
หากดูเพียงตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 ภาพของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ คือทีมระดับกลางค่อนล่าง แข่งไป 23 นัด อยู่อันดับ 14
แต่พอหันไปมองอีกเวทีหนึ่ง ภาพกลับ “ตรงข้าม” อย่างสิ้นเชิง ใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบลีก สเปอร์ส ลงเล่น 8 นัด เก็บได้ 17 คะแนน จบอันดับ 4 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบสวย ๆ เหนือทีมอย่าง เรอัล มาดริด, ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง และอีกหลาย ๆ ทีมที่ดูมีภาษีกว่าพวกเขามาก
คำถามคือ … ทำไมทีมเดียวกัน นักเตะชุดเดียวกัน โค้ชคนเดิม ถึงมีผลงานต่างกันราวกับอยู่คนละโลก ? ติดตามกับ Main Stand
ธรรมชาติของเกมที่ต่างกัน
อย่างแรกเลยก็ต้องบอกว่า ในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบลีก มีธรรมชาติของเกมที่แตกต่างกับพรีเมียร์ลีกอย่างสิ้นเชิง
พรีเมียร์ลีกเป็นฟุตบอลที่ใช้พละกำลังเยอะ ไม่ว่าคุณจะวัดจากการเข้าปะทะ เข้าถึงบอล หรือวัดจากระยะการวิ่งของนักเตะ โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของพรีเมียร์ลีก เปิดเผยว่า โดยทั่วไปนักเตะในพรีเมียร์ลีกจะวิ่งกันอยู่ที่ประมาณ 10-12 กิโลเมตรต่อ 1 เกม โดยตำแหน่งที่วิ่งมากที่สุดจะเป็นนักเตะกองกลาง ที่อาจจะวิ่งสูงถึงนัดละ 13 กิโลเมตรขึ้นไป ขณะที่ในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก จากการนับสถิติ 2 ซีซั่นหลังในรอบลีก นักเตะจะวิ่งโดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว ๆ 10.2 กิโลเมตรต่อ 1 เกม ส่วนตำแหน่งที่วิ่งเยอะที่สุดคือกองกลางที่จะวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่เกมละ 11.9 กิโลเมตร
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลระบุว่า นอกจากในพรีเมียร์ลีกจะวิ่งเยอะตามระยะทางแล้ว ในการวิ่งแต่ละครั้งยังถือว่าเป็นลีกที่จำนวนการสปรินท์ (วิ่งแบบเร่งความเร็ว) สูงกว่าลีกอื่น ๆ ในยุโรปด้วย มันแปลได้ชัดเจนว่า ลีกอังกฤษตอนนี้ บู๊แหลกและพละกำลังอาจจะสำคัญกว่าเทคนิคด้วยซ้ำ

โดยสรุปคือ ในขณะที่พรีเมียร์ลีกวัดกันที่พลังความอึดและความแข็งแกร่งเป็นหลัก แชมเปี้ยนส์ลีกจะมีความเป็นเกมมากกว่า หลาย ๆ ทีมเลือกจะเล่นด้วยแท็กติกที่เหนียวแน่นรัดกุม เพราะเพียงแค่ 1 คะแนน หรือลูกได้เสียแค่ 1 ลูกก็สามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ในตารางได้ ... ทั้งนี้เราไม่ได้หมายถึงแชมเปี้ยนส์ลีกรอบลีกนั้นง่ายกว่าพรีเมียร์ลีก แต่ที่เรากำลังจะบอกคือ สเปอร์ส ในมือของ โธมัส แฟรงค์ คือทีมที่ชอบเจอกับทีมที่เป็นบอลแท็กติกมากกว่า
แท็กติกที่ สเปอร์ส ถนัดในฤดูกาลนี้ชัดว่ามันเป็นการเล่นสวนกลับแบบเป็นจังหวะ มากกว่าการโหมบุกใส่ทั้งเกม สถิติใน 8 เกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบลีกระบุว่า สเปอร์สมักไม่ได้ครองบอล 60-65% แบบพรีเมียร์ลีก พวกเขาเลือกเล่นเกมยุโรปในรูปแบบที่ รอจังหวะ ใช้ความเร็วของแนวรุก และ โจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับคู่แข่ง
เกมแบบนี้เหมาะกับนักเตะตัวหลักหลายคน ไม่ว่าจะเป็นปีกที่ชอบเล่นพื้นที่ หรือกองหน้าที่เก่งการโจมตีช่องว่าง จะเห็นได้ว่าหลายคนโชว์ฟอร์มดีมากในฟุตบอลยุโรป เช่น ชาวี ซิโมนส์, ร็องดาล โกโล มูอานี่ หรือแม้แต่ โมฮาเหม็ด คูดูส ที่เป็นกลไกสำคัญในการขึ้นเกมรุกของทีมในช่วง 5-6 เกมแรก ก่อนเจ้าตัวจะได้รับบาดเจ็บ
ฟุตบอลของ แฟรงค์ เป็นแบบนี้มาเสมอตั้งแต่ตอนที่เขาคุม เบรนท์ฟอร์ด แล้ว การเล่นบอลแนวลึก ใช้พละกำลัง และความแข็งแกร่งบดบี้เอาบอลกลับมาและเข้าทำด้วยความเร็วในจังหวะสวนกลับ ถือเป็นทีเด็ดที่หลาย ๆ ทีมในฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีก โดยเฉพาะทีมที่ไม่ได้เป็นทีมระดับท็อปยากจะรับมือ สุดท้ายกลายเป็นบอลเข้าทาง ยิ่งคู่แข่งเล่นช้า เข้าทำช้า สเปอร์สก็ยิ่งปิดแผลเกมรับของตัวได้ดีมากขึ้น กลับกัน มันยังทำให้พวกเขาใช้จุดแข็งในความเร็วและความแข็งแรงของนักเตะเกมรุกได้มากขึ้น ผลงานจึงจับต้องได้ เสียประตูน้อยกว่าในลีกอย่างเห็นได้ชัด

ตัดภาพกลับมาที่ฟุตบอลลีก พวกเขามีปัญหาแทบทุกครั้งเวลาที่ต้องเป็นฝ่ายครองบอลโหมบุกใส่คู่แข่ง จนทำให้พลาดแต้มสำคัญ ๆ กับการเจอกับทีมเล็ก ๆ ที่พวกเขาดูเป็นต่ออยู่เสมอ พวกเขามักจะพลาดง่าย ๆ เช่น เสียบอลกลางทาง หรือเกิดความผิดพลาดส่วนบุคคล จนนำไปสู่การเสียประตูอยู่บ่อย ๆ
และที่สำคัญ ความแข็งแรงรวดเร็ว ที่พวกเขาเคยเอาใช้กดทีมในแชมเปี้ยนส์ลีกไม่สามารถใช้ในพรีเมียร์ลีกได้ เพราะฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในตอนนี้ถือว่าเป็นยุคทองของสายถึกสายแข็งแรงอย่างแท้จริง
เจมี่ คาร์ราเกอร์ ยังเคยออกมาพูดถึงประเด็นทีมอย่าง สเปอร์ส และ ลิเวอร์พูล ที่เล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกได้ดี แต่เล่นในลีกได้แย่ว่า อาจเกิดจากความแข็งแรง และความเป็นรองเรื่องความบ้าบิ่นก็เป็นได้
"ผมคิดถึงสามสิ่งสำคัญที่คุณต้องเผชิญในพรีเมียร์ลีก นั่นก็คือลูกตั้งเตะและการทุ่มไกล ฟุตบอลสวนกลับทั้งฝ่ายรุกและฝ่ายรับ และถ้าคุณเป็นทีมชั้นนำอย่างลิเวอร์พูล หรือแม้กระทั่งทีมอย่างท็อตแน่ม คุณต้องเจอกับการตั้งรับลึก ซึ่งพวกเขารับมือกับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เลย"
ขุมกำลังเชิงลึก บวกโปรแกรมที่เป็นใจ
อีกสิ่งหนึ่งที่ทีมจากอังกฤษได้เปรียบทีมลีกอื่น ๆ ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ก็คือเรื่องขุมกำลังเชิงลึก เหตุผลสำคัญไม่มีอะไรมากกว่าเรื่องของงบประมาณในการทำทีมแต่ละปี ซึ่งสเปอร์สเองก็เป็นทีมที่ลงทุนซื้อนักเตะถึง 11 คน ตั้งแต่ซัมเมอร์ 2025 จนถึง ณ ปัจจุบันของตลาดซื้อขายเดือนมกราคม 2026
สเปอร์ส มีนักเตะในทีมชุดใหญ่ถึง 25 คน และเป็นนักเตะระดับติดทีมชาติชุดใหญ่มาแล้วแทบทั้งหมด ยกเว้นแค่ อาร์ชี่ เกรย์ และ วิลสัน โอโดแบร์ต เท่านั้น เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเหนือกว่าทีมอื่น ๆ ที่พวกเขาเจอในแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นอย่างมาก (ยกเว้น เปแอสเช)
มันคือเรื่องคุณภาพนักเตะโดยรวมทั้งทีม ซึ่งจุดนี้ถือเป็นความได้เปรียบ อย่างน้อยที่สุด ถึงแม้ในลีก สเปอร์สจะไม่สามารถเลือกเน้นเกมไหนเป็นพิเศษได้เพราะว่าต้องเน้นทุกนัด แต่ในแชมเปี้ยนส์ลีกที่โดยธรรมชาติคือเกมที่เน้นกันแบบนัดต่อนัด ทำให้กุนซืออย่าง โธมัส แฟรงค์ สามารถโฟกัสนักเตะตัวจริงล่วงหน้าได้ในแต่ละเกม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณมองไปยัง 8 ทีมที่ สเปอร์ส ต้องเจอในรอบลีก จะเห็นได้ว่า นอกจาก เปแอสเช แชมป์เก่าแล้ว พวกเขาแทบจะไม่เจอทีมระดับโหดหิน และโปรแกรมที่สามารถกาหัวได้เลยว่า "ได้แค่แต้มเดียวก็ยังดี"
โปรแกรมของ สเปอร์ส ทั้ง 8 นัดประกอบด้วย (เหย้า) ชนะ บียาร์เรอัล 1-0 (เหย้า), เสมอ โบโด กลิมท์ 2-2 (เยือน), เสมอ โมนาโก 0-0 (เยือน), ชนะ โคเปนเฮเก้น 4-0 (เหย้า), แพ้ เปแอสเช 3-5 (เยือน), ชนะ สลาเวีย ปราก 3-0 (เหย้า), ชนะ ดอร์ทมุนด์ 2-0 (เหย้า) และ ชนะ แฟรงค์เฟิร์ต 2-0 (เยือน) ... นี่คือโปรแกรมที่ต้องบอกว่า หากคุณบริหารทีมและโรเตชั่นดี ๆ ก็ไม่ยากจนเกินไปที่จะเป็นผู้ชนะได้อย่างแท้จริง
แม้หลายคนจะบอกว่าในแชมเปี้ยนส์ลีกไม่มีเกมไหนง่าย แต่โปรแกรมที่สเปอร์สได้เล่นในรอบลีกทั้งหมด 8 เกม ก็ต้องบอกว่า เอื้อต่อการหมุนเวียนนักเตะและการวางแผนล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี จุดนี้ถือว่าพวกเขามีโชคในการจับฉลากก็คงพูดได้ไม่ผิดนัก หากเทียบกับทีมอื่น ๆ ที่อาจจะต้องชนกับทีมใหญ่หลายนัด อาทิ อาร์เซน่อล ที่ต้องเล่นกับทั้ง เรอัล มาดริด, อินเตอร์ มิลาน, แอตเลติโก มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค
“แรงจูงใจ” และสภาพจิตใจ
อีกหนึ่งเรื่องที่จะไม่ให้เครดิต สเปอร์ส ก็ไม่ได้คือ ต่อให้พวกเขาจะเจอโปรแกรมที่ง่าย แต่ว่ากันตามตรง พวกเขาก็วางแผนสำหรับแต่ละเกมได้เป็นอย่างดี เกมไหนที่เล่นนอกบ้าน สถิติจะฟ้องว่า สเปอร์ส จะเป็นทีมที่เน้นเกมรับ กระชับพื้นที่ในแดนหลัง และใช้การสวนกลับที่แม่นยำ หรือในเกมไหนที่เป็นเกมเยือนยาก ๆ และทีมเล่นได้ไม่เป็นใจ แต่แท็กติกเน้นรับแล้วสวน ก็ยังทำให้พวกเขาเก็บ 1 แต้มได้ อาทิ เกมกับ โมนาโก ที่ กิลเยร์โม่ วิคาริโอ โชว์ฟอร์มเซฟเหลือเชื่อหลายครั้งจนได้รางวัลแมนออฟเดอะแมตช์ไปครอง
ภาษากายในแต่ละนัดของนักเตะ สเปอร์ส ค่อนข้างชัดเจนว่าพวกเขาลงเล่นอย่างมีเป้าหมาย นักเตะหลายคนเล่นแชมเปี้ยนส์ลีกด้วยความรู้สึกว่า “นี่คือเวทีพิสูจน์ตัวเอง” บรรยากาศไฟสาด เพลงประจำรายการ คู่แข่งระดับทวีป ทำให้นักเตะบางคนยกระดับฟอร์มโดยอัตโนมัติ ที่เห็นได้ชัดมาก ๆ คือเกมรับของ สเปอร์ส ดีขึ้นมาก ๆ เมื่อต้องเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก

จาก 8 เกมที่ลงเล่นในรอบลีก สเปอร์ส เก็บคลีนชีทได้ถึง 6 เกม โดยเกมเหย้าพวกเขาคว้าชัยชนะ 100% ... มีหลายเกมที่ สเปอร์ส เล่นได้ดีมาก ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งเกมกับ เปแอสเช ที่พวกเขาเล่นได้ดีในหลายจังหวะ จนยิงประตูที่ ปาร์ค เดอ แพรงส์ ได้ถึง 3 ลูก หรือแม้กระทั่งเกมกับ โบโด กลิมท์ ที่พวกเขาโดนนำไปก่อนถึง 2-0 แต่ก็ไล่ตีเสมอในช่วง 20 นาทีสุดท้ายเป็น 2-2
มันเห็นได้ชัดว่า เมื่อพวกเขาได้เล่นเกมแบบที่ตัวเองถนัด และเป็นเกมที่มีเป้าหมายชัดเจนคือไม่เสียประตูไว้ก่อน รวมถึงการเป็นทีมคนหนุ่มที่อยากพิสูจน์ตัวเองในเวทียุโรป ทำให้รูปแบบการเล่นของ สเปอร์ส ในบอลถ้วยยุโรปจึงกลายเป็นทีมที่เหนียวแน่น สวนคม และมีคาแร็คเตอร์ที่ดี
ทว่าในพรีเมียร์ลีกมันแตกต่างออกไป ฟุตบอลลีกสามารถเปิดโปงข้อจำกัดของ สเปอร์ส ออกมาได้มากกว่า เพราะวัดกันด้วยความสม่ำเสมอ ความลึกเชิงขุมกำลังที่ทุกทีมก็มีงบซื้อนักเตะเยอะไม่แตกต่างกันนัก เหนือสิ่งอื่นใด คือการเจอทีมตั้งรับต่ำ ที่เป็นปัญหาเสมอสำหรับ สเปอร์ส ในซีซั่นนี้
ฤดูกาล 2025-26 จึงกลายเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า สเปอร์ส กำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลก 2 ใบ ใบหนึ่งคือโลกความจริงอันโหดร้ายของพรีเมียร์ลีก ที่พวกเขาต้องมีคุณภาพ แข็งแกร่ง และมีความสม่ำเสมอกว่านี้ แตกต่างกับในแชมเปี้ยนส์ลีกที่อะไร ๆ หลายอย่างเป็นใจ และเข้าทางพวกเขา จนกลายเป็นเวทีที่ทำให้พวกเขายังพอมีที่ยืน และมีความหวัง

คำถามสำคัญต่อจากนี้ก็คือ หลังจากรอบลีก ความกดดันในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบน็อกเอาต์จะมากขึ้นเรื่อย ๆ ทีมที่ สเปอร์ส จะต้องเจอ จะไม่ใช่ทีมจากลีกเล็ก ๆ อีกแล้ว เหล่าทีมจาก 5 ลีกใหญ่จะตบเท้าเรียงหน้าเข้าดวลกับพวกเขามากขึ้น และความเข้มข้นที่รออยู่ จะยากไม่แพ้ในพรีเมียร์ลีกแน่นอน
ของจริงสำหรับ สเปอร์ส จะเริ่มจากตรงนี้ และคำถามสำคัญต่อจากนี้คือ … พวกเขาจะยกระดับในช่วงครึ่งซีซั่นที่เหลือได้หรือไม่ ?
แหล่งอ้างอิง
https://talksport.com/football/3938165/jamie-carragher-liverpool-cope-premier-league-arne-slot-sack/?utm_source=chatgpt.com
https://www.researchgate.net/publication/364081388_Match_Running_Performance_in_UEFA_Champions_League_Do_More_Successful_Teams_Really_Run_Less?
https://insider.espn.com/soccer/insider/story/_/id/44785398/speed-ranking-which-european-teams-cover-most-ground-fastest?utm_source=chatgpt.com
https://en.wikipedia.org/wiki/2025%E2%80%9326_Tottenham_Hotspur_F.C._season#In
https://www.reddit.com/r/football/comments/urp9me/ucl_vs_english_premier_leaguewhich_is_harder_to/?rdt=60823
https://tomkinstimes.substack.com/p/the-epl-now-stronger-than-the-champions