Feature

ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก : เชลซี 2004-05 แชมป์พรีเมียร์ลีกที่เสียประตูน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ | Main Stand

เสียเพียง 15 ประตู เก็บคลีนชีต 25 นัด แพ้แค่ 1 เกมตลอดฤดูกาล จากการลงสนามในลีก 38 นัดของ เชลซี ฤดูกาล 2004-05 

 

นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่น่าทึ่ง แต่มันคือบรรทัดฐานของความสมบูรณ์แบบในเกมรับ ที่ยังไม่มีทีมใดในอังกฤษทำลายลงได้จนถึงปัจจุบัน 

อะไรเป็นสาเหตุที่พวกเขาสร้างซีซั่นที่ยอดเยี่ยมด้วยเกมรับที่เหลือเชื่อได้เช่นนั้น ? นี่คือบทวิเคราะห์เจาะลึกการสร้างอาณาจักรสีน้ำเงินของ โชเซ่ มูรินโญ่ โดย MAIN STAND 

 

การมาถึงของ The Special One

จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ไม่ได้เริ่มที่สนามซ้อม แต่เริ่มที่ทัศนคติทั้งในและนอกสนาม โดยการเข้ามาของชายผู้เรียกตัวเองตั้งแต่วันแรกที่ประกาศตัวกับสื่ออังกฤษว่า "ได้โปรดอย่าคิดว่าผมหยิ่งจองหองนะครับ แต่ผมเป็นแชมป์ยุโรป และผมคิดว่าผมคือ เดอะ สเปเชี่ยล วัน" (คนพิเศษ No.1) 

โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์พา เอฟซี ปอร์โต้ คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาสด ๆ ร้อน ๆ ในฤดูกาล 2003-04 โปรไฟล์ของเขาถูกใจ โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมในเวลานั้นแบบสุด ๆ เพราะ "เสี่ยหมี" ไม่ได้ต้องการแค่ทีมที่มีสตาร์ล้นทีม แต่เขาต้องการ "ผู้ชนะ" ตัวจริงเท่านั้น และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าเฮดโค้ชของทีมต้องเป็นกุนซือหนุ่มชาวโปรตุกีสรายนี้ 

ทันทีที่มูรินโญ่ก้าวเท้าเข้ามาใน สแตมฟอร์ด บริดจ์ เขาไม่ได้นำมาเพียงแค่แผนการเล่น แต่เขานำความเชื่อมั่นและระเบียบวินัยที่เข้มงวดระดับกองทัพ ... สิ่งที่มูรินโญ่ได้รับการยกย่องในช่วงเวลานั้น คือการปกคองทีมที่ตัวเขามีอำนาจเด็ดขาด แถมยังเป็นคนที่มีเรื่องจิตวิทยา และการบริหารคนที่ยอดเยี่ยม 

ความหยิ่งผยองแบบมูรินโญ่ พร้อมกับแนวคิดฟุตบอลที่เน้นความกระชับ มีระบบระเบียบชัดเจน พร้อมทั้งสมดุลรุก-รับ และเน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก ซึ่งสูตรนี้แหละที่ทำให้เขาได้เป็นแชมป์ยุโรปอย่างที่เขาคุยโว

การจะทำให้ทีมเล่นในแบบที่คิดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างแรกเลยคือ มูรินโญ่ต้องเปลี่ยนทัศนคตินักเตะในทีมให้ได้ก่อน เชลซีในเวลานั้นไม่ได้คว้าแชมป์ลีกสูงสุดมานาน (ก่อนหน้านั้นได้แค่ครั้งเดียวในฤดูกาล 1954-55 สมัยดิวิชั่น 1 เดิม) แม้จะเป็นทีมใหญ่แต่ก็ต้องนับว่าเป็นรองพี่ใหญ่และพี่รองอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่นำโดย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ อาร์เซน่อล ที่นำโดย อาร์แซน เวนเกอร์ ... เขาต้องการลบแนวคิดนี้ทิ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกทีมทุกคนของเขา 

มูรินโญ่เปลี่ยนเชลซีจากทีมที่เกือบดีให้กลายเป็น "เครื่องจักรแห่งชัยชนะ" โดยเริ่มจากการสร้างกำแพงทางจิตวิทยา เขาทำให้นักเตะทุกคนเชื่อว่าการเสียประตูคือเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ หนึ่งในขุนพลคู่ใจที่ดึงมาตัวมาจากปอร์โต้ในซัมเมอร์เดียวกันนั้นกล่าวถึงความเข้มงวดนี้ว่า

"โชเซ่ไม่เคยปล่อยผ่านแม้แต่ความผิดพลาดเดียวในเกมรับ สำหรับเขา การเก็บคลีนชีตไม่ได้เป็นแค่โบนัส แต่มันคือหน้าที่หลักที่เราต้องทำก่อนจะคิดเรื่องยิงประตู" 

ข้อความนี้ถูกส่งต่อไปยังพี่ใหญ่ในห้องแต่งตัวอย่าง จอห์น เทอร์รี่ และมูรินโญ่ก็ซื้อใจกัปตันทีมได้สำเร็จ แนวคิดไม่เสียไว้ก่อนของมูรินโญ่ ถูกซึมซับเข้าไปในสมองของเทอร์รี่ และปลูกฝังทัศนตินี้ให้กับทุกคนในทีม จนถึงขนาดที่เทอร์รี่เคยเปรียบเทียบการเสียประตูในยุคนั้นว่า 

"สำหรับพวกเรา การเสียประตูรู้สึกเหมือนถูกใครบางคนดูหมิ่นครอบครัว" ... คุณจึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าเหตุใดนักเตะ เชลซี ในชุดนั้นจึงแข็งแกร่งยากต่อการเอาชนะได้มากขนาดนั้น 

นอกจากจิตวิทยา มูรินโญ่ยังนำวิธีฝึกซ้อมแบบ Tactical Periodization (การวางแผนเชิงกลยุทธ์) มาใช้ ซึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์จริงในเกมรับซ้ำ ๆ จนนักเตะสามารถเคลื่อนที่ตามกันได้โดยไม่ต้องสั่งการ ทำให้วินัยในแนวรับของเชลซีนั้นแน่นปึ้กตั้งแต่นกหวีดเริ่มเกมจนจบนาทีสุดท้าย ... นี่คือสิ่ง่ที่เขาใส่ให้ก่อนซีซั่นจะเริ่ม 

และทันทีที่สัญญาณออกตัวในฤดูกาล 2004-05 ดังขึ้น ... เชลซี ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็เริ่มแสดงความหยิ่งผยองและแข็งแกร่งให้โลกได้เห็น 

 

ฟันเฟืองแท็กติกและคุณภาพระดับ Masterclass

หากมูรินโญ่คือสถาปนิก นักเตะชุดซีซั่น 2004-05 ก็คือวัสดุเกรดพรีเมียมที่ถูกนำมาวางในตำแหน่งที่ถูกต้องที่สุด ระบบ 4-3-3 ของเชลซีในตอนนั้นถูกออกแบบมาเพื่อปิดตายทุกช่องทาง

เริ่มจากปราการด่านสุดท้าย ปีเตอร์ เช็ก ในวัยหนุ่มคือส่วนผสมของความนิ่งและปฏิกิริยาที่ยอดเยี่ยม เขาคือ "เดอะ เบสต์" ของยุคนั้นเลยก็ว่าได้ ผู้รักษาประตูที่สูงใหญ่ ออกมาตัดลูกกลางอากาศยอดเยี่ยม อ่านเกมล่วงหน้าเสมอ และเหนือสิ่งอื่นใดคือโดดเด่นสุด ๆ ในการสร้างช็อตเซฟแบบมหัศจรรย์แบบที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าลูกยิงแบบ "ใครเห็นก็ว่าเข้า" ได้อยู่เสมอ 

ไล่เรียงมาจนถึงส่วนสำคัญอีกตำแหน่ง คือคู่เซนเตอร์แบ็กที่ลงตัว การจับคู่ระหว่าง จอห์น เทอร์รี่ ผู้นำที่พร้อมเอาตัวเข้าแลก กับ ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ ผู้ที่อ่านเกมได้อย่างเฉียบขาดและทางบอลดี ทำให้พื้นที่หน้ากรอบเขตโทษกลายเป็นเขตหวงห้าม เทอร์รี่ชน คาร์วัลโญ่เก็บกวาด คือภาพที่แฟนบอลยุคนั้นเห็นอยู่บ่อย ๆ จนเกิดวลีที่ว่า "Terry attacked the ball, Carvalho attacked your thoughts." "เทอร์รี่โจมตีลูกฟุตบอล จากนั้น คาร์วัลโญ่โจมตีเข้าไปในหัว"

และที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือกองกลางตัวรับที่ห้อยท้ายอย่าง โคล้ด มาเกเลเล่ ห้องเครื่องที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง การอ่านเกมที่ยอดเยี่ยม การไล่บอลที่เด็ดขาด และเชี่ยวชาญเรื่องการเก็บบอลจังหวะสอง ไปจนถึงการเข้าสกัดที่แม่นยำ ผลงานของเขาในปีนั้นโดดเด่นจนถึงขั้นที่ให้กำเนิดคำศัพท์คำว่า The Makelele Role (กลางตัดเกมแบบ มาเกเลเล่) ... ณ ตอนนั้น เซอร์ อเล็กซ์ ถึงขั้นอดไม่ไหว ชมการเล่นของ มาเกเลเล่ ว่า "มาเกเลเล่คือคนที่ทำให้ทั้งทีมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

ในเชิงแท็กติก มูรินโญ่ใช้การกดดันแบบ Low Block ที่ยอดเยี่ยม เมื่อเสียบอล ทุกคนจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งอย่างรวดเร็ว โดยมีมิดฟิลด์สามคน (มาเกเลเล่, แลมพาร์ด, ติอาโก้ เมนเดส) คอยสกรีนพื้นที่ เรียกได้ว่าถ้าคุณจะบุกไปลุ้นยิงประตูเชลซี คุณต้องผ่านหลายด่าน ไล่ตั้งแต่ความแข็งแกร่งในแดนหน้าที่พร้อมปะทะโดย ดิดิเยร์ ดร็อกบา ... ปีกที่พร้อมเล่นเกมรับอย่าง เดเมี่ยน ดัฟฟ์ ซึ่งเมื่อคุณผ่านพวกเขาไปแล้ว คุณยังต้องเจอแบ็กสายเกมรับอย่าง เปาโล แฟร๋ราร่า และ วิลเลี่ยม กัลลาส อีก 

เกมรับในแบบฉบับมูรินโญ่ชุดนั้นจึงแข็งแกร่งระดับตำนาน ชนิดที่ว่า แกรี่ เนวิลล์ กัปตันทีมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ดวลกันมาแล้ว ยังเอามาพูดถึงในปัจจุบัน ในฐานะกูรูฟุตบอลว่า "การเจอเชลซีชุดนั้นเหมือนการพยายามขับรถชนกำแพงอิฐ คุณไม่มีที่ว่างให้หายใจ ไม่มีพื้นที่ระหว่างไลน์ และเมื่อคุณพลาด พวกเขาจะลงโทษคุณด้วยเกมสวนกลับที่เร็วราวกับสายฟ้า"

เมื่อ แกรี่ เนวิลล์ พูดเช่นนั้น มันสะท้อนถึงความสมบูรณ์แบบของเชลซีในเวลาดังกล่าวอย่างแท้จริง เกมรับที่แข็งแกร่งเป็นสารตั้งต้น และแน่นอนว่าเกมรับอย่างเดียวไม่มีทางเพียงพอต่อคำยกย่อง เพราะสิ่งที่เชลซีในชุดนั้นเก่งไม่แพ้กันก็คือ การสวนกลับ และยิงประตูเพื่อปิดเกมอย่างเบ็ดเสร็จต่างหาก 

 

อีกระดับของเกมรับที่ไม่ได้ตั้งรับ

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนที่ไม่ทันดูอาจจะคิดว่า เชลซีชุดนั้นแค่ตั้งรับลึก ๆ แล้วสวนกลับคม ๆ ตามแบบฉบับของอีกหลาย ๆ ทีมในยุคนี้ แต่ความจริงแล้ว เชลซีในชุดนั้นของมูรินโญ่แตกต่างออกไป เกมรุกพวกเขาอาจจะไม่ได้เป็นพระเอก แต่ก็ต้องบอกว่าเป็นชุดที่พร้อมชนทุกทีม หากจะกล่าวว่า เชลซี มีเกมรับระดับ 10 เต็ม 10 เกมรุกของพวกเขาก็คงอยู่ในเรตคะแนน 8-9 เต็ม 10 ได้อย่างเต็มปาก 

สิ่งที่ทำให้เชลซีชุดนี้พิเศษ คือพวกเขาไม่ได้แค่ถอยต่ำแล้วรอให้คู่แข่งบุกโจมตีอย่างเดียว พวกเขาควบคุมเกมด้วยการไม่เปิดพื้นที่ บีบพื้นที่ บีบเวลา บีบการตัดสินใจ คู่แข่งเหมือนถูกดูดเข้าไปในกับดัก ... คุณไม่ได้รู้สึกว่าเชลซีตั้งรับ แต่คุณจะรู้สึกว่า "คุณไม่มีที่ให้เล่น" นี่คือฟุตบอลเชิงรับในระดับศิลปะที่เชลซีชุดนั้นได้สร้างไว้ 

นักเตะทุกคนรู้หน้าที่และไม่มีใครได้รับอภิสิทธิ์ ไม่ว่าคุณจะเป็นซูเปอร์สตาร์หรือดาวรุ่ง ถ้าไม่ทำงานเพื่อทีม คุณไม่มีที่ยืน นี่คือเหตุผลที่เชลซีชุดนั้นแทบไม่มีคำว่า "หลุดวินัย" พวกเขาอาจไม่ได้เล่นฟุตบอลที่คนทั้งโลกหลงรัก แต่มันคือฟุตบอลที่คู่แข่งหวาดกลัว

สิ่งที่ส่งให้เชลซีชุดนี้เหนือกว่าทีมรับดี ๆ ทีมอื่น คือ "ความสม่ำเสมอ" ตลอดทั้งฤดูกาล พวกเขาเสียประตูมากกว่า 1 ลูกในเกมเดียวเพียงแค่ 1 นัด เท่านั้น (เกมเสมอ โบลตัน 2-2) ที่เหลือมักเป็นการปิดเกมด้วยสกอร์ 1-0 หรือ 2-0 อย่างเลือดเย็น

ทัศนคติ "Winning Mentality" ถูกปลูกฝังจนเข้มข้น แม้ในวันที่เกมรุกตื้อเจาะไม่เข้า แต่เกมรับจะยังคงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์เพื่อรักษาระดับแต้มเอาไว้ จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมผู้เป็นสัญลักษณ์ของกำแพงนี้กล่าวว่า "พวกเราภูมิใจกับการเก็บคลีนชีตพอ ๆ กับที่กองหน้าภูมิใจกับการยิงประตู เรามองหน้ากันในอุโมงค์ก่อนลงสนาม และเรารู้ว่าถ้าเราไม่เสียประตู เราก็ไม่มีทางแพ้" 

แน่นอนที่สุด ทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่สามารถเกิดขึ้นจากแท็กติกเพียงอย่างเดียว มันต้องมีบางอย่างที่ลึกกว่านั้น และสิ่งที่ว่าคือ "ความเชื่อร่วมกัน" แบบที่เทอร์รี่บอก 

มูรินโญ่ทำให้นักเตะทุกคนรู้สึกว่าพวกเขากำลังอยู่ในภารกิจพิเศษ ไม่ใช่แค่ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกที่สโมสรและแฟน ๆ รอคอยเท่านั้น แต่มันคือการสร้างประวัติศาสตร์ ความแข็งกร้าวและผยองของมูรินโญ่ ทำให้โลกภายนอกกำลังต่อต้านเชลซี  ทุกคนอยากเห็นทีม ๆ นี้ล้มลง ดังนั้น เขาจึงทำให้ทีมนี้ระลึกอยู่เสมอว่า ต้องมีสมาธิและเสียสละในทุก ๆ เกม ประมาทให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เชลซีชุดฤดูกาล 2004-05 ได้รับการยกย่องและพูดถึงจนทุกวันนี้ 

ก่อนหน้านั้นเกมรับมักถูกมองว่าเป็นงานสกปรก แต่เชลซีในซีซั่น 2004-05 ทำให้การแท็กเกิล การบล็อก การโหม่งสกัด กลายเป็นสิ่งที่แฟนบอลลุกขึ้นปรบมือโห่ร้องด้วยความสะใจ 

พวกเขาเปลี่ยนเกมรับให้กลายเป็นตัวตนของทีม เรียกได้ว่าเชลซีในเวลานั้นไม่ได้เป็นเพียงแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่เป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์คำกล่าวที่ว่า "Attack wins you games, but defence wins you titles" ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด สถิติเสีย 15 ประตูยังคงยืนยงมานานกว่าสองทศวรรษ และดูเหมือนว่า "ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก" แห่ง สแตมฟอร์ด บริดจ์ ชุดนี้ จะยังคงเป็นตำนานที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้ไปอีกนานแสนนาน

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.chelseafc.com/en/news/article/ending-the-wait--a-fresh-beginning---
https://www.chelseafc.com/en/news/article/ending-the-wait---the-story-of-2004-05--wing-wizards-bring-goals
https://www.reddit.com/r/soccer/comments/1caa5ih/john_terry_on_chelseas_recordbreaking_200405/
https://thesefootballtimes.co/2020/05/06/how-jose-mourinho-reinvented-chelsea-and-reshaped-the-premier-league-in-2004-05/
https://www.premierleague.com/en/news/2737934

Author

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง

Graphic

อรรนพ สะตะ

graphic design ผู้ชื่นชอบกีฬาฮอกกี้, เกมส์, เดินเขา เป็นชีวิตจิตใจ