mainstand

Voice of People

เรียนรู้ความหมายการใช้ชีวิตจากกีฬาของแข้งระดับโลก : ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง | Main Stand



จากฟุตซอลโกลหนูในวัยเด็ก แต่ด้วยความมานะขยันฝึกซ้อมเพื่อตามความฝันการเล่นในทีมชาติ ทำให้ "อาร์ม-ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง" กลายเป็นนักฟุตซอลไทยฝีเท้าระดับโลก 


 

การันตีด้วยรางวัลระดับนานาชาติ อาทิ ผู้เล่นยอดเยี่ยมเอเชีย ดาวซัลโวเอเชีย ผู้ทำประตูยอดเยี่ยมประจำศึกฟุตซอลโลก 2 สมัย แชมป์สโมสรเอเชีย รองแชมป์เอเชีย 2 สมัย รวมถึงเป็นแข้งชุดประวัติศาสตร์พาทีมชาติไทย ทะลุรอบก่อนรองชนะเลิศ ฟุตซอลโลก

ศุภวุฒิ บอกกับเราว่า "ทักษะฟุตซอลพื้นฐาน" เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะ "ฟุตซอล" เป็นกีฬาที่เหมาะกับสรีระคนไทย เน้นการเคลื่อนที่ และสปีดเกมรวดเร็ว โดยไม่ได้ใช้แรงปะทะมากมาย

หลายคนมักเข้าใจว่า "ฟุตซอล" เป็นกีฬาที่เน้นเทคนิคส่วนบุคคลเท่านั้น ทั้งที่แก่นแท้ของ "ฟุตซอล" คือ "การมีทักษะพื้นฐานที่ดี" ทั้งการเลี้ยง ส่ง เดาะ โหม่ง และยิงที่แม่นยำ จึงจะสามารถผสานกับ "ทีมเวิร์ก" ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมได้

 

ทักษะคือรากฐานสู่ความสำเร็จ 

การแข่งขันกีฬาที่ผู้เล่นฝ่ายละ 5 คนต้องช่วงชิงลูกฟุตซอล และหาโอกาสในการทำประตูให้มากกว่าอีกฝั่งเพื่อคว้าชัยชนะ กลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ในวัยที่มีคำนำหน้าว่า "เด็กชาย" เกิดความสนใจและหลงใหลกับกีฬาฟุตซอล

"ผมเติบโตมากับเล่นฟุตบอลโกลหนู ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักหรอกว่าฟุตซอลคืออะไร พอตกเย็นแถวบ้านมีผู้ใหญ่เล่นฟุตบอล 5 คนในสนามเล็ก ผมก็ไปเล่นกับเขาและรู้สึกชอบเพราะฟุตซอลไม่ต้องใช้แรงปะทะเยอะมาก เน้นใช้ความเร็ว ความแม่นยำ ผมคิดว่าถ้าตัวเองฝึกฝนทักษะเบสิคจนแน่น ก็น่าจะเล่นกีฬาชนิดนี้ได้ดีขึ้น" 

ศุภวุฒิ จึงฝึกฝนทักษะพื้นฐาน 5 อย่าง คือ เลี้ยง - ส่ง - เดาะ - โหม่ง - ยิง เพื่อพัฒนาฝีเท้าตัวเองอยู่เป็นประจำ 

จนความสามารถของเขาเริ่มกล้าแกร่ง ศุภวุฒิ ออกไปวาดลวดลายในทัวร์นาเมนต์โต๊ะเล็กระดับนักเรียน ซึ่งต่อมาเป็นใบเบิกทาง นำพาเขาไปสู่โอกาสในการเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตซอลอาชีพ ตั้งแต่อายุ 17 ปี และติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ ด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น 

"ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมก้าวมาถึงจุดนี้ เพราะผมให้ความสำคัญเรื่องทักษะพื้นฐาน อย่างการส่งบอลที่มีความสำคัญมากในกีฬาฟุตซอล ซึ่งมีวิธีการส่งที่ไม่เหมือนฟุตบอล เพราะลูกฟุตซอล มีขนาดเล็ก แต่น้ำหนักเยอะกว่า จึงต้องใช้การส่งด้วยฝ่าเท้า เพื่อง่ายต่อการกำหนดทิศทาง ขนาดผมเล่นมา 16-17 ปี ผมยังต้องฝึกส่งบอลอยู่ในทุก ๆ วัน เพื่อให้เกิดความเคยชิน รู้น้ำหนัก"

"ส่วนทักษะการเลี้ยงก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นสิ่งที่นักฟุตซอลต้องใช้ในสนาม การเลี้ยงมีหลายรูปแบบ เลี้ยงเพื่อส่งบอล เลี้ยงเพื่อยิงประตู เหมือนการเดาะ ที่ช่วยเรื่องการคอนโทรลบอลในบางสถานการณ์" 

"รวมถึงทักษะการยิงประตู เพราะสามารถทำได้หลายแบบทั้งยิงด้วยหลังเท้า แป วอลเลย์ ฉีดยา หรือโหม่ง ซึ่งการซ้อมทักษะเหล่านี้จะช่วยทำให้ผมรู้ว่าควรเลือกยิงแบบไหน ในสถานการณ์ใด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากสุด" 

 

ซ้อมซ้ำ ๆ หมั่นฝึกฝน 

ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ยืนระยะเป็นผู้เล่นของทีมชาติไทย มาอย่างยาวนานร่วม 12 ปี ไล่ล่าความสำเร็จมานับไม่ถ้วนกับสโมสร ชลบุรี บลูเวฟ 

อีกทั้งยังเป็นนักฟุตซอลไทยไม่กี่คนที่เคยผ่านการค้าแข้งในต่างแดนถึง 3 ประเทศ (อิหร่าน เลบานอนและ อินโดนีเซีย) เร็วๆ นี้ เขากำลังจะบินลัดฟ้าไปเล่นฟุตซอลอาชีพในประเทศที่ 4 ให้กับทีม นาโกย่า โอเชียนส์ ที่ ญี่ปุ่น 

"ตั้งแต่เริ่มหัดเล่นฟุตซอล ผมฝึกซ้อมอยู่ตลอด แทบไม่เคยหยุดเกิน 2 สัปดาห์เลย ผมว่าการซ้อม วินัยและทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันช่วยให้ผมเล่นได้อย่างชำนาญมากขึ้น ไม่ใช่ว่าเก่งแล้ว ไม่ต้องซ้อม แบบนั้นไม่ถูกต้อง" ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง เผยเคล็ดลับการรักษามาตรฐานการเล่นในระดับสูงไว้ได้อย่างยาวนานนับทศวรรษ

"ตอนผมอายุ 21 ปี มีโอกาสไปฝึกซ้อมที่ประเทศสเปน (กับทีมซานติอาโก) เป็นเวลา 1 เดือน ผมเห็นเด็กดาวรุ่งที่กำลังรอขึ้นชุดใหญ่ มีความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ นักเตะซีเนียร์ซ้อมแค่ไหน เด็กดาวรุ่งที่นั่นจะทำให้มากกว่า เพื่อโอกาสในการลงสนาม ทุกวันนี้ นักเตะหลายคนในทีมชุดนั้นที่ผมเคยซ้อมด้วย ก็เติบโตขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลกแล้ว"

การหมั่นฝึกฝนทักษะอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นพื้นฐานที่จำเป็นของนักฟุตซอล ที่จะเสริมสร้างให้ฝีเท้าของเยาวชนพัฒนาขึ้น 

แต่การจะต่อยอดไปในระดับสูงกว่านั้น แค่เบสิคอย่างเดียวอาจไม่พอ "ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง" มองว่าอีกหนึ่งสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน คือ การเรียนรู้ทำความเข้าใจ ระบบ แท็คติก และการทำงานเป็นทีมร่วมกับผู้อื่น

"ความสามารถเฉพาะตัว มันก็มีความสำคัญ ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง ต้องเกิดจากการเรียนรู้เข้าใจระบบ แท็คติก การทำงานร่วมกับผู้อื่น ดังนั้น ทีมที่แกร่งจึงต้องประกอบด้วยผู้เล่นที่มีทักษะดี เพื่อใช้ทักษะของแต่ละคนในการเติมเต็มซึ่งกันและกัน" 

"มีทีมเวิร์กที่ดี เพราะเวลาอยู่ในสนาม บางครั้งแทบไม่ต้องหันไปมอง ก็รู้โดยสัญชาตญาณเลยว่า เพื่อนร่วมทีมจะส่งบอลไปทางไหน ยิ่งซ้อมด้วยกันมากเท่าไหร่ ยิ่งเข้าขากันขึ้นเท่านั้น ผมว่ากีฬาประเภททีม ถ้าต่างคนเล่นก็ประสบความสำเร็จได้ยากครับ"

 

พลังทักษะสร้างทีมแกร่ง

บ่อยครั้งยามติดธงไตรรงค์ลงเล่นให้ทีมชาติไทย "ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง" ต้องลงสนามประจันหน้ากับ คู่แข่งชาติชั้นนำของโลก ที่หลายคนมองว่าไทยคงสู้ไม่ได้

หนึ่งในเกมที่อยู่ในความทรงจำของ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง คือแมตช์ที่เอาชนะ อิหร่าน มหาอำนาจฟุตซอลเอเชีย เจ้าของตำแหน่งแชมป์ทวีป 12 สมัย ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อปี 2012

"ช่วงนั้นทีมชาติไทยถ่ายเลือดผู้เล่นใหม่ ดันรุ่นพวกผมขึ้นมา นักเตะในทีมอายุแค่ 20 ต้น ๆ ก็มีคนสบประมาทว่า ทีมชุดนี้คงไปไม่ถึงไหนหรอก เดี๋ยวก็ตกรอบ จนกระทั่งเราเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายมาเจอกับ อิหร่าน ที่ชุดนั้นไร้เทียมทาน เก่งมาก ๆ"

"พวกผมเป็นรองอิหร่านทุกด้าน ทั้งอายุ ฝีมือ ประสบการณ์ แต่วันนั้นทุกคนใส่เกินร้อย ช่วยกันวิ่ง ตัวสำรองที่วอร์มอยู่ก็ปรบมือส่งกำลังใจ สุดท้ายพอเราทุกคนรวมใจ เราก็สามารถพลิกสถานการณ์ กลับมาเอาชนะได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์" ศุภวุฒิ ที่ยิงไป 3 ลูกและทำประตูชัยในเกมดังกล่าว เล่าด้วยความภาคภูมิใจ 
 
นี่คือ สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า พลังแห่งทักษะความสามารถของผู้เล่นทุกคน เมื่อนำมาประสานพลัง ด้วยทีมเวิร์ก และการเล่นที่เข้าขา เข้าใจ ก็สามารพลิกทีมที่เป็นรองให้แข็งแกร่ง จนเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เหนือชั้นกว่าได้ 

หลังจากเกมนั้น ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็น นักฟุตซอลดาวเด่นของเอเชีย ที่ทำผลงานในระดับนานาชาติได้อย่างดีเยี่ยม สม่ำเสมอ 

เขากวาดรางวัลใหญ่ อย่าง "ลูกยิงยอดเยี่ยมประจำศึกฟุตซอลโลก" ได้ถึง 2 สมัยติดต่อกัน ตอกย้ำแฟนฟุตซอลโลกได้รับรู้ว่า ดาวยิงชาวไทย มีทักษะการจบสกอร์ที่เฉียบขาด แต่ไม่ว่า ศุภวุฒิ จะได้รับรางวัลส่วนตัวมาประดับเกียรติยศมากแค่ไหนเขาก็ไม่เคยลืมพูดถึงเบื้องหลังความสำเร็จที่เขาได้มา


"แม้กองหน้า เป็นตำแหน่งที่คนให้ความสนใจ เพราะเป็นคนทำประตู แต่ฟุตซอลต้องเล่นเป็นทีม ผมอาจมีความสามารถในการหาพื้นที่ และยิงประตูได้ แต่ถ้าไม่มีเพื่อนส่งบอลให้ ทุกความสำเร็จก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ แม้ว่ารางวัลพวกนั้นจะมีชื่อเป็นของเรา สำหรับผมนั่นคือรางวัลของทีม เพราะเราช่วยกัน มันจึงประสบความสำเร็จ" ศุภวุฒิ ย้ำทิ้งท้ายว่า ทักษะที่ดีของเพื่อน ๆ ร่วมทีม ช่วยสร้างความแกร่งให้แก่ทีมได้ 

 

ครูชีวิตที่ชื่อว่า "ฟุตซอล"

"กีฬา" จึงเป็นครูชีวิตของ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็น นักฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียง และบุคคลตัวอย่างที่ดีให้แก่เยาวชนรุ่นหลัง 

"กีฬาสอนให้ผมรู้จักคำว่าสามัคคี ระเบียบวินัยและความรับผิดชอบ กีฬาทำให้ผมได้ออกไปเจอผู้คน ได้ทำงานร่วมกับคนอื่น ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ และสิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน หรือบรรลุภารกิจใด ๆ" 

ฟุตซอล จึงเป็นกีฬาที่เหมาะสมกับการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย ในแง่ความเป็นเลิศทางกีฬา รวมถึงการบ่มเพาะเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต เหมือนที่ ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ได้เข้าใจความหมายของคำว่า "สามัคคีคือพลัง" จากการเล่นฟุตซอล 

"ไมโล" เชื่อมั่นในสิ่งนั้น และมองเห็นว่า การพัฒนาที่ดี ควรต้องเริ่มตั้งแต่รากฐาน โครงการ "ไมโล ฟุตซอล 2020 พลังทักษะ สร้างทีมแกร่ง" จึงดำเนินการจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 

ภายใต้กติกาการแข่งขันแบบใหม่ในปีนี้ เพื่อให้เด็กไทย อายุระหว่าง 7 - 12 ปี ทั่วประเทศ ได้ร่วมทดสอบความสามารถใน 5 ทักษะพื้นฐาน "เลี้ยง - ส่ง - เดาะ- โหม่ง - ยิง" ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 660,000 บาท

"คนไทยเหมาะกับกีฬาฟุตซอล หลายคนอาจมองว่าคนไทยตัวเล็ก สรีระเสียเปรียบพวกยุโรป แต่หากมองเป็นข้อได้เปรียบ การที่เรารูปร่างไม่สูงใหญ่ คือ จุดเด่นในการเล่นจังหวะโต้กลับ ใช้ความคล่องตัว ความเร็วในการเคลื่อนที่ ดังนั้นถ้าเรามีการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานที่สำคัญ 5 อย่าง ตั้งแต่อายุน้อย ก็จะช่วยพัฒนาศักยภาพเด็กไทยได้อีกเยอะมาก"

ศุภวุฒิ และ ไมโล เชื่อว่า "กีฬา" คือ ครูชีวิต ที่จะสอนให้เด็ก ๆ เยาวชน รู้จักคำว่า "สามัคคี" และ "การมีวินัย" โดยทั้ง 2 สิ่งนี้จะช่วยให้เด็ก ๆ ประสบความสำเร็จในชีวิตในอนาคตได้

"อย่างโครงการของ ไมโล ฟุตซอล ผมเห็นเขาจัดโครงการส่งเสริมเด็กไทย มาอย่างต่อเนื่องหลายปี แล้วเราก็ได้เห็นว่า มีนักฟุตซอลรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากโครงการของ ไมโล มีทักษะ ไหวพริบที่ดี" 

"ถ้าน้อง ๆ มีโอกาส ผมก็อยากให้ลองมาเข้าร่วม เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ จากโครงการนี้ ที่อาจจะเป็นบันไดก้าวแรก นำพาน้อง ๆ ไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้" ศุภวุฒิ กล่าว 

ไมโล ฟุตซอล 2020 ดำเนินมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน โดยได้ทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศแล้วในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคกลางตะวันตก และกำลังเฟ้นหาทีมจากกรุงเทพ ปริมณฑล และภาคตะวันออก เพื่อเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ พร้อมร่วมลุ้นทีมชนะเลิศทั้ง 3 รุ่น ในวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2563 ณ สนามฟุตบอล 9Up Arena ลำลูกกา ปทุมธานี

ติดตามโครงการ ไมโล ฟุตซอล 2020 ได้ที่ Facebook : MILO Thailand หรือลิงค์นี้ > www.facebook.com/MiloThailand



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง