HERE COMES THE TIME

อย่าไป แต่ไปได้ : มาตรการโควิดในยูโร 2020 ที่ทำให้แฟนบอลเวลส์งงจนวินาทีสุดท้าย | Main Stand



ฟุตบอลยูโร เมื่อปี 2016 แฟนบอลชาวเวลส์เป็นหมื่น ๆ คนเดินทางเข้าประเทศฝรั่งเศส เมื่อทีมชาติของพวกเขาทะลุถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนจะมาเพิ่มอีกเรื่อย ๆ เมื่อทีมเข้ามาจนถึงรอบตัดเชือก 


 

ครั้งนั้นเป็นครั้งที่ชื่อว่า "เชียร์บอลมันที่สุด" สำหรับแฟนบอลเวลส์หลายคน และพวกเขาอยากจะสนุกแบบนี้อีกครั้งในฟุตบอลยูโร 2020  เพียงแต่ว่าครั้งนี้กฏหมายในประเทศนั้นช่างงุนงน เพราะพวกเขาถูกรัฐบาลบอกว่า 

"อย่าไป ... แต่ไปได้"

สรุปแล้วมันเป็นเช่นไร ไปได้หรือไม่ ไปแล้วผิดกฎหมายหรือเปล่า ? ติดตามได้ที่นี่ 

 

ผู้ติดเชื้อเป็น 0 

ทันทีที่ ยูโร 2020 ออกตารางการแข่งขันที่ชัดเจน ภายใต้สถานกาณ์โรคระบาด COVID-19 หลายประเทศต่างก็มีมาตรการการเตรียมพร้อมแตกต่างกันไป เช่นการใช้พาสปอร์ตวัคซีน, การจัดจำนวนผู้ชมการแข่งขันสำหรับชาติเจ้าของสนาม หรืออะไรก็ตามแต่  

สำหรับเวลส์นั้น แม้จะเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร แต่รัฐบาลท้องถิ่นของพวกเขาก็แก้ปัญหาได้ดีมากเป็นลำดับต้น ๆ ของยุโรป เริ่มแรกพวกเขามีประชากรติดเชื้อกันเป็นจำนวนมากไม่ต่างกับอังกฤษพี่ใหญ่ หากเทียบตามจำนวนประชากรที่มีแค่ 3.1 ล้านคน แต่กลับมีการติดเชื้อถึงวันละ 2,000-4,000 คน ในช่วงปลายปี 2020 ถึงต้นปี 2021  

ทว่าเมื่อวัคซีนถูกคิดค้นขึ้นและเริ่มมีการรับรองคุณภาพ เวลส์ก็ระดมสั่งวัคซีนจำนวนมากกว่า 10 ล้านโดส เข้ามาในประเทศ ทั้ง ไฟเซอร์, แอสตราเซเนกา และ โมเดอร์น่า จากนั้นก็มีการระดมและเชิญชวนประชาชนในประเทศให้มาฉีดวัคซีน โดยเน้นไปที่กลุ่มผู้สูงอายุ, ผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้, ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว, ผู้พิการ และผู้มีอาการทางจิตขั้นรุนแรง 

กลุ่มดังกล่าวถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับวัคซีนก่อน เมื่อเก็บจนครบพวกเขาจึงเริ่มแจกวัคซีนฟรีให้กับกลุ่มประชากรที่ไม่มีงานทำ คนไร้บ้าน ซึ่งได้รับสิทธิ์เป็นอันดับ 2 ก่อนที่จะถึงคิวบุคคลปกติ ซึ่งพวกเขาใช้เวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น ตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิดจากที่เคยแตะหลักพัน เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ ลดลงเหลือราว 600 คนต่อวัน จนกระทั่งเหลือแค่หลัก 100-200 ในช่วงปลายเดือนมีนาคม จากนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่ก็อยู่ที่เพียงหลักสิบคนเท่านั้น ที่น่ายินดีที่สุดคือในช่วงวันที่ 7 เมษายน เวลส์ พบตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็น 0 เป็นครั้งแรกอีกด้วย 

จากการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ทำได้อย่างรวดเร็วนั้น ทำเอาแฟนบอลเวลส์คิดไปไกล เพราะการได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว เท่ากับว่าพวกเขาจะสามารถเข้าสนามแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 ได้ เนื่องจากหลายสนามใช้มาตรการตรวจพาสสปอร์ตวัคซีนนั่นเอง ดังนั้นแฟนเวลส์จึงตั้งท่าจองตั๋วเครื่องบินไปยัง อิตาลี และ อาเซอร์ไบจาน 2 ประเทศที่ทีมชาติของพวกเขาต้องไปแข่งขันในยูโรครั้งนี้

ทว่าหลังจากมีผลสำรวจว่า "คนเวลส์ไปแน่" เพราะพวกเขายังจำความสนุกตอน ยูโร 2016 ได้ และคาดว่าจะมีคนเดินทางออกนอกประเทศมากที่สุดในรอบหลายเดือน รัฐบาลจึงออกคำสั่งที่ทำให้แฟนเวลส์ที่เก็บกระเป๋าพร้อมแล้ว ต้องคิดอีกรอบว่า "จะไปดีไหม ?"

นั่นคือคำสั่ง "อย่าไป ... แต่ไปได้"

 

อย่าไป...

แม้ประเทศตัวเองจะแก้ไขปัญหาได้ดีจนถูกยกให้เป็น "พื้นที่สีเขียว" ไปแล้ว แต่การเดินทางของแฟนเวลส์นั้นต้องวุ่นวายหน่อย เพราะอิตาลี และอาเซอร์ไบจาน ถือเป็นประเทศที่ยังมีการระบาดของโรคอยู่ พวกเขาได้รับการจัดให้อยู่ในพื้นที่ "สีเหลืองอำพัน" กล่าวง่าย ๆ ก็คืออีกเพียง 3-4 ขั้น ก็จะกลายเป็นพื้นที่โรคระบาดหนักแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจึงเตือนประชาชนว่า "อย่าไปเลยจะดีกว่า"

แน่นอนว่ามีแฟนบอลไม่เข้าใจการสั่งห้ามครั้งนี้ เพราะพวกเขาก็ดูแลตัวเองได้ดีจนไม่มีเชื้อกันเกือบยกประเทศ และคนเวลส์นั้นบ้าฟุตบอลไม่แพ้ชาติไหน ๆ หากพวกเขาไม่ได้ไปเชียร์ฟุตบอลยูโร 2020 มันคงจะเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับอาการอกแตกตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเวลส์ไปได้ไกลถึงรอบลึก ๆ แบบการแข่งขันครั้งที่แล้ว

นั่นจึงทำให้เกิดกระแสการโต้เถียงกันระหว่างประชาชนกับรัฐบาล เพราะมองกันต่างมุม รัฐบาลเวลส์มองในภาพกว้าง กลัวว่าจะได้ไม่คุ้มเสียสำหรับการเดินทางออกนอกประเทศของประชากรพร้อม ๆ กันเป็นหมื่น ๆ คน ขณะที่ประชาชนแฟนบอลก็รอมา 4-5 ปี และอยากจะเข้าไปเชียร์ฟุตบอลในสนามบ้าง พวกเขาก็เรียกร้องให้รัฐบาล "เลิกมองโลกในแง่ร้าย และอนุญาตให้จบ ๆ ไปเลยดีกว่า" 

เหตุผลลึก ๆ ของรัฐบาลคือ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดีย คือตัวแปรสำคัญที่อาจจะทำให้เกิดสถานการณ์ที่แย่กว่าเดิม และมันได้เกิดขึ้นจริงไปแล้วที่อังกฤษ ดังนั้น มาร์ก เดรกฟอร์ด รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของเวลส์ จึงออกมาเรียกร้องให้ประชากรไม่เดินทาง และมีการประสานงานร่วมกับสมาคมฟุตบอลแห่งเวลส์ (FAW) ด้วย ซี่งสุดท้าย พวกเขาก็ได้มีมติร่วมกันว่า "อย่าไป" 

"เนื่องจากการระบาดของ โควิด-19 ทาง FCDO (สำนักงานต่างประเทศ, เครือจักรภพ และการพัฒนา) ขอแนะนำให้ชาวเวลส์ไม่เดินทางไปยังกรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน และกรุงโรม ประเทศอิตาลี เนื่องจากประเทศดังกล่าวเป็นพื้นที่เสี่ยงจากลิสต์ของรัฐบาลสหราชอาณาจักร" FAW ว่าไว้เช่นนั้น 

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศก็ยืนยันว่า การไปเชียร์ฟุตบอลยูโร 2020 นั้น ไม่ใช่ธุระจำเป็น ... ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือ อย่าไปจะดีกว่า

 

แต่ไปได้ 

การจะหยุดคนบ้าบอลไม่ให้ดูบอลนั้นเป็นอะไรที่ยากยิ่ง ยิ่งในสภานการณ์ที่พวกเขากลับมาปลอดเชื้อกันเกือบยกประเทศ และจะได้เข้าไปดูฟุตบอลในสนามครั้งแรกในรอบ 2 ปี ใครบ้างจะไม่อยาก? 

แม้รัฐบาลจะสั่งห้ามผ่านสื่อ แต่นั่นเป็นการห้ามเชิงตักเตือนเท่านั้น ไม่มีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น แฟนบอลสายมุ่งมั่นหลายคนไม่สนใจ พวกเขาบอกคำเดียวว่า ไปแน่ และไม่มีใครจะห้ามพวกเขาได้ 

ซึ่งจุดนี้ดูเหมือนว่า FAW จะช่วยแก้ลำได้เป็นอย่างดี ด้วยการหาทางออกให้กับแฟน ๆ ที่ยังไงก็ไม่เปลี่ยนใจว่า "สำหรับแฟน ๆ ที่ยังคงมุ่งมั่นสำหรับการเดินทางไปเชียร์ทีมชาติเวลส์นั้น ทาง FAW ขอแนะนำให้พวกคุณเตรียมตัวให้พร้อม ว่าตนเองนั้นมีเอกสารและความพร้อมสำหรับการเดินทางครั้งนี้มากขนาดไหน"

สิ่งที่ต้องเตรียมคือ ต้องมีผลตรวจโควิดเป็นลบก่อนเดินทางออกจากประเทศ ตลอดจนกรอกแบบฟอร์มยืนยันสถานที่อยู่เมื่อเดินทางไปถึงที่หมาย และเมื่อกลับมาถึงเวลส์แล้ว ต้องกักตัวเอง 10 วัน พร้อมทำการตรวจโควิด 2 ครั้ง ในวันที่ 2 และ 8 หลังกลับถึงมาตุภูมิ โดยแม้จะมีวัคซีนพาสปอร์ตแล้ว ก็ไม่ได้รับการยกเว้นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะบอกวิธีเดินทางอย่างถูกกฎหมายตั้งแต่การออกนอกประเทศจนกลับถึงบ้านขนาดนี้ แต่ FAW ก็ไม่ทิ้งลายด้วยการยืนยันอีกครั้งว่า "ไม่แนะนำให้เดินทางไปเชียร์ฟุตบอลในครั้งนี้" 

ทว่าเมื่อชี้โพรงให้กระรอกขนาดนั้น จึงไม่น่าแปลกใจนักเมื่อเราได้เห็นแฟนบอลของเวลส์มากันไม่น้อยเลยทีเดียว ในเกมที่ เวลส์ เสมอกับ สวิตเซอร์แลนด์ 1-1 และ เอาชนะ ตุรกี 2-0 ซึ่งทั้งสองเกมแข่งที่กรุงบากู

สำหรับแฟนบอลพันธุ์แท้ที่ติดสินใจว่ายังไงก็ต้องไป พวกเขาก็จะไม่เปลี่ยนใจ แต่พวกเขาก็ยังงง ๆ กับสถานการณ์และการสั่งการในครั้งนี้ ที่ทำให้แฟนบอลอย่างพวกเขางงจนถึงวินาทีสุดท้ายว่า สุดท้ายไปได้หรือไม่ได้กันแน่? 

"ระบบนี้มันไม่เป็นมิตรกับแฟนบอลเลย ผมไม่เข้าใจ พื้นที่สีแดงก็แดงไปเลย จะเขียวก็เขียวไปเลย มันชัดดีออก จะมีสีเหลืองอำพันให้กำกวมไปเพื่ออะไร มันทำให้เรางงว่าจะเอายังไงดี ? สรุปแล้วฉันไปได้หรือไม่ได้วะเนี่ย" วินซ์ อัลม์ ประธานแฟนบอลของเวลส์ กล่าว 

"พวกเขาบอกว่าอย่าไป เพราะนี่ไม่ใช่การเดินทางที่จำเป็น จากนั้นไม่กี่วันก็มาบอกวิธีไปเชียร์บอล แนะนำว่าต้องมีการกักตัวหรือเตรียมเอกสารอะไรบ้าง จะเอาอะไรก็ควรตัดสินใจให้ดี เอาสักอย่างเถอะ" เขากล่าวทิ้งท้าย

แม้ปากจะบ่นไป แต่ในความจริงก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลเวลส์แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ไว และทำให้สถานการณ์โรคระบาดลงลงภายในเวลาสั้น ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่อยากจะเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มหรือการมีซูเปอร์สเปรดเดอร์ เพราะต้องเสียเวลาและเสียงบประมาณตามเช็ดตามล้างกันใหม่ นั่นคือมุมมองที่รัฐบาลต้องมองภาพรวม ไม่ใช่ฟุตบอลเพียงอย่างเดียว

สำหรับชาวเวลส์ แม้ดูจะไม่พอใจ แต่พวกเขาก็แฮปปี้เอนดิ้งในท้ายที่สุด พวกเขาจะเดินทางก็ได้แต่ต้องเสียเวลาราว ๆ 10 วันสำหรับขั้นตอนต่าง ๆ อีกทั้งเมื่อพวกเขาเดินทางก็ยังมีโอกาสติดเชื้อน้อยเพราะได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างครบโดสแล้ว 

นอกจากนี้รัฐบาลเวลส์ ยังเข้าใจแฟนบอลดีกว่าที่คิด เพราะเมื่อการแข่งขันยูโร 2020 เริ่มต้นขึ้น ก็มีการผ่อนปรนกฎให้ผับบาร์ ซึ่งเป็นสถานที่ดูบอลยอดฮิตของแฟนบอลเวลส์ กลับมาเปิดบริการอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้พวกเขาได้ดื่มและเชียร์ทีมชาติของตัวเองที่นั่นได้ โดยไม่ต้องอยู่เหงา ๆ คนเดียวที่บ้าน

ทุกอย่างคือการแก้ปัญหาและรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเรื่องโรคระบาดและการเซอร์วิสเหล่าแฟนบอล แม้จะกำกวมไปบ้าง แต่ที่สุดแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็วิน ๆ ในครั้งนี้ แฟนบอลที่จองตั๋วและที่พักไม่ต้องเสียเงินฟรี ๆ เพราะได้เดินทางตามใจหมาย ขณะที่รัฐบาลก็ปวดหัวน้อยลงเนื่องจากการ "อย่าไป แต่ไปได้" ก็ช่วยลดการเดินทางออกนอกประเทศได้ไม่น้อย

สิ่งที่ตลกอยู่นิดหน่อยคือ ที่สุดแล้วรัฐบาลก็ยังทำให้แฟนบอลได้ขำจนวินาทีสุดท้าย เพราะแม้จะมีการเปิดผับให้เข้าไปดื่มกินและเชียร์บอล แต่พวกเขาก็ได้ออกกฎห้ามร้องเพลงเชียร์ในผับ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อโรคในผับ เป็นการกันท่าเอาไว้ก่อน ... แต่เมื่อเหล้าเข้าปากและมีประตูเกิดขึ้น ดูเหมือนว่ากฎข้อนี้ไม่น่าจะเอาแฟนบอลเวลส์อยู่อย่างแน่นอน 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.bbc.com/news/uk-wales-57439524
https://www.bbc.com/news/uk-wales-57151137
https://www.bbc.co.uk/news/uk-wales-57102249
https://gov.wales/covid-19-vaccination-programme-weekly-updates
https://gov.wales/vaccine-coronavirus



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x