mainstand

Lifestyle

บาปบริสุทธิ์แห่งยุค ‘90s : สตั๊ดยี่ห้อ “ตราไก่” หายไปไหน?



เด็กยุค '90s  เป็นอันรู้กันหากว่าวันหนึ่งเราเกิดรักที่จะเล่นฟุตบอลขึ้นมาแล้วอยากได้รองเท้าสตั๊ดสักคู่และลากพ่อแม่ผู้ปกครองไปซื้อสตั๊ดที่ร้าน แทบ 100% มันจะไม่จบด้วยรองเท้า ไนกี้ หรือ อาดิดาส ในฝันที่เรามักจะเห็นในโฆษณา … เพราะสุดท้ายแล้ว "รองเท้าตราไก่" จะกลายเป็นสตั๊ดคู่แรกของคุณในท้ายที่สุด


 

นานวันผ่านไปตอนนี้สตั๊ดในความทรงจำของเด็กไทยนามตราไก่ในตำนานนั้นหายไปไหน? ทำไมเดี๋ยวนี้จึงเหลือแต่เหล่าแบรนด์เจ้าตลาดอย่าง ไนกี้, อาดิดาส, พูม่า หรือ มิซูโน่ ร่วมติดตามการเดินทางของ ไก่น้อยในบล็อกสามเหลี่ยม ตั้งแต่ยุคการก่อกำเนิดจนมาถึงปัจจุบัน พวกเขาทำอะไรอยู? 

 

ตราไก่เก๋าสุดๆ 

รองเท้าตราไก่ที่คนไทยรู้จัก แท้จริงแล้วมันคือแบรนด์ "Le Coq Sportif" ซึ่งเป็นแบรนด์ผลิตอุปกรณ์กีฬาของประเทศฝรั่งเศส นับตั้งแต่วันก่อตั้ง "Le Coq" นั้นมีอายุมาแล้วกว่า 130 ปี ...

Photo : Le Coq Sportif

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1882 ในชุมชนเล็กๆ ที่ชื่อว่า Romilly-sur-Seine มีชายบ้ากีฬาชื่อว่า เอมิล กามูเซต์ ได้สร้างร้านผลิตเสื้อกีฬาเป็นโรงงานขนาดเล็ก แต่แรกแต่เดิมนั้นใช้โลโก้เป็นรูปไก่เฉยๆ จนกระทั่งในปี 1950 จึงมีการเปลี่ยนมาเป็นรูป ไก่ยืนอยู่ในกรอบสามเหลี่ยม โดยงานใหญ่ๆ ของ Le Coq ในตอนนั้นเป็นเรื่องของเสื้่อกีฬามากกว่า พวกเขาทำชุดแข่งขันให้กับทีมฟุตบอลและรักบี้ของฝรั่งเศสที่ใช้แข่งในโอลิมปิก นอกจากนี้ยังทำเสื้อ "Maillot Jaune" หรือเสื้อสีเหลืองของแชมป์จักรยานทางไกล ตูร์ เดอ ฟร้องซ์ อีกด้วย 

 

ความเก๋าของ อาดิดาส 

ในช่วงปี 1960 Le Coq Sportif ไม่ได้ขายแต่ของตัวเองเท่านั้น พวกเขาตกลงสัญญาเพื่อจะเป็นตัวแทนจำหน่ายเสื้อผ้ากีฬาของ อาดิดาส แบรนด์ดังจากเยอรมัน เจ้าเดียวในฝรั่งเศส และมันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากจุดนี้ 

Le Coq เอาเสื้ออาดิดาสมาขายในฝรั่งเศสแล้วเกิดขายดิบขายดี มันทำให้ฝ่ายบริหารของ อาดิดาส ไม่พอใจนัก พวกเขาเสียดายโอกาสและผิดหวังที่ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ Le Coq ดังนั้น อาดิดาส จึงจัดการทำในสิ่งที่จบเรื่องนี้ได้ง่ายที่สุด นั่นคือการจ่ายเงินก้อนโตซื้อหุ้น Le Coq ไปถึง 49% และมีสิทธิ์ในการบริหารทันที 

Photo : The Telegraph

แม้จะดูเป็นเรื่องที่โหดร้าย แต่ความจริงแล้วสิ่งที่ตามมาคือ Le Coq มีความหลากหลายมากขึ้นรับตั้งแต่การเข้ามาของ อาดิดาส เพราะ อาดิดาส นั้นมีความเชี่ยวชาญในการผลิตอุปกรณ์กีฬาแทบจะครบวงจรโดยเฉพาะเรื่องเครื่องหนัง ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยน Le Coq ไม่ให้ผลิตแค่เสื้อผ้าอีกแล้ว แต่มันยังรวมถึงอุปกรณ์กีฬา และ 20 ปีหลังจากนั้น สตั๊ดตราไก่ ก็ถือกำเนิดขึ้นจนได้ 

ในช่วงปี 1980 Le Coq เข้ามาเป็นพันธมิตรกับสโมสรโมนาโกและทีมก็เกิดได้แชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศพอดี ดังนั้นฝ่ายบอร์ดบริหารที่ส่วนใหญ่เป็นฝั่งอาดิดาสเห็นโอกาสที่จะทำให้แบรนด์ Le Coq มีมิติที่กว้างขึ้น มีมาตรฐานระดับสากล และผูกขาดความสำเร็จร่วมกับวงการฟุตบอลฝรั่งเศส และความชำนาญของ อาดิดาส ก็จัดให้ด้วยรองเท้าสตั๊ดรุ่นแรกของตราไก่ในปี 1980 ... "The Triatom"

 

"The Triatom" ตำนานความอึด

"The Triatom" คือรองเท้าที่นิยมเป็นอย่างมากมีทั้งความทนทานจากการใช้หนังจิงโจ้ 100% นอกจากนี้ยังใช้งานได้ครอบคลุมมากทั้ง 3 สายไม่ว่าจะเป็น เน้นเล่นเกมบุก, เน้นเล่นรับ หรือการเซ็ตปุ่มตามค่ามาตรฐาน  นอกจากนี้คุณสมบัติของหนังแท้ยังขึ้นชื่อเรื่องสัมผัสที่ดี สบายเท้า และทนทาน ส่วนการออกแบบนั้นดูจะคล้ายๆ กับรองเท้าสตั๊ดของ อาดิดาส เพราะ Le Coq จะใช้แถบคาดทั้งหมด 4 แถบ ขณะที่ของ อาดิดาส นั้นใช้ 3 แถบเป็นเอกลักษณ์ จุดนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ อาดิดาส ที่มีผลต่อแบรนด์ฝรั่งเศสแบรนด์นี้

Photo : toffeeweb

ในช่วงแรกนั้นรองเท้าสตั๊ดของ Le Coq จะถูกใส่โดยนักเตะในทีมที่พวกเขาเป็นสปอนเซอร์เสื้อแข่งทั้ง อิตาลี ชุดฟุตบอลโลกปี 1982, เอฟเวอร์ตัน ชุดปี 1985 และทีมชาติ อาร์เจนติน่า ชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1986 อย่างไรก็ตาม ดิเอโก้ มาราโดน่า นั้นไม่ได้ใส่ Le Coq เพราะเจ้าตัวมีสัญญากับ Puma และสวมใส่สตั๊ดของ Puma จนถึงนัดชิงชนะเลิศ

ส่วนนักเตะดังที่สวมใส่สตั๊ดของ Le Coq นั้นมีชื่อคุ้นหูอย่าง ฌอง ปิแอร์ ปาแป็ง ตำนานดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศส รวมถึงปีกซ้ายรุ่นๆ เดียวกันอย่าง ดาวิด ชิโนล่า ที่สร้างชื่อกับ นิวคาสเซิล และ สเปอร์ส 

Photo : Le Coq Sportif

 

ตราไก่ไม่ได้ถูกนะ ...

รองเท้าตราไก่ที่เป็นที่รู้จักในบ้านเราในช่วงปลายยุค '80s ถึงยุค '90s อย่างที่ทุกคนรู้กันมันเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ลูกเด็กเล็กแดงใส่สตั๊ดตราไก่กันจนเป็นพื้นฐานสตั๊ดคู่แรก แน่นอนมันเป็นเช่นนั้นด้วยราคาที่ถูกมาก! ราคาของสตั๊ดตราไก่ในเมืองไทยนั้นอยู่ที่เพียงคู่ละ 100 กว่าบาทจนถึง 300 กว่าบาทเท่านั้น 

อย่างไรก็ตามแม้จะทำร้ายใจกันหน่อยแต่ก็ต้องบอกว่า Le Coq ที่เด็กไทยในยุคนั้นสวมใส่กันคือของปลอมที่เน้นทำเหมือนด้วยดีไซน์แต่วัสดุนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากหนังจิงโจ้แท้ 100% ของต้นตำรับ ถูกเปลี่ยนมาเป็นหนังแบบ PVC ที่มีความแข็ง (แต่ก็ได้ความทนทานมาเป็นของแถม) นอกจากนี้ปุ่มสตั๊ดก็ไม่สามารถเปลี่ยนตามรูปแบบการเล่นและพื้นสนามได้  

Photo : eBay

หลังจากได้สืบค้นไปถึงราคาของรองเท้าสตั๊ดรุ่นต่างๆ ของ Le Coq หรือ ตราไก่นั้นมีราคาอยู่ที่ราวๆ คู่ละ 65 เหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 2,000 กว่าบาท ซึ่งเป็นราคาที่ห่างจากของปลอมราวๆ 10 เท่าเลยทีเดียว … ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีปากคำจากชาวเน็ตสัญชาติไทยที่ยืนยันความจริงอันโหดร้ายข้อนี้ด้วย

 

ปัจจุบันยังมีอยู่ไหม? 

หลังจากหมดยุค '90s รองเท้าสตั๊ดตราไก่นั้นไม่เป็นที่นิยมในหมู่นักเตะระดับโลกมากมายนัก แม้พวกเขาจะยกระดับและให้ความสำคัญเรื่องการทำเสื้อแข่งมากกว่า ด้วยการเป็นแบรนด์สปอนเซอร์เสื้อแข่งให้กับหลายทีมในลีกเอิง รวมถึง เอฟเวอร์ตัน ในช่วงปี 2009 ถึงปี 2012 และ แมนฯ ซิตี้ ในช่วงปี 2007-09 นอกจากนี้ยังมีทีมชาติ เซเนกัล ในชุดฟุตบอลโลก 2002 อีกด้วย ขณะที่ในยุคนี้มีทีมดังๆ ที่ Le Coq สนับสนุนอยู่ 3 ทีมได้แก่ แซงต์ เอเตียน, ฟิออเรนติน่า และ ทีมชาติแคเมอรูน 

Photo : Footy Headlines

แต่สำหรับฟุตบอลในยุคใหม่ๆ นั้น นักเตะมักจะมีสัญญาผูกพันกับแบรนด์รองเท้าอยู่แล้ว และเป็นช่วงเวลาที่แบรนด์ใหญ่อย่าง อาดิดาส, พูม่า, อัมโบร และ ไนกี้ ครองตลาดจนหมดเกลี้ยงทำให้ "ตราไก่ในตำนาน" ค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา 

แม้จะยังผลิตออกมาบ้างอาทิรุ่น "GHOST FG" และ "COUPE FG" ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ปรากฎชื่อนักฟุตบอลระดับโลกที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์แบบชัดๆ เลย ส่วนที่จะคุ้นหูแฟนบอลไทยหน่อยคงจะเป็น ออสมาร์ อิบาเนซ อดีตปราการหลังของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ตอนนี้เป็นนักเตะดาวเด่นของ เอฟซี โซล ทีมหัวแถวในเกาหลีใต้ ซึ่งปัจจุบัน Le Coq ก็เป็นสปอนเซอร์ชุดแข่งให้ เอฟซี โซลด้วยเช่นกัน

Photo : fiasports

แม้จะไม่ได้ผลิตรองเท้าฟุตบอลมามากมายเหมือนในอดีตแล้ว แต่ Le Coq ก็ยังหากินกับรองเท้าอยู่ดี แต่เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบแบบแฟชั่นที่เป็นที่นิยมในหลายๆ รุ่นและได้รับการตอบรับดีกว่ารองเท้าสตั๊ดพอสมควรเลยทีเดียวอาทิรุ่น Courtone, Onxy Nylon และรุ่น Flash ที่ขายดีจนต้องผลิตออกมาอีก 1 เวอร์ชั่นในภายหลัง นอกจากทางแฟชั่นจ๋าๆ แล้วยังมีแนวสปอร์ตแวร์อาทิรองเท้าวิ่งรุ่น FUNIVE UNISEX ที่ออกวางขายในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมาอีกด้วย

Photo : Le Coq Sportif

เวลาเปลี่ยนหลายอย่างก็เปลี่ยนไป ในวงการธุรกิจก็เหมือนปลาเล็กกินปลาใหญ่ แบรนด์ดังๆครองตลาดรองเท้าฟุตบอลจนหมดโลกและยากที่ Le Coq จะเบียดขึ้นไปแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้เหมือนในยุคแรกๆที่การแข่งขันยังไม่มากเท่านี้ อย่างไรก็ตาม ในความทรงจำของเด็กไทยยุคเมื่อสัก 15-20 ปี คงจำกันได้ดีถึงความคลาสสิกของรองเท้าตราไก่ที่ทนทาน และเป็นเพื่อนรู้ใจในยามที่ลงสนาม ... แม้จะเป็นรองเท้าปลอม แต่เชื่อว่าหลายคนหลงคิดว่ามันเป็นของแท้ ดังนั้นมันคือบาปบริสุทธิ์ที่มีความทรงจำอัดแน่นไว้อย่างแท้จริง

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.toffeeweb.com/season/17-18/comment/history/36447.html
http://www.footballshirtculture.com/History/adidas-a-le-coq-sportif-the-french-connection.html
https://fr.wikipedia.org/wiki/Le_Coq_sportif
https://www.lecoqsportif.com/eu-en/story
http://fiasports.com/global-services/sponsorship-and-endorsements/osmar-barba-ibanez-le-coq-sportif-korea/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง