
ก่อนเสียงนกหวีดจะดังขึ้นในศึกฟุตบอลโลกรอบ 32 ทีมสุดท้าย ระหว่างอังกฤษ พบ ดีอาร์ คองโก ในค่ำคืนนี้ เวลา 23.00 น. (ตามเวลาไทย) มีหนึ่งเรื่องราวที่สกอร์บอร์ดไม่มีวันบอกได้...
นั่นคือเรื่องราวของ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อักเซล ตวนเซเบ้ เพื่อนแก๊งเดียวกันตั้งแต่วัยเด็ก ที่วันนี้ทั้งคู่กำลังจะยืนอยู่คนละฝั่งของสนาม เพื่อรับใช้ชาติของตัวเอง
แรชฟอร์ด และ ตวนเซเบ้ เกิดในปี 1997 เหมือนกัน ทั้งคู่ก้าวเข้าสู่อะคาเดมี่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อม ๆ กันตั้งแต่อายุเพียง 7-8 ขวบ ก่อนใช้เวลากว่า 10 ปี เติบโต ซ้อมฟุตบอล และเรียนหนังสือด้วยกันที่โรงเรียน Ashton on Mersey ในเมืองเซล จนก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของแมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมกันในช่วงปี 2015-2016
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เส้นทางของทั้งสองก็เริ่มแยกออก...แรชฟอร์ด กลายเป็นดาวเตะของทีมชุดใหญ่ หลังลงเล่นไป 426 นัดให้ปีศาจแดง ขณะที่ตวนเซเบ้ ลงเล่นได้ 37 นัด ก่อนถูกปล่อยยืมตัวหลายครั้งและย้ายถาวรไปอยู่อิปสวิช ทาวน์ ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับเบิร์นลี่ย์
เช่นเดียวกับเส้นทางในนามทีมชาติ แรชฟอร์ด ยังคงรับใช้ "สิงโตคำราม" ส่วนตวนเซเบ้ ซึ่งเกิดที่เมืองบูเนีย ประเทศดีอาร์ คองโก ก่อนอพยพมาอังกฤษตั้งแต่เด็ก ได้ตัดสินใจเปลี่ยนไปเล่นให้แผ่นดินเกิดของตัวเองในปี 2024 แม้จะเคยรับใช้ทีมชาติอังกฤษในระดับเยาวชนมาแล้วก็ตาม
ตวนเซเบ้ เชื่อว่าฟุตบอลสามารถมอบความหวังให้ประเทศดีอาร์ คองโก ที่เผชิญความขัดแย้งมาอย่างยาวนานได้ ซึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า "ผมไม่ใช่นักการเมือง แต่สิ่งที่ผมทำเพื่อดีอาร์ คองโกได้ คือการเล่นฟุตบอล"
คำพูดนั้นยิ่งมีความหมาย เมื่อประตูชัยของตวนเซเบ้ในเกมเพลย์ออฟที่เฉือนชนะจาเมกา 1-0 กลายเป็นประตูประวัติศาสตร์ พาดีอาร์ คองโก กลับสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในรอบ 52 ปี ก่อนที่ในรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลโลก เจ้าตัวจะยืนเป็นหัวใจในแนวรับ พาทีมเก็บ 4 คะแนน จบอันดับ 3 ของกลุ่ม K คว้าตั๋วเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้ายได้เป็นครั้งแรก ในฐานะหนึ่งใน 8 ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด
ขณะที่ฝั่ง แรชฟอร์ด ก็ถูกวางให้เป็นหนึ่งในความหวังล่าตาข่ายของทีมชาติอังกฤษ กับภารกิจพาถ้วยแชมป์โลกกลับบ้าน ดั่งเพลงที่แฟนอังกฤษร้องกันมานานว่า "Football's Coming Home" หลังยิงไปแล้ว 1 ประตู ในเกมเปิดสนามพบโครเอเชีย ก่อนช่วยทีมเข้ารอบ 32 สุดท้าย ในฐานะแชมป์กลุ่ม L
แรชฟอร์ด เคยกล่าวถึงตวนเซเบ้ ผ่านบทสัมภาษณ์กับเว็บไซต์สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงปี 2019 ว่า "ผมเล่นกับอักเซลมาตั้งแต่เด็ก…ตอนอายุประมาณ 16 หรือ 17 ปี เขาเป็นกองหลังที่ดวลตัวต่อตัวได้ยากที่สุดเท่าที่ผมเคยซ้อมหรือเคยเล่นด้วยมา"
ดังนั้นในคำคืนนี้ จากเพื่อนร่วมโต๊ะเรียน จากเพื่อนร่วมอะคาเดมี่ ทั้งสองกำลังจะยืนอยู่คนละฝั่งของสนามฟุตบอลโลก คนหนึ่งมีหน้าที่พังประตู อีกคนมีหน้าที่หยุดเพื่อนรักของตัวเอง
แต่แม้ว่า 90 นาทีข้างหน้า อาจมีผู้ชนะเพียงทีมเดียว และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร…เรื่องราวของทั้งสอง จะกลายเป็นหนึ่งในโมเมนต์ที่งดงามของฟุตบอลโลกครั้งนี้