VEHICLE

บุกเดี่ยวลุย "Chang Classic Car Festival" งานคืนชีพรถคลาสสิกให้กลับมีชีวิตอีกครั้ง | Main Stand



หากคุณนึกถึง "งานโชว์รถคลาสสิก" ปกติแล้วคุณนึกถึงงานในลักษณะใด ?
 

 

หลายคนคงนึกถึงงานที่มีรถคลาสสิกมากมายหลายสิบคันมาจอดรวมกันในที่เดียว พร้อมกับกฎสำคัญ "ดูแต่ตา มืออย่าต้อง" มองได้เพียงอย่างเดียว

แต่ Don't Worry, Follow Me ครั้งนี้ เราจะพาทุกท่านไปชมงานโชว์รถคลาสสิก ที่ไม่เพียงคุณจะมีโอกาสได้สัมผัสรถอันทรงคุณค่าอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ยังได้เห็นยนตรกรรมเหล่านี้ แสดงสมรรถนะในสนามอันเป็นสังเวียนแข่งขันในรายการระดับโลก

กับงาน Chang Classic Car Festival ที่สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

 

จากแก่งกระจานสู่บุรีรัมย์

งาน Chang Classic Car Festival เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง เครื่องดื่มตราช้าง, สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และ Classic Revival Festival ... ซึ่งหลายคนอาจไม่เชื่อว่า จุดเริ่มต้นของงานนี้ มาจากไอเดียของคน 2 คน พลัม - ชณัฐ ภัคเวโรจน์ และ นุก - อณิวัชร ชีพสัตยากร ซึ่งชื่นชอบในรถคลาสสิกเช่นกัน

ครั้งแรกที่ Classic Revival Festival จัดงานรถคลาสสิกนั้น ย้อนกลับไปไม่ไกลเท่าไหร่ เพียงเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 นี้เอง กับงาน Classic Revival Hillclimb ที่สนาม แก่งกระจาน เซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี

แค่ได้ยินชื่อ หลายคนคงเอะใจแล้วว่า นี่คงไม่ใช่งานรถคลาสสิกแบบทั่วไป ที่เป็นการนำรถมาจอดโชว์เฉย ๆ แน่ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะงานนี้ เปิดโอกาสให้คนที่มาร่วมงาน เอารถคลาสสิก รถเรโทรที่ตัวเองมี มาลงสนาม โชว์ทั้งสมรรถนะรถและฝีมือคนขับให้เป็นที่ประจักษ์

รถมากกว่า 100 คันที่เข้าร่วมงานในครั้งนั้น ถือเป็นความสำเร็จที่เป็นที่สนใจของหลายฝ่าย และเครื่องดื่มตราช้าง ตลอดจนสนามช้างฯ ก็เป็นหนึ่งในนั้น ก่อนที่จะหันหน้าจับมือกัน สู่งานครั้งใหม่ ที่สเกลใหญ่กว่าเดิม

ซึ่ง โอ๊ต - ตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนาม ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เผยถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงาน Chang Classic Car Festival ว่า เป็นการเปิดโอกาสให้คนรักรถ สามารถนำรถของตัวเองมาวิ่งในสนามแข่งระดับโลกแห่งนี้ ซึ่งเจ้าตัวหวังว่า จะนำมาซึ่งวัฒนธรรม Track Day หรือการนำรถของตัวเองมาซิ่งในสนาม แทนที่จะเป็นบนถนน ในอนาคตอันใกล้

 

สู่ดินแดนคนรักรถ

งานรถคลาสสิกที่ไม่เพียงแค่ได้ชมโฉมของรถ แต่ยังได้เห็นการออกมาวิ่งจริง ในสนามแข่งมาตรฐานที่เป็นสังเวียนการแข่งขันระดับโลก เพียงเท่านี้ก็ทำให้เกิดความคิดแล้วว่า แล้วมันจะออกมาเป็นเช่นไร ? งานนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องมุ่งหน้าสู่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อพิสูจน์ให้รู้กันแล้ว

เพียงแค่การเดินทาง 1 วันก่อนกำหนดงานจริง 21-22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ตัวผู้เขียน ซึ่งหลงใหลในยนตรกรรมเป็นทุนเดิม ก็ได้ตื่นตาตื่นใจแล้ว เพราะในช่วงแวะพักที่ปั๊มน้ำมันระหว่างทาง รถสปอร์ตหลายคัน ก็มาจอดพักในปั๊มเดียวกัน ซึ่งมองปราดตาเดียวก็เดาได้ว่า จุดหมายของพวกเขา น่าจะอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ และสนามช้างฯ เหมือนกับเราแน่ ๆ

รถสปอร์ตยุคปัจจุบันอย่าง Subaru BRZ [ZC6] ตลอดจนรถซิ่งยุค 90s อย่าง Toyota Supra [JZA80] กับ Nissan Skyline GT-R [BNR34] ที่มาจอดพักเครื่อง เติมพลัง กลายเป็นจุดดึงดูดสายตาของคนที่เข้ามาใช้บริการในปั๊มน้ำมัน เช่นเดียวกับผู้เขียนที่อดไม่ได้ ต้องแชะภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกเสียหน่อย

เราเดินทางมาถึงจังหวัดบุรีรัมย์ในช่วงเย็น และหลังจากที่พักผ่อนในค่ำคืนนั้น วันรุ่งขึ้น ก็เดินทางไปยัง ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ตั้งแต่เช้า

เพียงเดินลงไปในส่วนของพิตบ็อกซ์ รถคลาสสิกทั้งสองล้อและสี่ล้อ ไล่เรียงไปจนถึงรถสปอร์ต ซูเปอร์คาร์ในยุคปัจจุบัน ก็จอดเรียงรายเพื่อรอการลงสนาม ถือเป็นภาพที่คนรักรถเห็นแล้วเป็นชื่นใจอย่างไม่ต้องสงสัย

ไม่เพียงเท่านั้น ในงานยังมีกิจกรรมที่เตรียมไว้สำหรับคนที่อาจจะไม่ได้สนใจรถมากนัก แต่อยากสัมผัสบรรยากาศคลาสสิกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ตลาดนัดของคลาสสิก หรือแม้กระทั่ง เวทีคอนเสิร์ต

โดยในส่วนของเวทีคอนเสิร์ต ก็ไม่ได้เป็นเวทีในลักษณะที่เราคุ้นเคย แต่เป็นเวทีคอนเสิร์ตในแบบ Drive-In ที่สามารถขับรถเข้าไปจอดในลาน ชมการแสดงสดจากศิลปินดัง นำโดย แมว - จิรศักดิ์ ปานพุ่ม และ เล็ก Greasy Cafe กันได้อย่างเพลิดเพลินอีกด้วย 

ซึ่งจะว่าไป ในช่วงเวลาที่ COVID-19 ยังคงระบาดในแบบที่คาดเดาลำบากว่า วัคซีนจะมาเมื่อไหร่ ผู้คนจะได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็นเร็วที่สุดตอนไหน การจัดคอนเสิร์ตแบบนี้ก็เป็นไปในรูปแบบ New Normal ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้เช่นกัน

 

หลากอารมณ์คนรักรถ

แม้จะมีกิจกรรมมากมายให้ได้ร่วม แต่ขึ้นชื่อว่างานรถคลาสสิก ที่สุดแล้ว พระเอกของงาน ก็ต้องว่ากันที่ "รถคลาสสิก" อยู่ดี

และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ต้องบอกว่ามันช่าง "ละลานตา" เสียจริง เมื่อจำนวนรถที่มาร่วมงานนี้มีมากกว่า 200 คัน ... รถคลาสสิกตั้งแต่ยุค 50s ไล่เรียงตามยุคสมัยจนถึงซูเปอร์คาร์ยุคปัจจุบัน ที่อยู่ในความทรงจำของคนรักรถ แทบจะมาที่นี่หมดทุกรุ่น

ไม่เพียงเท่านั้น อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่า Chang Classic Car Festival คืองานรถคลาสสิก ที่ไม่เหมือนงานรถคลาสสิกทั่วไป เพราะงานนี้ ไม่มีการล้อมรั้วกั้นรถ ทุกคนที่มาร่วมงานสามารถเข้ามาชมรถได้อย่างใกล้ชิด โดยมีช่วงเวลาที่เปิดให้ชมรถได้ทั้งบริเวณพิท และบนพื้นแทร็ก รวมถึงสอบถามเรื่องราวของรถแต่ละคันจากทางเจ้าของรถกันตรงนั้นได้เลย แถมบางคัน เจ้าของก็อนุญาตให้ลองนั่งอีกด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางผู้เขียนเองก็คงต้องขอซักหน่อย ... 

นอกจากตัวรถคลาสสิกแล้ว เรื่องราวจากตัว "เจ้าของรถ" ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเหตุผลในการหามาครอบครองก็หลากหลายแตกต่างกันไป อย่างเช่น MG A Le Mans กับ Jaguar XK140 รถซึ่งอยู่ในกลุ่มอายุมากสุดที่ร่วมงานนี้ พลัม - ชณัฐ ผู้ร่วมจัดงานเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า มาจากความหลงใหลในการแข่งขันรถยนต์เอ็นดูรานซ์ เลอ ม็องส์ 24 ชั่วโมง

หรือจะเป็น Toyota Sprinter Trueno [AE86] ที่ ตัน - ตันติกร พรมสบุตร เจ้าของรถ ยอมรับว่า วัฒนธรรมป๊อป อย่างมังงะและอนิเมะเรื่อง Initial D คือเหตุผลที่ทำให้เขายอมทุ่มเงินถึงเกือบ 2 ล้านบาท เพื่อรถที่เปรียบเสมือนแคปซูลความทรงจำของเขารวมถึงครอบครัวคันนี้ แม้จะเป็นรถซึ่งแต่งตามแบบที่ เคอิจิ สึจิยะ "Drift King" ใช้ ไม่ใช่แบบที่ ทาคุมิ ฟูจิวาระ พระเอกการ์ตูนใช้ส่งเต้าหู้ก็ตาม

และอีกหนึ่งคันที่ถูกพิธีกรกล่าวถึงบ่อย ๆ ในงาน คือ Toyota Corolla GTi [AE92] ซึ่ง ตี้ - ฐนอนันต์ ตีระอรรถชวิน และ แพน - พันธุ์สวัสดิ์ ไพฑูรย์พงษ์ คู่หูต่างวัยจากแชนแนลยูทูบ Day Dream Drive หามาทำภายใต้แนวคิด "รถคลาสสิก และรถแข่ง ไม่จำเป็นต้องแพง" เพราะทั้งคู่ได้รถรุ่นเดียวกับที่เคยออกอาละวาดในสนามแข่งทัวริ่งคาร์ยุค 80s ต่อ 90s ในราคาเพียง 50,000 บาทเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ความจริงหนึ่งที่คนเล่นรถคลาสสิกต้องเจอ คือด้วยอายุอานามที่มาก การจะทำให้รถกลับมาวิ่งได้อย่างสมบูรณ์นั้น ต้องทำการซ่อมแซม บูรณะกันมากโข และ AE92 GTi คันนี้ก็เช่นกัน เพราะปัญหามากมายที่เจอ ทำให้หมดเงินกับการซ่อมมากกว่า 200,000 บาท ทะลุราคาที่ซื้อไปไกลลิบ และทั้งคู่ก็ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการทำรถลงในยูทูบ จนยอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงเกือบ 20,000 คนในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

แต่ถึงกระนั้น รถคลาสสิกก็มีเสน่ห์ในหลายแง่มุมที่ทำให้ผู้คนมากมายเลือกที่จะหามาขับ ไม่ว่าจะเป็นการได้ทำตามความฝัน การรำลึกความหลัง หรือการค้นหาสิ่งใหม่จากรถเก่า อย่างที่ แพน - พันธุ์สวัสดิ์ กล่าวไว้ว่า

"เสน่ห์ในการเล่นรถเก่า รถคลาสสิกสำหรับพี่แพน คือการได้รับประสบการณ์ที่แตกต่าง ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า รถขับหน้ามันเป็นแบบนี้ รถขับหลังมันวิ่งแบบนี้ มันเป็นการสร้างประสบการณ์ สร้างความทรงจำ และสร้างฝีมือให้เราขับเก่งขึ้น"

 

เวทีแห่งการคืนชีพ

นอกจากการเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสรถอย่างใกล้ชิดแล้ว อีกเสน่ห์ที่แตกต่างและโดดเด่นของงาน Chang Classic Car Festival คือการเปิดพื้นที่ให้รถคลาสสิกเหล่านี้ ได้มาแสดงสมรรถนะบนสนามแข่งระดับโลก

กิจกรรมที่ว่า คือการแข่งขันที่ไม่เชิงเป็นการแข่งขันเสียทีเดียว เพราะเป็นการวิ่งจับเวลา ที่ให้รถแต่ละคันลงไปวาดลวดลาย ทำเวลาให้ดีที่สุดในสนามความยาว 4.554 กิโลเมตร ส่วนคนที่ไม่อยากเอารถลงไปวิ่งทำเวลา ก็สามารถร่วมขบวนพาเหรดรถคลาสสิกได้

แต่ถึงอย่างไรเสีย การวิ่งจับเวลาของรถคลาสสิก ถือเป็นไฮไลต์สำคัญที่คนรักรถเฝ้ารอ เพราะไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นรถซึ่งบางคันแทบไม่เคยเห็นบนท้องถนน มาอัดเต็มสปีดขนาดนี้

ไม่แค่คนดูเท่านั้น คนเล่นรถก็เช่นกัน ซึ่งด้วยจำนวนของรถที่ร่วมงานกว่า 200 คันนี้เอง ทำให้ต้องมีการแบ่งเป็นรุ่น ๆ โดยอิงจากปีที่รถผลิตเป็นสำคัญ เพื่อลดความหนาแน่นของการจราจร ให้แต่ละคันมีโอกาสซิ่งได้สุดกำลังและฝีมือ นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลแก่ผู้ที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด แบ่งตามปีและขนาดเครื่องยนต์อีกด้วย

จิตวิญญาณแห่งการแข่งขันที่มีอยู่ในหัวใจคนรักรถ ทำให้แต่ละคน แต่ละคัน ต่างพยายามรีดสมรรถนะของรถตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ จนหลายครั้งเกินลิมิต ประสบอุบัติเหตุก็มี

แม้รถจะเสียหาย แต่โอกาสได้เอารถมาวิ่งในสนามแข่งระดับโลกเช่นนี้ก็ไม่ได้มีบ่อย ๆ การซ่อมแบบเร่งด่วนจึงตามมา ซึ่งหนึ่งในอุปกรณ์ที่หาง่าย ใช้งานได้ดีที่สุด หนีไม่พ้น "เทปกาว" เทคโนโลยีบ้าน ๆ ที่แม้แต่ F1 ยังเลือกใช้

แม้จะมีรถพังตั้งแต่วันแรกซึ่งเป็นรอบฝึกซ้อมและควอลิฟาย แต่ไม่มีใครหวั่นไหว วันที่สองซึ่งเป็นการจับเวลาจริง แต่ละคนยิ่งใส่กันเต็มเหนี่ยว ชนิดมีกี่ก๊อกงัดมาหมด จนเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงจำนวนรถที่มีปัญหามากกว่าเดิม

ถึงกระนั้น ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยของสนามแข่งระดับโลก การเคลียร์รถที่มีปัญหาออกจากสนามจึงทำได้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่เสียงเครื่องยนต์ ความสนุก ความตื่นเต้น จะกลับมากระแทกโสตประสาทอีกครั้ง

กระทั่งถึงยามเย็น เมื่อรถทุกคันได้ลงไปทำเวลาดีที่สุดของตัวเอง และมีพิธีมอบรางวัลสำหรับผู้ที่ทำเวลาได้ดีที่สุดในแต่ละรุ่น ก็เป็นสัญญาณว่า งาน Chang Classic Car Festival ได้เดินทางมาถึงบทสรุปสุดท้ายแล้ว

ช่วงเวลาแห่งความสนุกมักจะผ่านไปเร็วเสมอ และแม้จะมีความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความอึ้งที่เห็นรถประสบอุบัติเหตุ ความยินดีที่เห็นมิตรสหายทำผลงานได้ดี แต่ความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุด คงเป็นความรู้สึกอิ่มเอม ที่ได้เห็นรถหลายคันที่ทำได้เพียงมองขณะจอดเฉย ๆ หรือเพียงในรูปภาพ ออกมาโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวา

และเมื่อถึงตรงนี้ คำว่า "Revival" หรือ "การคืนชีพ" ก็ดูจะใช้กับรถคลาสสิกเหล่านี้ได้อย่างลงตัวที่สุด สมดังชื่อที่ พลัม - ชณัฐ หนึ่งในหัวหอกของการจัดงานตั้งไว้อย่างแท้จริง

"คนที่เก็บรถคลาสสิกส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีโอกาสหรือสถานที่ในการนำรถที่ตัวเองรักและสะสม มาโลดแล่นข้างนอก การมีงานลักษณะนี้ ทำให้รถจากที่เคยจอดแต่ในบ้าน หรือในพิพิธภัณฑ์ ได้มีโอกาสมาวิ่งในสนาม ผมคิดว่ามันทำให้ทั้งเจ้าของ ผู้ชม หรือแม้กระทั่งตัวรถเองมีความสุขกับการได้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งครับ"

Chang Classic Car Festival จบลงไปด้วยความประทับใจ ฝากความฝันให้กับคนรักรถมากมาย ในการที่จะได้มาสัมผัสบรรยากาศของคนที่มีหัวใจเดียวกัน ในสนามแข่งระดับโลก

ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้จุดไฟฝันของหลายคน รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วย ในการปั้นโปรเจกต์รถแห่งความทรงจำ ให้กลับมาโลดแล่นดั่งวันวานอีกครั้ง



AUTHOR

เจษฎา บุญประสม

Content Creator ผู้ชื่นชอบการกิน, ท่องเที่ยว และดูกีฬาแทบทุกประเภท โดยเฉพาะฟุตบอล, อเมริกันเกมส์, มอเตอร์สปอร์ต, อีสปอร์ต
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x