
กีฬาแบดมินตันกับระบบ 21 คะแนน เป็นภาพชินตาที่เราเห็นกันมานานกว่า 20 ปี แต่กติกาที่คุ้นเคยนี้อาจกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคั
สหพันธ์แบดมินตันโลก หรือ BWF เตรียมเสนอระบบนับคะแนนใหม่ จากเดิมเกมละ 21 คะแนน ลดเหลือ 15 คะแนน โดยยังคงระบบชนะ 2 ใน 3 เกมเหมือนเดิม ซึ่งจะมีการลงมติอย่างเป็นทางการ ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี วันที่ 25 เมษายน 2026 นี้ ที่ประเทศเดนมาร์ก
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ลดลง แต่มันคือการปรับ "จังหวะของเกม" ให้เร็วขึ้น จากเกมที่ต้องใช้ความอึดและการยืนระยะ สู่เกมที่อาจตัดสินกันด้วยความเร็ว ความแม่นยำ และการออกตัวที่เฉียบคมตั้งแต่แต้มแรก
Main Stand จึงพาทุกท่านไปเจาะลึกเรื่องนี้ ร่วมกับ "วิว" กุลวุฒิ วิทิตศานต์, "เมย์" รัชนก อินทนนท์ และ "โค้ชเป้" ภัททพล เงินศรีสุข …. เพราะคำถามไม่ใช่แค่ระบบใหม่ดีหรือไม่ดี แต่ยังรวมถึง นักกีฬาและทีมงานเบื้องหลังจะต้องปรับตัวอย่างไร ถ้าโลกของแบดมินตันจะหมุนเร็วขึ้น
"ร่างกาย" อาจมาก่อน "แท็กติก"
เมื่อเกมถูกย่อเหลือ 15 คะแนน สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่แค่เวลาแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญที่เปลี่ยนตามมาด้วยคือ "แกนของเกม"
ระบบ 21 คะแนน เปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นค่อย ๆ อ่านจังหวะ วางแผน และคัมแบ็กได้ แม้ตามหลังหลายแต้มก็ยังมีเวลาทวงคืน แต่ในเกมที่สั้นลง การนำเพียง 3-4 แต้ม อาจเพียงพอจะกำหนดทิศทางของทั้งเกม
"โค้ชเป้" ภัททพล เงินศรีสุข ผู้ฝึกสอนจากโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด ได้เปิดมุมมองต่อความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ
"มันจะเป็นเกมที่สั้นไป ในความหมายของผมคือ มันอาจจะไม่มีเกมที่พลิกไปพลิกมา ใครนำสัก 3-4 แต้มก่อน มันอาจจะเป็นตัวตัดสินเลยว่าเกมนั้นจะเป็นของใคร เกมมันอาจจะมีดราม่าน้อยลง"
"ผมมองว่าถ้า 21 แต้ม มันมีทั้งพละกำลัง ร่างกาย และเทคนิครวมกัน แต่ถ้า 15 แต้ม มันอาจจะเหลือแค่ร่างกายและความเร็วอย่างเดียวที่เป็นหลัก การเล่นอาจจะขาดสีสันในเรื่องของแผนเกม การชิงไหวชิงพริบ หรือความตื่นเต้นในการโต้ไปโต้มานาน ๆ เพราะถ้าใครนำก่อนเพียงนิดเดียว เกมนั้นก็แทบจะตัดสินกันได้เลย"

อย่างไรก็ตาม หากระบบนี้ถูกนำมาใช้จริง "โค้ชเป้" วิเคราะห์ว่าการเตรียมตัวของนักกีฬาจะต้องเปลี่ยนไปตั้งแต่ก่อนก้าวเท้าลงสนาม โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมสภาพร่างกายที่ต้องพร้อมสตาร์ตตั้งแต่วินาทีแรก
"จากเดิมก่อนแข่งนักกีฬาอาจจะวอร์มอัพสัก 30 นาที แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น 15 แต้มจริง ๆ อาจจะต้องเพิ่มเป็น 45 นาทีขึ้นไป เพราะเมื่อเริ่มแข่งเกมจะเข้มข้นตั้งแต่ลูกแรก ถ้าวอร์มไม่ถึงมีโอกาสบาดเจ็บได้แน่นอน"
"นอกจากนี้การฝึกซ้อมต้องเน้นเรื่องความแข็งแรงและความไวมากขึ้น เพื่อไม่ให้เสียเปรียบตั้งแต่ออกสตาร์ต รวมถึงการเลือกเล่นช็อตในสนามที่ต้องมีสัมผัสที่ไวขึ้น รอลูกจังหวะสองได้น้อยลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ทั้งนักกีฬาและทีมงานต้องปรับตัวกันขนานใหญ่หากระบบนี้มาจริง" โค้ชเป้ ระบุ
ระบบเอื้อสายบุก ?
หากระบบ 15 คะแนน ถูกนำมาใช้จริง จังหวะของเกมจะกระชับและจบเร็วขึ้นโดยธรรมชาติ ผู้เล่นจึงต้องเร่งสร้างความได้เปรียบตั้งแต่แต้มแรก เพราะทุกคะแนนมีความหมายอย่างมหาศาล
ดังนั้นระบบใหม่นี้จึงมีแนวโน้มเอื้อให้ "สายบุก" ที่สามารถกดดันคู่แข่งตั้งแต่ต้นเกม เพื่อหวังปิดแมตช์ให้สั้นที่สุด เป็นฝ่ายคุมทิศทางการแข่งขันได้ง่ายกว่าเดิม
หนึ่งในนักกีฬาสายบุกอย่าง "เมย์" รัชนก อินทนนท์ แชมป์โลกหญิงเดี่ยวปี 2013 และเคยครองบัลลังก์มือ 1 ของโลกมาแล้ว เชื่อว่าหากระบบการแข่งขันเปลี่ยนแปลงจะช่วยเอื้อต่อสไตล์การเล่นของตัวเอง
"จริง ๆ สายบุกก็มีโอกาสมากขึ้น เพราะถ้าเป็นเกมที่ต้องลากยาวถึง 21 แต้ม มันใช้เวลาและพลังงานเยอะกว่า ถ้าเหลือ 15 แต้ม เกมจะสั้นลง แต่ก็ต้องปรับมาเล่นให้ครอบคลุมมากขึ้น และหาจังหวะให้แม่นยำขึ้น ในสไตล์ของเมย์อาจใช้ได้ แต่ก็มีความเสี่ยงในการทำแต้มเหมือนกัน"

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ "โค้ชเป้" ภัททพล ยังมองว่าการปลี่ยนระบบไม่ได้ทำให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบมากนัก เพียงแต่ระบบ 15 คะแนน อาจช่วยลดความกังวลเรื่องความยาวของเกม ทำให้นักกีฬากล้าเล่นจังหวะที่ใช้พลังงานสูงมากขึ้น
"ยกตัวอย่างที่เมย์ ถ้ายังเป็น 21 แต้ม เขาอาจต้องคิดเรื่องเกมระยะยาว แต่พอเหลือ 15 แต้ม ความกังวลตรงนั้นอาจน้อยลง และทำให้กลับมาเล่นได้เหมือนสมัยเด็ก ๆ"
"แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผมมองว่าทั้งเกมบุกและเกมรับยังคงสำคัญหมด เพราะอย่าลืมว่าการเล่นในสภาวะสนามที่มีลมแต่ละฝั่งไม่เท่ากัน บางครั้งมันไม่ใช่ว่าการบุกอย่างเดียวจะได้เปรียบเสมอไป ทุกอย่างต้องดูตามสถานการณ์และปัจจัยในสนามประกอบกันด้วย"
สายรับแก้ทางด้วยความไว
ด้านสายเกมรับ หรือสายยื้อ ที่ถูกมองว่าจะไม่ตอบโจทย์ต่อระบบนี้ โดยเฉพาะ "วิว" กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยวมืออันดับ 1 ของไทย และมืออันดับ 2 ของโลก ดีกรีแชมป์โลกปี 2023 และเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ที่แฟนกีฬาหลายคนแอบเป็นห่วงว่าหากเปลี่ยนระบบ อาจส่งผลต่อการเล่นของเจ้าตัว
วิวขึ้นชื่อเรื่องสไตล์การเล่นเกมรับที่โดดเด่น ใช้ความอดทนยื้อจนคู่แข่งอ่อนพลังก่อนหาจังหวะเผด็จศึก แม้หลายครั้งต้องลากยาวถึงเกมสามก็ยังไหว จนได้ฉายา "วิว 3 เกม" ซึ่งหากต้องเปลี่ยนมาเล่นในเกมที่สั้นลง เจ้าตัวเองยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มีความกังวลไม่น้อย และอาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนรูปแบบการซ้อมเลยทีเดียว
"ผมมีกังวลอยู่บ้าง เพราะถ้ามันเปลี่ยนจริง ๆ เราก็ต้องเปิดเกมให้มันดีขึ้นกว่านี้ ถ้าเรายังเล่นแบบเดิม เราจะตามเกมปัจจุบันไม่ทัน เพราะพอเป็นเกมสั้น เขาก็ต้องหาจังหวะบุก เร่งเกมให้มันเร็วขึ้น"
"ผมต้องเปลี่ยนรูปแบบการซ้อม อาจจะต้องเปลี่ยนมาเน้นเกมบุกเป็นส่วนมาก เพื่อให้เราตามเขาทัน เพราะถ้าเป็น 15 แต้ม คนที่เล่นเกมบุกจะได้เปรียบกว่าแน่นอน เพราะมันสร้างแรงกดดันให้คู่ต่อสู้ได้มากกว่า"

ขณะที่ "โค้ชเป้" ภัททพล มองว่าไม่ใช่แค่วิวเท่านั้นที่ต้องปรับ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กระทบต่อสไตล์การเล่นของนักกีฬาทั่วโลก ทุกคนจำเป็นต้องยกระดับหลายด้านควบคู่กัน ทั้งระบบการฝึกซ้อม ความหลากหลายของแท็กติก รวมถึงพัฒนาความเร็ว ความแข็งแรง และความคล่องตัว เพื่อให้เหมาะกับเกมที่สั้นและเร็วขึ้น
"เอาจริง ๆ ผมว่ามันส่งผลต่อสไตล์การเล่นหมด ทั่วโลกต้องปรับ อย่างล่าสุดผมดู อัน เซยอง ตอนแข่งกับเมย์ ผมรู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไปเยอะ เล่นเร็วขึ้น บุกมากขึ้น และเป็นฝ่ายเริ่มวางเกมก่อนตั้งแต่จังหวะเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟ เขาเริ่มบีบเกมตั้งแต่ต้น ซึ่งผมมองว่าเขากำลังปรับตัวให้เข้ากับแนวคิด 15 แต้มแล้ว"
"อย่างวิวเองก็ต้องปรับ โดยเฉพาะเรื่องความคล่องตัว ไม่ใช่ว่าเขาไม่เร็วหรือไม่แข็งแรง แต่ด้วยรูปร่างอาจจะทำให้ความคล่องตัวมันเป็นจุดที่ทำให้เสียเปรียบ เราจึงต้องพัฒนาในจุดนี้ให้ดีขึ้น ซึ่งถ้าทำได้ผมว่าระบบ 15 แต้มมันจะดีต่อตัวเขาด้วย" โค้ชเป้ ทิ้งท้าย

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ในวันที่ 25 เมษายน 2026 จะลงเอยอย่างไร จะยังคงใช้ 21 คะแนน หรือเปลี่ยนผ่านสู่ 15 คะแนน ความจริงหนึ่งสิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ บนเวทีระดับโลก คนที่จะยืนระยะได้ ไม่ใช่เพียงผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุด แต่คือผู้เล่นที่ปรับตัวได้รวดเร็วที่สุด
หากโลกของแบดมินตันกำลังจะหมุนเร็วขึ้นจริง ๆ คำถามจึงไม่ใช่ว่า "ระบบไหนดีกว่า" แต่อยู่ที่ว่า "ใครจะพร้อมกว่า" เมื่อเสียงนกหวีดเริ่มแต้มแรกของยุคใหม่ดังขึ้น