mainstand

Voice of People

อิทธิพล สมุทรทอง : ชายที่ก้าวข้างกาย “พี่ตูน” กับคำบอกเล่าว่า “วิ่ง” เปลี่ยนชีวิตได้จริง



ไม่มีใครในประเทศไทยไม่รู้จักโครงการก้าวคนละก้าว โครงการสุดยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นโดย อาทิวราห์ คงมาลัย หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนาม ตูน บอดี้สแลม กับความตั้งใจ ในการวิ่งระดมทุนหาเงินช่วยเหลือ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ จากจุดใต้สุด อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สู่จุดเหนือสุด อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย


 

ทุกย่างก้าวตลอด ระยะทางกว่า 2,215 กิโลเมตร ในช่วงระยะเวลา 55 วัน มีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งอยู่เคียงข้าง “พี่ตูน” ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงเส้นชัย

ชื่อของเขาคือ อิทธิพล สมุทรทอง หนุ่มใหญ่อารมณ์ดีวัย 52 ปี ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการวิ่งของประเทศไทยมายาวนานมากกว่า 30 ปี ผู้ที่เป็นตัวอย่าง เป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับนักวิ่งหน้าใหม่นับหมื่นคนในประเทศนี้

Main Stand ได้โอกาสนั่งพูดคุยกับเขาพูดถึง ช่วงเวลาอันยาวนานในฐานะนักวิ่งคนหนึ่ง กับเรื่องราวต่างๆที่เขาได้มองเห็น ตลอด 34 ปี ที่อยู่ในวงการการวิ่งของเมืองไทย

กับความหมายของ “การวิ่ง” ที่เป็นมากกว่าเรื่องของการออกกำลังกาย แต่มีสิ่งที่สวยงามมากมายซ่อนอยู่ในนั้น

 

ก้าวแรกที่เริ่ม “วิ่ง” อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เกิดขึ้นได้อย่างไร

พี่เริ่มวิ่งครั้งแรกตอนอยู่ม.5 ตอนปี 2527 ตอนนั้นศึกษาอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบนนทบุรี ทุกเย็นหลังเลิกเรียน มันว่างไม่มีอะไรทำ คุณอาก็แนะนำให้พี่ไปวิ่ง ตอนนั้นพี่ยังเป็นวัยรุ่น ก็ไม่ได้คิดอะไร เขาบอกให้วิ่งพี่ก็ไปวิ่ง วิ่งแถวๆบ้าน เริ่มต้นวิ่งวันละ 1 กิโลเมตรก่อน

พี่ใส่กางเกงตัวเดิมไปวิ่งทุกวันๆไม่ได้คิดอะไร ไปวิ่งที่สวนจิตรลดา จนได้เข้าชมรมนักวิ่งที่สวนจิตรลดา พี่เป็นนักเรียนคนเดียว ส่วนคนอื่นๆ ในชมรมเขาทำงานกันหมดแล้ว ซึ่งพวกพี่ๆในชมรมเขาดูแลพี่ดีมากๆ พาไปวิ่งที่ต่างจังหวัดบ้าง สอนพี่วิ่งบ้าง ให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ

ส่วนการวิ่งระยะทางยาวครั้งแรกคือการวิ่ง 10 กิโลเมตรที่จังหวัดสุรินทร์ บ้านเกิดของพี่ เป็นช่วงปิดเทอม พี่ไม่มีอะไรทำ คุณแม่ของพี่ก็แนะนำว่า “มีจัดวิ่งที่สุรินทร์นะ ไปวิ่งสิ” พี่ก็ไป ไม่ได้คิดอะไรเลย ก่อนไปวิ่งที่สุรินทร์ พี่ก็วิ่งที่กรุงเทพฯนี่แหละ วิ่งเพราะเราวิ่งอยู่แล้ว และก็เพื่อเตรียมตัวจะไปวิ่งที่สุรินทร์

การวิ่งสำหรับพี่ตอนนั้นเหมือนงานอดิเรก พี่ไม่เคยคิดอะไรกับการวิ่งเลยนะ ออกไปวิ่งแต่ละวันแล้วจบไป คือไม่มีความหมายหรือนัยยะอะไรทั้งสิ้น เป็นเหมือนแค่การออกกำลังกายแค่นั้น

 

ช่วยขยายภาพของ วงการวิ่งบ้านเราในยุคนั้น หน่อยครับ

ตอนที่พี่เริ่มวิ่งมาราธอนยังไม่มีเลยในเมืองไทย คำว่า “มาราธอน” ใหม่มากสำหรับคนไทยในเวลานั้น ซึ่งมาเกิดขึ้นครั้งแรกตอนปี 2530 ชื่องาน “วิ่งลอยฟ้า เฉลิมพระเกียรติ รอยัล มาราธอน” เป็นการเฉลิมฉลองการเปิดสะพานพระราม 9

คนมาเยอะมาก เต็มสะพานพระราม 9 เลยนะ หารูปดูได้เลยคนเยอะจริงๆ พี่ก็ไปวิ่งงานนี้ ถือเป็นการวิ่งมาราธอนครั้งแรกในชีวิตของพี่

ย้อนไปตอนนั้นวงการวิ่งไม่เหมือนสมัยนี้ แต่ละปีงานวิ่งมาราธอนใหญ่ๆมีแค่ 2 งาน งานแรกคือกรุงเทพ มาราธอน ซึ่งต่อยอดมาจากงานวิ่งเปิดสะพานแขวนพระราม 9 ทางภาครัฐได้นำแนวคิดจากงานนั้นไปต่อยอดเป็นงานกรุงเทพมาราธอนครั้งแรกในปี พ.ศ. 2531

อีกงานคืองานพัทยามาราธอน สมัยนั้นส่วนใหญ่พี่วิ่งแค่ 2 รายการนี้ ไม่ค่อยรู้จักรายการอื่นหรอก บางปีก็ไม่ได้ไป สมัยนั้นงานวิ่งมีน้อยไม่เหมือนปัจจุบัน ทุกวันนี้งานวิ่งมาราธอนมีแทบทุกสัปดาห์ จัดเย็นวันศุกร์ ต่อเช้าวันเสาร์ แล้วเช้าวันอาทิตย์ มีอีกงาน แต่สมัยก่อนนานๆจะมีงานวิ่งสักครั้ง

ส่วนใหญ่การวิ่งไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าส่งเสริมให้คนออกกำลังกาย อย่างพี่เคยไปวิ่งงานหนึ่ง ชื่องานว่า “การวิ่งการกุศลเพื่อให้ประชาชนมาออกกำลังกาย” วัตถุประสงค์แค่นี้เลย แล้วแต่ว่าจะจัดโดยภาครัฐหรือเอกชน

 

แสดงว่ากระแสวิ่งในบ้านเรา ตอนนั้นไม่ได้บูมแบบยุคนี้

ในความคิดส่วนตัวของพี่ การวิ่งในประเทศไทยเริ่มบูมครั้งแรกก็ตอนงานวิ่งปิดสะพานพระราม 9 นั่นแหละต่อยอดไปจนถึงการวิ่งกรุงเทพมาราธอนช่วงปีแรกๆ หลังจากนั้นกระแสของการวิ่ง ก็ดร็อปลงไปบ้าง แต่ไม่ได้ร่วงนะ เรียกว่า มันอยู่ตัว

บางคนบอกว่าทำไมพี่วิ่งได้นานหลายปีจัง ?  ก็อย่างที่พี่บอกเมื่อก่อนงานวิ่งไม่ได้เยอะแบบตอนนี้ เมื่องานวิ่งไม่เยอะ พี่ก็วิ่งได้เรื่อยๆ วิ่งไปแบบไม่ได้คิดอะไร เพราะพอวิ่งมานานๆ พี่ก็รักในการวิ่งไปแล้ว ถ้ามีเวลาว่าง พี่จะหาโอกาสวิ่งอยู่ตลอด

 

นานแค่ไหนครับ กว่าวงการวิ่งจะกลับมาบูมอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับพี่วงการวิ่ง กลับมาบูมรอบที่ 2 ตอนภาพยนตร์เรื่อง “รัก 7 ปี ดี 7 หน” (ออกฉาย ปี พ.ศ. 2555) เพราะในภาพยนตร์จะมีอยู่ฉากหนึ่งที่มีคนพูดว่า “ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งกิโลเดียวก็พอ ถ้าคุณอยากพบชีวิตใหม่ คุณค่อยมาวิ่งมาราธอน” แค่คำนี้คำเดียว คือจบเลย กระแสมาทันที

ถามว่าพี่วัดจากอะไร พี่วัดจากจำนวนคนที่มาเข้าร่วมวิ่งกรุงเทพมาราธอน สมัยก่อนโดยปกติคนวิ่งรายการนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2,000 คน ถ้าปีไหนคนเยอะกว่านี้ แสดงว่าช่วงนั้นกระแสการวิ่งมาราธอนกำลังบูม

ช่วงหลังจากภาพยนตร์เรื่องนี้ฉาย คนหน้าใหม่ๆออกมาวิ่งกันเยอะมาก พี่ไปวิ่งตามสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ คนใส่รองเท้าใหม่มาวิ่งเต็มไปหมด บางคนเเต่งตัวดูพะรุงพะรัง ดูแล้วรู้เลยว่าคนนี้ยังไม่มีประสบการณ์ในการวิ่ง เริ่มต้นวิ่งได้ไม่นาน

หลังจากนั้นการวิ่งมาบูมอีกที จากโครงการก้าวคนละก้าว ของพี่ตูน บอดี้สแลม ทั้งสองครั้ง ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกที่วิ่งจากกรุงเทพฯ-บางสะพาน หรือว่า การวิ่งจากเบตง-แม่สาย

 

พอวงการวิ่งกลับมาบูมอีกครั้ง มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างครับในสายตาของพี่

หลายอย่างๆ ถ้าถามพี่ว่าการวิ่งมันบูมแค่ไหน นอกจากทุกวันนี้งานวิ่งในประเทศไทยจะจัดบ่อยแทบทุกสัปดาห์แล้ว จำนวนคนเข้าร่วมถือว่าเยอะกว่าสมัยก่อนมาก อย่างที่พี่บอกกรุงเทพมาราธอน เมื่อก่อนคนวิ่งประมาณ 2,000 คน ทุกวันนี้ต้องจำกัดจำนวนที่ 4,000 คน เฉพาะแค่การวิ่งมาราธอนนะ ถ้ารวมระยะอื่นด้วย น่าจะประมาณ 30,000 คน

ปัจจุบันคนไทยไม่ได้นิยมวิ่งมาราธอนแค่ในประเทศเท่านั้น การวิ่งที่ต่างประเทศก็นิยมไปวิ่งเหมือนกัน สมัยก่อนคนไทยอย่างมากไปวิ่งต่างประเทศ ก็บินไปวิ่งแค่ที่สิงคโปร์ พี่เองก็วิ่งต่างประเทศครั้งแรกที่สิงคโปร์

แต่ในตอนนี้ญี่ปุ่นถือว่าได้รับความนิยมมากๆจากคนไทย ยิ่งปัจจุบันไม่ต้องขอวีซ่าในการเดินทางไปที่ญี่ปุ่น คนยิ่งอยากไปวิ่งที่นั่น อย่างงานวิ่งที่โตเกียวปี 2020 คนไทยอยากไปวิ่งเยอะมาก

ทุกวันนี้การกดสมัครเข้าร่วมรายการวิ่ง 30 นาทีเต็มบ้าง 15 นาทีโควต้าเต็ม บางทีคนรีบจ่ายเงิน จนระบบของธนาคารล่มก็มีมาแล้ว ทุกวันนี้เราเห็นได้เป็นเรื่องปกติ คนสมัครวิ่งพร้อมกัน แล้วบางคนได้บางคนไม่ได้ อยู่ครอบครัวเดียวกันสามีได้วิ่ง แต่ภรรยาไม่ได้วิ่ง เป็นเรื่องปกติไปแล้วในยุคปัจจุบันสำหรับวงการวิ่ง

 

การสมัครเข้าร่วมรายการวิ่งในเมืองไทย ปัจจุบันแทบไม่ต่างอะไรกับการซื้อตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินชื่อดังเลยใช่ไหมครับ

ใช่ๆ ไม่ต่างกันเลย

 

นอกจากคนจะหันมาสนใจการวิ่งมากเพิ่มขึ้นแล้ว มีอะไรที่เปลี่ยนไปอีกไหมครับในวงการนี้

ทุกวันนี้วงการวิ่งของบ้านเราเปรียบเสมือนสังคมอีกรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะตั้งแต่มีโลกโซเชียล เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook) เพราะเฟซบุ๊กสามารถทำให้เรารู้จักตัวตนที่แท้จริงของคนที่รักในการวิ่งเหมือนกับเรา

ยกตัวอย่างสมัยก่อนไม่มีโลกโซเชียล พี่ออกไปวิ่งก็ไม่มีอะไรมาก ไปเจอรุ่นพี่ในชมรมแค่ตอนเวลาวิ่ง พูดคุยกันแค่ตอนวิ่ง แค่นั้นจบ หรือต่อมาเป็นยุคของเว็บบอร์ด เราก็ไม่รู้ตัวจริงของคนในเว็บบอร์ดว่าเขาคือใคร

แต่เรารู้ได้ในเฟซบุ๊ก เพราะเฟซบุ๊กให้คนใช้ชื่อจริงสมัคร คนในเฟซบุ๊กจึงเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กัน พูดคุยกัน ชวนไปวิ่งด้วยกัน รวมกลุ่มกันไปวิ่งอะไรแบบนี้

 

พูดถึงโลกโซเชียล พี่ป๊อก เปิดเพจเปิดกลุ่มบนเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการวิ่งมาราธอนด้วย ทำไมถึงตัดสินใจเปิดกลุ่มหรือเพจบนเฟซบุ๊กขึ้นมา

อย่างแรกเลยคือพี่เป็นคนที่ชอบเล่นเฟซบุ๊ก เพราะมันทำให้เรารู้ตัวตนที่แท้จริงของคนที่เรากำลังคุยด้วย และพี่เองก็เป็นคนรักการวิ่ง เลยคิดว่าพี่อยากจะส่งต่อสิ่งที่เราชอบออกไปให้คนอื่นได้รับรู้

จุดนี้ทำให้พี่เปิดเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่งขึ้นมาชื่อว่าเพจ Vibram Fivefingers Thailand (ไวบราม ไฟว์ฟิงเกอร์ ไทยแลนด์) เป็นเพจเกี่ยวกับรองเท้า 5 นิ้ว เพราะว่าพี่ชื่นชอบรองเท้า 5 นิ้ว เวลาพี่วิ่งพี่ใส่รองเท้าชนิดนี้วิ่งตลอด จึงอยากแบ่งปันเรื่องราวของรองเท้า 5 นิ้วออกไป

พอพี่ทำเพจก็มีคนติดต่อมาว่าอยากได้รองเท้า 5 นิ้ว พี่ป๊อกช่วยสั่งให้หน่อย พี่ก็โอเคสั่งให้ คิดกำไรแค่นิดเดียวไม่กี่บาท สั่งของมาพี่จัดการให้หมด ขอให้คนที่จะสั่งซื้อต้องติดต่อพี่มาโดยตรง เราต้องรู้จักตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน

ตั้งแต่พี่เปิดเพจนี้ขึ้นมาพี่สั่งรองเท้าให้คนไปเยอะมาก เป็นพันๆคู่ พี่สั่งของจ่ายเงินให้ก่อนด้วยนะในช่วงแรกๆ ให้ลูกเพจสั่งมาได้เลย เดี๋ยวพี่ออกเงินส่งของให้ก่อน รู้ไหมพี่ถูกโกงไปกี่คู่?

 

เท่าไหร่ครับ

คู่เดียว !

สิ่งที่พี่จะบอกคือทำไมถึงแทบไม่มีการโกงเกิดขึ้น เพราะพี่ไม่ได้สร้างเพจนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะขายของ แต่พี่สร้างเพจนี้ขึ้นมาเพราะพี่ต้องการจะสร้างคอมมูนิตี้ สร้างสังคมของคนที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกันขึ้นมา

ทุกวันนี้การโกงสินค้าทางอินเทอร์เน็ตมีเยอะมาก เพราะมันเป็นสังคมของการซื้อ-ขาย แต่สำหรับพี่สังคมที่พี่ต้องการจะสร้างขึ้นคือสังคมของการแบ่งปัน สำหรับพี่มันเหมือนการที่เด็กแบ่งของเล่นให้เด็ก เราชอบของเล่นชิ้นนี้เราก็แบ่งให้เพื่อนเล่น เพื่อนแบ่งคืนให้เราเล่นบ้าง เป็นเรื่องของการแบ่งปันแค่นี้เลย พูดเรื่องนี้พี่ขนลุกเลยนะ (เปิดแขนให้ดูว่าขนลุกจริงๆ)

 

เหมือนกับว่าที่พี่ป๊อกเปิดเพจหรือสร้างกลุ่มในเฟซบุ๊กขึ้นมาเพราะคุณต้องการสร้างสังคมของคนรักที่การวิ่งให้มาอยู่รวมกัน เพื่อแชร์ความรู้สึกที่ดีให้กัน

ใช่ๆ ประมาณนั้น คือพี่ไม่ได้ตั้งใจจะสร้างสังคมขึ้นมานะ พี่แค่อยากแบ่งปันสิ่งที่พี่ชอบให้กับคนอื่นแค่นั้นเอง ส่วนเรื่องที่เพจหรือกลุ่มมันโตขึ้น ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ

พี่แค่อยากได้พื้นที่ให้คนที่รักในการวิ่ง ได้มาแชร์สิ่งที่เรารักซึ่งกันและกัน พี่คิดว่าวงการวิ่งมันเป็นแบบนั้น เราส่งต่อความรู้สึกที่ดีให้กันและกัน

 

เพราะพี่ป๊อกมองว่า การวิ่งมันมีความหมายมากกว่าแค่การออกกำลังกาย?

ใช่ มีเรื่องหนึ่งพี่ประทับใจมาก พี่จะเล่าให้ฟังคือมีผู้หญิงคนหนึ่งทักมาหาพี่บอกว่าเขาจะวิ่งมาราธอน เพราะเขาถูกแฟนทิ้ง เนื่องจากเขาอ้วน แบบแฟนของน้องคนนั้นที่เคยอยู่ด้วยกันมา 7 ปี เดินออกจากบ้านไปเลย เจ็บปวดชอกช้ำมากเลยนะ

เขาจึงบอกพี่มาว่า 6 เดือนหลังจากนี้ เขาจะวิ่งมาราธอนให้ได้ เพราะเขาต้องการจะมีสุขภาพดี มีรูปร่างที่ดี ช่วงระยะเวลาหลังจากนั้นพี่คอยให้กำลังใจน้องคนนี้อยู่ตลอดไม่ให้เขาท้อ ต้องการให้เขาบรรลุเป้าหมายของตัวเองให้ได้

เวลาผ่านไปน้องคนนี้เขาผอมลง สามารถวิ่งมาราธอนได้สำเร็จ มีรูปร่างที่ดี กลับมาสวย จนแฟนเก่ากลับมาง้อ แต่น้องเขาไม่ได้กลับไปคืนดีกับแฟนเก่าหรอก เพราะว่าน้องเขาได้มีชีวิตใหม่แล้วผ่านการวิ่งมาราธอนนี่แหละ

สำหรับพี่เรื่องนี้บอกพี่ตลอด การวิ่งมาราธอนไม่ใช่เรื่องวิ่งมาราธอนแล้ว มันมีความหมายมากกว่านั้น มันคือการสร้างชีวิตใหม่ การวิ่งได้พาผู้คนออกมาจากความเจ็บปวด ออกจากสิ่งที่ไม่ดี คือการสร้างความภูมิใจในตัวเอง ทุกครั้งที่เราวิ่งมาราธอนจบ คือ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตในมุมมองของพี่

 

พี่ป๊อกเชื่อว่า การวิ่งสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้จริงๆ ?

จริง พี่เชื่อแบบนั้นนะ พี่อยากบอกทุกคนว่าให้ลองมาวิ่งมาราธอนสักครั้ง ถ้าคุณทำสำเร็จชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปทันที

เพราะการวิ่งมาราธอน คือ เรื่องการเอาชนะใจตัวเอง การเคารพตัวเอง เพราะถ้าเราจะวิ่งมาราธอนให้ได้ เราต้องมีระเบียบวินัยในการฝึกซ้อม มีเป้าหมายที่แน่ชัดในการวิ่ง

ในช่วงที่ซ้อมวิ่งมาราธอน คุณต้องทำอะไรหลายอย่างที่มันอาจจะฝืนตัวเองในช่วงแรก ต้องตื่นเช้าลุกขึ้นมาวิ่ง มีระเบียบวินัยในการวิ่ง การตรงต่อเวลา การกิน การดูแลตัวเอง ระหว่างทางคุณจะเจอความเจ็บปวดในรูปแบบต่างๆมากมาย ที่จะเข้ามาทำให้คุณอยากจะเลิก ซึ่งต้องเอาชนะมันให้ได้

 

หลายคนอาจจะคิดว่าการวิ่งเป็นกีฬาที่ง่าย แต่จริงๆแล้วการวิ่งมาราธอนเป็นเรื่องที่ยากไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้

จริงๆการวิ่งมันก็ไม่มีอะไรยากหรอก แค่ใส่รองเท้าแล้วก็ออกไปวิ่ง แค่นั้นเอง

แต่การวิ่งมาราธอนมันต้องมีเป้าหมาย เพราะระหว่างที่คุณซ้อมวิ่งมันจะเจออุปสรรคเยอะมาก ความเหนื่อย อาการบาดเจ็บ ความขี้เกียจ สารพัด เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากจะวิ่งมาราธอนให้ได้ คุณต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วใช้เป้าหมายนั้นเป็นเเรงผลักดันให้คุณเอาชนะใจตัวเองให้ได้

 

จากที่ฟังเหมือนกับว่า การวิ่งมาราธอนช่วยสอนให้มนุษย์สามารถฝึกฝนตัวเองและจิตใจในหลายๆด้าน

ใช่ มันฝึกให้คุณชนะตัวเอง มีระเบียบวินัยต่างๆ จิตใจที่สามารถเอาชนะตัวเองได้สำเร็จ เราได้รับสิ่งที่ดีสู่ตัวเองมากมาย แต่ที่สำคัญเลยสำหรับพี่ พี่ว่ามันมอบความสุขให้กับพี่ หรือทุกๆคนที่วิ่ง โดยเฉพาะในช่วงการซ้อมมาราธอน

เพราะว่าการซ้อมมาราธอน เราต้องตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง และถ้าเราทำสำเร็จ มันคือการสร้างความสำเร็จให้กับตัวเราเอง แค่นี้ความสุขที่ได้รับจากการวิ่งมาราธอนก็มากเพียงพอแล้ว

สำหรับพี่วันแข่งจริง วันที่เราวิ่งมาราธอนไม่สำคัญเลย เพราะว่าความสุขมันอยู่ช่วงระหว่างที่เราซ้อมนี่แหละ เพราะทุกวันที่ซ้อมวิ่งมาราธอน คุณประสบความสำเร็จในชีวิตตัวเองในแต่ละวัน

 

พี่ป๊อกวิ่งมา 34 ปี ช่วงเวลาใดคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการวิ่งของคุณ

ปกติเวลาพี่ไปวิ่งรายการใหญ่ๆ เบอร์ลิน โตเกียว บอสตัน หรือวิ่งในสถานที่สวยงามอย่างนิวซีแลนด์ วิ่งรอบเขามองบลังค์ คือการวิ่งสนองความต้องการของตัวเองทั้งนั้น

สำหรับพี่แน่นอน ต้องเป็นตอนวิ่งโครงการก้าวคนละก้าว การวิ่งโครงการก้าวคนละก้าวของพี่ตูนคือที่สุดในชีวิตพี่แล้ว

เพราะว่าเราไม่ได้ไปวิ่งเพื่อความต้องการของตัวเอง แต่เราวิ่งเพื่อจะที่จะให้ เป็นการวิ่งเพื่อคนอื่นไม่ใช่เพื่อตัวเรา เราวิ่ง 50-70 กิโลเมตรต่อวัน นอน 2 ชั่วโมงออกไปวิ่งต่อ คิดย้อนกลับไปไม่รู้ทำไปได้ไง เพราะว่ามันโหดมากๆ

แต่สำหรับพี่นี่คือความภาคภูมิใจสูงสุดเลย การวิ่งเบตง-แม่สาย เพราะเรามีวัตถุประสงค์ในการวิ่ง วิ่งเพื่อให้คนอื่นโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน

 

โครงการก้าวคนละก้าวคือการส่งต่อความรู้สึกดีให้คนในสังคม แล้วตอนที่พี่ป๊อกไปวิ่งโครงการก้าวฯ พี่ป๊อกได้รับอะไรกลับมาบ้างไหม

โห เยอะมากๆเลยนะ เอาเข้าจริงก่อนทำโครงการก้าวคนละก้าว เราจะรู้สึกว่าเราไปให้ แต่แท้จริงแล้วเราเป็นผู้ได้รับเหมือนกันนะ พี่ได้รับพลังงานดีๆในทุกวันที่พี่วิ่งในโครงการนี้

ตอนที่พี่ไปวิ่งที่บางสะพาน พี่เจอเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆยืนถือกระปุกออมสินมารอแล้วยื่นกระปุกออมสินให้พี่ตูน เป็นความรู้สึกที่แบบเรียลมาก ของจริงเลยความรู้สึกที่คนยืนอยู่ข้างทางมอบให้เรา

มีเคสอย่างเด็กคนหนึ่งไปแข่งเทควันโดชนะเลิศได้เงินมา 1,500 บาท เขากลับเอามาให้เราหมดเลย หรือพวกกลุ่มคนงานตัดอ้อยรวบรวมเงินร้อยมาให้ ทั้งที่มันเป็นเงินไม่น้อยสำหรับเขา

 

โครงการก้าวฯ เปลี่ยนความหมายของการวิ่งในบ้านเราให้กลายเป็นการส่งต่อสิ่งดีๆให้คนอื่นต่อออกไปหรือเปล่าครับ

ใช่ๆ พี่ได้เห็นภาพดีๆ ให้พลังใจพี่เยอะมาก สำหรับพี่ นี่คือการส่งต่อ เราจัดโครงการก้าวคนละก้าวเพราะเรามุ่งหวังที่จะไปให้ แต่กลับกลายเป็นว่าเราได้รับเสียเอง จากคนที่คอยอยู่ข้างทางที่ให้กำลังใจเรา ซึ่งสิ่งที่เขาให้มา พวกพี่ก็ได้ส่งต่อออกไปผ่านโครงการนี้ หลายคนเริ่มวิ่งมาราธอนก็เพราะโครงการนี้

ส่วนชาวบ้านที่มารอมาให้กำลังใจเรา ก็ได้รับพลังกลับไป เขาได้เป็นผู้ให้ ได้มาเจอพี่ตูน พี่ได้เห็นสีหน้าที่ยิ้มแย้มและความสุขของคนเหล่านั้นมากมายเหลือเกิน

ระหว่างวิ่งพี่ได้เห็นได้เจอคนนิสัยดีเยอะมากเลย อย่างตอนวิ่งเบตง-แม่สาย ตอนอยู่ที่สุพรรณบุรีมีพี่คนหนึ่งมาจอดรถรออยู่ข้างหน้า พอเราวิ่งเขาก็ยื่นเงินเป็นปึกมาให้ จำนวนเป็นล้านเลยนะ เขาให้เสร็จแล้วเขาก็เดินหันกลับไปเลย ไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทน มีแค่ใจที่อยากจะมาช่วย จนพี่ตูนต้องเรียกว่า พี่ๆรอก่อน มาถ่ายรูปด้วยกันก่อน เหตุการณ์นี้พี่ประทับใจมากเลย

 

ในความคิดของพี่ป๊อก โครงการก้าวปลุกกระแสการวิ่งในไทยมากแค่ไหน

พี่เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยลุกขึ้นมาวิ่งเพราะเห็นพี่ตูนวิ่ง เห็นพี่ตูนเป็นไอดอล สำหรับพี่โครงการก้าวคนละก้าวคือการส่งต่อแรงบันดาลใจในการวิ่ง ซึ่งจริงๆไม่ใช่แค่การวิ่งหรอก แต่เป็นแรงบันดาลใจกับการทำเพื่อสังคมด้วย

พี่ได้มีโอกาสอ่านจดหมายฉบับหนึ่ง ที่ถูกส่งมาระหว่างการวิ่งโครงการก้าวฯ หลายคนเขียนจดหมายมาบอกพี่ตูนว่า หลังจากนี้จะเอาพี่ตูนเป็นแบบอย่างของการตอบแทนสังคมโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน โครงการนี้คือการส่งต่อแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง

 

พี่ป๊อกวิ่งมา 34 ปี ทำไมยังไม่มีความคิดที่จะหยุดวิ่ง

การวิ่งยังคงทำให้พี่สนุกในทุกๆวัน เราได้เจอเรื่องราวมากมาย สิ่งสำคัญคือการวิ่งได้ให้ความสุขกับพี่ ทุกวันนี้พี่มีความสุขกับทุกๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับการวิ่ง โดยเฉพาะการได้อยู่ในสังคมของคนที่รักในสิ่งเดียวกัน ได้เจอคนดีๆส่งต่อแรงบันดาลใจให้กันและกัน

 

สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุด กับสังคมการวิ่งบ้านเรา

พี่อยากเห็นสังคมสุขภาพเติบโตขึ้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆในบ้านเรา อย่างเหตุผลที่พี่ตั้งกลุ่ม “42.195 k club...เราจะไปมาราธอนด้วยกัน” ด้วยจุดประสงค์หลักคือเพื่อส่งเสริมกำลังใจให้คนที่วิ่งมาราธอน ทุกวันนี้คนที่วิ่งในบ้านเราเยอะมากนะ พี่อยากส่งต่อกำลังใจนั้นออกไป เพื่อให้นักวิ่งในบ้านเราเพิ่มขึ้นไปอีก

 

มีวิธีให้กำลังใจ หรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่านักวิ่งอย่างไรบ้างครับ

พี่ประกาศในกลุ่ม 42.195 k club ว่าถ้าใครวิ่งจบมาราธอนครั้งแรกในชีวิตให้ติดต่อมาหาพี่ พี่จะให้ผ้าบัฟ(ผ้าโพกกันแดด ส่วนใหญ่ใช้โพกหัว) เป็นของตอบแทนเพื่อเป็นกำลังใจให้กับเขา เป็นกำลังใจให้เขามีความสุขกับการวิ่งตลอดไป

ปัจจุบันพี่แจกผ้าบัฟไป 13,000 ผืนแล้ว เงินเยอะเหมือนกันนะ (หัวเราะ)

แต่นี่แหละคือการส่งต่อแรงบันดาลใจในการวิ่ง เวลาพี่ออกไปวิ่งหรือไปงานพูด จะมีคนเข้ามาหาพี่ตลอดบอกว่า ได้รับผ้าบัฟของพี่ป๊อกแล้วนะ ขอบคุณมาก พี่ป๊อกอยากได้รับอะไรตอบแทนไหม

ซึ่งพี่บอกไปตลอดว่า ไม่ต้องให้อะไรพี่ตอบแทนหรอก ถ้าอยากตอบแทนพี่ ให้พาคนรอบข้างไปออกกำลังกายด้วยกัน เพื่อให้สังคมสุขภาพได้เกิดขึ้น พี่คิดอย่างนี้จริงๆ

 

เหมือนที่พี่ป๊อกชอบพูดอยู่เสมอว่า “ถ้า 1 คนวิ่ง 5 คนรอบข้างจะวิ่งตามไปด้วย” แบบนั้นใช่ไหมครับ

ใช่ เพราะพี่เชื่อว่า ถ้า 1 คนเริ่มต้นวิ่ง 5 คนจะวิ่งตาม 10 คนรอบข้างจะสุขภาพดีไปด้วย

สำหรับพี่ ทุกคนเป็นต้นแบบ เป็นไอดอลที่จะชวนคนรอบข้างมาวิ่งได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นพี่หรือพี่ตูนที่เป็นไอดอลในการวิ่ง ทุกคนสามารถทำได้ แค่คุณโพสต์รูปวิ่งลงในโซเชียล ชวนให้คนมาวิ่งทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ พี่เชื่อว่าคนรอบตัวจะค่อยๆหันมาวิ่งเอง

การชวนให้คนมาวิ่ง ก็ไม่มีอะไรยากหรอก ไม่ต่างอะไรกับชวนกันไปกินเหล้ากินเบียร์เลย แต่ทำไมต้องชวนกันไปกินเหล้าละ ชวนมาวิ่งกันดีกว่า มาร่วมกันสร้างสังคมสุขภาพในเมืองไทยไปด้วยกัน



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง