mainstand

Lifestyle

ใครเป็นใคร? : พรรคการเมืองไทย เปรียบเทียบได้กับสโมสรใดในโลกฟุตบอล



เหลือเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์เท่านั้น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย จะเกิดขึ้นอีกครั้ง  


 

เช่นเคยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา พรรคการเมือง ขนาดเล็กและใหญ่ ต่างเข้าลงชิงชัย เพื่อหวังเป็นรัฐบาล บริหารพาประเทศไทยเดินหน้าพัฒนาต่อไป

ซึ่งแต่ละพรรคการเมือง ล้วนมีเรื่องราว คาแรคเตอร์ ที่น่าสนใจเป็นของตัวเอง และทำให้แต่ละพรรคมีความแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับสโมสรฟุตบอลทั่วโลก ที่มีเรื่องราวของแต่ละทีม ทั้งความสำเร็จแนวทางการทำทีมที่ใหม่เหมือนกัน จนเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสโมสร

คงเป็นเรื่องที่สนุกและน่าสนใจไม่น้อย หากเราลองจับพรรคการเมืองไทย มาเปรียบเทียบกับสโมสรฟุตบอล ว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรค จะเปลี่ยนแปลงเป็นสโมสรฟุตบอลอะไรบ้าง ด้วยเอกลักษณ์และบริบทที่คล้ายคลึงกัน

Main Stand เลือกหยิบ 10 พรรคการเมืองที่น่าจับตามอง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มาลองเปรียบเทียบว่า หากทั้ง 10 พรรคการเมืองไทย  เป็นสโมสรฟุตบอล แต่ละพรรคจะเหมือนกับทีมฟุตบอลใดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

 

พรรคชาติไทยพัฒนา - เซบีญ่า

พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นพรรคที่รากมากจาก “พรรคชาติไทย” ที่เคยรุ่งเรือง ในยุคของอดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา ผู้ล่วงลับ

พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองขนาดกลาง ที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการจัดตั้งรัฐบาล เพราะระยะหลังที่มีการเลือกตั้ง พรรคชาติไทยพัฒนา จะมี ส.ส.ที่ได้รับการเลือกตั้งอยู่ที่ประมาณ 20-40 คน ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญ ที่จะชี้ชะตาว่าพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาล

และบ่อยครั้ง ที่พรรคชาติไทยพัฒนา (หรือพรรคชาติไทย) เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล แม้ไม่ได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาล แต่ก็มีที่นั่งในรัฐสภาอยู่ในฝ่ายบริหารประเทศเสมอ หากนับเฉพาะ 7 ครั้งหลังสุด ที่มีการจัดตั้งรัฐบาล พรรคชาติไทยพัฒนา หรือ พรรคชาติไทย (เดิม) ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลมากถึง 5 ครั้ง

ทำให้เรานึกถึงสโมสรฟุตบอลทีมหนึ่งที่อาจไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ในฟุตบอลลีก หรือ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ยังมีถ้วยติดไม้ติดมือ มาให้แฟนบอลของทีมชื้นใจตลอดเวลา นั่นคือ “เซบีญ่า”

แม้ว่าเซบีญ่าจะไม่สามารถคว้าแชมป์ลาลีกา หรือฟุตบอลถ้วยใหญ่ของยุโรป เนื่องจากมีทีมดังระดับแถวหน้าคอยขวางทางอยู่ แต่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก มาฝากแฟนๆได้เสมอ จนกลายเป็นสโมสรที่คว้าแชมป์ถ้วยเล็กได้มากที่สุดไปแล้ว ด้วยจำนวน 5 สมัย

และในฤดูกาลปัจจุบัน เซบีญ่า ยังอยู่ในเส้นทางการลุ้นแชมป์ ยูโรป้า ลีก เช่นเดียวกับ พรรคชาติไทยพัฒนาที่จะเป็นพรรคการเมืองตัวแปรสำคัญ ในการจัดตั้งรัฐบาลเช่นกัน

 

พรรคประชาชนปฏิรูป - กลาสโกว์ เรนเจอร์

ชั่วโมงนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก พรรคประชาชนปฏิรูป ที่นำโดย ไพบูลย์ นิติตะวัน กับนโยบาย ที่ขอน้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้า มาใช้เป็นนโยบายและหาเสียงในการเลือกตั้ง

ดังนั้น หากต้องเปรียบเทียบพรรคประชาชนปฏิรูป เป็นสโมสรฟุตบอลแล้ว จึงต้องเป็น สโมสรที่มีแนวทางการทำทีมโดยมีเรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสโมสรที่เรามองว่าคล้ายกับพรรคการเมืองนี้ คือ กลาสโกว์ เรนเจอร์

กลาสโกว์ เรนเจอร์ คือสโมสรฟุตบอลซึ่งก่อตั้งโดยชาวสกอตแลนด์ ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรแตสแตนท์ และเรนเจอร์มีกฎระเบียบที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน นั่นคือสโมสรจะไม่เซ็นสัญญานักเตะที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิก โดยเด็ดขาด

นอกจากนี้สโมสรเรนเจอร์ เป็นสโมสรที่มีความคิดอนุรักษ์นิยม ยึดมั่นในกฎจารีต และประเพณีโบราณ ซึ่งหากมองที่นโยบายของพรรคประชาชนปฏิรูปแล้ว ไม่ได้แตกต่างกับแนวทางการทำทีมของเรนเจอร์เท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม การยึดมั่นยึดติด กับแนวคิดทางศาสนามากเกินไป อาจไม่เหมาะสมกับการทำทีมฟุตบอล เพราะเรนเจอร์เคยประสบปัญหาทางการเงิน จนโดนสั่งปรับร่วงตกชั้น ลงสู่ดิวิชั่น 3 มาแล้ว

ซึ่งหากพรรคประชาชนปฏิรูป ซึ่งมีนโยบายเน้นแนวคิดทางศาสนาแบบเรนเจอร์ มีโอกาสเข้าไปนั่งบริหารประเทศในรัฐสภา เราหวังว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเรนเจอร์จะไม่เกิดขึ้นกับประเทศไทยของเรา

 

พรรคประชาธิปัตย์ - ลิเวอร์พูล

เป็นที่รู้กันดีว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือแฟนบอลตัวยงของสโมสรนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด แต่หากต้องเปรียบเทียบพรรคการเมืองเก่าแก่ของไทย กับสโมสรฟุตบอล เราขอเลือกไปที่คู่แข่งร่วมลีกของทีมสาลิกาดง ยอดทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ “ลิเวอร์พูล เอฟซี”

เพราะทั้งทัพหงส์แดง และพรรคสีฟ้าย่านสามเสน มีหลายสิ่งที่คล้ายกัน ทั้งเป็นสถาบันที่เก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ยาวนาน รวมถึงประความสำเร็จอย่างมากในอดีต

ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ มีคนจากพรรคขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่ ควง อภัยวงศ์ (พ.ศ. 2490-2491), หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช (พ.ศ. 2418 และ 2419), ชวน หลีกภัย (พ.ศ. 2535-2538 และ 2540-2544) รวมถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พ.ศ.2551-2554)

ด้านสโมสรลิเวอร์พูล สามารถคว้าถ้วยแชมป์มาประดับตู้โชว์ของสโมสร มาตลอดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ 18 สมัย และแชมป์ยุโรป 5 สมัย

นอกจากนี้ สิ่งที่เหมือนกัน ระหว่างลิเวอร์พูล และพรรคประชาธิปัตย์ นั่นคือการร้างความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ลิเวอร์พูลไม่ชนะรายการระดับเมเจอร์ตั้งแต่ปี 2005 และไม่ได้แชมป์ลีกตั้งแต่ปี 1990

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ครั้งสุดท้ายที่ชนะการเลือกตั้ง ได้เสียงมากที่สุดต้องย้อนไปถึงปีพ.ศ. 2535 หรือปีค.ศ. 1992 สองปีหลังจากลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีกสูงสุดแดนผู้ดีได้เป็นครั้งสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลยังคงมีลุ้นทั้งแชมป์ พรีเมียร์ ลีก และแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ในปีนี้ เหมือนกับที่พรรคประชาธิปัตย์ ถูกคาดการณ์จากสื่อหลายสำนักว่า มีลุ้นเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งสองสถาบัน จะสามารถปลดล็อคความสำเร็จที่รอคอย มาอย่างยาวนานได้หรือไม่ ต้องคอยติดตาม

 

พรรคพลังประชารัฐ - ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

นี่คือ สโมสรที่น่ากลัวและทะเยอทะยานที่สุด ในวงการฟุตบอลปัจจุบัน คือ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ยอดทีมจากฝรั่งเศส ที่มีเป้าหมายสูงสุด คือ การไล่ล่าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก

เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ ที่แม้จะก่อตั้งมาได้ไม่นาน แต่สมาชิกพรรคหลายคนล้วนเป็นผู้เจนจัดทางการเมือง ซึ่งมีฐานเสียงขุมกำลังพร้อม กับการบรรลุเป้าหมาย ชนะการเลือกตั้งในปีนี้

ทั้งปารีส แซงต์ แชร์กแมง และพรรคพลังประชารัฐ ยังมีความเหมือนกันที่ กลุ่มทุนเงินหนาคอยหนุนหลัง เพราะเปเอสเช สามารถก้าวขึ้นมาเป็นสโมสรแถวหน้าของโลก ได้อย่างรวดเร็ว จากพลังเม็ดเงินสนับสนุนจากประเทศตะวันออกกลาง ทำให้ได้นักเตะชื่อดัง ฝีเท้าดีมาร่วมทัพ กวาดแชมป์เข้าสู่สโมสรถึง 20 ใบ นับตั้งแต่ปี 2011

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่หลายกลุ่ม ที่มีข่าวนำเสนอออกมาใหญ่โตในงานเลี้ยงโต๊ะระดมทุน  ทำให้เป็นหนึ่งในพรรค ที่มีศักยภาพพร้อมสรรพ ที่มีลุ้นชนะการเลือกตั้ง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรรค ทั้งผู้สมัครที่เคยเป็นอดีต ส.ส. หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่น่าจับตามอง ไปจนถึง นักการเมืองประสบการณ์สูงอีกจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ปีนี้เป็นอีกปีที่ เปแอสเช ต้องช้ำชอก เพราะเพิ่งตกรอบฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ไปหมาดๆ ทำให้ต้องร้องเพลงรอแชมป์ยุโรปใบใหญ่สมัยแรกต่อไป

ส่วน พรรคประชารัฐ ยังคงอยู่ในเส้นทางการเลือกตั้งในปีนี้ ด้วยเป้าหมายสำคัญ ที่พรรคหวังเป็นพรรคที่ได้รับคะแนนมากสุดเป็น 2 อันดับแรก เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้ง ตามคำสัมภาษณ์ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน

 

พรรคเพื่อไทย - เรอัล มาดริด

เมื่อพูดถึงยอดทีมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในวงการฟุตบอล ย่อมหนีไม่พ้น เรอัล มาดริด แชมป์ยุโรป 13 สมัย หากเปรียบกับพรรคการเมืองไทย ที่ประสบความสำเร็จทางการเมืองมากที่สุด อีกพรรคหนึ่ง คงหนีไม่พ้น “พรรคเพื่อไทย” พรรคการเมืองล่าสุด ที่สามารถเป็นหัวเรือใหญ่จัดตั้งรัฐบาลของตัวเองขึ้นมาได้

ไม่ว่าจะเป็นในชื่อ พรรคไทยรักไทย, พรรคพลังประชาชน หรือ พรรคเพื่อไทย พรรคการเมืองเหล่านี้ สามาารถเอาชนะการเลือกตั้งมา 5 ครั้งติดต่อกัน ในปี 2544, 2548, 2549 (ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ), 2550, 2554 ซึ่งยังไม่เคยมีพรรคของกลุ่มการเมืองใด สามารถชนะการเลือกตั้งได้ติดต่อกัน และยาวนานมากสมัยขนาดนี้มาก่อน

เช่นเดียวกันกับสโมสรเรอัล มาดริด ไม่มีสโมสรฟุตบอลใดบนโลกจะประสบความสำเร็จ เท่าทีมราชันชุดขาว 33 แชมป์ลาลีกา, 13 แชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก และ 7 แชมป์สโมสรโลก เป็นสถิติมากที่สุดในทุกรายการ พร้อมทั้งคว้าแชมป์ยุโรปติดต่อกันถึง 3 สมัย (ฤดูกาล 2015-16, 2016-17, 2017-18)

ดังนั้น หากมองทั้งเรื่อง อำนาจ, บารมี, ความสำเร็จ บนเวทีการเมืองและโลกลูกหนัง พรรคเพื่อไทยและสโมสรเรอัล มาดริด แทบไม่ได้มีความแตกต่างกัน ทุกรายการที่ทีมราชันย์ชุดขาวลงทำการแข่งขัน พวกเขาคือเต็งแชมป์

เหมือนกับพรรคเพื่อไทย ที่ทุกสนามเลือกตั้ง พรรคแห่งนี้ จะได้รับการคาดหวัง ให้ได้รับเสียงคะแนน เป็นผู้ชนะอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม เรอัล มาดริด ได้ตกรอบ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลล่าสุด ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนพรรคเพื่อไทยจะเข้าป้าย หรือพลาดท่าตามแข้งราชันชุดขาว ต้องคอยติดตาม

 

พรรคภูมิใจไทย - ชัคเตอร์ โดเน็ทส์ค

จุดเด่นสำคัญของพรรคภูมิใจไทย คือการเป็นพรรคการเมืองที่มักชนะการเลือกตั้ง ในถิ่นฐานของตัวเอง ที่มีสมาชิกพรรคเป็นฐานเสียงสำคัญอยู่เสมอ ทำให้เรานึกถึงสโมสรชัคเตอร์ โดเน็ทส์ค ยอดทีมที่คว้าแชมป์มากมายในประเทศของตัวเอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าชัคเตอร์ คือสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุคปัจจุบันของประเทศยูเครน ด้วยการคว้าแชมป์ลีก 7 สมัย และแชมป์บอลถ้วยอีก 6 ครั้ง รวมถึงแชมป์ซุปเปอร์คัพ 6 ครั้ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย ที่สามารถกวาดส.ส.เข้าสู่สภาได้ตามพื้นที่ซึ่งมีฐานเสียงสำคัญในแต่ละจังหวัดเป็นสมาชิกของพรรค ไม่ว่าจะเป็นที่ บุรีรัมย์, ชัยนาท, นครนายก, ลพบุรี, สุโขทัย, ปราจีนบุรี และราชบุรี เป็นต้น

แม้จะได้เป็นพรรคที่สามารถชนะการเลือกตั้ง ในฐานะพรรคเสียงข้างมากได้ แต่พรรคภูมิใจไทยถือเป็นพรรคสำคัญที่สามารถชี้ชะตา ว่าพรรคไหนจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หลังจบการเลือกตั้ง

เหมือนกับที่ ชัคเตอร์ โดเน็ทส์ค เป็นทีมฟุตบอลที่คอยขัดขวางสโมสรยักษ์ใหญ่ในการบรรลุเป้าหมายกับการเป็นแชมป์ยุโรปอยู่เสมอ

ดังนั้น ชัคเตอร์ โดเน็ทส์ค และพรรคภูมิใจไทย สามารถที่จะชี้ชะตาอนาคตของวงการฟุตบอลและเวทีการเมืองไทยได้อย่างง่ายดาย

 

พรรคเศรษฐกิจใหม่ - ฮอฟเฟนไฮม์

พรรคเศรษฐกิจใหม่ เป็นพรรคที่ก่อตั้งโดย มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเคยผ่านการทำงานเป็นรัฐบาล ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมาแล้ว

ซึ่งนโยบาย ของพรรคเศรษฐกิจใหม่นั้นชัดเจน ว่าจะเข้ามาพัฒนาภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมาฟื้นฟูและเจริญเติบโตอีกครั้ง ด้วยการชูนโยบายที่หลากหลายโดยเฉพาะการส่งเสริมตลาดส่งออกของประเทศ

ด้วยความเป็นนักธุรกิจของมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ และเป้าหมายของพรรค ที่ต้องการปลุกให้ประเทศไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ชวนให้นึกถึง ดีตมาร์ ฮ็อพพ์ ยอดนักธุรกิจชาวเยอรมัน เจ้าของสโมสรฮอฟเฟนไฮม์

เจ้าพ่อวงการไอทีเมืองเบียร์ คือผู้ปลุกปั้นทีมฟุตบอลประจำเมืองเกิด จากทีมที่เคยอยู่ดิวิชัน 5 ของลีกเยอรมัน เมื่อปี 2000 ตอนที่เขาเริ่มเป็นเจ้าของสโมสร สู่ทีมฟุตบอลที่ได้มาเล่นในถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลล่าสุด

นอกจากนี้ นโยบายของพรรคเศรษฐกิจใหม่ที่ส่งเสริม เรื่องการส่งออกเพื่อหาเงินเข้าสู่ประเทศ ยังคล้ายคลึงกับแนวทางบริหารของทีมฮอฟเฟนไฮม์ ที่เน้นขายนักเตะเพื่อหมุนเงินมาบริหารสโมสรเช่นกัน

นิคลาส ซูเลอ 20 ล้านยูโร, ซานโดร วากเนอร์ 13 ล้านยูโร, เยเรมี โทลจัน 7 ล้านยูโร, เควิน โฟลลันด์ 20 ล้านยูโร และโรเบอร์โต ฟีร์มีโน 41 ล้านยูโร นี่เป็นนักเตะตัวหลัก ที่ฮอฟเฟนไฮม์ปล่อยออกจากทีมในช่วง 4 ฤดูกาลที่ผ่านมา เพื่อหาเงินมาพัฒนาทีม

แต่ผลงานของฮอฟเฟนไฮม์ ไม่ได้ตกลงเลย และถือว่าดีขึ้นเสียด้วยซ้ำ เพราะสองฤดูกาลหลังสุดที่ได้เงินก่อนใหญ่ มาช่วยพัฒนาทีม พวกเขาจบบนตารางคะแนนในตำแหน่ง Top 4 มาสองฤดูกาลติดต่อกัน

น่าสนใจอย่างยิ่งว่า หากพรรคเศรษฐกิจใหม่ มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล จะสามารถตามรอยสร้างความสำเร็จแบบสโมสรฮอฟเฟนไฮม์หรือไม่

 

พรรคสามัญชน - เอฟซี ซังค์ เพาลี

พรรคการเมืองพรรคเดียว ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ออกตัวแสดงจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ด้วยแนวคิดทางการเมืองซ้ายจัด คือ พรรคสามัญชน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสโมสรฟุตบอลแล้ว ย่อมต้องเปรียบเทียบกับสโมสรซ้ายจัดในรูปแบบเดียวกัน คือ เอฟซี ซังค์ เพาลี

ทั้งพรรคสามัญชน และเอฟซี ซังค์ เพาลี ล้วนมีแนวคิดพื้นฐานคล้ายกันคือการให้ความสำคัญกับแรงงานและชนชั้นรากหญ้า สร้างสิทธิ์เสียงให้กับคนชนชั้นล่าง หรือหากในมุมมองของสโมสร ซังค์ เพาลี คือการให้ความสำคัญกับแฟนบอล ซึ่งเป็นผู้ควบคุมและชี้ชะตาในการบริหารสโมสร

สิ่งที่เหมือนกันของทั้งสององค์กร คือพวกพวกเขาไม่ต้อนรับ เงินสนับสนุนจากกลุ่มนายทุน เช่น สโมสรซังค์ เพาลี ที่แฟนบอลเคยออกมาประท้วงสโมสร ที่เอาสัญลักษณ์ของแฟนบอลไปขายเป็นสินค้า หรือพยายามจะรับเงินจากบริษัทเอกชน เข้าสู่สโมสร ด้วยการติดป้ายโฆษณาในสนาม

ขณะเดียวกันพรรคสามัญชน มีนโยบายหลายอย่างที่ลดอำนาจของกลุ่มทุน ทั้งการเรียกเก็บภาษีราคาแพง เพื่อนำเงินภาษีไปทำนโยบาย รัฐสวัสดิการ หรือลดอำนาจผูกขาดทางสินค้า กระจายอำนาจการผลิตสู่ประชาชนท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม นอกจากอุดมการณ์แรงกล้าแบบซ้ายจัดที่เหมือนกันแล้ว ทั้งสององค์กรยังมีหลายสิ่งที่เหมือนกัน เช่นการใช้สีประจำพรรคเป็นสีแดง-ดำ หรือเป็นองค์กรรากหญ้าไม่มีเงินทุน ทำให้เป็นเรื่องยาก ที่พรรคสามัญชน และสโมสรซังค์ เพาลี จะไปเขย่าบัลลังก์แชมป์ หรือชนะการเลือกตั้งได้

กระนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เห็นพรรคการเมืองอุดมการณ์จัด ในวงการการเมืองไทย รวมถึงสโมสรฟุตบอลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองด้วยเช่นกัน ดังนั้นพรรคสามัญชน และเอฟซี ซังค์ เพาลี ถือเป็นสีสันสำคัญ ที่ขาดไม่ได้ทีเดียว

 

พรรคเสรีรวมไทย - กาลาตาซาราย

พรรคเสรีรวมไทย เป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่ได้รับการจับตาในการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากมีหัวหน้าพรรคเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อย่าง พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส

ด้วยความจริงใจ และตรงไปตรงมา ในการเสนอนโยบายของพรรค รวมถึงการให้สัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆกับสื่อ ทำให้ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ กลายเป็นที่จดจำอย่างรวดเร็วของประชาชนชาวไทย

ซึ่งความตรงไปตรงมา ของพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ มีความคล้ายคลึงกับความดุดันของแฟนบอลกาลาตาซาราย ยอดทีมจากตุรกี ที่ขึ้นชื่อเป็นอย่างดี ถึงความร้อนแรงของแฟนบอลแดนไก่งวง

เพราะยอดทีมจากประเทศตุรกี สร้างชื่อเป็นภาพจำของแฟนฟุตบอลทั่วโลก ด้วยการสร้างบรรยากาศที่น่าสะพรึง ณ รังเหย้าของพวกเขา ไปจนถึงสนามบิน และโรงแรม หากไม่เชื่อ ต้องลองไปถามนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดปี 1993 ว่าความดุดันของแฟนบอลกาลาตาซารายเป็นเช่นไร

หากนักข่าวหรือนักการเมือง แม้แต่ข้าราชการ ที่ไปท้าทาย พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ อาจจะเจอความดุดันแบบฉบับเดียวกับแฟนบอลกาลาตาซาราย สวนกลับให้ ก็เป็นได้

น่าสนใจตรงที่ หากพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ได้เจอกับแฟนบอลกาลาตาซาราย หลายคนอาจจะรู้ว่า ฝ่ายไหนที่จะร้อนแรงกว่ากัน ระหว่างสุดยอดแฟนบอลจอมซ่า กับตำรวจผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร

 

พรรคอนาคตใหม่ - ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์

พรรคอนาคตใหม่ คือพรรคน้องใหม่ ที่เต็มไปด้วยบุคคลรุ่นใหม่ ที่หาญกล้าท้าชิงชัยในสนามเลือกตั้ง ท่ามกลาง เสือ สิงห์ เขี้ยวลากดินในวงการการเมือง ทั้งที่พรรคมีอายุเพียง 1 ปีเท่านั้น

ทำให้เรานึกถึงสโมสรฟุตบอลพลังหนุ่ม ที่กำลังมาแรง อย่าง “ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์” ซึ่งท้าชิงชัยในโลกลูกหนังที่เต็มไปด้วยทีมยักษ์ใหญ่มากมาย

ทัพไก่เดือยทองอาจไม่ได้มีนักเตะซุปเปอร์สตาร์ หรือเงินถุงเงินถึงจากมหาเศรษฐีมาสนับสนุน ทว่าเต็มไปด้วยความกระหายไฟแรง ที่อยากจะเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในโลกฟุตบอล ด้วยการล่าแชมป์ลีก และแชมป์ยูฟ่า แชมปเปียนส์ ลีก

เช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ ที่ส่วนใหญ่สมาชิกพรรคเป็นคนหน้าใหม่ทางการเมือง แต่มีความตั้งใจที่จะลงมาเปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมืองไทย ให้แตกต่างออกไป

นอกจากนี้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคยให้สัมภาษณ์ว่า หากเปรียบพรรคอนาคตใหม่ เป็นสโมสรฟุตบอล เขาจะให้ความสำคัญกับการสร้างเยาวชน มากกว่าการซื้อนักเตะซุปเปอร์สตาร์มาร่วมทีม เพื่อความยั่งยืนของสโมสร

หากมองถึงวิธีการสร้างทีมของสเปอร์แล้ว ไม่ได้แตกต่างจากความคิดของธนาธรเท่าใดนัก นักเตะอย่าง แฮร์รี เคน, เดเล อัลลี, เอริค ไดเออร์, แดนนี โรส, เคียแรน ทริปเปีย ล้วนเป็นนักเตะท้องถิ่นชาวอังกฤษ ที่สเปอร์ปลุกปั้นขึ้นมาก่อนที่จะมาชื่อเสียง และกลายเป็นแข้งหลักของทีม โดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อนักเตะตัวดังมาเสริมทัพแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยังทำเราให้นึกถึง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ยอดกุนซือของสเปอร์ด้วยเช่นกัน ที่เป็นสองคนหนุ่มไฟแรง มีแพสชั่นและอยากประสบความสำเร็จในเวทีของตัวเอง



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง