
เบอนัวต์ ริโชด์ โค้ชชาวฝรั่งเศส กลายเป็นที่พูดถึงในโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 เมื่อเขาถอดแจ็คเก็ตของทีมชาติหนึ่ง แล้ววิ่งมาสวมแจ็คเก็ตของอีกชาติต่อทันที ระหว่างการแข่งขันฟิกเกอร์สเกต
โค้ชวัย 38 ปีรายนี้ ได้รับการขนานนามว่า Kiss and Cry Royalty หรือ ราชนิกูลแห่งพื้นที่หลังแข่งขันจบ (Kiss and Cry คือพื้นที่ที่นักกีฬาจะมานั่งลุ้นคะแนนตัวเองหลังแข่งจบ) เนื่องจากเขาอยู่กับนักกีฬาแทบทุกชาติที่ลงแข่งโอลิมปิกในกีฬานี้
ริโชด์ เคยเป็นนักกีฬาฟิกเกอร์สเกตด้วยตัวเองมาก่อน และเคยติดทีมชาติฝรั่งเศสลงแข่งขันในรายการชิงแชมป์เยาวชนโลก ก่อนผันตัวมาเป็นโค้ช ซึ่งเขาได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในโค้ช/นักออกแบบท่าการแสดงที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของวงการ จุดเด่นของเขาคือสามารถออกแบบท่าการแสดงที่ดึงอารมณ์ลึกซึ้งได้อย่างเต็มที่
ในปี 2024 เขาเคยได้รับรางวัล นักออกแบบท่าการแสดงฟิกเกอร์สเกตยอดเยี่ยม ในงานมอบรางวัลประจำปี ISU Skating awards ของสหภาพกีฬาสเกตนานาชาติ (ISU) ขณะที่ในปี 2025 ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าลุ้นรางวัลดังกล่าวอีกครั้ง
ด้วยการที่ไม่มีกฎข้อห้ามสำหรับโค้ชที่จะทำงานกับนักกีฬาหลายคนที่แตกต่างกัน นั่นทำให้ เบอนัวต์ ริโชด์ คือโค้ชที่งานชุกที่สุดในโอลิมปิกหนนี้ เพราะเขาเป็นโค้ชให้กับนักกีฬา 16 คน เป็นประเภทเดี่ยว 12 คน และประเภทคู่ 4 คู่ จากทั้งหมด 13 ชาติ
เขาเปิดเผยว่าได้เตรียมแจ็คเก็ตของชาติที่นักกีฬาที่เขาฝึกสอนเอาไว้ประมาณ 10 ตัว เมื่อคนหนึ่งแข่งจบ เขาจะถอดแจ็คเก็ตตัวเดิม และวิ่งไปยังจุดของอีกชาติก่อนสวมแจ็คเก็ตใหม่ทันที
"ผมมีพร้อมทุกตัว และจากนั้นก็เปลี่ยนมันอย่างรวดเร็ว คนจากสหพันธ์หรือผู้นำทีม พวกเขาช่วยผม และเราก็เปลี่ยนเสื้อกันอย่างเร็ว มันก็เป็นแบบนั้น บางครั้งมันก็ค่อนข้างช้า และบางครั้งมันก็รีบสุด ๆ เพราะต้องโค้ช (นักกีฬา) คนนึง หลังจากอีกคนทันทีเลย"
สำหรับรายชื่อนักกีฬาที่เขาฝึกสอนและคว้าเหรียญรางวัลมาครองได้แล้วในโอลิมปิกคราวนี้คือ อนาสตาเซีย เมเทลคิน่า กับ ลูก้า เบรูลาว่า จากทีมชาติจอร์เจีย และ มิเนอร์ว่า ฟาเบียนเน่อ ฮาเซ่อ กับ นิคิต้า โวโลดิน จากทีมชาติเยอรมนี ซึ่งลงแข่งในประเภทคู่ โดยได้เหรียญเงิน และทองแดง มาครองตามลำดับ