mainstand

Lifestyle

เดินอย่างเดียวดาย : ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ โปรดิวเซอร์หนัง Goal! ผู้ถูกทีมรัก ‘ลิเวอร์พูล’ ปฏิเสธ



Goal! (2005) หรือ โกล เกมหยุดโลก ถูกยกให้เป็น ภาพยนตร์ฟุตบอลหมายเลขหนึ่งของโลก  
 

 

เรื่องราวของ ซานติอาโก้ มูเนซ วัยรุ่นชาวเม็กซิกัน ที่ข้ามพรมแดนความฝันสู่ประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นนักเตะของสโมสร นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ยังอยู่ในใจแฟนลูกหนังทั่วโลก

แต่คุณรู้หรือไม่? กว่า ซานติอาโก้ มูเนซ จะสวมเสื้อขาว-ดำของทัพสาลิกาดง เขาเกือบสวมเสื้อสีแดงสดของ ลิเวอร์พูล สโมสรดังแห่งเมอร์ซีไซด์ เนื่องจากความคลั่งไคล้ของผู้สร้าง อันที่จริงอาจกล่าวได้ว่า หนังเรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น หากไม่มีทีมลิเวอร์พูลอยู่บนโลกใบนี้
Main Stand พาคุณมารู้จักเรื่องราวของ ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ (Mike Jefferies) โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง Goal! ผู้เปลี่ยนความรักที่มีให้ลิเวอร์พูล เป็นภาพยนตร์ชื่อดัง ก่อนโดนทีมรักปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

 

หงส์แดงในสายเลือด

ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ เกิดและเติบโตในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เขาคือแฟนหงส์แดงพันธุ์แท้ แม้จะย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2000 เพื่อประกอบธุรกิจสื่อชื่อว่า Line 56 เขายังคงติดตามกีฬาลูกหนังเป็นประจำ


Photo : archive.anfieldroad.com

อย่างที่รู้กันดี สโมสรลิเวอร์พูล ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในช่วงเวลาดังกล่าว จาก “เครื่องจักรสีแดง” ที่ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงปี 1980’s กลับกลายเป็นทีมท็อปโฟร์ ที่ไร้แชมป์เมเจอร์ติดมือ ในทศวรรษถัดมา

ชีวิตการทำงานของ เจฟเฟอร์รีส์ ไม่แตกต่างจากผลงานทีมรัก เขาประสบความสำเร็จจากการสร้างธุรกิจสื่อในประเทศอังกฤษ จึงตัดสินใจออกไปหาความท้าทายใหม่ในอเมริกา แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม ธุรกิจสื่อ Line 56 ของเขา ถูกขายทิ้งทันทีทั้งที่ตั้งบริษัทไม่ถึงปี ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ ที่เคยยิ่งใหญ่ต้องกลับมาเลียแพ้ใจที่ทวีปยุโรป

ปี 2001 เจฟเฟอร์รีส์ ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ในวงการภาพยนตร์ เขาวางแผนศึกษาธุรกิจหนังจอเงิน ด้วยการไปเก็บประสบการณ์ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส แต่ก่อนจะเดินทางสู่เทศกาลหนังที่ดีที่สุดในโลก ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ มีจุดหมายปลายทางอีกแห่ง ที่เขาต้องแวะไปเสียก่อน

จุดหมายดังกล่าวคือ สนาม เวสฟาเลนสตาดิโอน รังเหย้าของสโมสรโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งรับหน้าที่เป็นสนามจัดการแข่งขัน รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 2000-01 ระหว่าง เดปอร์ติโว อลาเบส กับ ลิเวอร์พูล ที่กำลังอยู่บนเส้นทางคว้าทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาลดังกล่าว

เจฟเฟอร์รีส์ อยู่ที่สนามแข่งขันในวันนั้น วันที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ อลาเบส 5-4 คว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ มาครอบครอง เพื่อฉลองความสำเร็จในฐานะทริปเปิลแชมป์อันยิ่งใหญ่ เจฟเฟอร์รีส์ เมามายจนไม่ได้สติ เขาสนุกสุดเหวี่ยงกับแฟนหงส์นับหมื่นชีวิตที่เดินทางมาชมเกมในวันนั้น ก่อนเดินทางสู่ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ ที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

 

เหตุเกิดจากความเมา

เจฟเฟอร์รีส์เดินทางสู่โรงแรม Hotel du Cap ที่พักสุดหรูสำหรับเหล่าดาราและบรรดาโปรดิวเซอร์ โรงแรมแห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะนอกจากบรรยากาศหรูหราและเป็นส่วนตัว ที่นี่ยังใช้เป็นที่พบปะพูดคุยระหว่างคนในวงการจากวัฒนธรรมบางอย่างที่ทำกันมาต่อเนื่องยาวนาน


Photo : wikipedia.org

“ทุกวันจะมีการรวมตัวบริเวณสระว่ายน้ำของโรงแรม เพื่อให้ทุกคนได้แนะนำตัวกันและกัน” เจฟเฟอร์รีส์ ย้อนเล่าจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่อง Goal!

“ผมกลับจากนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า คัพ และเดินทางถึงโรงแรมในช่วงเช้า ใส่เสื้อยืดสีแดงสดที่ผมซื้อมาจากนอกสนาม เสื้อที่บอกคุณว่า ลิเวอร์พูลคือทริปเปิลแชมป์ เสื้อที่ดูไม่เข้ากันกับโรงแรม Hotel du Cap”

“ผมปรากฏตัวออกไปแบบนั้น ดูไร้มารยาท และอาจจะยังไม่สร่างเมาจากคืนก่อนหน้าด้วยซ้ำ ผมเดินไปหาทุกคนด้วยเสื้อยืดตัวนั้น อยู่ดีๆมีใครไม่รู้ปรบมือขึ้น จากนั้นมีเสียงปรบมือดังขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน พวกเขาไม่ได้ปรบมือให้ผม แต่พวกเขาปรบมือให้กับเกม 5-4 เกมประวัติศาสตร์ที่ทุกคนได้ดูผ่านทีวี”

“มันเป็นช่วงเวลาที่เหมือนฝัน ผมคิดกับตัวเอง นี่แหละคือสิ่งที่ใช่ ผมอยู่ใจกลางของเทศกาลคานส์ สวมเสื้อสีแดงตัวนี้ และได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยม มันจุดประกายในหัวของผมว่า เราไม่เคยมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เกี่ยวกับฟุตบอลเลย”

เจฟเฟอร์รีย์ เริ่มต้นออกแบบภาพยนตร์ฟุตบอลของเขา ด้วยการนำโครงเรื่องจากภาพยนตร์เรื่อง Any Given Sunday (1999) ที่เล่าถึงนักอเมริกันฟุตบอลระดับล่างเป็นต้นแบบ เจฟเฟอร์รีย์ ตั้งใจที่จะแสดงให้ผู้คนเห็นแง่มุมที่ต่างออกไปในกีฬาฟุตบอล มากกว่าจะแสดงให้เห็นภาพความสำเร็จ อย่างที่หลายคนคุ้นชิน


Photo : www.thisisanfield.com

สิ่งสำคัญที่สุดของภาพยนตร์ฟุตบอล คือ ต้นสังกัดของตัวละครหลักในเรื่อง สำหรับ เจฟเฟอร์รีย์ ไม่เคยมีสโมสรใดที่ต้องการเข้ามาอยู่ในหนังมากกว่า ลิเวอร์พูล ทีมลูกหนังที่เขารัก และสร้างแรงบันดาลใจให้เดินหน้าสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ เดินทางเข้าพบ ริค แพร์รี (Rick Parry) ซีอีโอของลิเวอร์พูล เพื่อพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการนำสโมสรอันยิ่งใหญ่ ปรากฏตัวบนจอภาพยนตร์ต่อหน้าคนทั่วโลก

สิ่งหนึ่ง เจฟเฟอร์รีส์ ไม่รู้ คือ การตัดสินใจครั้งนี้ จะกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ ที่เกือบทำลายความฝัน และเป็นความอับอายที่เจ้าตัวไม่เคยลืมจนทุกวันนี้...

 

อกหักจากแอนฟิลด์

“มันคือช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิตการทำงานของผมตั้งแต่ผมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีเหตุการณ์ไหนเลวร้ายขนาดนี้” ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ เริ่มต้นเล่าความทรงจำอันขมขื่น

“ผมบอกกับริคว่า มันมีสาเหตุสำคัญที่ลิเวอร์พูลควรเข้ามามีส่วนรวมในหนัง ตอนนั้นเป็นปี 2002 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังไปได้สวย ส่วน ลิเวอร์พูล ค่อยๆร่วงหล่น”


Photo : theworldnews.net

ความเกลียดชังต่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วในหมู่แฟนลิเวอร์พูล แต่สำหรับ ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ แค่คำว่า ”เกลียด” คงไม่พอ 

ทัพปีศาจแดงเป็นมากกว่าศัตรูสำหรับชายผู้นี้ เขานำกระเป๋าแจกฟรีลายแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ได้จากสนามบิน ไปแสดงต่อหน้าผู้บริหารลิเวอร์พูล เพื่อบอกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังโด่งดังแค่ไหน และ ลิเวอร์พูล ควรทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดมัน

โชคร้าย ริค แพร์รี ไม่สนใจคำพูดของเขา ความรู้สึกของแฟนบอลเดนตายคนหนึ่ง ไม่อาจทำให้นักธุรกิจเห็นผลประโยชน์ ในโปรเจคต์ภาพยนตร์ที่กำลังนำเสนอ สโมสรลิเวอร์พูลปัดตกข้อเสนอของเจฟเฟอร์รีส์ และยืนยันว่าจะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่อง Goal! แน่นอน

“ริค ไม่เคยสนใจจะดูมันตั้งแต่แรก ผมจึงบอกเขาว่า ผมตั้งใจทำสิ่งนี้เพื่อคุณ หลังจากนั้นเขาก็ใช้ให้คนไปเอาทีวีกับเครื่องเล่นวีดีโอเก่าๆมา”

“ผมนั่งอยู่ในห้องประชุมของลิเวอร์พูล ห้องที่นักเตะทุกคนที่ผมเคยเอาภาพติดข้างฝา ต้องเข้ามาเพื่อเซ็นสัญญาเป็นส่วนหนึ่งกับสโมสร แต่ตอนนี้ มันกลายเป็นห้องสุดสยองของผม ทีวีที่พวกเขาเอามาสายยาวไม่พอจะเสียบปลั๊กตรงกำแพงด้วยซ้ำ”

เจฟเฟอร์รีส์ พบกับความชอกช้ำที่สุดในชีวิต แต่ฝันร้ายของเขายังไม่จบแค่นั้น โปรดิวเซอร์อีกรายนำโปรเจคต์นี้ไปเสนอให้แก่สโมสรอีกแห่ง ทีมฟุตบอลดังกล่าวสนใจภาพยนตร์ของเจฟเฟอร์รีส์ และพร้อมร่วมงานในทันที 

ซานติอาโก้ มูเนซ คงสังกัดสโมสรแห่งนั้นในภาพยนตร์เรื่อง Goal! หากทีมที่ตอบรับโปรเจคต์นี้ไม่ใช่ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” คู่ปรับตลอดกาลของทัพหงส์แดง 

ตลกร้ายหลอกหลอนชีวิตของ เจฟเฟอร์รีส์ ไม่หยุด หลังได้รับการแจ้งว่า เขาต้องเข้าประชุมกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson) และ ไรอัน กิ๊กส์ (Ryan Giggs) มนุษย์ 2 คนจากทีมคู่ปรับ เพื่อพูดคุยความเป็นไปได้ในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เมืองลอสแอนเจลิส


Photo : www.chroniclelive.co.uk

ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ ทำในสิ่งที่ดีที่สุดที่แฟนหงส์คนหนึ่งจะทำได้ คือเบี้ยวนัดเอาเสียดื้อๆ เมื่อไร้โปรดิวเซอร์เข้าพูดคุย โปรเจคต์เรื่อง Goal! กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จึงพังไม่เป็นท่า หลายฝ่ายอาจผิดหวัง แต่ เจฟเฟอร์รีส์ ทำลายความฝันของตัวเอง โดยไม่เสียใจแม้แต่นิดเดียว

“ให้ผมฆ่าตัวตายยังจะดีเสียกว่า” ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ เริ่มต้นเล่าอย่างเผ็ดร้อน “ผมไม่เคยรู้สึกเสียใจเลย ที่ไม่เข้าประชุมกับเฟอร์กูสันและคนอื่นๆ ในลอสแอนเจลิส เพราะผมทนทำมันไม่ได้ ในฐานะแฟนลิเวอร์พูล ผมยอมไม่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ดีกว่าทำมันพร้อมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

 

ความจริงใจในแผ่นฟิล์ม

ภาพยนตร์ฟุตบอลของ ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ เกือบเป็นเพียงความฝัน โชคดีที่โปรเจคต์ของเขาไปเข้าตา เฟรดดี้ เชพเพิร์ด (Freddy Shepherd) ประธานสโมสรนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ส่งผลให้ภาพยนตร์เรื่อง Goal! ถูกผลิตสู่สายตาชาวโลก


Photo : thesefootballtimes.co

ทันทีที่ภาพยนตร์เรื่อง Goal! ออกฉาย เสียงตอบรับเกี่ยวกับหนังฟอร์มยักษ์ซึ่งรวบรวมซูเปอร์สตาร์นักฟุตบอลอย่าง เดวิด เบ็คแฮม, ซีเนอดีน ซีดาน หรือ โรนัลโด ถูกพูดถึงในหมู่แฟนลูกหนังทั่วโลก ด้วยทุนโปรโมตสูงถึง 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1,300 ล้านบาท เรื่องราวของ ซานติอาโก้ มูเนซ จึงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

แม้ Goal! จะทำรายได้ในโรงภาพยนตร์อย่างน่าผิดหวัง แต่กระแสปากต่อปาก ส่งผลให้ภาพยนตร์ได้รับความนิยมในฐานะหนังแผ่น บวกกับคำวิจารณ์แง่บวกจาก โรเจอร์ อีเบิร์ต (Roger Ebert) นักวิจารณ์ชื่อดัง ส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีภาคต่อด้วยกันอีก 2 ภาค

“ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำงานได้ดี เพราะเหนือสิ่งอื่นใด มันคือภาพยนตร์ที่จริงใจ มันไม่ใช่หนังกีฬาที่พูดถึงตัวเลขเพียงอย่างเดียว”


Photo : thesefootballtimes.co

คำวิจารณ์ข้างต้นของ โรเจอร์ อีเบิร์ต ไม่เกินจากความจริง ตัวละคร ซานติอาโก้ มูเนซ ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตจริงของ ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ ทั้งคู่คือชายหนุ่มผู้มีความฝันจากลอสแอนเจลิส ที่ฝ่าฝันอุปสรรคมากมาย เพื่อข้ามมาประสบความสำเร็จในสิ่งที่รักบนแผ่นดินอังกฤษ

เรื่องราวของ ซานติอาโก้ มูเนซ จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอล แต่เป็นชีวิตมนุษย์ที่มีลมหายใจ ผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อความฝัน มันคือภาพสะท้อนของ ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองลงไป

ทั้งความบ้าคลั่งที่มีต่อกีฬาฟุตบอลแบบเข้าเส้น หรือ เรื่องราวความชอกช้ำจากการวิ่งไล่ตามความฝันในฐานะผู้สร้างหนัง ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ ใส่ทุกมิติในชีวิตลงไปในภาพยนตร์เรื่อง Goal! ช่วยให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ และอยู่ในใจแฟนฟุตบอลทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน


Photo : bleacherreport.com

“ผมอยากเป็นนักฟุตบอลตั้งแต่เด็ก ผมคิดว่ามันคงดีมากหากผมโตขึ้นเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่ผมคิดว่าตัวเองโชคดีที่ผมรักภาพยนตร์มาตลอดเหมือนกัน”

“ตอนนี้ผมมีหนังเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้น จากมุมมองที่ส่วนตัวมากๆสำหรับผม ความฝันของผมกลายเป็นจริงแล้ว และผมสัญญากับคุณเลยว่า จะไม่มีอะไรหยุดยั้งผมจากการสร้างภาพยนตร์เหล่านี้แน่นอน” ไมค์ เจฟเฟอร์รีส์ กล่าวความในใจ ขณะโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง Goal! 2

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://syndication.bleacherreport.com/amp/2722730-how-goal-went-from-a-wild-idea-to-a-cult-movie-franchise-for-football-fans.amp.html
https://movieweb.com/mike-jefferies-on-writing-and-producing-goal/
https://www.rogerebert.com/reviews/goal-the-dream-begins-2006



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง