mainstand

Voice of People

วิกเตอร์ ลอฟเกรน : โปรแกรมเมอร์สวีดิชที่ชุบอาชีพนักบอลใหม่ในเมืองไทย | Main Stand



"ผมคิดว่าฟุตบอลเป็นอาชีพในฝันของผม ตอนที่ผมยังเด็กกว่านี้ ตอนที่ผมยังมีความฝันว่า จะไปได้ไกล พอ ผมใช้ชีวิตในฐานะนักฟุตบอลอาชีพมานาน แน่นอนผมยังมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นฟุตบอล แต่ไม่มีความฝัน หรือความทะเยอทะยาน แบบนั้นอีกแล้ว"


 

สำหรับใครหลายคน ความจริง กับ ความฝัน มักยืนตรงข้ามกันเหมือนเส้นขนาน มีผู้คนมากมายตัดสินใจหันหลังให้กับอาชีพที่ตัวเองรัก เพราะเส้นทางนั้นไม่เหมาะกับชีวิตจริงของพวกเขา

วิกเตอร์ ลอฟเกรน คือ หนึ่งคนที่มองเห็นสัจธรรมนี้ ชายหนุ่มชาวสวีดิชหันหลังให้กับอาชีพนักฟุตบอล ทั้งที่อยู่ในช่วงพีค ก่อนเดินทางลัดฟ้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอาชีพโปรแกรมเมอร์

กล่าวกันตามตรง ฟุตบอลในประเทศไทย ไม่ใช่จุดหมายที่น่าสนใจ จนทำให้ชาวต่างชาติคนหนึ่งเปลี่ยนชีวิตของตัวเอง แต่ วิกเตอร์ ลอฟเกรน กลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง หลังหยุดพักนาน 2 ปี แล้วมาใช้ชีวิตทำงานที่นี่

มันไม่ใช่เพราะเงิน ไม่ใช่เพราะความสำเร็จ ไม่ใช่เพราะความทะเยอทะยาน กองหลังวัย 30 ปี กำลังบอกเล่าเรื่องราว และเหตุผลแท้จริงที่เขาหวนคืนสู่สนามฟุตบอลอีกครั้ง

 

เริ่มต้นบนแดนไวกิ้ง

"ผมคิดว่าเด็กส่วนมาก มีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก หรือลีกระดับสูงของยุโรป ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ผมจำได้ว่าผมชอบ เฟร์นานโด ตอร์เรส มาก และอยากเป็นกองหน้าที่ประสบความสำเร็จเหมือนเขา"

วิกเตอร์ ลอฟเกรน เกิดและเติบโตใน ซุนด์สวอลล์ เมืองท่าสำคัญของอ่าวบอทเนีย ประเทศสวีเดน ที่ไม่เพียงโดดเด่นด้านค้าขายและอุตสาหกรรม แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมจากเทศกาลดนตรีซึ่งจัดขึ้นตลอดทั้งปี ตั้งแต่ เฟสติวัลเฮฟวีเมทัล จนถึง การประชันดนตรีของผู้พิการจากทั่วประเทศ

ความก้าวหน้าทางดนตรี ย่อมควบคู่กับกีฬา เมืองซุนด์สวอลล์คือบ้านเกิดของนักเตะชาวสวีเดนชื่อดัง อย่าง เอมิล ฟอร์สเบิร์ก กองกลางของ แอร์เบ ไลป์ซิก และ เควิน วอล์คเกอร์ มิดฟิลด์ดีกรีเยาวชนทีมชาติ ที่แม้ไม่เคยออกไปค้าแข้งนอกประเทศ แต่ก็ยังหันมาเอาดีด้านการร้องเพลง ควบคู่กับกีฬาฟุตบอล 

คนหนึ่งประสบความสำเร็จในบุนเดสลีกา ส่วนอีกคนคือนักเตะตัวสำรองในลีกสวีเดน ที่เลือเส้นทางอีกด้านให้กับชีวิต จนประสบความสำเร็จในสายดนตรี ในฐานะผู้ชนะเลิศรายการเรียลลิตี้ร้องเพลงเมื่อปี 2013

และทางแยกชีวิตในลักษณะนี้ก็เกิดขึ้นกับวิกเตอร์ เมื่อเขาอายุได้ 18 ปี

ในเวลานั้น วิกเตอร์ลงเล่นให้แก่สโมสร IFK Sundsvall ทีมฟุตบอลกึ่งอาชีพในระดับดิวิชั่น 4 ได้ราว 2 ฤดูกาล เขารู้ตัวแล้วว่า การไปเล่นฟุตบอลในลีกระดับท็อปของยุโรปแบบ เอมิล ฟอร์สเบิร์ก แทบเป็นไปไม่ได้ วิกเตอร์จึงต้องตัดสินใจตามอย่าง เควิน วอล์คเกอร์ คือเติมเต็มเส้นทางอีกด้านให้กับชีวิต

"ตอนที่ผมเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมก็ยังไม่เลิกเล่นนะ แต่ว่าไม่ได้แสวงหาการเป็นนักเตะอาชีพอีกต่อไปแล้ว ผมคิดว่าผมจะทุ่มเทเวลาในการเรียนให้มากขึ้น หรือมองหาอาชีพเกี่ยวกับสายงานที่ผมเรียน" 

"ผมรู้ตัวว่าฝีเท้าเราคงไม่ได้เป็นนักเตะอาชีพระดับสูง แน่นอนว่ามันสนุก แต่ผมมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง ไม่มีที่ในพรีเมียร์ลีกสำหรับผม (หัวเราะ) นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงจริงจังกับการเรียนมากขึ้น และเล่นบอลในระดับล่างไปด้วย"

วิกเตอร์เข้าเรียนในคณะวิศวกรรม ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองอุปซอลา ควบคู่ไปกับการเตะฟุตบอลเป็นกิจกรรมยามว่าง และหารายได้พิเศษ ก่อนก้าวสู่การเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัว เมื่ออายุ 22 ปี หลังเซ็นสัญญาเป็นส่วนหนึ่งของสโมสร IK Sirius FK ทีมระดับดิวิชั่น 2 ของสวีเดน

"การเล่นฟุตบอลควบคู่กับการเรียนเป็นอะไรที่ดีนะ เพราะคุณได้เงินจากการเล่นฟุตบอล คุณก็ไม่ต้องนำเงินจากส่วนการศึกษามาใช้ และการเล่นฟุตบอลก็มีเวลาว่างเยอะ คุณซ้อมแค่วันละ 2 ชั่วโมง เวลาที่เหลือคุณสามารถเอาไปอ่านหนังสือ หรือเล่นเกมกับเพื่อน ผมแฮปปี้กับชีวิตแบบนั้น"

 

หันหลังให้โลกลูกหนัง

วิกเตอร์เล่นฟุตบอลควบคู่กับการเรียนราว 4 ปี กระทั่งจบการศึกษา เขาจึงต้องหันมาโฟกัสกับการเล่นฟุตบอลอย่างจริงจัง ในฐานะอาชีพหลักเพียงอย่างเดียว

เพื่อสานต่ออาชีพนักฟุตบอลที่มาถึงทางตันในสวีเดน วิกเตอร์จึงเดินทางสู่ประเทศนอร์เวย์ เพื่อลงเล่นให้แก่สโมสร Arendal Fotball ทีมระดับดิวิชั่น 2 ของลีกนอร์เวย์

วิกเตอร์ทุ่มเทเต็มที่ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ จนพาต้นสังกัดใหม่เลื่อนชั้นสู่ ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 2017 แต่ด้วยความเคยชินของเขา ที่เรียนหนังสือควบคู่กับการเล่นฟุตบอล วิกเตอร์จึงออกหางานพิเศษ เพื่อฆ่าเวลาว่างที่เหลือมากเกินไป

"ปีสุดท้ายที่ผมอยูนอร์เวย์ ผมเริ่มหางานทำ เพราะการเป็นนักฟุตบอล คุณซ้อมแค่ 2 ชั่วโมงต่อวัน ตั้งแต่บ่ายสามโมง จนถึงห้าโมงเย็น ส่วนช่วงเวลาที่เหลือในแต่ละวัน ถือว่าผมเสียเปล่า เพราะเมืองที่ผมอยู่ค่อนข้างจะเล็ก ไม่รู้จะทำอะไร" 

"เพราะฉะนั้น ผมจึงเริ่มหางาน และนั่นเป็นสาเหตุว่า ทำไมผมถึงเดินทางมาทำงานที่ประเทศไทย เพราะหัวหน้าในนอร์เวย์ รู้จักกับหัวหน้าของผมที่นี่"

วิกเตอร์ หมดสัญญากับสโมสร Arendal Fotball ช่วงปลายปี 2017 ในเวลาไล่เลี่ยกัน เขาได้รับข้อเสนองานประจำด้านไอที จากบริษัทในกรุงเทพมหานคร วิกเตอร์ที่กำลังมองหาความท้าทายใหม่ให้แก่ชีวิต จึงประกาศแขวนสตั๊ด และหันหลังแก่วงการฟุตบอล ด้วยวัยเพียง 27 ปี

"มีหลายคนถามผมว่า ทำไมคุณถึงเลิกเล่นฟุตบอล ทั้งที่อายุแค่ 27 ปี และยังอยู่ในช่วงพีคของอาชีพ แถมคุณก็ไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บอะไร" วิกเตอร์บอกเล่าเหตุผลที่ทำให้เขา ตัดสินใจเลิกเล่น

"ผมรู้สึกว่าผมเล่นฟุตบอลในระดับนี้ที่สวีเดน และนอร์เวย์ มานานหลายปี และตอนนี้ผมเดินมาถึงทางตัน การเล่นฟุตบอลมันสนุกนะ แต่อีกด้าน มันจำกัดการใช้ชีวิตของคุณ และคุณต้องเสียสละอะไรหลายอย่าง"

"ผมไม่สามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้ เพราะต้องซ้อม 6 วันต่อสัปดาห์ ไม่มีวันหยุดในช่วงฮอลิเดย์ คุณเหมือนถูกล็อกอยู่ในชีวิตของตัวเอง ผมไม่สามารถทำอย่างอื่นที่นอกเหนือจากฟุตบอล"

"เมื่อคุณอยู่ในชีวิตแบบนี้มานานหลายปี สำหรับผมคือ 10 ปี คุณจะมองหาชีวิตที่อิสระกว่านี้ และผมคิดว่าการย้ายสู่ประเทศไทย คือโอกาสที่จะทำให้ผมลองใช้ชีวิตในรูปแบบที่แตกต่าง มีโอกาสในการใช้ชีวิตมากขึ้น เพราะฉะนั้น ผมเลือกที่ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งเปรียบเหมือนการผจญภัยสำหรับผม"

วิกเตอร์ เก็บรองเท้าสตั๊ดเข้าสู่ลิ้นชัก เขาหยิบแล็ปท็อปเข้ากระเป๋าเดินทาง ในมือถือพาสปอร์ตที่แนบตั๋วเครื่องบิน บ่งบอกปลายทางเป็นรหัส BKK หรือ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยที่วิกเตอร์จะบินลัดฟ้ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่

ชีวิตที่ไม่มีกีฬาฟุตบอล ...   

 

คืนสนามบนแดนสยาม

"พูดตามตรง ก่อนที่ผมจะกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง ผมไม่เคยไปดูฟุตบอลในประเทศไทยเลย ผมไม่มีความรู้มากนักเกี่ยวกับไทยลีก ผมรู้แค่ว่ามีนักฟุตบอลชาวสวีเดน รัสมุส ยอนส์สัน มาเล่นให้กับบุรีรัมย์"

"สำหรับผม มันเป็นเรื่องดีที่จะผ่อนคลาย หากคุณตัดขาดจากฟุตบอล เพราะว่า ฟุตบอลเป็นส่วนสำคัญในชีวิตผมมานาน ผมหยุดดูพรีเมียร์ลีก หรือ ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ตั้งแต่ย้ายมาอยู่เมืองไทย ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอลในสองปีที่ผ่านมา"

วิกเตอร์เริ่มต้นชีวิตใหม่ในกรุงเทพฯ ในฐานะโปรแกรมเมอร์ หรือ Chief Technology Officer มีหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นอีคอมเมิร์ซ ให้แก่บริษัท Starboard ธุรกิจด้านกีฬาทางน้ำ ที่จัดจำหน่ายอุปกรณ์จำพวกเซิร์ฟบอร์ด รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับการรักษาธรรมชาติ

ตลอดระยะเวลา 2 ปีแรกที่วิกเตอร์ใช้ชีวิตในเมืองไทย นอกเหนือจากหน้าที่การงาน เขาใช้เวลาว่างไปกับการท่องเที่ยวอย่างที่ชาวต่างชาติหลายคนใช้ วิกเตอร์เดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เพื่อตามหาประสบการณ์ใหม่ ที่ไม่สามารถพบเจอในสแกนดิเนเวีย

วิกเตอร์ ใช้ชีวิตในเมืองไทยอย่างมีความสุข เขามีเพื่อนฝูงจำนวนมากในกรุงเทพฯ ซึ่งจำนวนหนึ่งคือชาวสวีเดน เมื่อได้พบปะกับเพื่อนร่วมชาติ หลายสิ่งที่วิกเตอร์เคยทิ้งไว้ที่บ้านเกิด จึงหวนคืนกลับสู่ชีวิตอีกครั้ง หนึ่งในนั้น คือ ฟุตบอล

"ผมบังเอิญรู้จักกับเพื่อนชาวสวีเดน เขาเป็นนักเตะในลีกสมัครเล่นที่ชื่อว่า Bangkok Casual League ผมถูกชักชวนเข้าทีมของชาวสแกนดิเนเวีย ชื่อว่า Bangkok Vikings" วิกเตอร์เล่าถึงจุดเริ่มต้น การหวนคืนสู่สนามฟุตบอล

"มันเป็นการเตะบอลเพื่อความสนุก ผมฝึกซ้อมแค่หนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อเล่นฟุตบอลในช่วงสุดสัปดาห์ มีนักเตะหลายคนใน Casual League ที่เคยเล่นในฟุตบอลอาชีพระดับใกล้เคียงกันกับผม พวกเขาเลิกเล่นฟุตบอล เพราะเดินทางมาทำงานในประเทศไทย"

"มีนักเตะหลายคนที่มีคุณภาพ แต่คุณภาพที่ว่า มันค่อนข้างจะขึ้น ๆ ลง ๆ นะ เพราะงั้น เราก็มีผู้เล่นที่ใช้ได้หลายคน แต่ มันค่อนข้างแตกต่างจากฟุตบอลอาชีพ ผมจึงเริ่มกลับมาคิดถึงการเล่นฟุตบอลอีกครั้ง เพราะถึงแม้ว่าเกมแบบนั้นจะสนุก แต่คุณไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คุณเคยได้ (จากฟุตบอลอาชีพ)"

หลังจากลงเล่นในลีกสมัครเล่นราว 6 เดือน โชคก็เข้าข้าง วิกเตอร์ ที่เริ่มกลับมาคิดถึงการเล่นฟุตบอลอีกครั้ง เมื่อเพื่อนนักฟุตบอลชาวสวีเดน เดินทางมาเยี่ยมเยือนเขาถึงประเทศไทย ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีที่ผ่านมา

"เขาเป็นนักฟุตบอลในลีกสูงสุดของสวีเดน และเพิ่งหมดสัญญากับทีมเก่า เขาเลยถามผมว่าพอจะรู้จักทีมฟุตบอลในไทยที่เขาสามารถทดสอบฝีเท้าบ้างไหม"

"ผมไถ่ถามคนรอบข้างอยู่พักหนึ่ง จนได้มาทดสอบฝีเท้ากับศุลกากร วันนั้นผมเดินทางมาที่นี่กับเขาด้วย ผมก็ถามตัวเองว่า ทำไมไม่ลองดูอีกครั้ง เพราะผมเองก็คิดถึงฟุตบอลอยู่ไม่น้อย ทำไมเราไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ และลองใช้ชีวิตที่ผสมผสานระหว่างฟุตบอลกับงานประจำอีกครั้ง"

 

กลับมาทำสิ่งที่รัก

วิกเตอร์ ทดสอบฝีเท้า และร่วมฝึกซ้อมกับเอ็มโอเอฟ ศุลกากร ยูไนเต็ด อยู่หลายครั้ง ในที่สุด เขาก็ได้รับสัญญาระยะสั้นเป็นเวลาครึ่งปี ในฐานะผู้เล่นโควต้าต่างชาติคนใหม่ของสโมสร

สำหรับนักเตะที่ร้างสนามไปนานถึง 2 ปี แถมยังขาดการฝึกซ้อมในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ การหวนคืนสู่สนามฟุตบอลอีกครั้งของวิกเตอร์ บนเวทีลีกพระรองของประเทศไทย หรือ ไทยลีก 2 จึงถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ไม่แพ้การเล่นฟุตบอลในสวีเดน หรือ นอร์เวย์

"ผมไม่ได้คาดหวังว่า ผมจะได้กลับมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพอีกครั้ง อาจจะเรียกว่าประหลาดใจนิดหน่อยก็ได้"

"ตอนนี้ ผมโฟกัสไปยังการเล่นฟุตบอลในไทยลีก 2 ทำผลงานให้ออกมาดีที่สุด เพราะผมเพิ่งเคยเล่นเซ็นเตอร์แบ็คเป็นครั้งแรก" 

"ก่อนหน้านี้ผมเล่นแบ็คซ้ายมาตลอด เพราะฉะนั้น ผมกำลังเรียนรู้อะไรหลายอย่าง แม้ผมจะอายุ 30 แล้ว แต่แค่การปรับตัวกับตำแหน่งใหม่ ก็มากพอที่จะให้ผมคิดถึงแต่เรื่องนี้โดยไม่โฟกัสเรื่องอื่น"

ขณะที่ วิกเตอร์ กำลังทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะนักฟุตบอล อีกด้านของชีวิต เขายังคงใช้ชีวิตพนักงานบริษัท ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ตามปกติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครก็ตาม ที่จะบาลานซ์ชีวิตทั้ง 2 ด้านให้ลงตัว

ทุกวันนี้ วิกเตอร์จึงเปิดเว็บไซต์ชื่อว่า www.stopfootballplastic.com หรือ เว็บไซต์รณรงค์ลดการใช้พลาสติกในสนามฟุตบอล ซึ่งมาจากประสบการณ์โดยตรงที่เขาพบเห็น ถึงการใช้พลาสติกเกินจำเป็น ขณะเล่นฟุตบอลในประเทศไทย ถือเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่วิกเตอร์รวมชีวิตสองด้านเข้าด้วยกัน ไม่ใช่แบ่งแยกอย่างที่เคย

วิกเตอร์ ลอฟเกรน อาจไม่ใช่นักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จในบทบาทนักกีฬา แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง วิกเตอร์สามารถทำสิ่งที่รักเป็นอาชีพ ไม่ใช่แค่หนึ่ง แต่ 2 ด้านพร้อมกัน

การเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักฟุตบอลของ วิกเตอร์ ลอฟเกรน บนแผ่นดินสยาม จึงไม่มีอะไรมากกว่า การกลับมาทำในสิ่งที่รักอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นความฝันของใครหลายคน ในโลกยุคปัจจุบัน

"ผมคิดว่าฟุตบอลเป็นอาชีพในฝันของผม ตอนที่ผมยังเด็กกว่านี้ ตอนที่ผมยังมีความฝันว่า จะไปได้ไกลในฐานะนักเตะอาชีพ แต่ตอนนี้ ผมใช้ชีวิตในฐานะนักฟุตบอลอาชีพมานาน แน่นอนผมยังมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นฟุตบอล แต่ไม่มีความฝัน หรือความทะเยอทะยานแบบนั้นอีกแล้ว"

"ผมไม่ได้กลับมาหาฟุตบอลเพราะเงิน เพราะถ้าผมคิดถึงเรื่องเงิน ผมคงไม่กลับมาเล่นฟุตบอลหรอก (หัวเราะ) เพราะฟุตบอลใน T2 ไม่ใช่อาชีพที่จะทำให้คุณรวยได้ แรงผลักดันที่ทำให้ผมยังเล่นฟุตบอลอยู่ในตอนนี้ คือการกลับมาลองทำในสิ่งที่รักอีกครั้ง"

"ผมมีความสุขกับชีวิตฟุตบอลในขณะนี้ ผมเดินทางทั่วประเทศไทยไปกับทีม มีโอกาสได้รู้จักกับจังหวัด หรือเมืองขนาดเล็กที่ไม่เคยได้ยินชื่อ มันเป็นเรื่องดีที่ได้ท่องเที่ยวในจังหวัดเหล่านั้น และเล่นฟุตบอลไปพร้อมกัน"



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง