Feature

ย้อนรอยกำเนิดปีกเทพวานร : จากแบ็กเป็นปีก "ดอร์กู" มีสิทธิ์เป็นเหมือน "เบล" ได้จริงหรือ ? | Main Stand

มีม "แกเร็ธ ดอร์กู" ที่เกิดขึ้นจากการแซว แพทริก ดอร์กู ว่าตอนนี้เล่นปีกซ้ายได้ดุดันเหมือนกับ แกเร็ธ เบล คือสิ่งทุกคนน่าจะได้เห็นกันบ่อย ๆ 

 

แน่นอนว่ามันเป็นมุก และ ดอร์กู ในวันนี้ ก็ยังห่างไกลกับสิ่งที่ เบล ผู้ได้รับการยกย่องเป็นนักเตะระดับ "เวิลด์คลาส" ทำได้

แต่อย่างน้อยเมื่อเราย้อนไปในอดีต เรากลับพบว่าจุดเริ่มต้นของทั้ง 2 คนคล้ายกันในบางเรื่อง และมันชวนคิดต่อจากมีมว่า ในชีวิตจริง ดอร์กู พอจะมีหวังไปถึงจุดนั้นบ้างหรือเปล่า ? 

 

ระดับโลกอย่าง เบล ก็เคยถูกมอง "โบ๋" 

แกเร็ธ เบล อาจจะโด่งดัง เก่งกาจ และประสบความสำเร็จกับตำแหน่งปีก ทว่าในช่วงเริ่มต้น เขาโตขึ้นมากับการเล่นตำแหน่งแบ็กซ้ายมาก่อน 

มาถึงตรงนี้คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นการจับแพะชนแกะถ้าจะเอาไปเทียบกับ แพทริก ดอร์กู ... แต่ใจเย็น ๆ แล้วลองคิดกันต่ออีกสักหน่อย โดยอ้างอิงความจริงและเสริมจินตนาการเข้าไปสักเล็กน้อย คุณอาจจะสนุกกับการย้อนอดีตครั้งนี้ 

หลายคนอาจจะคิดว่า เบล กับ ดอร์กู นั้นเหมือนกันแค่เริ่มจากตำแหน่งแบ็ก ส่วนชื่อชั้นและฝีเท้านั้นคนละเรื่อง จริงอยู่ที่ ดอร์กู ย้ายมาจากทีมระดับหนีตกชั้นใน กัลโช่ เซเรีย อา อย่าง เลชเช่ ยังมีความดิบ และยังต้องใช้เวลาอีกมากเพื่อพัฒนา มองดูแล้วห่างชั้น แกเร็ธ เบล ที่เป็นนักเตะ "วันเดอร์คิด" ตั้งแต่วัยทีนเอจ  

แต่ที่สุดแล้วก็ไม่ควรลืมว่า ตอนที่ เบล เริ่มมีชื่อขึ้นมาในตำแหน่งแบ็กซ้ายกับต้นสังกัดอย่าง เซาธ์แฮมป์ตัน ทีมนักบุญก็ยังเล่นอยู่ในระดับ แชมเปี้ยนชิพ และเป็นทีมระดับกลาง ๆ ของลีกอยู่เลยด้วยซ้ำ 

ดังที่กล่าวมาในข้างต้น เบล ดังมากับ เซาธ์แฮมป์ตัน และได้เล่นชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 18 ปี ก่อนที่ทีมนักบุญจะมีปัญหาด้านการเงินและจำเป็นต้องขายนักเตะออกไป สุดท้าย ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ก็จ่ายค่าตัวเขารวม ๆ ทั้งหมดราว ๆ 8-10 ล้านปอนด์ในปี 2007 ซึ่งตอนนั้นถือเป็นราคาที่แพงระดับหนึ่ง ด้วยวัยและคลาสที่ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองในระดับพรีเมียร์ลีกเลย

ฤดูกาล 2007-08 อาจจะไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนักสำหรับ เบล เขามาที่สเปอร์ส ในยุคที่เปลี่ยนกุนซือกลางคัน และไม่ว่าจะเป็นการคุมทีมของ มาร์ติน โยล หรือ ฆวนเด้ รามอส งานของ เบล ก็ไม่ได้จะดีขึ้นสักเท่าไหร่ เบล เองประสบปัญหาในการแย่งตำแหน่งแบ็กซ้ายของทีม ที่ ณ เวลานั้นมีทั้ง อี ยอง-เปียว, จิลแบร์โต้ และ เบอนัวต์ อัสซู-เอก็อตโต้ คอยชิงตำแหน่งกัน 4 คนเหมือนกับเก้าอี้ดนตรี กล่าวคือเมื่อคุณได้เล่น คุณต้องอย่าทำพลาด หรือพยายามอย่าอยู่ในเกมที่ทีมได้ความพ่ายแพ้เป็นผลการแข่งขัน เพราะนั่นจะเป็นโอกาสให้แบ็กซ้ายคนอื่น ๆ ขึ้นมาเล่นแทน 

ด้วยความกดดันในเรื่องการแย่งตำแหน่งบวกกับอายุ ทำให้ เบล ในวัย 18 ปี ได้เล่นบ้างไม่ได้เล่นบ้าง แถมยังได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาในช่วงเดือนธันวาคม 2007 ต้องพักยาวจนจบซีซั่น และเมื่อได้ลงเล่น ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก เรียกได้ว่า ณ เวลานั้น จุดเด่นด้านความเร็วของเขา ยังขึ้นชื่อไม่เท่ากับความแม่นยำในการเตะลูกนิ่งเลยด้วยซ้ำ 

ในช่วง 3 ฤดูกาลแรกกับ สเปอร์ส แม้ เบล จะถนัดตำแหน่งแบ็กซ้ายมากที่สุด แต่เขามีปัญหากับการเล่นแบ็กซ้ายเป็นประจำ กล่าวคือ มีเซนส์ด้านเกมรับน้อย แสดงความผิดพลาดแบบเข้าตาบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เกิดจากการอ่านจังหวะเกมรับไม่ดี การยืนตำแหน่งที่ผิดพลาด การเติมแล้วถอยลงไม่ทัน รวมไปถึงเสียฟาวล์ให้คู่แข่งในพื้นที่อันตราย

อลัน แฮนเซ่น กูรูฟุตบอลที่เป็นอดีตกองหลังแท้ ๆ เคยวิจารณ์ เบล ในช่วงแรก ๆ กับ สเปอร์ส ว่า "เขาไม่ได้อ่านเกมรับแบบแบ็กอาชีพ เวลาเขาต้องตั้งรับ เขาคิดมากเกินไป ปัญหาของเบลในตำแหน่งแบ็กซ้าย ไม่ใช่ความพยายาม แต่คือการตัดสินใจมากกว่า ผมคิดว่าเขาไม่ได้มีเซนส์ทางด้านเกมรับเท่าไรนัก" 

 

คำสาป แกเร็ธ เบล

นอกจากคำพูดนี้ ยังมีอีกสถิติที่ยืนยันได้ว่า เบล ไม่ใช่แบ็กซ้ายที่ดี และเคยมีข่าวว่าเกือบโดน สเปอร์ส ขายเลหลังให้กับทีมในลีกรอง อย่าง เบอร์มิงแฮม ด้วยค่าตัวแค่ 3 ล้านปอนด์มาแล้วก็คือ ใน 24 เกมลีกแรกที่เขาลงเล่นตำแหน่งแบ็กซ้ายให้ทีมไก่เดือยทอง ทีมไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้เลย แถมยังเป็นคนที่มักทำเรื่องให้ทีมต้องเสียประตูอยู่บ่อย ๆ ช่วงนั้นถึงขั้นมีมุก "คำสาป แกเร็ธ เบล" เลยด้วยซ้ำ เพราะลงเมื่อไหร่ทีมก็ไม่เคยชนะ 

หลายครั้งเขาเป็นตัวสำรองในเกมที่ สเปอร์ส ออกนำคู่แข่งห่าง 2-3 ลูก แฟนบอลมักจะตะโกนแซวให้เปลี่ยนตัวเขาลงสนามและบอกว่า "ได้เวลาส่งเขาลงมายุติคำสาป ล้างบาปให้เขากลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง" 

"ในช่วงต้นอาชีพค้าแข้งกับ ท็อตแน่ม เบล ได้เข้าไปพัวพันกับสถิติที่ไม่ค่อยดีนักอย่างหนึ่ง เขาเซ็นสัญญากับสโมสรในเดือนพฤษภาคม 2007 แต่กว่าจะได้มีส่วนร่วมในชัยชนะในพรีเมียร์ลีกครั้งแรกในชีวิต ก็ต้องรอจนถึงเดือนกันยายน 2009 ซึ่งเป็นเวลากว่า 2 ปีหลังจากที่ สเปอร์ส ซื้อตัวเขามา โดยเขาลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงท้ายเกมในนัดที่สเปอร์สเอาชนะเบิร์นลีย์ได้" Bleacher Report เขียนบรรยายถึงช่วงแรกที่ แกเร็ธ เบล ต้องพยายามเอาตัวรอดกับการเล่นตำแหน่งแบ็กซ้าย 

ส่วนหากมองจากอีกด้าน คือด้านภาพรวมของสโมสร สเปอร์ส ในเวลานั้นก็ต้องบอกว่า ไม่ได้ส่งเสริมดาวรุ่งอย่างเขานัก 

สื่อบางเจ้ามองอีกแบบว่า เบล ตกเป็นเหยื่อสถานการณ์วุ่นวายของทีมไก่เดือยทองในเวลานั้น เพราะเขามาถึง ท็อตแน่ม ในช่วงที่พวกเขาใช้เงินไปถึง 68 ล้านปอนด์ และคาดหวังว่าจะสามารถลุ้นติดอันดับท็อปโฟร์ของลีกได้ อีกทั้งเวลานั้น สองดาวยิงของทีมอย่าง ร็อบบี้ คีน กับ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ ก็นับวันถอยหลังการย้ายออกทุกขณะ ... ไม่ใช่แค่นั้น กุนซืออย่าง โยล ก็มีปัญหาสารพัดและไม่ใช่คนที่แฟนบอลชอบมากนัก 

สเปอร์ส ในเวลานั้นจึงเหมือนทีมที่ไร้หางเสือ ไม่มีตัวชูโรง ออกแนวต่างคนต่างเล่น และไม่มีใครที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพพอที่จะแบกแบ็กซ้ายวัยละอ่อนอย่าง เบล ได้ เพราะทุกคนต่างพยายามเอาตัวรอดในโลกของมืออาชีพกันหมด  

สิ่งที่ เบล เจอในช่วงทีนเอจก่อนเข้าอายุ 20 ปี ไม่ต่างอะไรกับที่ ดอร์กู เจอ ดอร์กู ย้ายมาด้วยค่าตัวแพงในวัย 19 ปี ย้ายมาในทีมที่โค้ชกำลังถูกตั้งคำถามเรื่องระบบการเล่น นักเตะแต่ละคนไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดี และยังมีการเปลี่ยนระบบการเล่นใหม่มาเป็น "หลัง 3" ที่ฝืนธรรมชาติ จนทำให้ทีมทำผลงานแย่ ... ว่าง่าย ๆ คือ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2024-25 ลากยาวมาจนกระทั่งซีซั่น 2025-26 โกลาหลไม่แพ้ที่ สเปอร์ส เป็นเมื่อราว 20 ปีก่อนเลย 

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า นักฟุตบอลแทบทุกคนต่างก็ต้องผ่านเวลาที่ยากลำบากพิสูจน์ตัวเอง และ เบล กับ ดอร์กู กับตำแหน่งแบ็กซ้ายก็คล้าย ๆ กัน ก้าวขึ้นมาเล่นในระดับพรีเมียร์ลีกตั้งแต่อายุยังไม่เข้าเลข 2 และถูกเหล่าเสือสิงห์กระทิงแรดฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ ... พวกเขาต้องรับบทเหยื่อไปโดยปริยาย 

จริงอยู่ว่าพวกเขาอาจจะเกิดกับตำแหน่งนี้ในตอนที่เล่นกับทีมที่ไม่ได้แกร่งมาก ทว่าเมื่อต้องขยับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกที่คุณภาพเกมสูงขึ้น การเปลี่ยนจากรับเป็นรุกเร็วขึ้น และมีนักเตะคู่แข่งที่คุณภาพสูงขึ้น ปัญหาในเกมรับของพวกเขาก็เผยออกมามากเกินไป จนที่สุดแล้วจะมีโค้ชคนหนึ่งมายุติเรื่องนี้ และเลือกเอาจุดแข็งของพวกเขามาให้เกิดประโยชน์กับทีมที่สุด 

 

ต้องการคนนำทาง

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้น กว่า เบล จะแก้คำสาป "ลงแล้วไม่ชนะ" ได้ก็ต้องใช้เวลาเกือบ 2 ปี แต่อย่างน้อยโชคชะตาก็ยังไม่ใจร้ายกับเขาเกินไปนัก เพราะ สเปอร์ส เปลี่ยนโค้ชและเอากุนซือสาย โอลด์ สคูล อย่าง แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ เข้ามารับตำแหน่งระหว่างฤดูกาล 2008-09 

กุนซือสาย โอลด์ สคูล หากให้ขยายความก็คือ โค้ชที่ทำอะไรง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ไม่แท็กติกจ๋า ไม่ใช้ปรัชญานำความเป็นจริง แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ เป็นพวกที่ตาถึง รู้จักว่าใครเล่นตรงไหนได้ดี และมักจะไม่ฝืนธรรมชาติ ... หากทีมคุณมีกองหน้าแบบ ปีเตอร์ เคร้าช์ เร้ดแน็ปป์ ก็พร้อมจะเล่นบอลที่โจมตีจากการครอสริมเส้นได้ แต่ถ้าคุณมีกองหน้าตัวเล็กอย่าง เจอร์เมน เดโฟ เขาก็สามารถทำให้คุณขึ้นเกมรุกในแบบที่แตกต่างออกไปได้ โดยที่กองหน้าทั้ง 2 คนยังยิงประตูได้ต่อเนื่อง นี่คือคำอธิบายถึงความ "ยืดหยุ่น" และการแก้ปัญหาตามหน้างานของ "จ่าแฮร์รี่" ที่ทำได้อย่างอย่างช่ำชอง 

ในช่วงแรก ๆ ของ เร้ดแน็ปป์ เขาไม่ได้ใช้ เบล ในทันที เบล ยังคงเป็นแบ็กตัวสำรองต่อจาก อัสซู-เอก็อตโต้ เพราะ เร้ดแน็ปป์ ไม่ไว้ใจเขา ในมุมมองของ เร้ดแน็ปป์ คิดว่า เบล เป็นแบ็กซ้ายที่ทำให้เขาหงุดหงิดที่สุด

"แกเร็ธ มีลูกติ๋ม (Soft) มากเกินไปกว่าการจะเล่นตำแหน่งลุย ๆ อย่างกองหลัง ดังนั้นผมคิดว่าควรยอมแพ้กับตำแหน่งนี้ และลองหาตำแหน่งใหม่ให้เขาเล่นน่าจะเป็นอะไรที่ดีกว่า" เร้ดแน็ปป์ ว่าแบบนั้น 

"เขาทำให้ผมแทบคลั่งในการซ้อมแต่ละครั้ง จริง ๆ เขาเป็นคนที่เทคนิคยอดเยี่ยมมาก แต่นั่นแหละ ทุกครั้งที่เขาโดนกระแทก เขาจะล้มไปนอนกับพื้นและเดินกะเผลกออกไปพัก เขาโดนโอ๋โดยพวกนักกายภาพบำบัด นั่นคือภาพสุดน่ารำคาญที่ผมเห็นเขาซ้อมในทุกเช้า จนวันหนึ่งผมต้องบอกทีมกายภาพว่า 'เลิกโอ๋เด็กนี่ซะที ปล่อยเขาไว้ตรงนั้นแหละ ให้เขาลุกขึ้นเองบ้าง" เร้ดแน็ปป์ เล่าเรื่องนี้ลงในหนังสืออัตชีวประวัติส่วนตัว 

ฟังดูเป็นประโยคที่เหลืออด แต่มันกลับจุดไฟให้ เบล ได้ดี พอไม่มีใครโอ๋เขาก็ลุกขึ้น พอโดนชนล้มลงไปอีก เขาก็ลุกขึ้นมาอีก เร้ดแน็ปป์ เห็นความเป็นนักสู้ของเขาบ้างแล้ว ดังนั้นเขาจึงเริ่มคิดหาตำแหน่งใหม่โดยอ้างอิงจากความเร็วและเทคนิคที่ เบล มี ซึ่งคุณสมบัตินี้จะเป็นตำแหน่งไหนไม่ได้เลยนอกจากการขึ้นมาเป็นปีกซ้าย โดยเริ่มจากเกมบอลถ้วย หรือเกมที่ต้องโรเตชั่น จนท้ายที่สุดทุกคนก็ได้พบว่า เขาคือปีกที่ดีเกินกว่าจะถูกจับไปเล่นแบ็กซ้ายให้เสียของอีกต่อไป 

 

ติดปีก

เร้ดแน็ปป์ เข้ามาจัดระเบียบทีมหลังจากที่โดนกุนซือต่างชาติอย่าง โยล และ รามอส ยำไว้จนเละ นักเตะหลายคนกลับมาเล่นได้ดีหลังถูกจับลงเล่นในแบบที่ตรงธรรมชาติของพวกเขามากขึ้น ไม่ใช่แค่ เบล เท่านั้น แต่ยังมี เดวิด เบนท์ลี่ย์ ที่แทบเล่นไม่ออกตอนซื้อมาเมื่อปี 2008 เช่นเดียวกับ ลูก้า โมดริช และ นิโค กรานชาร์ ก็กลายเป็นตัวหลักตัวอันตรายของ สเปอร์ส ในช่วงเวลานั้น

เรียกได้ว่า เร้ดแน็ปป์ เป็นคนตบให้เข้าที่เข้าทาง และการเข้ามาของ อังเดร วิลลาส-โบอาส กุนซือชาวโปรตุกีสในฤดูกาล 2012-13 ยิ่งทำให้ แกเร็ธ เบล เป็นนักเตะที่ดีขึ้นอีก ด้วยรูปการเล่นที่ วิลลาส-โบอาส ให้อิสระทางแท็กติก มอบบทบาท "Free Role" ให้ เบล เพราะมองว่าด้วยความเร็ว ความแข็งแรง และเทคนิคการยิงประตูที่มี เบล จะอันตรายมากกว่าที่จะยืนเป็นตัวริมเส้นด้านซ้ายเพียงอย่างเดียว ทำให้เขาสามารถเคลื่อนที่เข้ามาตรงกลางเพื่อหาบอลและยิงประตู ส่งผลให้เขายิงได้ 26 ประตูในซีซั่นดังกล่าว

นี่คือปีที่ดีที่สุดของเขากับ สเปอร์ส อย่างแท้จริง วิลลาส-โบอาส เปิดเผยในภายหลังว่า เบล เป็นนักเตะที่ยิ่งได้ลงเล่นยิ่งพัฒนา เพราะมีต้นทุนที่ดีทางร่างกายทั้งความรวดเร็วและแข็งแรง เหนือสิ่งอื่นใด คือแต่ละขวบปีผ่านไปไม่ได้ผ่านไปเปล่า ๆ เขาโตขึ้นทางความคิด และอยากประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้นขนาดที่ วิลลาส-โบอาส เรียกมันว่า "ทัศนคติระดับเวิลด์คลาส" ต่อหน้าสื่อมาแล้ว 

สิ่งที่ เบล เจอในช่วงปี 2009 คือช่วงตามหาตำแหน่งที่ใช่ที่สุดของตัวเองเพื่อพัฒนาต่อไปในอนาคต ... ซึ่งถ้าจะเปรียบ ดอร์กู ณ ตอนนี้ ก็ต้องบอกคล้าย ๆ กับ เบล ในช่วงแรกของการก้าวพ้นยุคมืดของตัวเอง ยุคที่แฟนบอลยี้ ยุคที่หลายคนมองว่าเป็นตัวซวย 

ทว่าเมื่อเจอโค้ชที่หยิบเขามาใช้ถูกทาง อะไรหลายอย่างก็ดูจะมีทิศทางที่ดีขึ้น จนเสียงปรามาสจากแฟนบอล เริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงของการให้กำลังใจ

แม้ว่า ดอร์กู จะไม่ได้มีพรสวรรค์มากหากเทียบกับสิ่งที่ เบล มี แต่อย่างน้อยความคล้ายกันในช่วงเวลาดังกล่าว คือการเอาจุดแข็งของตัวเองออกมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ถึงจะไม่ได้ไปถึงขั้นระดับ เดอะ แบก ของทีม แต่ก็เป็นช่วงที่ความเร็วและความแข็งแรงของเขามีประโยชน์ในเชิงแท็คติกตามที่โค้ชอย่าง เร้ดแน็ปป์ หาเจอในตัว เบล และ ไมเคิล คาร์ริค หาเจอในตัว ดอร์กู อย่างแท้จริง ... ตอนนี้เขากำลังเริ่มนับ 1 อีกครั้งในตำแหน่งที่ดีที่สุดของตัวเองแล้ว

 

ที่เหลือยังบอกไม่ได้

ความต่างระดับสุดขั้วโลกของทั้ง 2 คนคือ เบล ก้าวผ่านจุดที่ ดอร์กู กำลังยืนอยู่ ณ ตอนนี้ไปไกลมาก เบล ไม่ได้เป็นแค่ปีกความเร็วสูง และยิงไกลดีเท่านั้น แต่เขากลายเป็นตัวรุกที่เล่นได้หลากหลาย และการย้ายไป เรอัล มาดริด ด้วยสถิติโลกในปี 2013 พร้อมกวาดทุกแชมป์ที่ลงเล่น คือคำตอบชัดเจนว่าเขาได้พัฒนาจากแบ็กซ้ายจอมห่วย กลายเป็นนักเตะระดับเวิลด์คลาสได้สำเร็จ

แต่สำหรับ ดอร์กู นั้น การปล่อยให้ถูกเรียกว่า "แกเร็ธ ดอร์กู" เป็นแค่มีมไปก่อนจะดีกว่า เขายังไม่ถึงเวลาที่ต้องเอาฉายานี้มาคิดใส่ให้รกหัวสมอง เพราะความจริงหนทางของเขายังอีกไกลมาก ๆ อย่างดีที่สุดคือการเอามีมนี้มาเป็นแรงผลักดัน เพราะครั้งหนึ่ง ปีกพญาวานรอย่าง เบล ก็เคยผ่านช่วงเวลาเดียวกัน และสถานการณ์ที่คล้าย ๆ กับที่เขาเจอมาก่อน 

ตอนนี้การเปรียบเทียบ เบล กับ ดอร์กู ยังเป็นไปได้แค่เรื่องที่คุยกันสนุก ๆ ในวงสนทนาหรือโลกอินเทอร์เน็ตเท่านั้น เพราะความจริงคือไม่มีใครเป็นเบลคนใหม่ได้ง่าย ๆ

แต่สิ่งที่ดอร์กูมีคือ เส้นทางที่คล้ายกัน พื้นฐานร่างกายที่รวดเร็วและแข็งแรง พร้อมกับการเจอตำแหน่งใหม่ที่ปลดล็อกศักยภาพ 

สิ่งที่เขาต้องพิสูจน์ต่อจากนี้คือ เขาจะพัฒนาการเล่น การตัดสินใจ และจบสกอร์ได้แค่ไหน ... เบล ก้าวข้ามจุดนี้ไปด้วยทัศนคติระดับโลก แต่สำหรับ ดอร์กู ยังมีอะไรให้ต้องพิสูจน์อีกมากจริง ๆ 

อย่างไรก็ตาม บางทีเขาอาจไม่จำเป็นต้องเป็น แกเร็ธ เบล คนต่อไปก็ได้ ... แค่เป็น แพทริก ดอร์กู ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเอง … นั่นก็อาจเพียงพอแล้ว สำหรับการเป็นปีกที่แฟนบอลปีศาจแดงเฝ้ารอ

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.skysports.com/football/news/11675/8872537/andre-villas-boas-says-tottenham-winger-gareth-bale-is-fine-but-is-keeping-quiet
https://en.wikipedia.org/wiki/Gareth_Bale
https://www.the42.ie/opinion-gareth-bale-best-player-worst-810614-Feb2013/
https://www.independent.co.uk/sport/football/premier-league/harry-redknapp-claims-gareth-bale-was-too-soft-to-be-a-defender-and-that-he-was-more-concerned-with-his-hair-when-he-joined-tottenham-8866960.html
https://bleacherreport.com/articles/1544009-gareth-bales-evolution-from-reviled-left-back-to-revered-forward

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Photo

วัชพงษ์ ดวงแปง

Main Stand's Backroom staff

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ