม่มีปัญหา" มันจะช่วยให้ผู้ตัดสินสามารถมุ่งเน้นไปที่การแข่งขันได้มากขึ้นด้วยซ้ำ ... สำหรับผม นั่นคือเกมจบแล้ว คุณต้องการหลักฐานอะไรมากกว่านี้อีกล่ะ ?" เดวิด ดีน เผยถึงแนวคิดของเขา ที่ส่งตรงถึง FIFA จนเกิดการพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

แนวคิด "ทดเวลาตามจริง" ถูกพูดถึงมานานในขั้นของการหารือและหยั่งเสียงในที่ประชุมของ FIFA และ IFAB สุดท้ายแล้วก็ได้ถูกเอามาพิจารณาอย่างจริงจังในยุคที่ จานนี่ อินฟานติโน่ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานฟีฟ่า จนกระทั่งมีการนำกฎนี้มาใช้อย่างจริงจังครั้งแรกในฟุตบอลโลก 2022 ที่ กาตาร์ เป็นเจ้าภาพ

แนวทางของการเปลี่ยนกฎการทดเวลาใหม่คือ ผู้ตัดสินได้รับคำสั่งให้คำนวณเวลาที่เสียไปอย่างแม่นยำขึ้นโดยใช้การช่วยจับเวลา แทนการใช้การ "กะประมาณ" แบบเดิม (เช่น เดิมมักทดเวลาให้ 30 วินาทีต่อการเปลี่ยนตัว 1 ครั้ง แต่ตอนนี้จะวัดเวลาที่เสียไปจริงทั้งหมด)

นอกจากนี้ ยังมีการให้ผู้ตัดสินทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมการถ่วงเวลาของนักเตะมากขึ้น ทั้งเรื่องจังหวะการฉลองประตู, การเปลี่ยนตัวและบาดเจ็บ ไปจนถึงการที่ผู้เล่นที่จงใจเตะบอลทิ้งหรือขัดขวางการเริ่มเล่นใหม่ จะถูกใบเหลืองทันที และนำเวลาที่เสียไปมาทดเพิ่ม 

แน่นอนว่าช่วงแรก ๆ ที่แฟนบอลและทุกคนที่เจอกับการทดเวลามหาโหด ออกอาการช็อกไปตาม ๆ กัน เช่นในเกม อังกฤษ พบ อิหร่าน ที่ทดเวลามากถึง 14 นาที นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเกมที่ทดเวลาระดับ 10 นาทีขึ้นไป 

เสียงวิจารณ์แตกออกเป็นสองฝั่งในฟุตบอลโลกครั้งนั้น ฝั่งที่ชอบก็บอกว่า นี่เป็นการทวงเวลาที่หายไปในเกม 90 นาทีกลับมาได้จริง พร้อมเกิดแนวคิดว่า ถ้าไม่ได้ถ่วงเวลาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร แถมทีมเล็ก ๆ ยังได้โอกาสมากขึ้นด้วย 

ขณะที่ฝั่งไม่พอใจก็บอกว่า แม้เกมจะยาวมากขึ้นแต่ความสนุกก็ลดลงตาม อีกทั้งยังทำให้นักเตะเหนื่อยล้าจนเกินไป 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป คนก็เริ่มชินกันมากขึ้น และเมื่อมีการเปิดสถิติจาก FIFA พวกเขาก็พบว่า เมื่อมีการทดเวลาตามจริง สิ่งที่ได้มาก็คือการถ่วงเวลาแบบตั้งใจลดลงอย่างชัดเจน เพราะนักเตะรู้ว่าถ่วงเวลาไปก็ไม่ได้อะไร ต้องมาทดเวลาเพิ่มอยู่ดี 

นั่นทำให้กฎนี้ไม่ใช่แค่โชว์ของฟุตบอลโลก มันเริ่มถูกส่งต่อสู่ลีกใหญ่ทั่วโลกในฤดูกาลถัดมา ... และในขณะเดียวกัน ในจังหวะที่ทุกฝ่ายพยายามทำตัวให้ชิน ผู้ถือกฎอย่าง FIFA และ IFAB ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขายังพยายามปรับกฎการทดเวลาตามจริงให้ดีขึ้น และยุติธรรมขึ้นอีก เพื่อให้ทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกัน 

 

ถ้ามันแย่ ก็แค่แก้ใหม่

ในทัวร์นาเมนต์สั้น ๆ อย่าง ฟุตบอลโลก การทดเวลาตามจริงอาจจะทำให้เกมเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะช่วงท้ายเกม และหลายคนดูจะชอบใจกับการดัดหลังพวกชอบถ่วงเวลา ... อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างบนโลกนี้ย่อมมี 2 ด้าน และเรื่องกฎการทดเวลาตามจริงก็มีปัญหาเช่นกัน ในวันที่มันถูกเอามาบังคับใช้ในทุก ๆ ลีก 

เพราะฟุตบอลลีก 1 ฤดูกาล มีการแข่งขันที่ยาวนาน หลายเกม และแทบจะแข่งขันกันในทุก ๆ 3 วันสำหรับทีมระดับท็อป ปัญหาที่ตามมาคือ การทดเวลาที่ยืดเยื้อมากเกินไป ระดับ 10 นาทีบวก ๆ ได้สร้างผลกระทบให้กับร่างกายของนักเตะยุคนี้ ที่นอกจากต้องเล่นหนัก วิ่งเยอะขึ้นแล้ว พวกเขายังต้องมาเจอการทดเวลาเพิ่มขึ้นอีก นำมาซึ่งอาการล้า บาดเจ็บ และส่งผลต่อฤดูกาลที่ยาวนานขึ้น 

เสียงบ่นออกมาจากนักเตะหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มนักเตะระดับท็อป อาทิ เควิน เดอ บรอยน์ อดีตจอมทัพของ แมนฯ ซิตี้ ที่ออกมาต่อต้านการทดเวลาตามจริงว่า 

"ผมไม่คิดว่ามันมีเหตุผลเลย … ถ้าเราเล่นกัน 12-13 นาทีเพิ่ม มันจะทำให้เกมยืดเยื้อมากเกินไป บางทีถ้าเราจะเล่นเกมกลางสัปดาห์ แล้วมีทดเวลายาว ๆ อีก มันเหมือนกับการทำงานแบบมีโอทีสองรอบติดกัน" 

ขณะที่ ราฟาเอล วาราน อดีตกองหลังของ เรอัล มาดริด และ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เสริมว่า "ผู้เล่นและผู้จัดการพูดมาหลายปีแล้วว่าเกมมันหนักเกินไป … โปรแกรมแน่นอยู่แล้ว แต่กฎใหม่กลับเพิ่มความยาวของเกมออกไปอีก"

เมื่อมีเสียงวิจารณ์ ก็ต้องตามหาความจริง และเมื่อมีการเปิดเผยว่า จริง ๆ แล้ว ต่อให้เปลี่ยนกฎการทดเวลาจากแบบ "กะเกณฑ์" มาเป็นทดเวลาตามจริง เวลาที่ฟุตบอลอยู่ในสนามและเกมดำเนินเฉลี่ยอยู่ที่ 58.11 นาที เท่านั้น มากกว่าเดิมแค่ราว ๆ 3-4 นาที 

ดังนั้นจึงมีการปรับแก้ให้สมดุลใหม่อีกครั้งในฤดูกาล 2024-25 เพื่อให้เกมไม่ยืดเยื้อเกินไป โดยมีการปรับแก้กฎบางข้อ เช่น กฎการฉลองประตู ที่จะเริ่มจับเวลาทดเพิ่มก็ต่อเมื่อการฉลองประตูนั้นใช้เวลาเกิน 30 วินาที เพื่อให้มีเวลาตามธรรมชาติสำหรับทีมในการกลับไปตั้งตำแหน่งใหม่ รวมถึงกฎการถือบอลของผู้รักษาประตู ที่ยืดหยุ่นขึ้น จาก 6 วินาที เป็น 8 วินาที แต่หากถือบอลเกิน จะกลายเป็นการเสียเตะมุม แทนฟรีคิกสองจังหวะ ที่นอกจากลดการเสียเวลาตอนตั้งกำแพงแล้ว ยังช่วยให้มีโอกาสลุ้นประตูมากขึ้นด้วย

สิ่งเหล่านี้ทำให้การทดเวลาของฟุตบอลในช่วงฤดูกาล 2024-25 และ 2025-26 เป็นการทดเวลาที่ "มากกว่าแบบเก่า" และ "น้อยกว่าแบบใหม่" กล่าวคือแบบเก่าอาจจะทดแค่ 1-2 นาที และแบบใหม่อาจจะทด 7-10 นาที เรามักจะได้เห็นว่าส่วนใหญ่การทดเวลาในปัจจุบันอยู่ที่ราว ๆ 3-5 นาที ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นการหาสมดุลที่ทำได้ดี 

ช่วงการทดเวลาแบบใหม่ (ปัจจุบัน) ยังทำให้เกมสนุกมากขึ้น เพราะทีมที่ตามหลังไม่ได้ถูกปล้นเวลาไปแบบเงียบ ๆ ดังนั้นเกมจะเปิดจนวินาทีสุดท้ายของเกม ทำให้เราได้เห็นประตูในนาทีบาปมากขึ้น โดยที่เกมไม่ยืดเยื้อเตะกันเป็น 100 นาที 

เมื่อประตูมีมากขึ้น ก็ทำให้ได้เห็นเหตุการณ์เกมพลิกบ่อยขึ้น ดราม่ามากขึ้น เกมฟุตบอลสนุกยิ่งขึ้น ซึ่งจุดนี้แฟนบอลอย่างเรา ๆ นี่แหละ ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการแก้กฎ จนเริ่มหาจุดลงตัวได้มากขึ้นกว่าในอดีต 

มีการสรุปจากบทความของ Sky Sports ว่า กฎทดเวลาตามจริง ไม่ใช่การทำให้เกมฟุตบอลยาวขึ้น แต่คือการเอาเวลาที่เคยถูกขโมยกลับคืนมา มันอาจทำให้นักเตะเหนื่อยขึ้น แต่มันทำให้เกมมีความยุติธรรมมากขึ้น 

แม้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด แต่กฎนี้อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดของฟุตบอลยุคใหม่ ที่ทุกวันนี้ทาง FIFA ก็ยังเชื่อว่า พวกเขาจะยังไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนา เพื่อจะทำให้การทดเวลานั้นสมดุลมากขึ้นอีก และทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันมากที่สุดในอนาคต 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.theguardian.com/football/2025/oct/15/longer-games-less-football-ball-play-premier-league
https://www.skysports.com/football/news/11095/12785275/david-dein-on-time-wasting-it-takes-10-seconds-to-score-a-goal-we-need-accuracy
https://talksport.com/football/2007227/premier-league-added-time-new-rules-2024-25-season/

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ