HERE COMES THE TIME

4 คน 1 ความฝัน : 2 ปีแห่งการต่อสู้นอกแผ่นดินเพื่อพาทีมขี่ม้าไทยไปโอลิมปิกสมัยแรก | Main Stand



"ขี่ม้า" เป็นกีฬาที่ถูกบรรจุในโอลิมปิก เกมส์ มาตั้งแต่ปี 1900 แต่นับจากอดีตถึงปัจจุบัน ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ "นักขี่ม้าไทยประเภททีม" จะตีตั๋วเข้าไปสู่รอบสุดท้าย มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ


 

กระทั่งการรวมตัวกันของ 4 นักกีฬาขี่ม้าต่างคน ต่างที่มา แต่มีความฝันเดียวกัน คือ จะขอพาธงชาติไทยไปโบกสะบัดในสนามแข่งขันโตเกียว เกมส์ ให้ได้ 

แม้จะต้องเสียสละชีวิตส่วนตัว หน้าที่การงาน ออกเดินทางจากบ้านเกิดประเทศไทย ไปเก็บตัวฝึกซ้อมอยู่ในฝรั่งเศส ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อทำผลงานเก็บคะแนน จนในที่สุด ผลแห่งความทุ่มเท การต่อสู้ที่ไม่เคยย่อท้อ ก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับ ทีมขี่ม้าอีเวนท์ติ้งไทย ได้สิทธิ์ไปลุยโอลิมปิก เกมส์ เป็นครั้งแรก 

หากเขียนถึง "ขี่ม้าระดับนานาชาติ" หลายคนพอคุ้นหูอยู่บ้างจากยุคหนึ่งที่ "ปูไข่" พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ กวาดความสำเร็จในระดับอาเซียนและเอเชีย ก่อนสร้างชื่อเป็น จ๊อกกี้คนแรกของไทย ที่คว้าโควต้าไปลุยโอลิมปิก ได้สำเร็จ ในปี 2004

8 ปีต่อมา "รุจิราภรณ์ ลิเกิ้น ล่ำซำ" นักกีฬาขี่ม้าหญิงลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เจ้าของเหรียญเงินเอเชียน เกมส์ 2010 เดินตามรอย "ปูไข่" ได้สิทธิ์ไปลุย ลอนดอน เกมส์ 2012  

อย่างไรก็ดี ทั้ง พงษ์สิรี และรุจิราภรณ์ ต่างลงแข่งในประเภทบุคคล เท่ากับว่าใน "ประเภททีม" ไทย ยังไม่เคยไปถึง โอลิมปิก เกมส์ แม้ที่ผ่านมา ทีมขี่ม้าอีเวนท์ติ้งไทย จะมีผลงานที่จับได้ในระดับเอเชียอยู่บ้าง ผ่านการเปลี่ยนแปลงไลน์อัพมาหลายครั้ง แต่ยังไม่บรรลุความฝันสักที

จนเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลคัดเลือก โตเกียว เกมส์ "สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทยฯ" ภายใต้การบริหารของ มิสเตอร์ฮาราลด์ ลิงค์ นายกสมาคมฯ ชาวเยอรมันหัวใจไทยแท้ จึงได้ฟอร์มทีมอีเวนท์ติ้งใหม่ ประกอบด้วย 4 นักกีฬา 4 สไตล์ ที่มีเป้าหมายและแพชชั่นเดียวกัน คือ อยากไปสัมผัส "โอลิมปิก เกมส์"

คนแรก "บอมบ์" วีรภัฎ ปิฏกานนท์ จ๊อกกี้มือเก๋าที่ติดทีมชาติไทยมาเกือบ 20 ปี อยู่ในชุดเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ 2010 แม้ปัจจุบันจะมีครอบครัว มีกิจการธุรกิจต้องดูแล แต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะรีไทร์ เพราะอยากทำฝันให้เป็นจริง 


Photo : Thailand Equestrian Team by TEF

คนที่สอง "มินท์" อารีย์ณัฏฐา ชวตานนท์ สุภาพสตรีหญิงเหล็กหนึ่งเดียวในทีมชุดนี้ เนื่องจากขี่ม้าประเภททีม เป็นกีฬาที่ไม่แบ่งแยกด้วยเพศและอายุ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด ดังนั้นผู้หญิงและผู้ชาย สามารถอยู่ทีมเดียวกันได้ ซึ่งฝีมือของ อารีย์ณัฏฐา ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว จากการคว้าเหรียญทองแดง เอเชียนเกมส์ 2018 ประเภทศิลปะบังคับม้า 


Photo : Thailand Equestrian Team by TEF

คนที่สาม "นัท" กรธวัช สำราญ จ๊อกกี้หนุ่มกระทง พละกำลังดี ฝีมือการบังคับม้าไม่ธรรมดาเข้ามาเติมเต็ม เป็น 3 นักกีฬาตัวจริงที่ลงไล่ล่าคะแนน เพื่อลุ้นตั๋วไปลุยโตเกียว เกมส์ ส่วนคนที่สี่ "กั๊ม" ศุภณัฐ วรรณกุล ครูสอนม้าหนุ่มที่ติดทีมในฐานะตัวสำรอง 


Photo : Thailand Equestrian Team by TEF

3 นักกีฬาตัวจริง เดินทางไปเก็บตัวฝึกซ้อม ที่อยู่เมืองเซอร์มู ประเทศฝรั่งเศส มาตั้งแต่ปี 2019 ภายใต้การฝึกสอนของโค้ช มักซิม ลิวิโอ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลุยสนามคัดเลือกโอลิมปิก 

ก่อนที่ "วีรภัฏ-อารีย์ณัฏฐา-กรธวัช" จะร่วมทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนให้สำเร็จเป็นจริง ด้วยการคว้าตั๋วไป โตเกียว เกมส์ ได้สำเร็จ แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะต้องเจอกับปัญหาสารพัด อาทิ ปัญหาเรื่องม้าแข่งที่ต้องมีการปลี่ยนแปลงกลางทาง เนื่องจากมาตรฐานไม่ถึง, ผลกระทบจากไวรัส COVID-19 ที่เลื่อนการแข่งขันออกไปจากปี 2020 เป็นปี 2021 ทำให้พวกเขา ต้องเก็บตัวอยู่ต่างแดนต่อเนื่องยาวนาน เข้าปีที่ 2 โดยได้เดินทางกลับแผ่นดินเจอหน้าครอบครัวแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น  




Photo : Thailand Equestrian Team by TEF

รวมถึงเมื่อปีที่แล้ว อารีย์ณัฏฐา ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ จนกระดูกเข่าสะบ้าซ้ายแตก ทำให้ต้องฟื้นฟูร่างกายนานร่วมปี กว่าจะกลับมาลงแข่งได้อีกครั้ง แต่ทุกคนก็ยังคงสู้ต่อ ร่วมมือร่วมใจก้าวผ่านมันมาได้ 

นี่ก็คือเรื่องราวของ ทีมขี่ม้าอีเวนท์ติ้งที่รวมพลังฝ่าฟันทุกอุปสรรค จนสร้างบันทึกหน้าใหม่แก่ วงการกีฬาไทย และตอนนี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะออกไปควบม้าแข่ง ในโตเกียว เกมส์ ที่กำลังมาถึง



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

สิ่งเดียวที่มีก็คือรักที่เธอไม่เข้าใจ จบแล้วก็อยากเปิด ปิดแล้วก็ไม่อยากไป
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x