Feature

สะท้อนความคิด และสังคมญี่ปุ่นผ่านเรื่องราวชีวิต นาโอมิ โอซากา | Main Stand



วินาทีที นาโอมิ โอซากา เสิร์ฟบอลเต็มแรงจนทำให้ เซรีนา วิลเลียมส์ รับลูกไม่อยู่ ได้ก่อให้เกิดประวัติศาสตร์บทใหม่ขึ้นมา เมื่อเธอได้กลายเป็นนักเทนนิสชาวญี่ปุ่นคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์ แกรนด์สแลม ได้สำเร็จ กับการคว้าแชมป์ ยูเอส โอเพน ปี 2018


 

แม้ว่าเกมจะเต็มไปด้วยความดรามา ไม่ว่าจะเป็นการโต้เถียงกับกรรมการของ เซรีนา หลังถูกตักเตือนว่าโค้ชกำลังสอนเธอ หรือการถูกตัดแต้มหลัง เซรีนา ระเบิดอารมณ์เขวี้ยงไม้แรคเก็ตจนพังในสนาม แต่ต้องยอมรับว่า ความมีสมาธิต่อเกมของ นาโอมิ ได้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการกระชากแชมป์มาจากไอดอลในวัยเด็กของเธอได้สำเร็จ

"ฉันอยากขอบคุณทุกคนที่เข้ามาดูแมตช์นี้ มันเป็นความฝันของฉันมาตลอดที่จะได้เล่นกับ เซรีนา ในนัดชิงฯ ยูเอส โอเพน ฉันรู้สึกขอบคุณจริง ๆ ที่ได้เล่นกับคุณ"

อย่างไรก็ดี กว่าจะมาถึงวันนี้ เธอและครอบครัวก็ต้องฝ่าฟันอคติทางเชื้อชาติมาไม่น้อย

 

แม่คือ "ความอัปยศ" ของครอบครัว

ย้อนกลับไปสมัยที่ นาโอมิ ยังไม่ได้ลืมตาดูโลก ทามากิ โอซากา แม่ของเธอ ได้พบรักกับ เลนเนิร์ด ฟรองซัวร์ หนุ่มหล่อจากนิวยอร์ก ที่มีเชื้อสายเฮติ ตอนที่ย้ายจาก เนมูโระ เมืองชายฝั่งทะเลไปเรียนต่อที่ซัปโปโร เมืองเอกของเกาะฮอกไกโด


Photo : Jimmie48 Photography | WTA

ทั้งคู่ปิดเรื่องการคบกันเป็นความลับไม่ให้ครอบครัวรู้มานานหลายปี แต่ในช่วงที่ทามากิอายุ 20 ต้น ๆ พ่อของเธออยากให้เธอไปร่วมพิธี "โอมิไอ" (お見合い) ซึ่งเป็นการจับคู่เพื่อหาคู่ครองในอนาคตของคนญี่ปุ่น ทำให้ ทามากิ ต้องเผยความลับว่าเธอมีคนรู้ใจอยู่แล้ว โดยเป็นหนุ่มผิวดำชื่อว่า ฟรองซัวร์

เรื่องดังกล่าวทำให้พ่อเธอโกรธมาก และประณามเธอว่าเป็นความอัปยศของครอบครัว ทำให้เธอตัดสินใจย้ายออกจากบ้านเกิดไปอยู่ที่โอซากา เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ และไม่ได้ติดต่อครอบครัวเป็น 10 ปี  

เรื่องนี้ถือเป็นปมในใจของ ทามากิ มาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2018 ซึ่งเป็นวันที่ ชาวอเมริกันฉลองคำตัดสินของศาลสูงสุดยกเลิกการห้ามแต่งงานข้ามเชื้อชาติใน 16 รัฐของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1967 รวมไปถึงรัฐฟลอริดา ทามากิ โพสต์ภาพหลายภาพพร้อมข้อความว่า

"เป็น 'ความอัปยศ' ของครอบครัว ติดอยู่ในป่าและทะเลทรายมาเป็น 10 ปี ฉันกำลังเอาชีวิตรอดอยู่"

 

เดินตามรอยสองพี่น้องตระกูลวิลเลียมส์

หลังย้ายมาอยู่คันไซ ได้ไม่นาน มาริ และ นาโอมิ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในเมืองที่มีชื่อเหมือนนามสกุลของเธอ


Photo : www.lunionsuite.com

และในช่วงค่ำของปี 1999 ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อ ฟรองซัวร์ ได้ชมการแข่งขัน เฟรนช์ โอเพน นัดชิงชนะเลิศ ที่ วีนัส และ เซรีนา วิลเลียมส์ ที่ตอนนั้นอายุเพียง 18 และ 17 ปี จับมือกันคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

ฟรองซัวร์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสองพี่น้องวิลเลียมส์ เมื่อรู้ว่า ริชาร์ด วิลเลียมส์ พ่อของ วีนัส และ เซรีนา ไม่เคยเล่นเทนนิส แต่สามารถปลุกปั้นลูกจนได้แชมป์

"มันมีพิมพ์เขียวอยู่แล้ว ผมก็แค่ทำตามมัน"

ฟรองซัวร์ ตัดสินใจพาลูกเมียย้ายไปอยู่ที่บ้านของพ่อที่ลองไอส์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ตอนที่ นาโอมิ อายุเพิ่งจะ 3 ขวบ เนื่องมาจากที่นั่นมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเล่นเทนนิสมากกว่า


Photo : www.lunionsuite.com

เขาได้ฝึกให้ลูก ๆ ของเธอหวดลูกเทนนิสวันละ 100 ครั้ง ก่อนจะเพิ่มเป็น 1,000 ครั้ง แล้วค่อยฝึกเล่นเป็นเซต ซึ่งเป็นการแข่งที่ นาโอมิ ไม่เคยเอาชนะพี่สาวได้เลย

"ฉันจำไม่ได้เลยฉันว่าชอบหวดบอล สิ่งสำคัญที่สุดตอนนั้นคือฉันอยากเอาชนะพี่สาวของฉัน" นาโอมิ กล่าวกับ New York Times

"สำหรับเธอ (มาริ) มันอาจจะไม่ใช่การแข่งขัน แต่สำหรับฉัน ทุกวันคือการแข่งขัน"


Photo : rezonodwes.com

ก่อนที่ในปี 2006 ฟรองซัวร์ จะตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ฟลอริดา และให้ลูกโฟกัสกับเทนนิสเต็มตัว

 

ไม่ได้รับการยอมรับถึงรุ่นลูก

การเล่นเทนนิสของ มาริ และ นาโอมิ ถือเป็นความหวังของพ่อแม่ แต่ไม่ใช่สำหรับตาของเธอที่ฮอกไกโด


Photo : Mari Osaka 大坂まり

ตอนอายุ 11 ปี นาโอมิ ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมครอบครัวของแม่ที่ญี่ปุ่น แต่กลายเป็นความทรงจำที่ไม่ดีนักของเธอ เมื่อโดนตาดูถูกเรื่องการเรียนแบบโฮมสคูล และมองว่าเทนนิสเป็นแค่งานอดิเรก เป็นอาชีพไม่ได้

นอกจากการไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัวของแม่แล้ว เธอดูจะสร้างความประหลาดใจให้แก่คนญี่ปุ่นพอสมควร จากสีผิวและทรงผมหยักศกที่ต่างไปจากชาวญี่ปุ่น

"ตอนที่ฉันไปญี่ปุ่น ผู้คนต่างสับสน จากชื่อของฉัน พวกเขาคงไม่คิดว่าจะได้เจอเด็กสาวผิวดำ" นาโอมิ ให้สัมภาษณ์กับ US Today เมื่อปี 2016

แต่ท่าทีของพวกเขาเปลี่ยนไป หลัง นาโอมิ เอาชนะ สมันตา สตูเซอร์ อดีตแชมป์ ยูเอส โอเพน ในรายการแบงค์ ออฟ เวสต์ คลาสสิค เมื่อปี 2014 คุณตาของเธอก็เริ่มเปิดใจมากขึ้น และออกมาแสดงความยินดีกับเธอผ่านสื่อญี่ปุ่น   

นอกจากนี้ หลังเธอคว้าแชมป์ อินเดียน เวลส์ เมื่อปี 2018 ตาของเธอก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อในท้องถิ่นเกี่ยวกับความเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคนญี่ปุ่นของ นาโอมิ ว่า "ผมเห็นผู้คนทวิตว่า 'เธอมีเชื้อญี่ปุ่นจริง ๆ เหรอ' ผมจึงคิดว่าผมควรเผยตัวเสียที"

 

กระแสนาโอมิฟีเวอร์

นอกจากครอบครัวฝั่งแม่ของเธอแล้ว การคว้าแชมป์ ยูเอส โอเพน ยังทำให้เธอได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสปอนเซอร์และสื่อญี่ปุ่น

นิชชิน บริษัทบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชื่อดัง ได้เซ็นสัญญากับนาโอมิ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ ทันทีหลังเธอคว้าแชมป์ เช่นเดียวกับ นิสสัน บริษัทรถชื่อดัง สถานีโทรทัศน์ Wowow รวมถึงสายการบิน ออล นิปปอน แอร์เวย์ส 

ก่อนที่ในเวลาต่อมา ชื่อของเธอจะมีค่าดุจทองคำ เมื่อ โอซากา ได้เป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ ของ ไนกี้ แบรนด์อุปกรณ์กีฬาอันดับ 1 ของโลก รวมถึงแบรนด์แฟชั่นสุดหรูอย่าง Louis Vuitton

เธอได้รับการแสดงความยินดีอย่างล้นหลามจากผู้คนชาวญี่ปุ่น แม้กระทั่ง ชินโสะ ชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น ที่ออกมาทวีตข้อความว่า "ในช่วงเวลาที่ยากลำบากในตอนนี้ (จากภัยพิบัติ) ขอบคุณสำหรับพลังและแรงบันดาลใจ"

"เราต้องเจอข่าวเศร้า ๆ เกี่ยวกับไต้ฝุ่นหรือแผ่นดินไหวมากมายในตอนนี้ แต่ผมคิดว่า (ชัยชนะของเธอ) จะเป็นกำลังใจให้กับผู้คนในพื้นที่ประสบภัย" ไอ ซาโตะ กล่าว

"เธอเป็นแรงบันดาลใจให้ญี่ปุ่นในช่วงที่ประเทศกำลังเจอกับภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่ฮอกไกโด และน้ำท่วมทางฝั่งตะวันตก" ชูอิจิ ฟุคุชิมา กล่าวหลังการคว้าแชมป์ของ นาโอมิ  

นับตั้งแต่คว้าแชมป์ กระแส "โอซากา ฟีเวอร์" ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เธอได้ขึ้นปกนิตยสาร และหนังสือพิมพ์หลายฉบับในทั่วประเทศ และถูกเชิญไปออกรายการทีวีเพื่อพูดคุยกับเธอในแง่มุมที่มากกว่าในสนาม

ความสำเร็จของนาโอมิยังทำให้ อุทสึโบะ เทนนิส เซ็นเตอร์ ศูนย์เทนนิสในเมืองโอซากา ซึ่งเป็นเมืองที่เธอเกิด มีจำนวนผู้เข้าใช้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าหลังศึกยูเอส โอเพน

ในขณะที่ โยเน็กซ์ ยี่ห้อของแรคเก็ตที่นาโอมิใช้ ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จากคำยืนยันของ มาซาฮิโตะ ยามาซากิ ฝ่ายวางแผนของ Windsor นอกจากนี้ยังมีลูกค้าบางคนเลือกซื้อเทปพันแร็คเก็ตและเอ็นสีเดียวกับที่เธอใช้อีกด้วย     

 

นักกีฬาลูกครึ่งญี่ปุ่น

นอกจากการคว้าแชมป์แล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เธอได้รับความสนใจคือ การเป็นความหวังใหม่ในการคว้าเหรียญของญี่ปุ่น ในกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่โตเกียวเป็นเจ้าภาพ

อันที่จริง ด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็นระบบสังคมกลุ่ม จากการที่พวกเขาไม่ได้มีความต่างทางชาติพันธุ์มากนัก ทำให้ ชาวต่างชาติ หรือ ลูกครึ่ง ที่เรียกกันว่า ฮาฟุ (Hafu) มักจะไม่ได้รับการยอมรับในสังคมมากเท่าไร

"ญี่ปุ่นเป็นสังคมกลุ่ม เรื่องกลุ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดมากกว่าปัจเจก หมายความว่าทุกคนควรทำสิ่งต่าง ๆ พร้อมกับคนอื่น ๆ หรือทำตามหน้าที่ของตนในกลุ่ม ถ้าใครไม่ทำตามกลุ่ม ไม่ปฏิบัติให้เหมาะสมกับสถานะในกลุ่ม หรือทำอะไรต่างจากคนอื่นมาก ๆ ก็จะไม่ได้รับการยอมรับ" กฤตพล วิภาวีกุล นักศึกษาปริญญาเอกด้าน International study มหาวิทยาลัยวาเซดะ กล่าวกับ Main Stand

"ปัญหาการแกล้งกันในเด็กญี่ปุ่นรุนแรงมาก ถึงขนาดไม่อยากไปโรงเรียน หรือสาหัสถึงตายเลยก็มี และสาเหตุของการแกล้งกันส่วนใหญ่ ก็มาจากเด็กคนที่ถูกแกล้งมีบางสิ่งที่ต่างจากคนในกลุ่มซึ่งก็คือเพื่อน ๆ ในห้อง"

"ยกตัวอย่างคือแค่แม่ทำเบนโตะ (ข้าวกล่อง) มาหน้าตาผิดปกติจากเบนโตะในนิยามของญี่ปุ่น ยังโดนเพื่อนล้อ แล้วเด็กลูกครึ่งที่มีความต่างอย่างชัดเจนจากรูปลักษณ์จะมีที่ยืนตรงไหนในโรงเรียนญี่ปุ่น"

"เงื่อนไขดังกล่าวจึงไม่เอื้อให้ลูกครึ่งอยู่ร่วมเป็นส่วนเดียวกับสังคมญี่ปุ่นได้เลย เพราะคุณไม่ตรงตามมาตรฐานนิยมของความเป็นญี่ปุ่น" กฤตพล กล่าวสรุป

อย่างไรก็ดี ในช่วงหลังกระแสนักกีฬาลูกครึ่งได้เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น เพราะมีนักกีฬาฝีมือดีมากมายที่จะเป็นตัวความหวังในการคว้าเหรียญให้แก่ญี่ปุ่นในศึกโอลิมปิกที่กำลังจะเกิดขึ้นในแดนอาทิตย์อุทัยในอีกไม่ถึงสองปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น อับดุล ฮาคิม ซานี นักวิ่งจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ที่มีแม่ชาวญี่ปุ่น พ่อชาวกานา, รุย ฮาจิมูระ นักบาสเกตบอลของ วอชิงตัน วิซาร์ดส ใน NBA ที่มีพ่อชาวเบนิน หรือ เบน แมคคลาเลน นักเทนนิสชายคู่ ที่มีพ่อชาวนิวซีแลนด์

"10-20 ปีที่ผ่านมา เราไม่ค่อยเห็นนักกีฬาลูกครึ่งมากนัก" สึโยชิ โยชิตานิ แห่งสำนักข่าว เคียวโด กล่าว

"แต่ผมคิดว่าญี่ปุ่นกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนอย่างช้า ๆ ตอนนี้มันเป็นมากกว่าเรื่องสากล"  

"เจเนอเรชั่นเก่า ๆ อาจจะไม่ได้เปลี่ยนหรือความคิดหรือความเคยชิน แต่ผมคิดว่าเจนเนอเรชั่นใหม่จะมีมุมมองที่ต่างออกไป"

 

ยอมรับจริงหรือ ?

อย่างไรก็ดีแม้ว่า โอซากา จะได้รับการชื่นชมจากผู้คนชาวญี่ปุ่น  แต่ยังมีคำถามว่า จริง ๆ แล้วคนญี่ปุ่นจะยอมรับเธอไหม หากเธอไม่ได้คว้าแชมป์แกรนด์สแลม

กรณีของเธอคล้ายกับ อาเรียนา มิยาโมโต มิสยูนิเวิร์ส เจแปน ปี 2015 ลูกครึ่งอเมริกัน ที่ถูกโจมตีว่าไม่ใช่คนญี่ปุ่น เพียงแค่เพราะเธอมีผิวสีที่ไม่เหมือนกับคนญี่ปุ่นทั่วไป

อาเรียนา เกิดที่เมืองซาเซโบะ จังหวัดนางาซากิ ที่มีฐานทัพอเมริกา ตั้งอยู่ เธอเติบโตขึ้นมาในวัฒนธรรมญี่ปุ่นแท้ ๆ ใช้ชีวิตเหมือนกับคนญี่ปุ่นทั่วไป และพูดภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่ว

ทว่าตอนที่เธอชนะการประกวดมิสยูนิเวิร์ส เจแปน จนได้เป็นตัวแทนของประเทศไปแข่งมิสยูนิเวิร์ส กลับโดนกระแสในอินเตอร์เน็ตโจมตีว่าไม่เหมือนคนญี่ปุ่น หรือทำไมไม่เลือกคนญี่ปุ่นแท้ ๆ โดยถึงขั้นมีคอมเมนต์หนึ่งในโซเชียลพูดว่า "ฉันแปลกใจว่าลูกครึ่งเป็นตัวแทนญี่ปุ่นได้อย่างไร"


Photo : www.hawtcelebs.com

ต่างออกไปจาก นาโอมิ ที่สื่อและผู้คนต่างเทใจยอมรับ ประโคมข่าวของเธออย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเธอจะเติบโตบนแผ่นดินอเมริกา และพูดภาษาญี่ปุ่นได้ไม่มากนักก็ตาม

จนเกิดเป็นคำถามว่าหาก อาเรียนา สามารถคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์ส เธอจะได้รับการยอมรับจากคนญี่ปุ่นมากกว่านี้เหมือนกับที่โอซากาได้รับหรือไม่ ? หรือกลับกันถ้าหาก นาโอมิ ไม่ได้คว้าแชมป์ เธอจะได้รับการปฏิบัติต่างไปจากนี้หรือเปล่า ?

หรือจริง ๆ แล้ว จะเชิ้อชาติหรือภาษาก็ไม่สำคัญ หากคนนั้นสร้างประโยชน์หรือชื่อเสียงให้กับประเทศ เหมือนกับ มิยาโกะ คาเมอิ แฟนเทนนิสชาวญี่ปุ่นที่กล่าวกับ Washington Post ว่า

"ถ้านาโอมิ ชนะแกรนด์สแลม สิ่งอื่น ๆ ก็ไม่สำคัญ คนญี่ปุ่นทุกคนจะโอบรับเธอ"

และดูเหมือนว่า แชมป์แกรนด์สแลม 4 รายการที่เธอทำได้ (ยูเอส โอเพน 2018 กับ 2020, ออสเตรเลียน โอเพน 2019 กับ 2021) จะทำให้คนญี่ปุ่นรักเธอได้อย่างสนิทใจแล้วกระมัง

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.nytimes.com/2018/08/23/magazine/naomi-osakas-breakthrough-game.html
https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/news/20180913_06/
https://www.japantimes.co.jp/sports/2018/09/13/more-sports/tennis/new-star-naomi-osaka-arrives-tokyo-heros-welcome/#.W7NpY_Zx02w
https://www.japantimes.co.jp/sports/2018/09/09/more-sports/tennis/japan-celebrates-naomi-osakas-triumph-u-s-open-final/#.W7NB-vZx02w
https://www.bbc.com/news/world-asia-45463008



AUTHOR

มฤคย์ ตันนิยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x