
ยิ่งกว่าผู้ชาย 22 คนลงไปดวลกันในสนาม บางครั้งฟุตบอลมีความหมายยิ่งกว่านั้น เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่นั้น คือการปะทะกันของ "ปรัชญาฟุตบอล" ที่สั่งสมกันมาเป็นร้อยปี
และแทบไม่มีคู่ไหนสะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดเท่ากับ บราซิล กับ ญี่ปุ่น และ
MAIN STAND จะพาคุณไปรู้จักเรื่องราวของ "ศิษย์และอาจารย์" ก่อนที่พวกเขาจะต้องมาหักกันในรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลก 2026
เทพเจ้าแห่งลูกหนัง กับศิษย์ผู้เริ่มต้นจากศูนย์
"ถ้าไม่เริ่มก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่" ... มีเรื่องเล่าว่าคนเรายิ่งอยู่มานานแค่ไหนก็ยิ่งกล้าเสี่ยงน้อยลงเท่านั้น เพราะมัวแต่คิดว่า "สำหรับฉัน มันช้าเกินไปแล้วถ้าจะเริ่มในตอนนี้" ทั้ง ๆ ที่หากคุณถามเขาในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้าด้วยคำถามเดิมว่า "ทำไมไม่เริ่ม" เขาก็จะตอบคุณเหมือนเดิม และเพิ่มคำว่า "ฉันน่าจะเริ่มลงมือทำมันตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว" ... นั่นแหละคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราควรจึงลงมือทำในสิ่งที่เราฝันถึงไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใดก็ตาม และวงการฟุตบอลญี่ปุ่นก็เป็นตัวอย่างของคำพูดนี้ได้เป็นอย่างดี
ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่เล่นฟุตบอลกันมาอย่างยาวนานไม่ต่างจากชาติอื่น ๆ ในเอเชีย แต่ก็ไม่ได้เป็นกีฬาที่นิยมเบอร์ต้น ๆ ของประเทศ ก่อนทศวรรษ 1990 ฟุตบอลยังแพ้ความนิยมให้เบสบอลอย่างขาดลอย ... แต่ความแตกต่างที่ทำให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมากลายเป็นเบอร์ 1 ของเอเชียได้ก็คือ พวกเขายอมรับในความอ่อนด้อยของตัวเอง และรู้ว่าควรเริ่มกดปุ่มสตาร์ทสร้างฟุตบอลในแบบฉบับของพวกเขาขึ้นมาเสียที พวกเขาจึงสร้างโปรเจกต์ "JFA 100 Year Vision" ขึ้นมาในปี 1989
และชาติที่พวกเขาเลือกเป็นต้นแบบก็คือ "บราซิล" ... ฟุตบอลสไตล์แซมบ้า กลายเป็นเหมือนอาจารย์ของฟุตบอลญี่ปุ่น ด้วยความเก่งกาจ มีเอกลักษณ์ชัดเจน และมีถ้วยแชมป์โลกเป็นเครื่องรับประกัน
ประเทศที่เด็กเตะบอลบนชายหาด ถนนดิน หรือสนามฟุตซอลเล็ก ๆ จนกลายเป็นนักเตะระดับโลก บราซิลไม่ได้สร้างนักฟุตบอลด้วยตำรา แต่สร้างด้วยสัญชาตญาณ
การเลี้ยงบอล การดวลตัวต่อตัว จินตนาการ และความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด คือสิ่งที่หล่อหลอมตำนานตั้งแต่ เปเล่, ซิโก้, โรมาริโอ, โรนัลโด้, โรนัลดินโญ่ จนถึง เนย์มาร์
ความเก่งกาจนี้ทำให้ญี่ปุ่นเลือกพวกเขาเป็นต้นแบบ จากนั้นไม่นานโค้ชชาวบราซิลจำนวนมากเดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่น นักเตะบราซิลนับไม่ถ้วนเข้ามายกระดับเจลีก
พวกเขาจ้างยอดนักเตะอย่าง ซิโก้, คาร์ลอส ดุงก้า มาเป็นอาจารย์ เพื่อสอนสั่งถ่ายทอดสิ่งที่นักเตะญี่ปุ่นไม่เคยสัมผัส และแปลงสัญชาติตัวรุกแซมบ้าอย่าง รุย รามอส, วากเนอร์ โลเปส และ อเล็กซ์ ซานโตส เพื่อยกระดับทีม
ชาติตระกูลลูกหนังของบราซิลคือสิ่งที่ญี่ปุ่นเฝ้ามองด้วยความเคารพรัก และปักธงไว้ในใจว่า "หากวันใดที่เราคว่ำบราซิลในเวทีโลกได้ วันนั้นแหละคือวันที่ฟุตบอลญี่ปุ่นอยู่ในระดับที่เก่งจริง"
ฮาจิเมะ โมริยาสุ กุนซือทีมชาติญี่ปุ่น ที่เคยเป็นอดีตนักเตะทีมชาติ เล่าเรื่องในอดีตที่เคยติดทีมธงซามูไร ในยุคมีโค้ชชาวบราซิลอย่าง ฟัลเกา คุมทีมเมื่อปี 1994 ว่า "บราซิลมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาฟุตบอลญี่ปุ่น ผมเคยสัมผัสเรื่องนี้สมัยเป็นนักเตะแล้ว"
"ฟัลเกา สอนผมว่า หัวใจสำคัญของฟุตบอลต้องเล่นด้วยความมั่นใจ มีคาแรกเตอร์ที่แข็งแกร่งไม่กลัวใครควบคู่กับการขัดเกลาเทคนิคส่วนตัวให้ไปอยู่ในระดับสูง" กุนซือซามูไรบลูคนปัจจุบัน เล่าถึงแก่นของฟุตบอลที่เขาถูกสอนมาโดยชาวบราซิล
การไล่ตามที่เข้าใกล้ขึ้นทุกปี
ในขณะที่บราซิลมีฟุตบอลเป็นเหมือนศาสนา และลมหายใจ ในทางกลับกัน ญี่ปุ่นเริ่มต้นฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการในปี 1993 จากพิมพ์เขียวในห้องเรียนและวิสัยทัศน์การวางแผนระยะยาว
ฟุตบอลของญี่ปุ่นไม่ได้เกิดจากสัญชาตญาณดิบ แต่เกิดจาก วินัย ระบบ และการทำงานเป็นทีม วิธีการเล่นของพวกเขาคือการผ่านบอลที่แม่นยำ การเคลื่อนที่อย่างพร้อมเพรียง จุดเด่นคือความอดทน แท็กติกที่เข้มงวด และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้
หากเอาจุดเด่นของทั้ง 2 ชาติมารวมกันและสร้างทีมฟุตบอลขึ้นมาทีมหนึ่ง คงได้ "โคตรทีม" ที่แท้จริง ทว่านั่นเป็นแค่เรื่องที่เกิดได้ในจินตนาการ นอกจากญี่ปุ่นที่มองบราซิลเป็นเหมือน "ลาสต์บอส" แล้ว พวกเขาก็ยังต้องพัฒนาตัวเองให้ทันกระแสโลกฟุตบอลด้วย และดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำได้ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมาถึงศตวรรษที่ 21 โลกลูกหนังเข้าสู่ยุค "โมเดิร์นฟุตบอล" ที่ความสำคัญของระบบ ความฟิต และข้อมูล เข้ามามีบทบาทมากขึ้น สูสีกับฟุตบอลสมัยก่อนที่พรสวรรค์ส่วนตัวคือสิ่งหลักในการตัดสินเกม
บราซิลเริ่มเผชิญหน้ากับความท้าทาย ยอดนักเตะแบบ "หมายเลข 10 คลาสสิก" ที่เลี้ยงหลบคู่แข่ง 5-6 คนเริ่มลดน้อยลง พวกเขาต้องปรับตัวให้เป็นระบบมากขึ้นเพื่อสู้กับทีมจากยุโรป ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นที่เคยถูกมองว่าเป็นได้แค่ "นักเรียนแถวหน้าผู้ขยันขันแข็งแต่ขาดจินตนาการ" เริ่มกลายพันธุ์
นักเตะญี่ปุ่นสายเลือดใหม่ส่งออกไปค้าแข้งในยุโรปล้นทะลัก เรียนรู้ฟุตบอลเยอรมนี สเปน อังกฤษ และอิตาลี พวกเขาซึมซับความดุดัน ความเป็นมืออาชีพ แต่ยังคงไว้ซึ่งเทคนิคและการเล่นเป็นทีมอันยอดเยี่ยม
ขณะที่บราซิลเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ฟุตบอลยุคใหม่ทำให้แม้แต่ทีมแห่งศิลปะ ก็ต้องเรียนรู้เรื่องโครงสร้าง แท็กติก และเกมรับมากขึ้น ... โลกฟุตบอลค่อย ๆ ทำให้ทั้งสองชาติเดินเข้าหากัน ช่องว่างที่เคยห่างราวฟ้ากับดิน เริ่มเหลือเพียงรายละเอียดเล็ก ๆ ในเกมระดับสูง กลายเป็นความสูสีที่โลกต้องจับตามอง
ก่อนฟุตบอลโลก 2026 จะเริ่มขึ้นไม่นาน ญี่ปุ่น เพิ่งอุ่นเครื่องเอาชนะบราซิลไป 3-2 เมื่อเดือนตุลาคม 2025 และนั่นทำให้ โมริยาสุ ให้สัมภาษณ์ก่อนเกมที่จะเจอกันในรอบน็อกเอาต์ว่า "จากนี้โอกาสชนะของพวกเราไม่ใช่ 0% อีกแล้ว"
วันพิพากษา ณ ฟุตบอลโลก 2026
และแล้ว พรหมลิขิตลูกหนังก็ทำงานในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ... ฟุตบอลโลก 2026 รอบน็อกเอาต์ 32 ทีมสุดท้าย
นี่คือแมตช์ที่โลกหยุดหมุน และเป็นฉากทัศน์ที่แฟนบอลชาวญี่ปุ่นฝันถึงมาตลอด 30 ปี ฝั่งหนึ่งคือ "เซเลเซา" กลุ่มเทพเจ้าเหลือง-เขียว ที่พวกเขาใฝ่ฝันว่าจะไล่ตามให้ทันและเอาชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกให้ได้
ทีมบราซิลชุดนี้ เป็นบราซิลในแบบที่แตกต่างออกไปจากครั้งอดีต พวกเขามาพร้อมกับสายเลือดใหม่ที่ผสมผสานให้เหมาะกับเกมระดับสูงมากขึ้น เรื่องความสามารถเฉพาะตัวอาจจะดรอปลงไป แต่เรื่องของระบบทีม ความเข้าใจแท็กติก ถูกพัฒนาขึ้นจากการคุมของกุนซือที่ยืดหยุ่นที่สุดในโลกอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ
ขณะที่อีกฝั่งคือ "ซามูไรบลู" ทีมเวิร์กฟุตบอลระดับมาสเตอร์พีซ ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเพรสซิ่งมรณะ และการโต้กลับที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งกว่าปีไหน ๆ
หนนี้ญี่ปุ่นไม่ได้ลงสนามในฐานะแฟนคลับที่มารอแลกเสื้อหลังเกมอีกต่อไป ญี่ปุ่นมาถึงวันที่พวกเขาสามารถจ้องตานักเตะบราซิลในฐานะคู่ต่อสู้ที่เท่าเทียม
"เราจะสู้ด้วยเอกลักษณ์ส่วนตัวของญี่ปุ่น เรามีลักษณะเฉพาะหลายอย่างที่พิเศษ ซึ่งเราสามารถแสดงให้โลกเห็นได้อย่างภาคภูมิใจ"
"เราตั้งเป้าหมายจริงจังว่าจะคว้าแชมป์ให้ได้ เราจะทำอย่างสุดความสามารถเพื่อเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อีกครั้ง เราจะได้เล่นแมตช์ที่คนทั้งโลกจับตามอง และผมอยากให้มันเป็นแมตช์ที่สร้างความมั่นใจให้กับอนาคตของเรา" โมริยาสุ กล่าวส่งท้ายในการสัมภาษณ์ ก่อนที่ "อิล คาร์โล" จากฝั่งแซมบ้าจะตอบกลับว่า
"บราซิลจะให้ความเคารพญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ และพวกเราเตรียมตัวเหมือนนัดชิงชนะเลิศแน่นอน" อันเชล็อตติ กล่าว
แหล่งอ้างอิง
https://japantoday.com/category/2026-fifa-world-cup/moriyasu-praises-'united'-japan-on-eve-of-brazil-world-cup-clash
https://english.kyodonews.net/articles/-/78846
https://medium.com/@dmitryi434/what-connects-japan-and-brazil-the-unexpected-historical-and-cultural-links-between-two-distant-e4e559a40837