mainstand

Lifestyle

adidas ZX : การเดินทางกว่า 35 ปีจากรองเท้าวิ่งสู่การเป็นคลาสสิคสนีกเกอร์เหนือกาลเวลา



ถ้าจะพูดถึงซีรี่ส์รองเท้าแบรนด์ adidas ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ผ่านเวลามาหลายยุคหลายสมัย และในปัจจุบันก็ยังคงมีการผลิตออกมาจำหน่ายเรื่อย ๆ ไม่หายไปไหน ยังไงหนึ่งในรายชื่อเหล่านั้นก็ต้องมีรุ่น ZX รวมอยู่ด้วย


 

จากวันแรกจนถึงวันนี้กว่า 35 ปี แล้วที่ซีรี่ส์ ZX ยังคงได้รับความนิยมอย่างสม่ำเสมอ หลายคนบอกว่ามันคือรองเท้าคลาสสิคเหนือกาลเวลา ซึ่งที่เป็นแบบนั้นก็เพราะรูปลักษณ์ภายนอกของมันแทบไม่เปลี่ยนเลย แต่ adidas ZX ไม่เคยถูกมองว่าตกรุ่น และในปัจจุบันถึงขั้นที่ว่าได้กลายเป็นหนึ่งในไอเทมแฟชั่นสายสตรีทไปแล้วด้วยซ้ำ

ติดตามเรื่องราวการเดินทางของ adidas ZX หนึ่งในซีรี่ส์รองเท้าคลาสสิคขึ้นหิ้ง และเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นซีรี่ส์ที่ไม่มีวันตายได้ที่ Main Stand

 

ครบเครื่องเรื่องการวิ่ง

ถึงแม้ในปัจจุบันจะยังมีการวางขายกันอย่างกว้างขวาง แต่หากจะเล่าถึงจุดกำเนิดของรองเท้าซีรี่ส์ ZX คงต้องย้อนกลับไปในปี 1984 หรือเมื่อ 36 ปีที่แล้ว โดยในช่วงเวลาดังกล่าว จาคส์ เชสซิ่ง และ มาร์คุส ทาเลอร์ สองดีไซเนอร์หนุ่มแห่ง adidas ได้รับมอบหมายให้ออกแบบรองเท้ารุ่นใหม่โดยมีคอนเซปต์สำคัญว่า

"มันจะต้องเป็นรองเท้าที่เหมาะกับนักวิ่งทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งระยะไหน รูปแบบใด หรือวิ่งบนพื้นผิวอะไร adidas ZX ต้องตอบโจทย์เหล่านั้นได้อย่างครอบคลุมทั้งหมด"


Photo : www.lostockhalljuniors.co.uk

หลังจากที่ระดมสมองกันอยู่สักพัก ในที่สุด adidas ZX คู่แรกก็ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ภายใต้ชื่อโมเดล ZX 500 ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นรองเท้าราคาสูงในตลาดรีเซลไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความโดดเด่นของ ZX คือการเป็นรองเท้า "Retro Meets Modern" ที่รูปลักษณ์ภายนอกคงไว้ซึ่งความสวยงามแบบคลาสสิคตามแบบฉบับรองเท้าวิ่งดั้งเดิมของค่าย 3 แถบ แต่จะมีการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยของแต่ละยุคมาสร้างประสิทธิภาพในการใช้งานให้สูงอยู่เสมอ

เพียงแค่การเปิดตัวในช่วงแรก adidas ZX ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ไม่สิ ต้องบอกว่ามันประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายเลยมากกว่า ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลกลใดที่ทำให้ adidas ZX ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยหลายฝ่ายลงความเห็นว่า "ความลงตัว" ที่ครบครันทั้งประสิทธิภาพการใช้งาน รวมถึงรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดี ส่งผลให้ adidas ZX เป็นรองเท้าที่เหมาะกับการใส่ในชีวิตประจำวัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละครอบครัวจะต้องมีติดบ้านไว้อย่างน้อยครอบครัวละคู่

ความนิยมของ adidas ZX ถึงขั้นที่ว่าเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ 4 ปี ระหว่างปี 1984-1988 มีการผลิตโมเดลต่าง ๆ ออกมาไม่น้อยกว่า 20 โมเดลเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นจากจุดประสงค์แรกที่ตั้งใจผลิตออกมาเพื่อตีตลาดกลุ่มนักวิ่ง แต่กลายเป็นว่าแม้แต่ "บุปผาชน" ผู้หลงรักในเสียงเพลงและกัญชา วัฒนธรรมที่เฟื่องฟูสุด ๆ ในยุค 80s ซึ่งอยู่ด้านตรงข้ามกับเหล่านักวิ่งผู้รักสุขภาพโดยสิ้นเชิงก็ยังหันมานิยมใส่กันอย่างแพร่หลายเช่นกัน 

"ในช่วงงาน Summer of Love (หนึ่งในเทศกาลสำหรับบุปผาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จัดขึ้นในกรุงลอนดอนช่วงยุค 60-80s) ปี 1988-1989 เหล่าบุปผาชนจำนวนมากที่มาร่วมงานต้องการรองเท้าที่สามารถสวมใส่ได้อย่างสบายเท้า เนื่องจากพวกเขาเดินไปนู่นมานี่ตลอดทั้งคืน ZX จึงเป็นอะไรที่ตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่ง" จอร์จ กริฟฟิน ผู้อำนวนการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ adidas กล่าวกับ Highsnobiety

ด้วยการที่ adidas ZX เป็นซีรี่ส์รุ่นรองเท้าที่ประสบความสำเร็จ ขายดีมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกรุ่นที่มี "แฟนบอย" เป็นจำนวนมาก ดังนั้นในแต่ละครั้งที่มีการผลิตโมเดลใหม่ออกมาวางจำหน่าย สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือความถูกใจของแฟนบอยเหล่านี้ ทำให้ส่วนใหญ่แล้วรูปทรงภายนอกของ adidas ZX ตั้งแต่ยุค 80s จนถึงปัจจุบันไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงมากเท่าไรนัก ทุกอย่างยังดูเหมือนเดิม ถึงแม้จะมีโมเดลออกมาหลายร้อยรุ่นแล้วก็ตาม


Photo : blog.size.co.uk

"ทุกครั้งที่จะมีการออกโมเดล ZX ใหม่ก็ไม่ต่างอะไรจาก Star Wars ออกภาคใหม่ หรือวง The Clash บันทึกเสียงอัลบั้มใหม่ เราต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวังและความเคารพเป็นอย่างยิ่ง" แกรี่ แอปเดน นักออกแบบจาก adidas กล่าว

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของซีรี่ส์ ZX เกิดขึ้นในช่วงปี 1988 หรือเพียง 4 ปีหลังจากการถือกำเนิดของซีรี่ส์ เมื่อ adidas ได้นำเทคโนโลยีที่มีชื่อว่า Torsion Bar ที่มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานในการวิ่งให้ดียิ่งขึ้นมาใส่เข้ากับ ZX โดยโมเดลแรกคือ ZX800 และถึงจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ แต่เทคโนโลยีนี้ก็ยังคงอยู่กับ ZX มาจนถึงปัจจุบัน


Photo : www.otuzaltinciparalel.com


Photo : snkrtoday.com

"เพื่อให้แน่ใจว่าผู้สวมใส่จะมีอิสระในการเคลื่อนไหวอย่างสูงสุด ตั้งแต่ส้นเท้าจนถึงปลายเท้า Torsion Bar คือเทคโนโลยีที่จะเข้ามาทำให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ พื้นรองเท้าแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อให้เท้าหน้าและเท้าหลังได้รับการซัพพอร์ตอย่างเป็นอิสระ" จอร์จ กริฟฟิน กล่าว

นอกจาก Torsion Bar อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เข้ามาเติมเต็มให้กับ ZX ในยุคปัจจุบันคือ Boost (Boost Technology) ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในรองเท้ารุ่นต่าง ๆ ของ adidas

 

ร่วมสมัย เกาะติดเทรนด์

ถึงจะเป็นซีรี่ส์รองเท้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความคลาสสิคเป็นจุดขายขนาดไหน แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่เทรนด์ของโลกเปลี่ยนไป หนทางที่ดีที่สุดคือการรักษาสมดุลให้ลงตัวระหว่างความคลาสสิคและความสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่ ซึ่ง adidas ZX ก็ได้ยึดถือแนวทางนี้เช่นกัน 


Photo : www.whatsonnortheast.com

เริ่มจากในปี 2008 ทาง adidas ได้ริเริ่มโครงการ aZX ซึ่งเป็นการนำร้านค้าปลีกเสื้อผ้า รวมถึงร้านสตรีทแวร์ชั้นนำทั่วโลกจำนวน 22 ร้าน ตัวอย่างเช่น Wood Wood, ALIFE, Goodfoot, Dave’s Quality Meats และอีกมากมาย มาร่วมกันออกแบบสร้างสรรค์ เติมแต่งสีสันลงไปบนรองเท้า adidas ZX ในแบบฉบับของตัวเอง ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของ ZX ดูแปลกใหม่แปลกตากว่าที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ผู้คนกลุ่มใหม่เข้ามาทำความรู้จักรองเท้ารุ่นนี้มากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ฐานแฟนคลับเหนียวแน่นอยู่แล้ว

ความสำเร็จจากปี 2008 ทำให้ในปี 2019 ที่ผ่านมาทาง adidas ได้สานต่อแนวทางนี้อีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการจับมือกับคอมมิวนิตี้สตรีทแวร์ชื่อดังหลายเจ้า เช่น Overkill, Alltimers และ Highs & Lows มาร่วมกันสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ให้เกิดขึ้นกับคอลเลคชั่นของ ZX อีกครั้ง

"สิ่งเหล่านี้ (การร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ) มีความสำคัญมากต่อแรงบันดาลใจในการผลิตผลงานโฉมใหม่ ผมมักจะใช้เวลานั่งดูผลงานที่ผ่านมาเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับแบรนด์และสิ่งที่ลูกค้าต้องการเพื่อนำมาต่อยอดเป็นประจำ" 

"ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะไม่แน่ว่าไอเดียจาก 30 ปีที่แล้วอาจเหมาะที่จะนำกลับมาทำใหม่ในตอนนี้ก็เป็นได้" จอร์จ กริฟฟิน กล่าว


Photo : hypebeast.com

ความเป็นไปล่าสุดของซีรี่ส์รองเท้า ZX เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา เป็นการร่วมมือกันระหว่าง adidas กับ Sneakersnstuff อีกหนึ่งคอมมิวนิตี้สตรีทแวร์ชื่อดังในการนำโมเดลสุดคลาสสิคอย่าง ZX500 นำมาปัดฝุ่นผลิตใหม่อีกครั้ง พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยการใส่เทคโนยีล้ำสมัย 4D ที่ใช้กับรองเท้ารุ่น ZX4000 4D เข้าไปด้วย เพื่อตอบสนองการใช้งานของผู้สวมใส่ให้ดียิ่งขึ้น

"ZX โดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาโดยตลอด เราจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่าง 4D มาช่วยให้ซีรี่ส์รุ่นนี้ก้าวเดินต่อไปหลังจากปี 2019 เป็นต้นไป" กริฟฟิน อธิบาย

 

ส่วนหนึ่งในวัฒนธรรม Chunky Sneakers

อีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซีรี่ส์รองเท้า ZX ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งมาถึงปัจจุบันคือการที่มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมหรือเทรนด์หรือเรียกกันติดปากว่า Chunky Sneakers

ว่าแต่ Chunky Sneakers ที่ว่ามันคืออะไรกันล่ะ ?


Photo : www.flickriver.com

เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว วัฒนธรรมการเล่นรองเท้าสนีกเกอร์ยังไม่แพร่หลายอย่างเช่นในปัจจุบัน กลุ่มผู้สนใจจริงจังยังจำกัดอยู่ในวงแคบ ๆ และต้องมีความรู้ในเรื่องของรองเท้าแต่ละคู่อย่างลึกซึ้ง อย่างเช่นถ้าคุณใส่รองเท้า Air Jordan 1 แต่ไม่มีความรู้เลยว่ารองเท้าคู่นี้สำคัญกับ ไมเคิล จอร์แดน อย่างไร คุณก็อาจจะโดนคนอื่น ๆ มองค้อนใส่ได้

อย่างไรก็ตามเมื่อกาลเวลาผันผ่านไป วัฒนธรรมเริ่มแพร่หลายมากขึ้นจนกลายเป็นกระแสหลักที่ไม่ว่าใคร ๆ ก็พูดถึง แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Nike และ Jordan ก็เริ่มผลิตรองเท้าที่เข้าถึงคนหมู่มากเพิ่มขึ้น ในขณะที่ adidas มุ่งเน้นไปที่การจับรองเท้ากีฬาเก่า ๆ มาปัดฝุ่นอีกครั้ง ซึ่งตระกูล ZX ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

วัฒนธรรม Chunky Sneakers คือการนำรองเท้าที่ออกแบบมาเพื่อเล่นกีฬาเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่รูปร่างหน้าตาของมันก็จะดูอ้วน ๆ ป้อม ๆ ตามชื่อ Chunky ที่ไม่เคยถูกมองในแง่แฟชั่นเลย ให้สามารถผสมผสานกับเทรนด์แฟชั่นยุคใหม่ได้ และที่สำคัญคือมันได้รับความนิยมเสียด้วย 

"นี่ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ หรืออะไรที่ฉาบฉวย สำหรับผมเริ่มรู้สึกได้ตอนที่ได้เห็น adidas Ozweego 1 ของ Raf Simons ในปี 2013 มันทำให้ผมมองเห็นวิวัฒนาการในการทำงานร่วมกันรูปแบบนี้ และผมก็รู้ทันทีเลยว่ามันจะกลายเป็นเทรนด์ที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต" 

"เทรนด์นี้เป็นผลพวงจากการนำสไตล์กีฬา เข้ามาผสมกับ High Fashion และไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นยังไง แบรนด์รองเท้ารวมไปถึงแบรนด์แฟชั่นก็ต่างพร้อมใจกันออกสนีกเกอร์รูปทรงป้อมนี้ออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน" เทเลอร์ โอกาตะ ดีไซเนอร์สตรีทแวร์ชื่อดังให้ความเห็น


Photo : www.biyroamer.com

ด้วยวัฒนธรรม Chunky Sneakers นี้เองทำให้รูปทรงภายนอกของรองเท้าตระกูล ZX ที่ดูเหมือนจะตกยุคไปแล้ว และแทบไม่มีกลิ่นอายของการเป็นแฟชั่นไอเทมอยู่เลย กลับได้รับความนิยมสวนกระแสขึ้นมา 

ดังนั้นถ้าจะกล่าวโดยสรุปว่าอะไรคือเหตุผลของการที่รองเท้า adidas ZX ยังคงได้รับความนิยม ไม่ใช่แค่ในแวดวงนักกีฬา แต่ในแง่ของแฟชั่นด้วย ทั้ง ๆ ที่ผ่านกาลเวลามานานกว่า 35 ปี และแทบไม่เคยเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอก คำตอบก็คงเป็นเพราะนี่คือซีรี่ส์รองเท้าที่มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ชัดเจน แต่ก็ไม่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่หัวเก่าที่ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ตรงกันข้าม ZX กลับสามารถไหลไปตามกระแสความนิยมของแต่ละยุคได้เป็นอย่างดี 

อ่านมาถึงตรงนี้ใครที่อยากจับจองรองเท้า adidas ZX มาเป็นเจ้าของสักคู่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถสั่งซื้อออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ทางการของ adidas หรือเข้า adidas Shop สาขาใกล้บ้านได้เลย โดยสินค้าก็มีให้เลือกมากมายไม่ว่าจะเป็นโมเดล ZX Torsion, ZX 2K Boost, ZX 5000, ZX 2K Florine, ZX 2K 4D, และ ZX 4000 4D โดยราคาก็ไล่เรียงกันไปตั้งแต่คู่ละ 2,350 บาท (ลด 50%) ไปจนถึงคู่ละ 14,000 บาท

 

แหล่งอ้างอิง:

https://www.soul4street.com/chunkyisthenewcool/
https://en.wikipedia.org/wiki/Summer_of_Love#Second_Summer_of_Love
https://www.adidas.co.th/th/search?q=zx
https://www.mainlinemenswear.co.uk/blog/2015/historic-adidas-zx-series
https://www.sneakerjagers.com/news/2020/05/02/adidas-zx-a-history-that-moves/
https://www.highsnobiety.com/p/adidas-archive-zx-history/



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เพรียวพันธ์​ แสน​ลาวัณย์​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง