
มหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025 ปิดฉากลงไปอย่างงดงาม ด้วยการครองเจ้าอาเซียนของทัพนักกีฬาไทย เป็นสมัยที่ 14 พร้อมสร้างสถิติใหม่เป็นชาติที่คว้าเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ผลงานที่เกิดขึ้นทั้งหมด ล้วนเกิดจากความมุ่งมั่นของนักกีฬาที่มุมานะอดทนฝึกซ้อมอย่างหนักมาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่จบศึกซีเกมส์ครั้งที่แล้ว ภายใต้เป้าหมายสำคัญ คือ การทวงเจ้าเหรียญทองกลับคืนมาให้ได้ในรอบ 10 ปี
วันนี้พวกเขาทำสำเร็จแล้ว และความพยายามของทุกคนก็ได้ส่งถึงหัวใจคนไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
จารึกประวัติศาสตร์
ซีเกมส์ 2025 นับเป็นปีแห่งความสำเร็จของทัพนักกีฬาไทยบนเวทีมหกรรมกีฬาอาเซียนอย่างแท้จริง หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนสามารถครองเจ้าเหรียญทองได้เป็นสมัยที่ 14
ที่สำคัญยังจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ก้าวขึ้นเป็นชาติที่คว้าเหรียญทองมากที่สุดตลอดกาล ด้วยผลงาน 233 เหรียญทอง 154 เหรียญเงิน และ 113 เหรียญทองแดง ทุบสถิติเดิมของเวียดนาม ที่เคยทำไว้ 205 เหรียญทอง ในศึกซีเกมส์ 2021 ลงได้สำเร็จ

ผลงานที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ล้วนมาจากความมุ่งมั่นของนักกีฬา ผู้ฝึกสอน รวมถึงสมาคมกีฬา ที่เก็บตัวฝึกซ้อมกันอย่างหนักตลอดระยะเวลา 730 วัน นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
ทำให้หลายชนิดกีฬาสามารถทำผลงานได้เกินเป้า โดยเฉพาะกีฬาสากลในระดับโอลิมปิกสปอร์ต เช่น กรีฑา ยกน้ำหนัก มวยสากล เทควันโด ฯลฯ ขณะที่บางกีฬา แม้อาจได้เหรียญไม่มาก แต่ก็สามารถทำสถิติผลงานได้ดีขึ้นจากเดิมอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายชนิดกีฬาที่มีนักกีฬาดาวรุ่งแจ้งเกิดขึ้นมาอย่างเต็มตัว ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้จำนวนเหรียญรางวัล เพราะนักกีฬาเหล่านี้ล้วนเป็นต้นกล้าที่รอการพัฒนาต่อไปในอนาคต
เหนือสิ่งอื่นใดนักกีฬาไทยทั้ง 1,807 คนที่ร่วมชิงชัยในครั้งนี้ ยังได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามและความไม่ย่อท้อ แม้ท้ายที่สุดแล้วจะคว้าเหรียญรางวัลมาครองได้หรือไม่ก็ตาม … เพราะทุกหยาดเหงื่อที่ทุ่มเทออกมานั้น แฟน ๆ ชาวไทยรับรู้ได้เป็นอย่างดี
โมเมนต์สุดประทับใจนับไม่ถ้วน
นอกจากผลงานเหรียญรางวัลแล้ว ในซีเกมส์ 2025 ทัพนักกีฬาไทยยังฝากโมเมนต์อันน่าประทับใจไว้มากมาย

หนึ่งในโมเมนต์ที่แฟนกีฬาจดจำได้มากที่สุดก็คือการทลายกำแพง 10 วินาที ในการวิ่ง 100 เมตร ของ “บิว” ภูริพล บุญสอน ยอดนักวิ่งวัย 19 ปี ด้วยสถิติ 9.94 วินาที
เหตุการณ์นี้ถือเป็นโมเมนต์ระดับโลก เพราะตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ มีนักวิ่งเพียง 217 คนเท่านั้นที่ทำได้ และ “บิว” เป็นคนไทยคนแรกที่ก้าวไปยืนอยู่จุดนั้นได้สำเร็จ
นอกจากนี้เรายังได้เห็นการทำสถิติโลกของ 2 ยกน้ำหนักดีกรีเหรียญเงินโอลิมปิกอย่าง “เวฟ” วีรพล วิชุมา กับ “ข้าวฟ่าง” ธีรพงศ์ ศิลาชัย รวมถึงการทำลายสถิติซีเกมส์ และสถิติเอเชียของนักกีฬาอีกมากมาย
ตลอดจนอีกหลายชนิดกีฬาที่สามารถคว้าเหรียญทองได้อย่างเหนือความคาดหมาย เช่น เหรียญทองแรกในประวัติศาตร์ของทีมขี่ม้าโปโล, เหรียญทองว่ายน้ำกรรเชียง 200 เมตรหญิง ในรอบ 22 ปี จาก มีอา มิลลาร์ หรือเหรียญทองของทีมวอลเลย์บอลชายในรอบ 8 ปี
เรายังได้เห็นพลังของคลื่นลูกใหม่ และคลื่นลูกเก่าที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเกิดของ “น้องมินิ” จันทร์เก้า อุดมเพ็ญ เจ้าของสถิตินักกีฬาไทยที่อายุน้อยสุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ ในวัยเพียง 10 ขวบ
หรือแม้แต่การคืนร่างทองของ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ ยอดนักแบดมินตันวัย 30 ปี ที่ทิ้งทวนการลงเล่นซีเกมส์ครั้งสุดท้ายได้อย่างน่าประทับใจด้วยแชมป์หญิงเดี่ยว และแชมป์ประเภททีม

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นต่อหน้าแฟน ๆ ชาวไทยทั้งประเทศที่เฝ้ารอติดตามเชียร์ทั้งในสนาม และผ่านหน้าจอ
การต่อสู้ของนักกีฬาทุกคน ได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังบวกให้กับคนไทยทั้งประเทศ พร้อมแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของความพยามยาม และการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ผ่านเข้ามา จนกลายเป็นแรงบันดาลใจส่งต่อให้กับคนทุกรุ่นทุกวัยด้วยเช่นกัน
ต่อยอดสู่ระดับเอเชีย
ความสำเร็จในซีเกมส์ที่ผ่านมา นับเป็นจุดเริ่มต้นอันสดใสของทัพนักกีฬาไทยที่จะต่อยอดสู่ระดับเอเชียและระดับโลกในอนาคตอันใกล้นี้

กลางปีนี้จะมีการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม ซึ่งจะชิงชัยทั้งหมด 41 ชนิดกีฬา และมีถึง 34 ชนิด ที่บรรจุแข่งขันในซีเกมส์ 2025
ทำให้นักกีฬาหลายคนจะได้พัก และฉลองความสำเร็จเพียงไม่นาน ก่อนจะต้องกลับมาฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นกันต่ อเพื่อเตรียมตัวสำหรับเป้าหมายต่อไป ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทย ก็ได้เตรียมแผนงานสำหรับสนับสนุนอย่างเต็มที่ไว้แล้วเช่นกัน
“ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่ญี่ปุ่น เป็นรายการสำคัญซึ่งเราจะต้องเตรียมทัพนักกีฬาชุดใหญ่เข้าร่วม และหวังที่จะต่อยอดผลงานจากศึกซีเกมส์ไปให้ได้ เพื่อเป็นการปูทางไปสู่โอลิมปิกเกมส์ 2028 ด้วย”
“คาดว่าแผนในการเก็บตัวนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน ขึ้นอยู่กับแผนของแต่ละสมาคมกีฬา ซึ่ง กกท. จะมีการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬา, โภชนาการ, จิตวิทยา และด้านอื่น ๆ เข้ามาช่วยเตรียมทีมอย่างเข้มข้น เพื่อให้นักกีฬาสมบูรณ์และพร้อมที่สุด” ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เผย
เหลือเวลาอีกเพียงไม่นานแล้วที่ทัพนักกีฬาไทยจะหวนกลับคืนสังเวียน เพื่อสู้ศึกในภารกิจสำคัญอีกครั้ง ... แฟน ๆ ชาวไทยเตรียมร่วมส่งแรงใจเชียร์กันต่อ และต้องเชียร์ให้ดังกว่าเดิม เพราะเป้าหมายต่อไปคือระดับเอเชีย