
ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่แพร่หลาย หาก "ฟุตบอลโลก" คือ "ละครหลังข่าว" เกม อังกฤษ vs อาร์เจนตินา ปี 1998 คือหนึ่งในตอนที่ดราม่าที่สุด!
ทำไมอังกฤษที่พยายามเล่นแบบผู้ดี ถึงพ่ายแพ้ให้กับความ "ตุกติก" ของอาร์เจนตินา ? เราจะพาย้อนรอยไปดูเบื้องหลังเหตุการณ์ใบแดงประวัติศาสตร์ของ เดวิด เบ็คแฮม และวิถีการเอาตัวรอดแบบ "ลูกทุ่งละติน" ที่ทำให้แมตช์นี้คือประวัติศาสตร์
ชยันธร ใจมูล ขอเล่าเรื่องนี้จากความทรงจำของเด็กที่โตมาในยุค 1990s และตีแผ่สภาพแวดล้อมในยุคนั้น ที่ทำให้เกม ๆ นี้แจ่มชัดที่สุด จนเป็นเกมฟุตบอลโลกแห่งความทรงจำ
ติดตามกับ MAIN STAND
ความคลาสสิกของยุคคาบเกี่ยว
ฟุตบอลโลก 1998 โม่แข้งท่ามกลางยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมากในแง่เทคโนโลยี สำหรับท่านใดที่เกิดทัน คงนึกภาพความพิเศษในเกมระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา ใน ฟร้องซ์ 98 ออกในทันที

ณ เวลานั้นเป็นยุคที่สัญญาณดาวเทียมเริ่มส่งสัญญาณถ่ายทอดสดคมชัดไปทั่วโลก ดังนั้นการเข้าถึงการดูฟุตบอลก็อาจจะยังไม่ได้ง่ายเหมือนกับทุกวันนี้ แต่มันก็มีเสน่ห์ในแบบที่ไม่มีวันหวนย้อนกลับมา
มันคือฟุตบอลโลกครั้งท้าย ๆ ที่ผู้คนต้องรวมตัวกันอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์เท่านั้นเมื่อถึงเกมลักษณะนี้ที่เรียกว่า "เกมหยุดโลก" มันคือการบรรจบกันพอดีระหว่างเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้า กับโลกของฟุตบอลที่ ณ เวลานั้นเริ่มกลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ระดับโลกอย่างเต็มตัว
และนั่นแหละคือเหตุผลที่นักเตะทีมชาติอังกฤษในครั้งนั้นอย่าง เดวิด เบ็คแฮม กำลังอยู่บนเส้นทางคาบเกี่ยวระหว่าง "นักฟุตบอล" กับ "เซเลบริตี้" ชนิดที่คนไม่ดูฟุตบอลก็ยังรู้จักชื่อและเคยเห็นหน้าค่าตา เบ็คแฮม มาก่อน
การที่คนไทยเราเริ่มได้ดูฟุตบอลอังกฤษมากกว่าฟุตบอลลีกประเทศอื่น ๆ ในยุค 1990s ทำให้นักเตะแดนผู้ดีเป็นเหมือนเพื่อนใกล้ตัวที่หลายคนเลือกเทใจเชียร์ และนั่นแหละที่ทำให้เกมระหว่าง อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา เปรียบเสมือนจุดแตกหักที่เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลโลก และสร้างภาพจำที่แปลกใหม่สำหรับช่วงเวลานั้นขึ้นมา
ทีมชาติอังกฤษตอนนั้นเปรียบเสมือนทีมพระเอกในสายตาแฟนบอลส่วนใหญ่ในบ้านเรา ภาพของ เบ็คแฮม ในเสื้อสีขาวแขนยาว นำทัพมาพร้อมกับนักเตะที่คนไทยรู้จักกันดีอีกหลายคน ทั้ง อลัน เชียเรอร์, พอล อินซ์, พอล สโคลส์ หรือ โซล แคมป์เบลล์ และที่แน่นอนที่สุด คือนักเตะคนเดียวที่ใส่เบอร์เสื้อมากกว่าอายุในฟุตบอลโลกครั้งนั้นอย่าง "เบบี้โกล" ไมเคิล โอเว่น นักเตะจาก ลิเวอร์พูล วัย 18 ปี ที่ใส่เสื้อเบอร์ 20 ให้ทัพสิงโตคำราม

อังกฤษ เป็นประเทศชั้นนำของโลก มีการจัดระเบียบต่าง ๆ ในด้านการเมือง สังคม และวัฒนธรรมเป็นอย่างดี เรียกง่าย ๆ ว่าต้นทุนในการเป็น "ประเทศพัฒนาแล้ว" ทำให้อังกฤษในช่วงยุค 1990s พยายามจะสร้างภาพลักษณ์เรื่อง "แฟร์เพลย์" หรือการเป็นสุภาพบุรุษลูกหนังเป็นอย่างมาก เพื่อลบภาพเก่า ๆ ในยุคฮูลิแกนครองเมือง ที่มักจะสร้างความรุนแรงในการแข่งขันต่าง ๆ ภาพลักษณ์ของอังกฤษจึงดูหล่อ ใส สะอาด มีความเป็นผู้ดี
แน่นอนว่าในยุคที่ละครหลังข่าวแทบจะเป็นหนึ่งในความบันเทิงสำคัญของคนไทย มันทำให้อิทธิพลการเชียร์ฟุตบอลต้องมีฝั่ง "ตัวเอก" กับ "ตัวร้าย" ซึ่งถ้า อังกฤษ เป็นตัวเอก ก็คงไม่มีชาติไหนเหมาะจะเป็นตัวร้ายเท่ากับ อาร์เจนตินา อีกแล้ว
ขาโหดแดนละติน
ตรงข้ามกันกับ อังกฤษ ... อาร์เจนตินา ไม่เคยแคร์เรื่องภาพลักษณ์แฟร์เพลย์อย่างเป็นทางการนัก เนื่องจากประชากรในประเทศส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่ต้องพยายามเอาตัวรอดมากกว่าด้วยทรัพยากรที่จำกัด มันทำให้ชาวอาร์เจนไตน์มีแนวคิดแบบ "ฉลาดแกมโกง" พยายามทุกทางเพื่อเอาตัวรอด มีความเจ้าเล่ห์ในการพยายามหาช่องโหว่ในการเอาชนะจากสถานการณ์ที่เสียเปรียบด้วย "สมอง" ไม่แพ้เรื่องของพละกำลัง

นี่ไม่ใช่การใส่ความจากมุมมองของบุคคลที่ 3 มีเหตุการณ์มากมายในฟุตบอลโลกที่ทำให้ อาร์เจนตินา ถูกมองเป็นจอมเจ้าเล่ห์ ทั้งกรณีของ อันโตนิโอ รัตติน ผู้ล่วงลับ ที่โดนใบแดงในเกมเจอกับอังกฤษเมื่อปี 1966 ซึ่ง รัตติน ไม่ยอมออกจากสนามเป็นเวลาเกือบ 10 นาที เพราะไม่เห็นด้วยกับคำตัดสิน นอกจากนี้เขายังแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงด้วยการนั่งลงบนพรมแดงที่ปูไว้สำหรับพิธีการพิเศษข้างสนาม ซึ่งถือเป็นการลบหลู่เจ้าบ้านอย่างรุนแรงในสายตาแฟนบอลอังกฤษ
เหตุการณ์นี้ทำให้ เซอร์ อัลฟ์ แรมซี่ย์ กุนซือของอังกฤษยุคนั้นให้สัมภาษณ์ว่า "นักเตะอาร์เจนตินาเหมือนกับสัตว์ป่า พวกเขาเล่นนอกเกม สกปรก และจงใจยั่วยุผู้เล่นอังกฤษตลอด 90 นาที" นี่คือหนึ่งในตัวอย่างชื่อเสีย (ง) ของ อาร์เจนตินา ตั้งแต่โบราณนานมา
ภาพสะท้อนนี้ทำให้นักเตะอาร์เจนตินา ถูกจำในฐานะจอมโหดและโหมดตุกติกอยู่หลายคน อาทิ ดาเนี่ยล พาสซาเรลล่า กองหลังที่ตัวเล็กนิดเดียวแต่กลายเป็นมาตรวัดความโหดของคำว่า "ฮาร์ดแมน" ฝั่งอเมริกาใต้ในยุค 1970s-1980s
นอกจากนี้ยังมี เซร์จิโอ กอยโคเชีย ผู้รักษาประตูที่เล่นลูกแถมตลอดในจังหวะที่มีใครเข้ามาในรัศมีการรับบอลของเขา, ออสการ์ รุจเจรี กองหลังที่ทางบอลดี แต่ก็ถูกจดจำในฐานะนักเตะที่เล่นถึงลูกถึงคน ถ้าคุณวิ่งมาเข้าเหลี่ยม เข้าทางเขา รับรองมาคุณมีโอกาสต้องล้มหมอนนอนเปลได้ง่าย ๆ เหมือนกัน
ฝีเท้าที่เก่งกาจ เทคนิคฟุตบอลแน่น ๆ แบบละติน ความโหดที่ถึงลูกถึงคน และลูกเล่ห์เหลี่ยมที่แพรวพราวทำให้ อาร์เจนตินา เป็นแชมป์โลก 2 สมัย (ณ เวลานั้น) ซึ่งทีมที่เข้าใจเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ทีมชาติอังกฤษนี่แหละ ที่แพ้ทางความฉลาดแกมโกงให้ อาร์เจนตินา มาแล้วในฟุตบอลโลก 1986 ซึ่ง ดิเอโก้ มาราโดน่า ใช้ "แฮนด์ ออฟ ก็อด" ถีบพระเอกแสนซื่ออย่างอังกฤษตกรอบ
ยิ่งมีการเปิดเผยภายหลังจาก มาราโดน่า ผู้ล่วงลับว่า เขารู้ทั้งรู้ว่าตัวเองทำผิดกติกาด้วยการเอามือปัดบอลเข้า แต่เขาก็ยังเหลี่ยมจัดด้วยการตะโกนเรียกเพื่อนร่วมทีมหลังจากทำ แฮนด์ ออฟ ก็อด ว่า
"เร็วเข้า รีบ ๆ มาดีใจกับกูซะ เดี๋ยวกรรมการมันก็เปลี่ยนคำตัดสินซะหรอก" สิ่งนี้ยิ่งทำให้คุณเห็นว่า อาร์เจนตินา เหมาะกับภาพลักษณ์ของตัวร้ายสุด ๆ เพราะพวกเขาทำทุกอย่างได้เพื่อชัยชนะ แถมทำอย่างแนบเนียนระดับผู้ชำนาญการอีกต่างหาก
แม้ฟุตบอลในยุค 1990s จะมีความรุนแรงลดลงไปบ้าง แต่ดีกรีนักเตะทีมชาติอาร์เจนตินายุคนั้นก็เป็นขาโหดจอมเหลี่ยมอยู่หลายคน อาทิ โรแบร์โต้ อยาล่า, มาธิอัส อัลเมย์ด้า และ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่

พวกเขาเหล่านี้ไม่สนว่าคุณจะดังมาจากไหน หากคุณเสียสมาธิ หรือพลาดมาเข้าเหลี่ยม รับรองว่าพวกเขาใส่ยับไม่มียั้งแน่นอน
นี่คือวิถีของฟุตบอลอเมริกาใต้ ซึ่งทำให้การฟาดฟันระหว่างพระเอกและตัวร้ายในจอของแฟนบอลถูกตั้งตารอและเป็นไฮไลต์สำคัญมากที่สุดคู่หนึ่งในฟุตบอลโลก 1998 อย่างแท้จริง
เมื่อเกมเริ่มขึ้น...จนนกหวีดสุดท้าย
ฟีฟ่าจัดเอากรรมการมือดีที่พวกเขามีอย่าง คิม มิลตัน นีลเซ่น จากเดนมาร์ก และเมื่อ นีลเซ่น เป่านกหวีดปรี๊ด! สงครามบนสนามหญ้าสุดมันก็เกิดขึ้น
ยุคนั้นเป็นยุคที่การปะทะกันในสนามถูกจำกัดด้วยสายตาของกรรมการและการเข้าปะทะที่ดุดัน ดังนั้นความคลาสสิกของเกมดังกล่าวคือการได้เห็นความเป็นมนุษย์ที่ผิดพลาดมากมายหลายจังหวะ และความคลาสสิกในยุคนั้นคือคุณไม่มีกล้องหลายมุม ไม่มี VAR ในการพิจารณาซ้ำ ดังคำพระว่า "สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ" นั่นแหละที่ทำให้เกมนั้นโคตรจะสนุก

10 นาทีแรกมีจุดโทษเกิดขึ้นถึง 2 ลูก ลูกแรกฝั่ง อาร์เจนตินา ได้ในนาทีที่ 6 เมื่อ ซิเมโอเน่ โดน เดวิด ซีแมน รวบล้ม ก่อน กาเบรียล บาติสตูต้า จะสังหารเข้าไป และอีก 4 นาทีต่อมา เชียเรอร์ ก็ยิงจุดโทษตีเสมอให้อังกฤษ หลัง ไมเคิล โอเว่น โดน อยาล่า สัมผัสตัวล้มลงไปแบบที่อดกังขาไม่ได้ว่า "พุ่ง" หรือไม่
จากนั้นไม่มีใครหยุด "เซนต์ ไมเคิล" ได้อีก แม้จะเอาเหลี่ยมมาจากไหนก็ตาม เราอยากให้คุณคิดถึงภาพ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ หรือ ลามีน ยามาล ที่เก่งเกินเด็ก ไม่เคยกลัวโดนเตะ และห้าวพอที่จะใช้สปีดบุกตะลุยทุกจังหวะ โอเว่น ก็เป็นแบบนั้น นาทีที่ 16 เขาโซโล่เดียวไปยิงให้อังกฤษขึ้นนำ 2-1
หากอังกฤษมีความมหัศจรรย์ของ โอเว่น อาร์เจนตินา ที่เล่นบนภาคพื้นดินเกมถนัดไม่ค่อยออก ก็ยังมีลูกตั้งเตะสุดเจ้าเล่ห์เป็นอาวุธลับ พวกเขาได้ฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษ ระยะที่ใครเห็นก็ว่าต้องยิงแน่ เพราะมือยิงระดับพระกาฬเพียบ
ที่ไหนได้ อาร์เจนตินา กลับเล่นลูกสูตรแบบหลอกทั้งโลก บาติสตูต้า มือยิงยัดไส้ทำท่าจะวิ่งตะบันเต็มข้อแต่ก็ข้ามบอลหลอกไป จังหวะนั้นทำให้แนวรับของอังกฤษเสียขบวน และกว่าจะรู้ตัวก็ช้าไปแล้ว ฮวน เซบาสเตียน เวรอน แทงบอลสั้น ๆ ง่าย ๆ ไปถึง ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ นักเตะที่ไม่มีใครระวัง ก่อนที่ ซาเน็ตติ จะยิงด้วยซ้ายตีเสมอเป็น 2-2 ในช่วงทดเจ็บของครึ่งแรก
ความพีกไหลยาวมาต่อช่วงครึ่งหลังที่ เบ็คแฮม โดน ซิเมโอเน่ เข้ากระแทกจากข้างหลังเต็มแรงแบบไม่มีบอล อังกฤษ เป็นฝ่ายได้ฟาวล์แท้ ๆ แต่ เบ็คแฮม ที่โดนตอดเล็กตอดน้อยก็สมาธิแตกซ่านจากการเข้าสกัดครั้งนี้ เขาน็อตหลุดจนเผลอนอกเกมด้วยการเอาเท้าสะกิด ซิเมโอเน่ "เบา ๆ" ... และการสัมผัสแบบที่เด็ก 3 ขวบโดนยังไม่ร้องไห้ ก็มากพอที่ ซิเมโอเน่ ผู้แพรวพราวจะรับฉากหน้ากล้องอย่างแนบเนียนด้วยการล้มลง และฟ้องผู้ตัดสิน
จากนั้น เดวิด เบ็คแฮม ก็โดนสั่งสอนด้วยเหลี่ยมฟุตบอลแดนละตินแบบที่เขาต้องจดจำไปตลอดชีวิต อังกฤษ เหลือ 10 คนจากใบแดงที่มาจากการนอกเกมของ เบ็คแฮม และนั่นก็มากพอจะทำให้อังกฤษที่แม้ภาพรวมดูดีกว่า ต้องเล่นตั้งรับยันเสมอจนจบ 120 นาที ซึ่งท้ายที่สุด อาร์เจนตินา ก็เอาชนะไปในการดวลจุดโทษได้สำเร็จ


ตัวผู้เขียนยอมรับว่า เป็นเหมือนกับคนไทยหลายคนที่เชียร์ทีมชาติอังกฤษเพราะความผูกพันกับฟุตบอลอังกฤษที่ชัดเจนมากกว่า การแพ้ อาร์เจนตินา แบบนั้นนำไปสู่ความเสียใจ ผิดหวัง แถมยังโกรธนักเตะฟ้าขาวที่เล่นแรงในหลายจังหวะ
จนกระทั่งเมื่อเติบโตขึ้น ผ่านโลกและเรื่องต่าง ๆ มามากขึ้น จึงเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่ อาร์เจนตินา ทำในวันนั้นไม่ได้ผิดอะไรเลย เพราะแต่ละประเทศล้วนมีวิถีฟุตบอลในแบบของตัวเอง และการไปถึงชัยชนะนั้นมีมากมายหลายวิธี ไม่จำเป็นที่พระเอกต้องจบเรื่องด้วยการเป็นฝ่ายชนะเสมอไป
มันคือความคลาสสิกของฟุตบอลยุคนั้น ยุคที่กรรมการต้องตัดสินใจในเวลาช่วงเสี้ยววินาทีโดยไม่มี VAR ช่วยพิจารณา มันจึงเป็นการวัดเหลี่ยมกันแบบหมัดต่อหมัด ใครพลาด คนนั้นก็รับไปเต็ม ๆ ไม่มีฎีกาย้อนหลัง
อังกฤษชุดฟุตบอลโลก 1998 นั้นไม่ใช่ว่าจะเล่นหนักไม่ได้ พวกเขาก็มีฮาร์ดแมนมากมายหลายคน ทั้ง เดวิด แบ็ตตี้, พอล อินซ์, โทนี่ อดัมส์ และอีกหลายคน แต่ความหนัก ความโหดอย่างเดียวไม่เคยพอในเกมระดับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณเจอกับจอมเจ้าเล่ห์ที่ลับมีดรอตั้งแต่ก่อนแข่ง แถมลงเล่นพร้อมกับการรอจังหวะที่คุณพลาดเพื่อเล่นงานคุณกลับ นั่นทำให้เกมระหว่างอังกฤษกับ อาร์เจนตินา ในปี 1998 คือหนึ่งในเกมฟุตบอลโลกแห่งความทรงจำของผู้เขียนอย่างแท้จริง

แม้จะผ่านมาหลายปี แต่ภาพจำในวันนั้นยังสดใหม่ในความทรงจำเสมอ ... เกม ๆ นี้เป็นหมุดหมายที่บอกว่า ฟุตบอลโลก คือการงัดเอาทุกอย่างที่มีเพื่อวัดกันในสนาม
ความโกรธ และเกลียดทีมอาร์เจนตินาในชุดนั้นไม่ได้มีหลงเหลืออีกแล้ว มีแต่เพียงความเข้าใจโลกและความเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น
และบทเรียนสุดท้ายที่ได้จากเกม ๆ นี้คือประโยคที่ว่า "ผู้ชนะเท่านั้นที่จะได้เขียนประวัติศาสตร์"
ส่วนเราในฐานะแฟนบอล แค่ได้ดูเกมสุดมันแบบนี้ ก็นับว่าเป็นความบันเทิงสุดคุ้มค่า แบบที่ไม่มีละครหลังข่าวเรื่องไหนมาเปรียบอีกแล้ว
แหล่งอ้างอิง
https://www.fourfourtwo.com/news/michael-owen-resent-david-beckham-for-argentina-red-card-england-star-brutal-in-assessment-of-1998-world-cup-exit
https://www.foxsports.com/stories/soccer/argentina-england-world-cup-rivalry-messi-kane-maradona
https://www.theguardian.com/football/2026/jul/13/knocking-you-out-was-a-huge-joy-reliving-the-dramas-of-england-v-argentina-in-1998-and-2002
https://qprreport.proboards.com/thread/39373/recalling-1966-world-animals-argentina