
ก่อนหน้านี้ แฟนบอล อาร์เซน่อล บ่นเรื่องการจบสกอร์ในเขตโทษและบอกว่าทีมต้องการ "กองหน้าเบอร์ 9" นำมาซึ่งการคว้าตัว วิคตอร์ เยอเคเรส เข้ามารับบทบาทดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงตรงนี้ดูเหมือนว่า ไค ฮาแวร์ทซ์ กลายเป็นเบอร์ 1 ของทีมในตำแหน่งดังกล่าว ด้วยผลงานที่จับต้องได้ และว่ากันว่านี่คือ "ร่างทอง" ของเขา
อะไรที่ทำให้ ฮาแวร์ทซ์ กลับมายึดตำแหน่งเคยเป็นของเขาได้อีกครั้ง ด้วยวิธีการเล่นที่ครบเครื่องยิ่งกว่าเดิม
ติดตามพัฒนาการสู่ร่างทองของ "คิง ไค" กับ MAIN STAND
อดีตตำแหน่งเบอร์ 9 ที่ยังไม่โดนใจ
เป็นที่ถกเถียงกันมาตลอดนับตั้งแต่ ไค ฮาแวร์ทซ์ ย้ายจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาอยู่กับ เชลซี ในปี 2020 จนกระทั่งกับ อาร์เซน่อล ก่อนหน้านี้
โทมัส ทูเคิล เคยจับเขาเป็นกองหน้าตัวเป้ากับ เชลซี แต่ก็ยิงประตูได้ไม่มากนักโดยยิงไป 19 ประตูจาก 91 นัด และตอนย้ายสู่ อาร์เซน่อล เมื่อปี 2023 มิเกล อาร์เตต้า ก็เคยลองจับเขาไปเล่นทั้งตำแหน่งเบอร์ 8 เบอร์ 10 และกองหน้าตัวเป้า ... แถมในทีมชาติเยอรมนี ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ยังเคยจับเขามาเล่นวิงแบ็กซ้ายอีกต่างหาก
ซึ่งอย่างที่ทุกคนรู้กันดี ถ้า ฮาแวร์ทซ์ ทำได้ดีเหมือนตอนนี้ตั้งแต่แรก ทีมคงไม่ซื้อ เยอเคเรส มาเป็นตัวจบสกอร์ที่พาทีมไปสู่แชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะพูดให้แฟร์กับเขาสักนิด ฮาแวร์ทซ์ เองก็มีปัญหาบาดเจ็บรบกวนอยู่เสมอในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลายครั้งเป็นการเจ็บยาวที่ต้องพักรักษาตัว 2 เดือนขึ้นไป เรื่องพวกนี้ทำให้เขาไม่สามารถลงเล่นได้อย่างต่อเนื่องนัก ยิ่งบวกกับการเปลี่ยนตำแหน่งไปมา อาจทำให้เขายังไม่เจอร่างที่ใช่ที่สุดของตัวเอง
คุณไม่สามารถบอกได้ว่า อาร์เตต้า ไม่ได้เตรียมตัวไว้สำหรับการมาของ ฮาแวร์ทซ์ เพราะกุนซือเลือดสแปนิชผู้นี้คาดหวังกับเขาไว้มาก และเรื่องนี้เคยผ่านการคุยกันแบบสองต่อสองมาแล้ว ก่อนที่พวกเขาจะได้เป็นเจ้านาย-ลูกน้องกัน
ฮาแวร์ทซ์ เปิดเผยว่า ตอนที่เขาคุยกับ อาร์เตต้า กุนซือผู้เคยเล่นให้ทีมปืนใหญ่สมัยนักเตะ เตรียมวีดีโอวิเคราะห์ตัวตนของเขาทั้งในฐานะนักเตะและมนุษย์คนหนึ่งมาให้เขาดู ภาพสไลด์ค่อย ๆ เล่ามาเป็นฉาก จนมาถึงการบอกว่า ถ้าเขามาที่นี่เขาจะเป็นนักเตะที่ดีขึ้นได้อย่างไร
ข้อความที่ อาร์เตต้า จะสื่อถึง ฮาแวร์ทซ์ คือ อาร์เซน่อล ไม่ได้หวังผลระยะสั้นจากเขา แต่ทีมมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า ฮาแวร์ทซ์ จะเป็นนักเตะที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมภายในสภาพแวดล้อมที่ทีมชุดนี้ร่วมกันสร้างขึ้นมา แม้บางครั้งมันอาจจะดูหวานเลี่ยนเมื่อคุณเห็นข่าวความสัมพันธ์ของนักเตะอาร์เซน่อลบนหน้าสื่อ แต่สำหรับ ฮาแวร์ทซ์ วัฒนธรรมการสร้างทีมของ อาร์เตต้า ทำให้ทีม ๆ นี้เป็นหนึ่งเดียวกันจริง และมันจะง่ายต่อนักเตะอย่างเขามากขึ้นถ้าทุกคนเข้าใจกันทั้งในและนอกสนาม
หัวใจสำคัญคือความสัมพันธ์และมิตรภาพ มีสุนัขตัวหนึ่งที่ชื่อว่า "วิน" ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่นักเตะทุกคนในห้องแต่งตัวต้องช่วยกันดูแล (ฮาแวร์ทซ์ เป็นคนรักหมาตั้งแต่เด็ก) มีการจัดบาร์บีคิวปาร์ตี้สำหรับครอบครัวนักเตะเป็นประจำ ขณะที่ในโรงอาหาร พวกเขามีนโยบายไม่มีที่นั่งตายตัว ทำให้ทุกคนได้พูดคุยและรู้จักกันเป็นวงกว้างมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เรื่องตำแหน่งการเล่นนั้นเป็นปัญหา บางที อาร์เตต้า อาจจะขาดนักเตะที่ตอบโจทย์ในใจเขา เขาจึงจับ ฮาแวร์ทซ์ ไปเล่นเป็นเบอร์ 8 ฝั่งซ้าย โดยมีอิสระที่จะขึ้นไปเป็นกองหน้าตัวที่สองได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ฝั่งซ้ายของทีมกลับเล่นได้ไม่เต็มที่ เห็นได้ชัดว่าการรับบอลในแนวลึกแล้วพลิกเกมหันหน้าขึ้นไปท้าดวลกับแนวรับฝั่งตรงข้ามเพื่อพาบอลไปพื้นที่สุดท้ายไม่ใช่จุดแข็งของ ฮาแวร์ทซ์ แต่อย่างใด

ประเด็นเรื่องตำแหน่งของเขาดำเนินต่อไปในช่วงหกเดือนแรกที่ เอมิเรตส์ สเตเดียม ถึงกระนั้นก็ตาม ตัวนักเตะเองก็รู้สึกว่า อาร์เตต้า เป็นผู้จัดการทีมคนแรกที่มองเห็นความสามารถรอบด้านของเขาว่าเป็นจุดแข็งมากกว่าจุดอ่อน
และภาพในหัวของ อาร์เตต้า ก็เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เมื่อทีมค่อย ๆ ได้นักเตะที่ตอบโจทย์ในตำแหน่งที่เขาต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มของมิดฟิลด์ที่ได้ เดแคลน ไรซ์ มาเติมให้ครบเครื่อง จนทำให้ อาร์เตต้า ได้มีเวลาใช้งาน ฮาแวร์ทซ์ ในตำแหน่งเบอร์ 9 อีกครั้ง
หนนี้เขาเตรียมการมาดี และเชื่อว่าจะเอาจุดแข็งของ ฮาแวร์ทซ์ ออกมาใช้ได้ครบ 100% และทำให้ทุกคนเลิกเถียงกันว่า "อัจฉริยะจากเยอรมนี" รายนี้ควรเล่นตำแหน่งไหนกันแน่
เบอร์ 9 ที่ อาร์เตต้า ชอบที่สุด
2 ฤดูกาลหลังกับ อาร์เซน่อล นั้น ฮาแวร์ทซ์ ยิงในลีกได้ไม่เยอะ โดยยิงไปเพียง 11 ลูกเท่านั้น แต่ก็อย่างที่บอกไปว่า ถ้าเขาไม่เจ็บอาจจะทำได้ดีกว่านี้ เพราะนับจำนวนนัดแล้ว เขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมถึง 41 นัด

ปี 2025 เยอเคเรส เข้ามาและทำให้แฟนบอลตื่นตาตื่นใจกับกองหน้าเบอร์ 9 แท้ ๆ ที่พยายามยิงประตูจากทุกระยะ การเล่นในกรอบเขตโทษ และการวิ่งเข้าใส่กองหลังด้วยพละกำลังพร้อมกระแทกกระทั้น เขาเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไปจาก ฮาแวร์ทซ์ ที่ดูนุ่มนวลกว่าจนหลายครั้งแฟน ๆ อาจเผลอมองว่าเขาขี้เกียจ
แต่สำหรับ อาร์เตต้า เขารู้ว่า ฮาแวร์ทซ์ ทำอะไรได้บ้าง และเมื่อเจ้าตัวเริ่มกลับมาฟิตในช่วงท้ายซีซั่น ดูเหมือนว่าในสภาพทีมที่ตำแหน่งอื่นพร้อมถึงขีดสุด การมีเบอร์ 9 อย่าง ฮาแวร์ทซ์ จะช่วยเสริมส่งทุกคนในทีมมากกว่า เยอเคเรส นั่นคือสาเหตุในเกมสำคัญ ๆ อาทิ นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ เปแอสเช อาร์เตต้า เลือก ฮาแวร์ทซ์ ลงก่อน และเขาสามารถยิงประตูในเกมนั้นได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับ ฮาแวร์ทซ์ ดูเหมือนประตูที่เขายิงได้จะไม่เคยมากพอ ตัวของเขาเองเคยบอกว่าผู้คนมักจะพูดถึงเรื่องนี้ของเขาเป็นประจำ เช่นที่เยอรมนีจะมีคนบ่นเสมอเวลาเขาได้เป็นเบอร์ 9 ในทีมชาติ ว่า "ผมรู้ว่าผู้คนมักบอกว่า ฮาแวร์ทซ์ ยิงประตูไม่ได้อีกแล้ว เขาไร้ประโยชน์ แต่พอผมยิงได้พวกเขาก็จะบอกอีกว่า ก็สมควรแล้วถึงเวลาที่หมอนี่ควรจะแสดงอะไรออกมาบ้าง ... การยิงประตูเป็นปัญหาของคนอื่นเสมอ แต่ผมไม่เคยถือสาหรอกนะ เพราะนี่คือเรื่องปกติ"
ฮาแวร์ทซ์ อธิบายว่า "เบอร์ 9" ในแบบฉบับของเขาที่ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ และ มิเกล อาร์เตต้า เห็นตรงกันต้องเล่นอย่างไร ซึ่งเขาให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า "ผมพยายามเล่นแบบไม่ให้กองหลังรู้ว่าผมอยู่ตรงไหน และกำลังไปในจุดใด หรือวางแผนอะไรอยู่ในหัว ... ถ้าผมเป็นผีสำหรับพวกเขาได้ นั่นแหละคือสิ่งที่ผมจะเล่นงานเขาได้ดีที่สุด"
วิธีการเล่นแบบนี้คือเบอร์ 9 ในฝันของ อาร์เตต้า อย่างแท้จริง ฮาแวร์ทซ์ อธิบายต่อว่า "ผมไม่สามารถแค่ยืนรอบอลเฉย ๆ ในเขตโทษได้ ผมต้องมีส่วนร่วมกับการเล่นของทีม ผมพยายามจะถอยลงต่ำไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งบางครั้งมันอาจจะดูเปล่าประโยชน์ แต่สิ่งสำคัญคือผมกำลังถอยเพื่อสร้างพื้นที่ให้กับผู้เล่นที่เติมขึ้นมาจากข้างหลังต่างหาก"
เบอร์ 9 แบบ ฮาแวร์ทซ์ เป็นเบอร์ 9 ในแบบที่ผู้คนทั่วไปอาจจะไม่ชอบนัก เพราะบางครั้งคุณจะไม่เห็นประโยชน์ของเขาถ้าเขาไม่สามารถยิงประตูได้ และที่สำคัญคือภาษากายของเขา ที่ทำให้หลายคนไม่พอใจ ทว่าสำหรับเขานี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่เขารู้ว่าในวันที่เขาฟิตที่สุด และวันที่ทีมมีอีก 10 ผู้เล่นรอบตัวที่พร้อมที่สุด มันจะทำให้เขาดูเปลี่ยนไปเป็นอีกคน และฤดูกาล 2026-27 กำลังเป็นเช่นนั้น
ร่างทอง "ผี คิง ไค"
"ถ้าผมเป็นผีสำหรับพวกเขาได้ นั่นแหละคือสิ่งที่ผมจะเล่นงานเขาได้ดีที่สุด" ฮาแวร์ทซ์ พูดประโยคนี้ในช่วงที่ฟุตบอลโลก 2026 กำลังแข่งขัน ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่เห็นภาพนั้นชัดนัก แต่เชื่อว่าในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล 2026-27 คำว่า "ผี" ที่ ฮาแวร์ทซ์ พูดถึง ดูเหมือนเขากำลังแสดงให้ทุกคนเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ทุกสิ่งที่เขาพยายามอธิบายถึงตัวเอง หรือแม้แต่คำกล่าวของ อาร์เตต้า ที่ชื่นชมเรื่องการมีส่วนร่วมกับเกมรุกของเขาดูเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เป็นแค่นามธรรม ยากจะเห็นภาพชัด ๆ ตอนนี้มันกลายเป็นรูปธรรมขึ้นมาแล้ว

เกมกับ เชลซี คือการยืนยันฟอร์มระดับ 5 ดาวของเขาอย่างแท้จริง แผงหลัง เชลซี 5 คน ถูกผีของ ฮาแวร์ทซ์ เล่นงาน ตัวของเขาไม่เคยประจำการตรงกลาง การขยับไปมีส่วนร่วมในทุกพื้นที่เกมรุกที่มีบอล ทำให้คู่แข่งยากจะจับทาง และขณะเดียวกันผู้เล่นคนอื่น ๆ ในทีมก็ดูอันตรายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ริคคาร์โด้ คาลาฟิออรี่ กลายเป็นแบ็กซ้ายที่เล่นเหมือนกับเพลย์เมคเกอร์ได้ก็เพราะการถอยลงมารับและเชื่อมบอลของ ฮาแวร์ทซ์ ... เขาเปิดพื้นที่ให้คนที่วิ่งทะลุมาจากข้างหลังมีพื้นที่ว่างให้ได้เลือกเล่นช็อตสำคัญ ๆ ในพื้นที่สุดท้าย
ถ้าคุณได้ดูเกม อาร์เซน่อล เปิดบ้านชนะ เชลซี 2-1 คุณจะพบว่าทุกครั้งที่ อาร์เซน่อล ได้ครองบอล และโดนผู้เล่น เชลซี เข้าประกบ 1-1 แบบครบคู่ เมื่อนั้น ไค ฮาแวร์ทซ์ จะเป็นคนที่เด้งออกมาจากคู่ประกบของตัวเอง เพื่อทำหน้าที่รับและเชื่อมบอลให้บอลเดินทางต่อได้แบบไม่หยุดนิ่ง และทำให้พื้นร่วมทีมได้ขยับเพื่อช็อตต่อไป
ประตูแรก ฝั่งขวาของทีมตันแล้วจากการที่ บูกาโย่ ซาก้า และ เบน ไวท์ โดนเข้าคู่ประกบ แต่ทันใดนั้น ฮาแวร์ทซ์ ก็ขยับจากตำแหน่งเบอร์ 9 มายืนชิดริมเส้นฝั่งขวาเพิ่มอีก 1 คน ... เขาไม่มีตัวประกบตามมาเลยสักคน จากนั้น เขาจึงลากบอลตัดเข้ากลางและยิงประตูยัดไปที่เสาแรกให้ทีมตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ
ขณะที่ประตูที่ 2 ยิ่งหล่อชัดเจนกว่าเดิม คริสตอส โซลิส ได้บอลทางริมเส้นฝั่งซ้าย โดยที่ ฮาแวร์ทซ์ ไม่ได้พยายามจะวิ่งเข้ากรอบเขตโทษเพื่อเป็นเบอร์ 9 ในทันที ปล่อยให้ คาลาฟิออรี่ พุ่งเข้าเขตโทษไปเป็นคนแรกเพื่อดึงความสนใจจากกองหลังของ เชลซี จากนั้นก็เข้าล็อกทุกอย่าง ฮาแวร์ทซ์ อยู่ในพื้นที่โล่งอีกครั้ง และก่อนที่บอลจะมาถึงเขา คนที่พุ่งมาจากด้านหลังอย่าง มาร์ติน โอเดการ์ด ก็เข้ามาในไทมิ่งที่โป๊ะเชะ
ฮาแวร์ทซ์ แค่ทำท่าจะเล่นแล้วปล่อยบอลให้คนที่มีโอกาสยิงมากกว่าอย่าง โอเดการ์ด หลุดเดี่ยวแบบที่กองหลัง เชลซี คิดตามไม่ทัน ... ก่อนจะบวกประตู 2-1 และกลายเป็นประตูชัยในเกมนี้
นี่คือประตูจากโอเพ่นเพลย์แบบ อาร์เซน่อล สไตล์ ของแท้ และ ฮาแวร์ทซ์ ก็สำคัญกับวิธีการเล่นแบบนี้จริง ๆ ด้วยไอคิวฟุตบอลที่คิดอะไรไว้ล่วงหน้าและแนวรับคู่ต่อสู้ยากจะคาดเดา
การมีอยู่ของเขาทำให้ผู้เล่นรอบตัวของ อาร์เซน่อล กลายเป็นนักเตะที่มีโอกาสได้ยิงประตูกันแทบทุกคนไม่ว่าจะเป็นปีก กองกลางตัวรุก กองกลางเบอร์ 8 หรือแม้กระทั่งแบ็กทั้ง 2 ฝั่ง
ด้วยวิธีการเข้าทำแบบนี้ทำให้ อาร์เซน่อล ไม่มีนักเตะเกมรุกที่ติดทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีกในซีซั่นที่แล้วเลยสักคน แต่พวกเขากลับเป็นทีมที่ยิงประตู 71 ลูกเป็นรอง แมนฯ ซิตี้ ทีมเดียวเท่านั้น และคุณต้องไม่ลืมว่าซีซั่นที่แล้วกว่า ฮาแวร์ทซ์ จะกลับมาเล่นให้ทีมได้ ก็ต้องรอถึงช่วง 10 เกมสุดท้ายของซีซั่น

ตอนนี้ซีซั่น 2026-27 ฮาแวร์ทซ์ กลับมาเล่นเป็นเบอร์ 9 แบบ ฟอลส์ 9 เต็ม ๆ ตั้งแต่ออกสตาร์ท และเพื่อน ๆ รอบตัวดูเหมือนจะเล่นเข้าขารู้ใจแบบไม่ต้องมองตาหรือส่งซิกกันแล้ว
ในวัย 27 ปีที่มีพร้อมทั้งร่างกายประสบการณ์และความนิ่งในจังหวะสำคัญ ... มาดูกันว่า "ผี คิง ไค" จะหลอนกองหลังทีมอื่น ๆ ได้มากแค่ไหนในเส้นทางที่เหลืออยู่ บางทีเราอาจจะได้เห็นเขาในเวอร์ชันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เข้าสู่อาชีพค้าแข้งก็เป็นได้
แหล่งอ้างอิง
https://www.theguardian.com/football/2026/jun/24/kai-havertz-germany-world-cup-2026-interview
https://www.nytimes.com/athletic/5830675/2024/10/16/kai-havertz-mindset-arsenal/
https://www.transfermarkt.com/kai-havertz/leistungsdatendetails/spieler/309400/saison/2025/wettbewerb/GB1
https://arsenal-fc.shorthandstories.com/havertzs-history-how-kai-became-the-guy-in-n5/index.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Kai_Havertz