Feature

อาถรรพ์บ้องหรรษา ? : ทำไมในพรีเมียร์ลีก ใคร ๆ ก็กลัวคำสาปรางวัล "ยอดเยี่ยมประจำเดือน" | Main Stand

ทันทีที่สักทีมทำผลงานชนะรวด ๆ ในพรีเมียร์ลีก ก็เริ่มมีการแซวกันว่า หากไม่มีใครหยุดพวกเขาได้ เห็นทีจะต้องถึงมือ "สิ่งนี้" 

 

สิ่งที่ว่านั่นก็คือ รางวัลนักเตะ และ โค้ชยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก ทั้ง ๆ ที่มันควรจะเป็นรางวัลที่ยืนยันว่า คุณทำงานหนัก ทำงานดี มีผลงานทะลุ KPI แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ว่ากันว่า "บ้องหรรษา" ที่เป็นเหมือนโทรฟี่ของรางวัลนี้ กลับมีกลิ่นอายของการ "ต้องคำสาป" 

เรื่องนี้ Main Stand จะไปหาคำตอบว่ามัน "จริงจัง" หรือ "จ้อจี้"

 

กำเนิด "บ้องหรรษา"

แค่ชื่อ "รางวัลยอดเยี่ยมประจำเดือน" ก็เป็นเครื่องยืนยันที่ดีสุด ๆ และผู้ที่ได้รับก็ควรดีใจ เพราะมันหมายความว่า คุณคือนักเตะที่ฟอร์มดีที่สุดในช่วงเวลานั้น หรือเป็นโค้ชที่พาทีมทำผลงานได้อย่างน่าชื่นชมเหนือคนอื่น ๆ

แต่ในฟุตบอลพรีเมียร์ลีก รางวัลนี้กลับถูกเรียกว่า "คำสาป" ที่ตอนแรกเหมือนจะเป็นมุกตลกในกลุ่มแฟนบอล แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้ มันจะกลายเป็นเรื่องที่สร้างความวิตกให้กับแฟนบอลของทีมที่นักเตะหรือโค้ชของพวกเขาได้รับรางวัลนี้จริง ๆ ไปแล้ว

เหตุผลไม่มีอะไรมากนัก เพราะในช่วงหลัง นักเตะที่ได้รางวัล Player of the Month มักจะยิงไม่ได้ ฟอร์มตก หรือบาดเจ็บ อยู่เป็นประจำ ส่วนโค้ชที่ได้รางวัล Manager of the Month เกมต่อมาหลังรับรางวัล มักจะ สะดุด แพ้ หรือโดนจับทางได้ จนผลงานทีมตกลงไปอย่างรวดเร็ว เหมือนเป็นคนละทีมกับเดือนที่แล้ว 
 
เราค้นลงไปในอดีตเพื่อมองหาว่า ต้นกำเนิด "คำสาปรางวัลยอดเยี่ยมประจำเดือน" เริ่มเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อไหร่ และเราพบว่าข้อมูลย้อนหลังที่เก่าที่สุดคือในช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา 

ข้อมูลจาก Manchester Evening News อ้างอิงให้เห็นว่า นับตั้งแต่เริ่มมีการมอบรางวัลดังกล่าวในปี 1993 จนถึงปี 2005 กุนซือที่ได้รับรางวัลนี้มักจะพาทีมเก็บคะแนนเฉลี่ยต่อเกมจาก 2.6 แต้มในเดือนนั้นๆ และลดเหลือเพียง 1.6 ในการแข่งขันครั้งถัดไปหลังได้รางวัล … ข้อมูลอาจเก่า แต่ยังเป็นไปในทิศทางนั้นอยู่จนถึงทุกวันนี้

ส่วนคำว่า “คำสาปผู้เล่น-ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยม” จากหลักฐานอ้างอิง ดูเหมือนจะเริ่มต้นจากสื่ออย่าง The Guardian ที่เริ่มเขียนถึง "คำสาป" นี้แบบจริงจังในช่วงเดือนเมษายน 2011 (ฤดูกาล 2010-11) 

เรื่องของเรื่องคือ ดาวิด ลุยซ์ ในช่วงเวลานั้นเล่นดีมาก ๆ มากจนได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนมีนาคมไปครอง แต่แล้วหลังจากได้รางวัล คล้อยหลังแค่ 2 วัน เชลซี ต้นสังกัด กลับสะดุดให้ทีมท้ายตารางอย่าง สโต๊ก ด้วยการเสมอ 1-1 ในเกมนั้น จอน วอลเตอร์ส กับ เคนวิน โจนส์ จับคู่ถล่มยับใส่ ลุยซ์ จนเขาสร้างความผิดพลาดหลายครั้ง และหลังจากนั้นฟอร์มของ ลุยซ์ ก็หลุดยาว ๆ จนมีผลให้ เชลซี จบอันดับที่ 6 ในซีซั่นดังกล่าว 

"ลุยซ์ นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนมีนาคมของ เชลซี เจอ วอลเตอร์ส และ โจนส์ เล่นงานจนหมดสภาพ และไม่ใช่แค่นั้น ดูเหมือนว่ารางวัลนี้จะคล้ายกับคำสาป ก่อนหน้านี้ พอล สโคลส์ ได้รางวัลเดือนสิงหาคม (2010) แต่จากนั้น ทีมของเขาเสมอถึง 4 จาก 5 เกมถัดมา และยิงประตูไม่ได้อีกเลย, ปีเตอร์ โอเดมวิงกี้ ของ เวสต์บรอมวิช ในเดือนกันยายน (2010) ได้รับบาดเจ็บที่เข่าในเกมถัดไปและต้องพักรักษาตัวนานถึงหนึ่งเดือน"

"โยฮัน เอลมานเดอร์ ผู้ชนะในเดือนพฤศจิกายน (2010) ยิงได้เพียง 2 ประตูใน 3 เดือนถัดมา ซามีร์ นาสรี่ ผู้ชนะในเดือนธันวาคม (2010) เคยยิงได้ด้วยอัตราเฉลี่ย 0.46 ประตูต่อเกม หลังจากนั้น อัตราเฉลี่ยลดเหลือ 0.12 ประตูต่อเกม, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ผู้ชนะในเดือนมกราคม (2011) เคยยิง 5 ประตูจาก 2 เกม กลายเป็นคนที่ยิงไม่ได้อีก 7 นัดติดต่อกัน" ไซมอน เบิร์นตัน นักข่าวของ The Guardian ตั้งข้อสงสัย และไล่พลิกประวัติศาสตร์ผู้ที่ได้รางวัลในยอดเยี่ยมในแต่ละเดือนอย่างชัดเจน 

หลังจากฤดูกาล 2010-11 จบลง ก็เริ่มมีบทความจากสื่อใหญ่ หรือแม้กระทั่งเว็บบอร์ดและแฟนไซต์ของทีมต่าง ๆ เริ่มเอาเรื่องนี้มาพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ 

อย่างเช่นในฤดูกาลต่อมา 2011-12 แฟนบอลในเว็บบอร์ดของ แมนฯ ซิตี้ เริ่มตั้งกระทู้ว่า "นี่อาจดูเหมือนงมงายไปหน่อย แต่ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่เราโหวตเลือกผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำเดือน ผู้เล่นคนนั้นมักจะประสบกับโชคร้ายบางอย่างตามมา" ก่อนที่จะอ้างอิงว่า เอดิน เชโก้ (ชนะเดือน สิงหาคม 2011) และ ดาบิด ซิลบา (ชนะเดือน กันยายน 2011) ต่างฟอร์มตกและบาดเจ็บทันทีหลังได้รางวัลในฤดูกาล 2011-12 

และท้ายที่สุดแล้ว ทุกวันนี้ กลายเป็นสิ่งที่แฟนบอลแทบทุกทีมลงความเห็นตรงกันว่า ... "ถ้าเป็นไปได้ ไม่ต้องแจกให้ทีมเราได้ไหม ?"  

ทำไมมันถึงเลยเถิดมาได้ขนาดนั้น จากรางวัลอันน่าภูมิใจ กลายเป็นอาถรรพ์ได้อย่างไรกัน ? 

 

รางวัลที่ควรเป็นเกียรติ … แต่กลับไม่มีใครอยากได้

ขึ้นชื่อว่า "อาถรรพ์" มันก็เป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้และยากจะพิสูจน์ว่ามันจริงเท็จมากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถอ้างอิงและเอามาค้านเรื่องนี้ได้ก็คือ "จะมีนักเตะกี่คนบนโลกนี้ที่ฟอร์มดีได้ทั้งซีซั่น" หรือเอาง่าย ๆ ที่สุดก็คือ จะมีนักเตะในพรีเมียร์ลีกสักกี่คนที่ยิงประตู 8 เกมติดต่อกันในระยะเวลา 2 เดือน 

ในโลกฟุตบอลปัจจุบันมันยากมากที่จะทำแบบนั้น นักฟุตบอลก็เหมือนอาชีพอื่น ๆ บางคนพีกขึ้นมาเกินจริงมาก ๆ ในรอบ 1 เดือนจนได้รับรางวัล และหลังจากนั้นพวกเขาก็กลับคืนสู่ฟอร์มที่เป็นค่าเฉลี่ย ... มีขึ้นก็มีลงเป็นปกติ แม้แต่ยอดนักเตะก็เคยผ่านช่วงฟอร์มตกมาแล้วทั้งนั้น 

ความจริงที่สามารถจับต้องได้ก็คือทันทีที่คุณได้รางวัล คุณจะกลายเป็นเป้าสำคัญ เป็นผู้เล่นที่ทีมอื่น ๆ ต่างหมายหัวเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่ง ทุกทีมจะศึกษาแท็กติกคุณละเอียดกว่าเดิม อัดหนักกว่าเดิม และพยายามปิดจุดเด่นของคุณให้ได้ในทางใดก็ทางหนึ่ง 

ไม่ต่างกันกับโค้ชที่ได้รับรางวัลนี้ เว็บไซต์ Football365 วิเคราะห์รางวัล Manager of the Month ไว้ชัดเจนว่า "มันไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไรที่หลายทีมจะทำผลงานเกินศักยภาพจริงในเดือนนั้นได้ ไม่มีทีมไหนที่จะติดลมบนเล่นด้วยฟอร์มสวยสดเก็บชัยชนะ 100% หรือไร้พ่ายได้ทุกเดือนหรอก มันยากมาก ๆ ในฟุตบอลยุคนี้"

"ดังนั้นเมื่อทุกอย่างกลับสู่ความจริง ผลการแข่งขันก็ย่อมดรอปลง ไม่ใช่เพราะแย่ลง แต่บางครั้งมันอาจเพราะว่ามันดีเกินไปตั้งแต่แรก" เอียน วัตสัน ผู้เขียนบทความใน Football365 ว่าแบบนั้น 

ตัวอย่างที่ยืนยันคำกล่าวนี้ได้ดีคือ รูเบน อโมริม คว้ารางวัลกุนซือยอดเยี่ยมในเดือนตุลาคม 2025 จากการพาทีมชนะ 3 เกมรวด (ชนะ ซันเดอร์แลนด์ 2-0, ชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 และชนะ ไบรท์ตัน 4-2)  จะบอกว่าเล่นดีเป็นปกติก็คงไม่ใช่ เพราะไม่อย่างนั้นค่าเฉลี่ยการพาทีมชนะของเขาตลอดการคุมทีมปีศาจแดงคงไม่ได้อยู่ที่แค่ 38.10% แน่ ๆ

และแน่นอนว่าหลังจาก 3 เกมที่เขาพาทีมชนะรวด 3 นัดได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่คุมทีม อโมริม ก็ไม่สามารถพาทีมเก็บชัยชนะได้เลยในอีก 3 เกมต่อมา (เสมอ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 2-2, เสมอ สเปอร์ส 2-2 และ แพ้ เอฟเวอร์ตัน คาบ้าน 0-1)

ไม่ใช่แค่ อโมริม เท่านั้น ยังมีโค้ชและนักเตะอีกหลายคนที่รับรางวัลแล้ว ผลงานดรอปลงในลักษณะเดียวกันนี้ อาทิ อาร์เน่อ ชล็อต (เดือนสิงหาคม 2025), โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ (เดือนกันยายน 2025) และ เอ็นโซ่ มาเรสก้า (เดือน พฤศจิกายน 2025) ... ปลายทางของกุนซือเหล่านี้ ก็ไม่สามารถต่อยอดผลงานที่ยอดเยี่ยมได้ทั้งหมด หนำซ้ำ ชล็อต และ กลาสเนอร์ ก็มีข่าวเรื่องการโดนปลดออกมาเรื่อย ๆ ส่วน มาเรสก้า ถูก เชลซี แจกซองขาวไปเรียบร้อยแล้ว 

ฟอร์มที่ดีเกินไป มักยืนระยะยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมที่ยังมีระบบทีมไม่แน่นอน หรือไม่มีนักเตะที่สามารถหมุนเวียนโรเตชั่นกันลงสนามได้ดีพอ ... และคุณต้องเข้าใจว่า ความสม่ำเสมอไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่าย ๆ ในโลกฟุตบอลปัจจุบัน แม้แต่ทีมที่ขุมกำลังดีที่สุดในลีกอย่าง แมนฯ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล ที่ว่ากันว่ามีนักเตะมากพอจะลงเล่นทั้งซีซั่น ก็ยังมีช่วงแกว่ง ช่วงเสียกำลังใจจนเล่นผิดฟอร์มให้เราเห็นอยู่เสมอ 

ท้ายที่สุดแล้ว มันเป็นปกติของโลกฟุตบอลสำหรับฟอร์มที่แพ้บ้าง พลาดบ้าง ทุกทีมล้วนต้องมี นักเตะทุกคนล้วนมีจังหวะที่ฟอร์มตก ... ทว่าคุณจะบอกว่าสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่เกี่ยวเลยก็ไม่ได้ เพราะในโลกของฟุตบอลระดับสูง เรื่องของสภาพจิตใจ ก็สำคัญไม่แพ้เรื่องคุณภาพในสนาม

 

ภาระทางจิตใจที่มองไม่เห็น

ในโลกของจิตวิทยาการกีฬา สิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับนักเตะหรือนักกีฬาอาชีพทั่วโลกไม่ใช่เสียงโห่จากแฟนบอลในสนาม หรือแท็กติกที่คู่แข่งจับตายพวกเขา แต่สิ่งนั้นคือ "ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นหลังความสำเร็จ"

งานวิจัยด้าน Sport Psychology และ Performance Psychology ชี้ตรงกันว่า ใครก็ตามที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ เช่น รางวัล เกียรติยศ หรือได้รับการยกย่องในที่สาธารณะ สมองจะเปลี่ยนกรอบการประเมินตัวเองทันที

จากเดิมที่พวกเขาเคยบอกตัวเองว่า "จะทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้" แต่เมื่อได้รับรางวัลแล้ว เป้าหมายก็จะสูงขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็คือเป้าหมายในใจที่จะเอาชนะตัวเอง กลายเป็นว่าเกิดความรู้สึกว่า "ต้องทำทีมให้ได้มากกว่าเดิม หรืออย่างน้อยที่สุดก็ขอให้ดีเท่าเดิม" ... สิ่งนี้เรียกกันง่าย ๆ ว่า "แรงกดดัน" 

ถึงวันนี้ พรีเมียร์ลีกยังคงมอบรางวัลนี้ทุกเดือน นักเตะและโค้ชยังยิ้มเมื่อได้ถ่ายรูปตอนถือ "บ้องหรรษา" แต่พวกเขาต่างรู้ว่า เดือนหน้าทุกอย่างจะไม่ง่ายเหมือนเดิม 

คำสาป "บ้องหรรษา" อาจไม่ใช่พลังลึกลับ ไสยศาสตร์ หรือแค่เรื่องโชคร้าย แต่มันคือ ภาพสะท้อนของฟุตบอลระดับสูงสุดที่ไม่มีใครสามารถพีกได้ตลอดเวลา และไม่มีใครหนีความคาดหวังที่เกิดขึ้นไปได้ ... เพราะในวงการนี้ ชัยชนะ สำคัญที่สุด 

ดังนั้นมันคงจะดีกว่า หากทุกคนสามารถปรับแนวคิดและทำความเข้าใจได้ว่า รางวัลยอดเยี่ยมประจำเดือนไม่ใช่เส้นชัย แต่มันคือป้ายเตือนว่าหลังจากนี้พวกเขาจะต้องเจอกับบททดสอบที่หนักกว่าเดิม และโลกในโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ก็โหดร้ายไม่ปราณีใคร เมื่อคุณฟอร์มตก รักษาความต่อเนื่องไม่ได้ จะไม่มีใครเมตตาแน่ แม้คุณเพิ่งได้รางวัลยอดเยี่ยมมาสด ๆ ร้อน ๆ ก็ตาม

สิ่งนี้ไม่ใช่คำสาป แต่มันคือสิ่งที่กำลังจะบอกความจริงว่า บนเส้นทางของมืออาชีพ การพัฒนาตัวเองในทุก ๆ วันเท่านั้น ที่เป็นคำตอบสุดท้ายในการรักษาความเป็นมืออาชีพของตัวเอง 

 

แหล่งอ้างอิง

https://forums.bluemoon-mcfc.co.uk/threads/bluemoon-player-of-the-month-curse.244677
https://www.football365.com/news/feature-premier-league-manager-of-the-month-2022-23-winners-curse
https://www.theguardian.com/football/2022/apr/07/premier-league-curse-manager-of-the-month-award
https://www.reddit.com/r/soccer/comments/mn1i1x/is_the_manager_of_the_month_award_really_a_curse/?rdt=48027
https://www.manchestereveningnews.co.uk/sport/football/football-news/man-city-boss-pep-guardiola-22423983

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

สรัช สวัสดีแป้น

ออกแบบภาพ กราฟิก Main Stand