mainstand

Voice of People

ตุลย์ ปลานิลเต็มบ้าน : ชัยชนะของผู้แพ้ใน เกียวโต มาราธอน ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 9 | Main Stand



"เส้นชัย" คือ จุดสิ้นสุดของระยะทาง ที่นักวิ่งล้วนปรารถนาก้าวเท้าไปให้ถึงเพื่อจะได้เป็น "ผู้ชนะ" (Winner) หรือ "ผู้พิชิตการแข่งขัน" (Finisher)


 

เมื่อมีคนสมหวังก็ย่อมต้องมี "ผู้แพ้" ที่ไปไม่ถึงเส้นชัย ถูกคัดออกจากการแข่งขัน กลายเป็นนักวิ่ง DNF (Did Not Finish) ประจำสนาม

ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากคนเรา อยากจะลืมผลการแข่งขันที่น่าผิดหวัง และเลือกจำโมเมนต์แห่งชัยชนะที่ได้รับมา 

แต่สำหรับบางคน "ความพ่ายแพ้" กลับเป็นสิ่งที่น่าจดจำ จนสามารถนำเอามวลความรู้สึกเหล่านั้น มาถ่ายทอดออกเป็นหนังสือ "Kyoto Slow But Learn : วิ่งข้างใน ไปข้างนอก" 

ฝีมือการเขียนที่ลื่นไหล เล่าจากประสบการณ์จริงของ "ตุลย์-คณิน แตงเกตุ" ชายร่างท้วมที่แฟนเพลงไทยรู้จักเขา ผ่านบทบาท นักร้องนำวงดนตรีวง "ปลานิลเต็มบ้าน" 

ท่อนหนึ่งในเนื้อเพลง "แค่นั้นเอง" ตุลย์เคยเขียนเอาไว้ว่า "อย่าไปหาสิ่งที่ไม่มีคำตอบ อยากรู้ไปทำไมเมื่อมันจบแล้ว ?" 

แต่เมื่อสายตาของเราเดินทางมาถึงหน้าสุดท้ายของเล่ม เรากลับมีคำถามมากมายต่อผู้เขียนหนังสือ ไล่มาตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ตัดสินใจหยิบรองเท้าออกไปจ๊อกกิ้งนอกบ้าน จนถึงช่วงเวลาที่ลงแข่งงานวิ่ง 42.195 กิโลเมตร ในสนามต่างประเทศ 

ต่อให้ "ฟูล มาราธอน" ครั้งแรกในชีวิตของ ตุลย์ ปลานิลเต็มบ้าน จะลงเอยด้วยคำว่า DNF ไม่จบการแข่งขัน เรื่องราวของเขาก็ยังมีน้ำหนักมากพอที่จะไปสัมภาษณ์อยู่ดี  

และไม่ว่าคุณจะมีหนังสือ Kyoto Slow But Learn อยู่ในมือหรือยัง ? เราก็ขอเชิญชวนอ่านบทสนทนานี้ อย่างไม่ต้องกลัวว่าจะเสียอรรถรสกับเนื้อหาในเล่ม 

 

3 2 1 สตาร์ท !  

"เราเคยมีช่วงที่น้ำหนักตัวมากสุด 123 กิโลกรัม ตอนนั้นเราใช้ร่างกายไปวัน ๆ กินไม่เลือก มีอะไรยัด ๆ เข้าท้องกินให้อิ่มก็พอ รีบไปหมดทุกอย่าง มาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกินเร็วจนน่ากลัว"

"นอนก็ไม่เป็นเวลา ท่านอนไม่ถูกสุขลักษณะ ง่วงเมื่อไหร่ตรงไหนก็หลับ สมมติมีส่งงานพรุ่งนี้เช้า เราจะลากยาวถึงตี 4-5 ได้ ถ้ารู้สึกง่วงก็จะเอนตัวหลับคาเก้าอี้เลย" 

"มันเหมือนกับ รถยนต์ที่ขับอย่างเดียว ไม่เคยดูแลเลย เราอาจโชคดีพอมีกล้ามเนื้อบ้าง จึงดูไม่อ้วนมาก เพราะพื้นฐานเราเป็นคนชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก แต่เวลาขยับตัว เรารู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว" 

ย้อนกลับไป หลายปีก่อน "ปลานิลเต็มบ้าน" คือ วงดนตรีนอกกระแส จากค่าย Parinam Music ที่เป็นรู้จักในหมู่คนฟังเพลงไทย 

ช่วงเวลาเดียวกันกับที่ "ปลานิลเต็มบ้าน" มีงานแสดงโชว์ต่อเนื่อง "ตุลย์-คณิน แตงเกตุ" ฟรอนท์แมนและมือแต่งเพลงประจำวง อยู่ในระหว่างการศึกษาระดับปริญญาโท ควบคู่งานประจำตำแหน่ง Graphic Designer และ Art Director 

ด้วยภาระความรับผิดชอบของชีวิต ตุลย์ ปลานิลเต็มบ้าน เพิ่มขึ้นกว่า 2.7 เท่า ภายใต้เงื่อนไขของเวลา ที่มีเท่าเดิมแค่ 24 ชั่วโมงต่อวัน ตุลย์ จึงไม่สามารถหาเวลาไปออกกำลังกาย ได้เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา 

"เราแทบไม่ได้ออกกำลังกายในช่วง 1-2 ปีนั้น  อย่างเต็มที่คือ นัดกับเพื่อนไปเตะบอลบ้าง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยสดชื่นเหมือนเมื่อก่อน"

"ออฟฟิศเรามี 3 ชั้น เราเดินขึ้นลงทุกวัน แต่ไม่รู้ทำไม เราถึงเหนื่อยมากเวลามาถึง 3 ขั้นสุดท้าย ทุกครั้งที่ข้ามไปก่อนเปิดประตู เราต้องหยุดพักหายใจก่อน เพราะเราหายใจไม่ทัน" 

"เราจึงมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า 'มึงจะใช้ร่างกายแบบนี้ไปถึงไหนวะ' อายุตอนนั้น เราเข้าสู่หลัก 3 แล้ว แล้วถ้าเรายังปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้ ตอนอายุ 50 ปี เราจะมีสภาพอย่างไร ? ถึงตอนนั้นร่างกายเราจะยังแข็งแรงพอ ที่มาออกกำลังกายหรือเปล่า ?" 

"ช่วง 2 ปีที่แล้ว วิ่ง กำลังเป็นกระแสของคนไทย เพื่อนรอบตัวเราหลายคนให้ความสนใจ เราจึงอยากออกไปวิ่งกับเพื่อน ๆ ตอนนั้นเรายังมองว่า วิ่ง เป็นกิจกรรมสันทนาการอย่างหนึ่ง ไม่ได้เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือหรอก เพราะเราก็ยังชอบกินของอร่อย ๆ อยู่" 

 

กิโลเมตรที่ 3 : เริ่มต้นจากความแตกต่าง (การเดินทางที่ไม่พร้อมกัน)

ด้วยน้ำหนักตัวที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยของชายวัยกลางคน บวกกับการห่างร้างจากกิจกรรมกีฬาไปนาน 1-2 ปี ทำให้ ตุลย์ ปลานิลเต็มบ้าน มีต้นทุนร่างกายสำหรับการ Running ไม่มากเท่าไหร่ 

ตุลย์ เริ่มต้นออกวิ่งอย่างเชื่องช้า เหมือนเข็มสั้น ๆ บนนาฬิกาเรือนนึง ... ไม่สิ! อันที่จริง สิ่งที่เขาทำบนคอร์ตยางในตอนนั้น ยังไม่สามารถเรียกว่าวิ่งได้ด้วยซ้ำ 

"เราเริ่มต้นจากการเดินเร็วก่อน เพราะด้วยสภาพร่างกายเรา การจะออกไปวิ่งเลยมันเป็นเรื่องยาก อีกอย่างคือเราอยากปรับระดับการเต้นของหัวใจก่อน" 

"อย่างตอนเราไปเตะฟุตบอล เรารู้สึกว่าหัวใจมันเต้นกระชากมาก เวลาเราไล่บอลหรือสปีดไปข้างหน้า หัวใจเต้นแรงมาก แต่พอเรายืนเฉย ๆ หัวใจมันเต้นช้าลง เราคิดว่าวิ่งน่าจะช่วยให้หัวใจเต้นในระดับที่สม่ำเสมอ หลังจากเดินเร็วมาได้สักพัก เราก็เปลี่ยนมาเป็น จ๊อกกิ้ง ก็ใช้เวลานาน 3-4 เดือนกว่าเราจะเริ่มวิ่ง" 

"จำได้เลยว่าครั้งแรกที่ลองวิ่ง 2 กิโลเมตร Pace อยู่ที่ประมาณ 11-12 เราเหนื่อยมาก เหงื่อไหลไม่หยุดเลย ขนาดเข้ามาในรถยนต์เปิดแอร์นั่งเฉย ๆ เหงื่อก็ยังไหลออกมา จนแอบคิดว่าเราผิดปกติหรือเปล่า พอมาค้นข้อมูลถึงได้รู้ว่า ร่างกายกำลังเผาผลาญอยู่"

เขาดูอาจแตกต่างกับคนออกกำลังทั่วไป เพราะเริ่มสตาร์ทในกีฬานี้ช้า ตอนอายุเข้าวัยกลางคนที่ร่างกายไม่ได้ฟิตพร้อมเหมือนวัยหนุ่มสาว แต่สิ่งที่ ตุลย์ มีไม่ต่างกับคนอื่นในลานที่เขาซ้อมวิ่ง คือ ความพยายามที่อยากเอาชนะขีดจำกัดด้านร่างกาย 

จากวันแรกที่ทำได้แค่เดินเร็ว ไม่สามารถวิ่งได้ เมื่อเขาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาหลายเดือน ตุลย์ ปลานิลเต็มบ้าน ก็เริ่มขยับระยะทางการวิ่งได้ไกลขึ้นเรื่อย ๆ จาก 3 กิโลเมตร สู่ 5 กิโลเมตร และ 8 กิโลเมตร ในเวลาต่อมา 

"สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังออกมาวิ่ง คือ เรารู้สึกว่าร่างกายมันปรับตัวเป็นระบบมากขึ้น เราหลับและตื่นนอนเป็นเวลาดีขึ้น สดชื่นขึ้นไม่ค่อยเหี่ยวเฉาเหมือนก่อนหน้านั้น" 

"การวิ่งทำให้ชีวิตเราไม่ค่อยเละเทะ มีวินัยมากขึ้น ยกตัวอย่างเรื่องอาหารการกิน จากเดิมที่กินตามใจปาก หรือเอาที่สะดวก ไม่ได้เลือกเท่าไหร่ ก็เริ่มเลือกอาหารที่ดีขึ้นในบางมื้อ เพราะไม่อย่างนั้นสิ่งที่เราวิ่งเหนื่อยมา แทบไม่มีประโยชน์เลย หากเรากินแบบเมื่อก่อน" 

 

กิโลเมตรที่ 21 : วิ่งไล่ตามกัน (บนโลกที่วุ่นวาย) 

ตุลย์ คณิน ค้นพบว่า การวิ่งช่วยเติมเต็มพลังงานให้เขามีร่างกายแข็งแรงและพละกำลัง ที่จะออกไปลุยงานหลักด้านมัณฑนศิลป์ และงานดนตรีกับวงปลานิลเต็มบ้าน

เมื่อพื้นที่บนโลกมีกว้างตั้งเป็นล้าน ... อีกสิ่งที่ ตุลย์ ชื่นชอบไม่แพ้การวิ่ง นั่นคือ "การออกเดินทาง" ไปยังสถานที่ต่าง ๆ 

หลังจากฝึกฝนสเต็ปวิ่งมาได้ร่วม 1 ปี เขาจึงตัดสินใจอยากก้าวข้ามกำแพงความกลัว ด้วยการลงงานวิ่งเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เปลี่ยนความคิดของเขา ต่อการแข่งขันกีฬาชนิดนี้ไปตลอดกาล 

"ช่วงนั้นมีงานวิ่งเกิดขึ้นเยอะมาก เพื่อน ๆ ก็จะมาชวนตลอด แต่เราไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปอยู่ในสนามแข่งวิ่งได้เลย จนเพื่อนชวนไปลงงานหนึ่งที่คลองมะเดื่อ จังหวัดนครนายก ก็ถามเราว่าสนใจไหม เหมือนได้ไปเที่ยวในตัว"

"ปรากฏว่างานนั้นคือ Trail Running (วิ่งบนเส้นทางธรรมชาติ) ระยะทางที่ลงไว้ประมาณ 16 กิโลฯ จึงเริ่มมาซ้อมตามตาราง พอถึงวันที่ลงงานวิ่งจริง มันเหมือนโลกอีกใบที่เราไม่เคยจินตนาการมาก่อน สนุกมาก เจอคนแปลกหน้า ส่งกำลังใจให้กันตลอดทาง มันรู้สึกดีว่ะ" 

"หลังจากวันนั้น เราก็หาลงงานวิ่ง มินิมาราธอน (10 กิโลเมตร) และฮาล์ฟมาราธอน (21 กิโลเมตร) แทบทุกเดือน บางเดือนเราลง 2 รายการ ถึงตอนนี้เราน่าจะลงไปเกิน 20-30 สนามแล้ว"  

ในสนามวิ่ง ตุลย์ ปลานิลเต็มบ้าน รู้สึกเหมือนได้ออกท่องไปโลกแห่งจินตนาการ ที่เขาไม่ต้องนึกถึงสิ่งอื่นใด ๆ นอกจากระยะทางกับประสบการณ์ที่อยู่ตรงเบื้องหน้าเขา

แต่ในโลกความเป็นจริงแสนวุ่นวาย หากเขาอยากลงงานวิ่ง มินิ-ฮาล์ฟมาราธอน อย่างสม่ำเสมอ ตุลย์ จำเป็นต้องมีเวลามากพอเพื่อฝึกซ้อม ซึ่งมันไม่ง่ายเลย สำหรับคนที่เพิ่งลาออกจากงานประจำ มาเข้าสู่วิถีฟรีแลนซ์ ที่ตารางชีวิตไม่แน่นอน

"ช่วงที่เริ่มเป็นฟรีแลนซ์ เป็นจังหวะเดียวกับที่เรากำลังลุยฮาล์ฟ มาราธอน การหาเวลาเพื่อซ้อมมันยากอยู่แล้ว เพราะเราไม่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะว่างเวลาไหน ในแต่ละวัน เราก็มีความรับผิดชอบที่ต้องทำเยอะแยะเต็มไปหมด"

"วิธีการจัดการของเราคือ ถ้าตอนไหนที่เรารู้สึกมันพอมีสล็อตเวลาว่างของวัน เราจะประเมินว่าควรวิ่งสักเท่าไหร่ดี แล้วร่างกายเราไหวหรือเปล่า ? หากคิดว่าไหว เราจะลงไปวิ่งเลยทันที เพราะถ้าปล่อยเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มขี้เกียจ ไม่อยากออกไปวิ่ง บางครั้งเปลี่ยนชุดเสร็จแล้ว มีคนทักไลน์มาคุยเล่นสัก 10 นาที เปลี่ยนใจไม่อยากวิ่งแล้ว ดังนั้น ถ้าไหว ต้องทำเลย อย่าเดี๋ยว!"

"แต่หากร่างกายไม่ไหว สมมติทำงานวันนี้ใช้พลังเยอะมากลากติดต่อกันหลายชั่วโมง อยากพักผ่อน ก็ควรนอนพัก ไม่ใช่ฝืนไปวิ่ง สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักประเมินร่างกายตัวเอง เพราะเราไม่ใช่นักกีฬาอาชีพ ถ้าฝืนไปแล้วเกิดอันตรายการกับชีวิตมันไม่คุ้มกัน" 

 

กิโลเมตรที่ 9 : แค่ยอมรับนี่คือเรื่องจริงที่เราต้องเจอ 

"เกียวโต มาราธอน" คือชื่อถูกผุดขึ้นมากลางวงสนทนาของ ตุลย์ ปลานิลเต็มบ้าน กับเหล่าผองเพื่อน เหตุผลข้อแรกเป็นเพราะรายการนี้ไม่ต้องสุ่ม Lotto ชาวแก๊งทุกคน สามารถไปวิ่งเมืองนอกได้พร้อมกัน

อีกข้อหนึ่งเพราะเกียวโตเป็นเมืองที่ ตุลย์ ตกหลงรัก ในการผสมผสาน ระหว่างความเจริญกับความเก่าแก่ได้อย่างลงตัว แม้ตัวเขาจะไม่เคยมีประสบการณ์ลงงานวิ่งระยะทาง 42.195 กิโลเมตร  แต่เขาก็มีเป้าหมายว่าจะต้องจบ ฟูล มาราธอน แรกในชีวิตที่นี่ให้ได้ 

"เราเป็นคนยุเพื่อน ๆ ให้สมัครเกียวโต มาราธอน ปี 2019 สุดท้ายเราก็เทเพื่อนไม่ยอมไป เพราะว่าประเภทที่เราตั้งใจจะลง (ฟูล มาราธอน แบบวิ่งผลัด 2 คน) เขาเปิดรับเฉพาะพลเมืองญี่ปุ่นเท่านั้น ปรากฏว่าเพื่อนเราสองคนที่ไปครั้งนั้น จบฟูลมาราธอนที่นี่ เขากลับมาเล่าว่า เกียวโต มาราธอน ดียังงั้นยังงี้ พอปี 2020 เปิดรับสมัคร เราจึงต้องลงงานนี้คนเดียว"

ตุลย์ มีเวลาฟิตซ้อมมาราธอนระยะเต็ม ประมาณ 7 เดือน กว่างานวิ่งเกียวโต มาราธอน จะเริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 

การฝึกซ้อมช่วง 8-12 สัปดาห์แรกของตุลย์ ลุล่วงไปได้ด้วยดี เขาปฏิบัติตามตารางที่กางไว้อย่างเคร่งครัด แต่พอเข้าสู่ช่วงเดือนตุลาคม 2019 จนถึงช่วงต้นปี 2020 เป็นช่วงเวลาที่วง "ปลานิลเต็มบ้าน" มีงานดนตรีออกไปโชว์บ่อยขี้น ส่งผลให้เขาซ้อมตามตารางได้น้อยและช้ากว่าที่ควรเป็น 

"ก่อนบินไปเกียวโต มาราธอน เราซ้อมได้มากสุดแค่ 28 กิโลเมตร ทั้งที่อย่างน้อย ๆ ควรต้องวิ่งให้ได้ 30 กิโลฯ ขึ้น รู้สึกเครียดตั้งแต่ลากกระเป๋าออกจากคอนโดแล้ว เราตัวคนเดียวด้วย รู้สึกกระเป๋ามันหนัก ๆ ยังไงไม่รู้"

"เรากังวลถึงขนาดที่วันรับ BIB เรามองเห็นสายตาผู้อื่น เขามองมาทางเราแล้วคงกระซิบประมาณว่า 'คนแบบแกน่ะเหรอ จะจบฟูลมาราธอน' ตอนนั้นคิดทุกอย่างแง่ร้ายหมด" 

อย่าไปโทษฝนที่ร่วงลงมา ... ตุลย์ ไม่คาดคิดว่าตัวเองจะต้องเจอฝนที่ตกลงมาอย่างไม่มีทีท่าหยุด ยิ่งเมื่อเช็คสภาพอากาศวันแข่งขัน ยิ่งทำให้เขากังวลมากขึ้น เพราะไม่ได้ตระเตรียมอุปกรณ์กันฝนมาด้วย 

ด้วยปัจจัยความไม่พร้อมหลาย ๆ อย่าง ที่เขาเล่าลงไปในหนังสืออย่างละเอียดยิบ ทำให้สุดท้ายในงานวิ่งเกียวโต มาราธอน 2020 ตุลย์ ถูกคัดออกจากแข่งขัน (DNF) ในจุดตัดตัวที่ 2 หลังจากวิ่งไปได้เพียง 9 กิโลเมตร ไม่ถึง 1 ใน 3 ของระยะที่ฝึกซ้อมมาด้วยซ้ำ

"เราเห็นจุดตัดตัวที่ 2 อยู่ตรงหน้า ใกล้กับเราแค่นิดเดียว แต่พอ Pacer (คนจับเวลา) วิ่งผ่านจุดนั้นปุ๊ป ฝ่ายจัดก็เอาผ้าขาวมากั้นถนน ไม่ให้คนที่เหลือมองเห็นทางข้างหน้า เรายืนช็อกไปสักพักเลยถามตัวเองว่า 'นี่กูไม่ได้ไปต่อ วิ่งได้แค่ 9 กิโลฯ เองเหรอ' มันเร็วเกินไป อย่างน้อยสุด เราอยากวิ่งให้ถึงระยะที่ซ้อมมา"

"วินาทีที่ขึ้นบนรถบัสออกจากจุดนั้น มองไปที่สนามแข่งขันที่ยังมีคนวิ่งอยู่ เหมือนเราโดนประสบการณ์สั่งสอนว่า 'มึงยังไม่ดีพอ' หากเราอยากจะพิชิตเป้าหมายที่สูง เราก็ต้องปรับตัวเองให้มาตรฐานสูงตามไปด้วย"

 

Did Not Finish : จุดไม่สิ้นสุด

"ถ้าเรากลับไทยหลังจากงานวิ่งทันที โดยไม่ได้เที่ยวเกียวโตต่อ เราก็คง Suffer มากกว่านี้ แต่พอเราออกไปเจอและพูดคุยกับผู้คนในเมืองเกียวโต จากหลาย ๆ สถานที่ที่เราไปมา ในช่วงการระบาดของ COVID-19 มันส่งผลบางอย่างต่อความคิดเรา" 

"ยกตัวอย่างเราไปพักโฮม สเตย์แห่งหนึ่ง สามีเป็นชาวอเมริกัน เราเล่าเรื่องความล้มเหลวในงานวิ่งมาราธอนให้เขาฟัง เขาบอกกับเราว่า ในอเมริกามีสำนวนที่ว่า 'การที่คุณลงมือทำอะไรสักอย่าง มันเหมือนกับการอบเค้ก เวลาที่ขนมปังมันฟู นั่นคือ เค้กแล้ว'"

"ส่วนเหรียญรางวัล ความสำเร็จ มันคือไอซิ่ง ที่เอาไว้ตกแต่งหน้าเค้กให้สวยงาม ดังนั้นการที่คุณกล้าที่ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน อย่าง 'วิ่งฟูล มาราธอน' เท่ากับว่าเค้กของคุณมันเสร็จแล้วนะ" 

"หลาย ๆ สิ่งที่เราเจอในช่วงนั้น มันสอนอะไรแก่เราได้มาก เราจึงกลับมาไทยด้วยความรู้สึกที่ไม่ได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือโหวงเหง แต่มีแรงใจมากพอที่จะกลับสู้ใหม่ เพื่อพิชิตฟูล มาราธอน สนามนี้ให้ได้"

ตุลย์ ออกจากเมืองเกียวโต โดยไม่มีเหรียญรางวัลสำหรับ Finisher ติดมือกลับเมืองไทย แต่ประสบการณ์ชีวิตและเรื่องราวที่เขาพบเจอจากอดีตนครหลวงแห่งนี้ กลายเป็นความประทับใจที่อยากส่งต่อให้คนได้อ่าน 

เดิมทีเขาตั้งใจที่อยากจะแบ่งปันลงในโชเซียลมีเดีย แต่ด้วยจังหวะชีวิต ตุลย์ ได้รับโอกาสจากสำนักพิมพ์ Banlue Books ให้ทดลองเขียนออกมาเป็นหนังสือ "Kyoto Slow But Learn : วิ่งข้างใน ไปข้างนอก"  

ซึ่งเรียบเรียงออกมาด้วยภาษาที่ย่อยง่าย ต่อให้เป็นคนไม่ชอบการวิ่งหรือการท่องเที่ยว ก็อ่านสนุก แถมยังได้หลักคิดบางอย่างจากหนังสือเล่มนี้ 

"เราอยากให้คนอ่านได้รับกำลังใจ เพราะนั่นคือสิ่งที่เรามักส่งให้คนอื่นบ่อย ๆ และคิดว่าตัวเองทำได้ดีที่สุด ทุกคนสามารถแพ้และชนะได้หมด โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว"

"หลายคนอาจมองว่าเราล้มเหลวในมาราธอน ซึ่งถ้ามองจากผลการแข่งขัน ใช่ เราเฟล แต่หากมองให้ไกลกว่านั้น เราคิดว่าตัวเองไม่เฟลนะ จากตอนแรกที่เราคิดว่าตัวเองไม่มีทางวิ่งได้เกิน 3 กิโลฯ หรอก แต่เราก็สามารถทำลายกำแพงของตัวเองได้เรื่อย ๆ เรารู้สึกว่าตัวเองได้อะไรกลับมาเยอะมากจากการวิ่ง"

"บางครั้งคนเรามักไปเฟล เพราะคิดว่าเราดีไม่เหมือนคนอื่น อยากให้ลองสังเกตชีวิตตัวเองเยอะขึ้น เราน่าจะภูมิใจกับความพยายามของตัวเองที่ลุกขึ้นมาทำมัน โดยไม่ต้องรอให้คนอื่นมาชื่นชมอย่างเดียว"

"ช่วงแรกที่เราเริ่มวิ่งออกไปที่สวน มีพี่คนหนึ่ง จากเมื่อก่อนเขาตัวใหญ่กว่าเรามาก แต่เขาออกมาเดินทุกวัน" 

"ทุกวันนี้รูปร่างเขาเปลี่ยนไปมาก กลายเป็นคนหุ่นสมตัว ซึ่งเขาอาจไม่เคยชนะในสนามแข่งขันวิ่งที่ไหนเลย แต่เรารู้สึกว่า คนแบบนี้น่าปรบมือให้ และโคตรน่าภูมิใจในตัวเองมากที่เขาทำได้ขนาดนี้" 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง