mainstand

Voice of People

สำรวจความคิดในวัย 27 ปี “นิติพงษ์ เสลานนท์” กับวันที่ออกจากเงานักเตะพระรอง | MainStand



มีใครสักคนเคยบอกว่า “นักฟุตบอลอาชีพ” ส่วนมากจะเข้าสู่ช่วงพีค ก็ต่อเมื่ออายุ 27 ปี ขึ้นไป เพราะเป็นวัยที่มีครบทั้ง ฝีมือ, สมอง, ประสบการณ์ และร่างกาย 


 

“ถ้าเด็กกว่านี้ อาจเก๋าไม่พอ สำหรับการรับมืออะไรบางอย่างที่ผ่านเข้ามา, หากแก่ขึ้นกว่านี้ คงไม่มีเรี่ยวแรงเหมือนโคหนุ่ม” ดังนั้นตัวเลข “27” จึงเป็นอายุเหมาะสม สำหรับการเค้นศักยภาพที่ดีสุดของตัวเองออกมา

“ทุกอย่างย่อมมีเวลาของมัน” นิติพงษ์ เสลานนท์ ฟูลแบ็กวัย 27 ปี จากสโมสรการท่าเรือ เอฟซี เคยให้สัมภาษณ์ ถึงโมเมนต์ที่เขาได้รับเลือกให้เป็น “แบ็กขวาตัวจริง” ทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกในชีวิต 

แม้รสชาติของผลตอบแทนความทุ่มเทจะหอมหวาน แต่กระบวนการหมักบ่มนั้นแสนสุดจะขม… 

เพราะตลอดระยะหลายปี บนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ “นิติพงษ์ เสลานนท์” ต้องต่อสู้ เพื่อพิสูจน์คุณค่าตัวเอง และสลัดออกจากเงาของการเป็น “นักเตะสำรอง, ผู้เล่นตัวสอดแทรก, นักฟุตบอลอะไหล่” อย่างที่หลายคนมองเห็นเขา

“ไม่มีใครรู้จักตัวจริงของเราได้เท่าตัวเอง” และมันคงดีไม่น้อย หากเราจะได้รู้จักตัวตนของใครสักคน ผ่านบทสนทนาที่ถูกเล่ามาจากเจ้าของเรื่องราวนั้น ๆ 

 

มันเป็นความรู้สึกอย่างไร สำหรับนักฟุตบอลอาชีพคนหนึ่ง ที่เคยถูกมองว่าเป็น นักเตะพระรอง, ผู้เล่นตัวเลือกลำดับ 2 ในตำแหน่งนั้น ๆ 

ผมเคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว เพราะผมเป็นคนที่ฝีเท้าไม่ได้โดดเด่นมาตั้งแต่เด็ก รูปร่างเล็ก เบสิคก็ไม่แน่น สมัยก่อนเวลาคัดตัว เด็กคนไหนตัวใหญ่ก็ได้เปรียบไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ผมเป็นคนตัวเล็ก บางทีก็ถูกปฏิเสธโอกาสจากเรื่องนี้ 

แต่ผมเป็นคนที่ความพยายาม มีความความกระหาย ทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเราได้รับโอกาส หาวิธีพัฒนาตัวเองขึ้นมา จนได้ลงเล่น, มีชื่อเป็นตัวเลือกแรกของทีม ในเมื่อความสามารถเราไม่เท่าคนอื่น ก็ต้องพยายามให้มากขึ้นเป็นสองเท่า 

 

สิ่งที่เราเห็นจากตัวคุณคือ ความเป็นคนที่ชัดเจนในเส้นทางนี้ คุณเลือกเข้าโรงเรียนกีฬาตั้งแต่ประถม ฯ และคุณตัดสินใจไม่เรียนต่อมหา’ ลัย หลังจบ ม.ปลาย เพื่อจะได้โฟกัสเต็มที่กับฟุตบอลอาชีพ

เพราะผมอยู่กับฟุตบอลมานาน จนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อีกเหตุผลที่ผมมีความมุ่งมั่นอยากเป็น นักกีฬาอาชีพ มาจากที่ตัวผมต้องการแบ่งเบาภาระทางบ้าน เพราะครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ผมก็อยากช่วยตรงนี้ ผมจึงเต็มที่กับสิ่งที่ทำผมเสมอ 

 

คุณออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 10 ปี ตอนนี้เป็นเวลา 17 ปีแล้วที่คุณห่างครอบครัว มาสู้ชีวิตนอกบ้านเกิด (จ.ราชบุรี) ประสบการณ์แบบนี้ สอนให้คุณเติบในด้านไหน ? 

มันสอนให้ผมรู้จักใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ผมยังจำได้เลยตอนแรกที่ย้ายอยู่ โรงเรียนกีฬาชลบุรี ฯ ผมคิดว่าตัวเองคงอยู่ไม่ได้แน่ ๆ เพราะผมอายุน้อยมาก แต่ในเมื่อเลือกแล้วก็ต้องสู้ไป 

ซึ่งมันทำให้ผมต้องตัดสินใจทุกเรื่องด้วยตัวเอง ว่าจะทำสิ่งที่ดีหรือทำเรื่องไม่ดี ไม่มีผู้ใหญ่มาชี้ทาง ทุกอย่างเราต้องเลือกเอง 

 

ทราบมาว่าคุณเคยเป็นเด็กเก็บบอล และเยาวชนของ ชลบุรี เอฟซี ด้วย ตอนนั้นคิดว่าตัวเองห่างไกลกับโอกาสในการขึ้นชุดใหญ่มากขนาดไหน ? 

ห่างกันมากเลย เพราะยุคนั้นโรงเรียนที่ขึ้นตรงกับ ชลบุรี เอฟซี คือ อัสสัมชัญศรีราชา, จุฬาภรณราชวิทยาลัย ส่วนโรงเรียนผม เป็นเหมือนเกรด 3 นักเตะน้อยมากที่จะได้ขึ้นชุดใหญ่ 

แต่ผมโชคดีเวลารวมเอา 3 โรงเรียนไปแข่งในนามจังหวัดชลบุรี ผมยังได้โอกาสลงเล่นตลอด ในฟุตบอลระดับเยาวชน 

ส่วนตอนเก็บบอล ตอนนั้นผมไม่ได้คิดอะไรจริงจังว่า สักวันหนึ่งผมต้องได้เล่นอาชีพ ผมแค่สนุกไปตามวัย ได้ดูบอลไทยลีกด้วย แถมยังได้เงินค่าเก็บบอล 100 บาท แค่นี้ก็โอเคแล้ว 

 

สักอายุเท่าไหร่ที่เริ่มเปลี่ยนความคิดว่าจะจริงจังแล้ว 

จุดเปลี่ยนของผม เกิดขึ้นตอน ม.4 ผมมีชื่อไปแข่ง ยูธ ลีก ให้กับ ชลบุรี เอฟซี สโมสรเซ็นสัญญาเยาวชนกับผม นั่นคือเงินเดือนก้อนแรกที่ผมได้จากการเล่นฟุตบอล ผมดีใจมากที่ไม่ต้องลำบากขอเงินครอบครัวอีกแล้ว หาเงินใช้ในแต่ละเดือนได้ด้วยตัวเอง 

พอช่วง ม.5-6 ผมเริ่มคิดว่าตัวเองมีโอกาสไปต่อได้ในอาชีพนักฟุตบอล หลังจากได้คัดตัว ติดเยาวชนทีมชาติไทย (รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี) 

ทำให้มีผู้ใหญ่หลายคนมองเห็นผม เริ่มรู้จักชื่อ และมอบโอกาสให้ผมได้เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพ กับทีม สระบุรี เอฟซี ด้วยสัญญายืมตัว เพราะถ้าอยู่ ชลบุรี ผมอาจยังไม่ได้โอกาสขึ้นชุดใหญ่ 

 

ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของ นิติพงษ์ เสลานนท์ เลยไหม ? จากนักฟุตบอลเยาวชน สู่ผู้เล่นอาชีพ 

มันเหมือนโลกอีกใบที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน แน่นอนว่า ผมได้เงินเดือนเยอะขึ้น กว่าตอนเป็นเยาวชนของชลบุรี ฯ แต่ผมก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นมืออาชีพเต็มตัว

ผมมีความรับผิดชอบ ดูแลตัวเองดีขึ้น พยายามแอคทีฟตลอดเวลา เต็มที่มากกับการฝึกซ้อม คิดเสมอว่า “กูต้องได้เล่นตัวจริง” ถ้าถูกปล่อยยืมตัวมาเล่นแล้วยังไม่ได้ลงอีก สำหรับผมมันน่าจะจบแล้วกับเป้าหมายในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

อะไรที่ไม่ดี เช่น เที่ยวกลางคืน, กินเหล้า ผมเลิกเด็ดขาด ไม่แตะมันอีกเลย ดูแลร่างกาย โฟกัสกับสิ่งที่เราทำอย่างเดียว ทำทุกวิถีทางให้ตัวเองได้ลงเล่น โค้ชสั่งอะไรทำตามหมด ตอนนั้นวางเป้าหมายไว้ว่า อยากลงสนามอย่างต่อเนื่อง เผื่อจะได้ขึ้นทีมชุดใหญ่ของ ชลบุรี เอฟซี 

 

สุดท้ายคุณก็ไม่มีโอกาสเล่นให้ ชลบุรี เอฟซี ชุดใหญ่ เพราะว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซื้อตัวคุณไปร่วมทีม ในขณะที่คุณเล่นอยู่ในลีกระดับรองของประเทศ 

ผมก็งงเหมือนว่าบุรีรัมย์ ฯ ซื้อผมไปได้ไง (หัวเราะ) เพราะผมไม่ได้เล่นลีกสูงสุด ตอนนั้นมีเพื่อนคนหนึ่งขอเบอร์ผมไป สักพักพี่จ้ำ (ทัดเทพ พิทักษ์พูลสิน - อดีตผู้จัดการทีม) โทรมา ผมนึกว่าเพื่อนอำเลยพูดกลับไปใส่พี่จ้ำว่า “มึงตลกอะไรเนี่ย ? ไม่ต้องมาอำกู” 

พี่จ้ำก็พยายามอธิบายว่า เขาติดต่อมาจากบุรีรัมย์ ฯ จริง ตอนนี้สโมสรสนใจผม อยากได้ไปร่วมงานด้วย แกคุยกับผู้ใหญ่ ชลบุรี เอฟซี ไปแล้ว เขาก็ให้มาถามผม ผมยังไม่ได้ตอบตกลงตอนนั้น เพราะคิดว่าเป็นเรื่องอำ จนได้โทรคุยกับคุณอรรณพ (สิงห์โตทอง) สรุปว่าเป็นเรื่องจริง 

ใจจริงผมไม่อยากย้ายเลย เพราะผมรู้ว่าย้ายไป บุรีรัมย์ ฯ ผมไม่มีโอกาสได้เล่นบ่อย ๆ แน่ อีกอย่างผมอยู่ที่นี่ (สระบุรี) ผมกำลังมั่นใจด้วย พอปรึกษาพี่แบน (ธชตวัน ศรีปาน) แกแนะนำให้ไปบุรีรัมย์ ฯ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อย ๆ ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับข้อเสนอนี้  

 

การไปอยู่สโมสรที่ประสบความสำเร็จมากสุดในประเทศ อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดมุมมองความคิดหรือทำให้เจอประสบการณ์อะไรใหม่ ๆ บ้าง ?

ผมจำได้ว่าก่อนย้ายไปบุรีรัมย์ ผมมีโปรแกรมลงเล่นนัดสุดท้ายให้ สระบุรี เอฟซี ที่จังหวัดภูเก็ต พอบินกลับมาเครื่องลงจอดที่กรุงเทพ ฯ รถตู้ของสโมสรบุรีรัมย์ ก็มารับผมต่อทันที 

ผมรู้สึกว่า บุรีรัมย์ ฯ ให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียด แม้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ยิ่งพอได้อยู่ข้างใน เป็นส่วนหนึ่งของทีม ก็ยิ่งได้เห็นว่า บุรีรัมย์ ฯ เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพอย่างแท้จริง สิ่งที่พวกเขาทำ ทุกทีมในไทยควรเอาเป็นแบบอย่าง 

 

ส่วนตัวกดดันหรือไม่ ที่ต้องลงเล่นให้ทีมใหญ่ขนาดนี้ 

ผมไม่ได้รู้สึกดดันอะไรเลยนะ เพราะรู้ว่าผมย้ายไปในฐานะตัวสำรอง ผมคิดแค่ว่า มาที่นี่เพื่อพัฒนาตัวเอง  แต่พอไปถึงผมได้ลงเล่นตั้งแต่นัดแรก แล้วก็ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง 

หลังจากนั้นแหละ ถึงเริ่มกดดัน มีคนเริ่มพูดถึงเรามากขึ้น แต่ผมยังไม่ได้คิดอะไรมากหรอก เพราะผมยังเด็ก 

ผมแค่เล่นเต็มที่ ทำตามที่โค้ชบอกทุกอย่างคือจบแล้ว ผมไม่ได้ไปซีเรียสกับผลการแข่งขันขนาดนั้น ไม่ได้แบกความกดดัน ความคาดหวัง เหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ ที่ผมเริ่มคิดถึงเป้าหมายของทีมมากขึ้น

 

เราเคยได้ยินว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไม่อยากเสียคุณออกจากทีมเลย เพราะอะไรทำไมคุณถึงเป็นคนเลือกย้ายออกจากมาจากสโมสรที่ดีสุด ณ เวลานั้น  

ผมมีคติประจำตัวเองว่า “ทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวเองได้เล่น” สำหรับผม ต่อให้อยู่ในทีมที่ดีสุดของประเทศแต่ถ้าไม่ได้ลงสนาม ผมยอมเลือกไปหาทีมที่ธรรมดาสุด ที่ผมได้ลงเล่นดีกว่า 

ผมเป็นคนต่อสายคุยกับนาย (เนวิน ชิดชอบ) เลยว่า ผมต้องการออกจากทีมไปหาโอกาสลงสนาม ถ้าผมอยู่ต่อ ผมสำรองแน่ ๆ เพราะพอรู้ว่าทีมกำลังจะเสริม ต้น (นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม) เข้ามา 

ผู้ใหญ่ก็ตกใจที่ได้ยินผมพูด ความจริงตอนนั้น ยังไม่มีทีมไหนติดต่อมาด้วยซ้ำ ผมไม่รู้ด้วยว่าจะย้ายไปทีมไหน ผมแค่อยากหาสโมสรที่ได้เล่นสม่ำเสมอ มากกว่าเล่นบ้างไม่เล่นบ้าง 

 

คนรอบตัวคุณค้านไหม เพราะนั่นอาจเป็นโอกาสสุดท้ายของคุณ ในการเล่นให้สโมสรที่ใหญ่ขนาดนี้ 

ทุกคนค้านหมด พี่จ้ำก็ไม่เห็นด้วย อยากให้ผมอยู่ต่อ วันสุดท้ายที่ผมขอออกมา เป็นเกมอุ่นเครื่อง นัดนั้นผมไม่ได้ลง ผมคิดว่าถึงเวลาที่ตัวเองต้องเดินต่อแล้ว ก็โทรหานาย (เนวิน ชิดชอบ) จากนั้นพี่จ้ำก็ประสาน จัดแจงบอกว่า จะปล่อยให้ยืมตัว แต่เงื่อนไขบอลถ้วยไม่ให้ลง เพราะหวังว่าเลกสอง จะได้ดึงกลับมาใช้ 

พอบุรีรัมย์ ฯ พร้อมปล่อยยืมตัว วันนั้นผมโทรหาพี่แบน (ธชตวัน ศรีปาน) คนแรก บอกว่าผมขอนายแล้ว พี่แบนก็ดึงกลับมาเล่นด้วยกันที่ สระบุรี ฯ แต่หลังจากผ่านไป 3-4 นัด พี่แบน โดนปลด ทีมก็มีปัญหา ทางบุรีรัมย์ ฯ โทรไปยกเลิกสัญญายืมตัวของผม แล้วดึงผมกลับไป 

 

สุดท้ายมาจบที่ การท่าเรือ ได้อย่างไร

ผมรู้ว่ากลับไป บุรีรัมย์ ฯ คงไม่ได้ลงสม่ำเสมอแน่ ก่อนเปิดเลก 2 บุรีรัมย์ ฯ เป็นฝ่ายเลือกทีมให้ผมเอง นั่นคือ การท่าเรือ เอฟซี

ผมก็เลยย้ายมาซ้อมที่นี่ 3 เดือนเต็ม โดยไม่ได้ลงสนาม เพื่อรอเวลาตลาดซื้อขายเปิด หลังจากย้ายมาเล่นได้ 2-3 นัด ท่าเรือ ก็ติดต่อซื้อขาดผม จากนั้นอยู่ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ 

 

คุณได้รับโอกาสลงสนามสม่ำเสมอกับ การท่าเรือ ในปีแรก แต่สโมสรตกชั้นสู่ดิวิชั่น 1 มันเป็นความรู้สึกอย่างไร ? 

ปีนั้นทุกคนในทีมรู้อยู่แล้วว่า มันคงยากมากที่จะรอด เพราะเลกแรกเราเก็บแต้มได้น้อยมาก เลกสอง ต้องชนะ 10 กว่านัด เหมือนทุกคนในทีมเผื่อใจไว้บ้างแล้ว

แต่ปีต่อมา เครียดจริง เพราะฤดูกาลนั้น สโมสรซื้อผู้เล่นมาหลายคน เป้าหมายคือเลื่อนชั้นกลับไทยลีก เลกแรกออกตัวดี เลกสองเป๋ โชคดีที่ตัดจบลีกก่อน ทีมอยู่อันดับ 3 ได้เลื่อนชั้นพอดี 

อีกอย่างปีนั้น ทีมได้ บาส (ปกรณ์ เปรมภักดิ์) มาร่วมทีม กลายเป็นว่า ผมกับบาส สลับกันลงปีกขวา โอกาสลงเล่นของผมไม่ได้สม่ำเสมอ เหมือนตอนย้ายใหม่ ๆ 

 

งั้นแสดงว่าที่คุณเปลี่ยนตำแหน่งมาเป็น แบ็กขวา เพราะช่วงที่เล่นปีกไม่ค่อยได้ลงสนาม ?

ช่วงพรีซีซั่น ผมเข้าไปคุยกับโค้ชเลยว่า ขอผมลองเล่นแบ็กขวาได้ไหม ตำแหน่งนี้ผมเล่นได้ โค้ชก็ให้เหตุผลหลาย ๆ ข้อว่า ผมยังไม่พร้อมเล่นตำแหน่งนี้ 

ผมก็ทำตามทุกข้อที่เขาบอก ทั้ง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ, การยืนตำแหน่งเกมรับ และอีกหลายข้ออย่าง เพื่อพิสูจน์ให้โค้ชเห็นว่า ผมดีพอหรือยัง ? 

ผมจำได้ว่า ช่วงต่อสัญญาฉบับใหม่ ผมบอกกับมาดามแป้ง (นวลพรรณ ล่ำซำ) ว่า ผมอยากพิสูจน์ตัวเองในตำแหน่งแบ็กขวาได้ไหม ถ้าผมลองแล้วมันไม่ดี ผมยอมไม่เอาเงินตรงนั้น ตรงนี้เลย จริง ๆ ผมก็พูดลองใจเขาไปงั้นแหละ (หัวเราะ) 

โค้ชเขาคงเห็นว่า ผมเอาจริง มีความตั้งใจ และต้องการโอกาสจริง ๆ จึงลองให้ผมได้เล่นตำแหน่งนี้ 

 

ในมุมกลับกัน ทำไมคุณถึงไม่พยายามทำแบบเดียวกัน เพื่อยึดตัวจริงในตำแหน่ง ปีกขวา 

ผมคิดว่าการถอยมาเล่นแบ็กขวา ทำให้ตัวเองมีโอกาสได้ลงสนามมากกว่า ปีกขวา ต้องยอมรับว่า การท่าเรือ มีปีกที่ทำผลงานได้ดีกว่าผมเยอะ แต่ถ้าผมถอยมาเล่นแบ็ก ผมอาจทำได้ดีกว่า ผู้เล่นที่สโมสรมีอยู่ 

อีกอย่างมันเป็นตำแหน่งที่ผมเคยเล่นก่อนมาอยู่แล้ว ผมคิดว่าตัวเองพอทำหน้าที่นี้ได้ ดีกว่าเป็นปีกที่นั่งรอโอกาส  เล่นบ้าง ไม่ได้เล่นบ้าง ผมไม่ยึดติดกับตำแหน่ง

 

ทัศนคติแบบนี้ด้วยหรือเปล่า ที่ทำให้คุณเคยเล่นมาหลายตำแหน่ง ถ้าตรงนี้ไม่ได้ ก็พร้อมที่จะขยับไปเล่นตำแหน่งอื่น

ผมเป็นคนที่อยากลงเล่นมากกว่าเลือกตำแหน่ง ตั้งแต่อยู่ สระบุรี เอฟซี ผมเล่นหมดทุกตำแหน่งที่โค้ชต้องการ ผมรับฟังว่า โค้ชสั่งให้ทำอะไรบ้าง ? บางครั้งผมเล่นกองหลัง, กองกลาง, ปีก ตอนอยู่ บุรีรัมย์ ฯ ก่อนย้ายออกมา ผมยังเคยเล่นกองหน้าเลย 

บางครั้งผมก็ถูกโยกไปเล่นตำแหน่งอื่น เวลาโค้ชถามว่าเล่นได้ไหม ผมไม่เคยมีคำตอบว่า เล่นไม่ได้ ให้เล่นตรงไหน ผมก็เล่นหมด เพราะผมอยากลงสนาม


 

ทีมชาติไทย มีตัวเลือกตำแหน่ง แบ็กขวา เยอะมาก บ่อยครั้งคุณไม่ถูกเรียกติดทีมชาติ หรือบางทีได้รับโอกาสแต่ก็ถูกตัดชื่อออก ไม่ได้ลงสนาม ช่วงเวลาเหล่านั้น คุณรู้สึกอย่างไร ? 

ช่วงที่ไม่ถูกเรียกติดทีมชาติไทย ผมคิดกับตัวเองว่า “ทำอย่างไรถึงจะมีโอกาสเข้าไปอยู่ตรงนั้น” สุดท้ายก็ตกผลึกว่า ผลงานในสโมสรจะเป็นคำตอบว่า เราสมควรถูกเลือกไหม ? 

ผมจึงพยายามเล่นให้ดีที่สุดกับต้นสังกัด เผื่อโค้ชทีมชาติมองเห็น ถ้ายังไม่ถูกเรียก ผมก็ไม่เคยน้อยใจนะ หรือมีความคิดว่า “กูเล่นดีขนาดนี้ ทำไมยังมองข้าม” เพราะต้องยอมรับว่าตำแหน่งนี้ มีตัวเลือกเยอะจริง ๆ บางครั้งนักเตะคนอื่นอาจเหมาะกับแท็กติกของโค้ชมากกว่าผม 

สำหรับผม แค่ได้มีชื่อติดทีมชาติ ผมถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว จบ!  ต่อให้เรียกไป ไม่ได้ลง ถูกตัดออกไม่ได้เป็น 23 คนสุดท้าย ก็ไม่เป็นไร

ผมไม่เคยมานั่งเสียใจเวลาไม่ได้ติดทีมชาติ ไม่ได้คิดขนาดนั้น เพราะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ สุดท้าย target หลักของผมคือฟุตบอลอาชีพ การติดทีมชาติเป็นเหมือนรางวัลตอบแทนความพยายามมากกว่า ซึ่งรางวัลมันไม่ได้มีให้กับทุกคน

 

แล้ววันที่ถูกเลือกเป็น “ตัวจริง” ในนามทีมชาติชุดใหญ่

กดดันตัวเองมาก ผมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน จำได้ว่า คืนก่อนที่ลงสนามแมตช์แรก (เจอ คองโก) ผมนอนไม่หลับเลย เพราะรู้ว่าตัวเองกำลังจะลงสนาม นี่อาจเป็นโอกาสเดียวในชีวิตผมก็ได้ ถ้าเล่นไม่ดี คือจบเลย โอกาสแก้ตัวคงไม่มีอีกแล้ว 

เวลาอยู่ในสนาม ผมพยายามเล่นให้ง่ายที่สุด ไม่ทำผิดพลาด ตอนจบเกม รู้สึกโล่งมาก เหมือนเอาอะไรหนัก ๆ ออกจากตัว ความกังวลทุกอย่างคลายลงไป 

 

คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้ นิติพงษ์ เสลานน์ คนที่ไม่ได้โดดเด่นด้านฟุตบอลตั้งแต่แรกเริ่ม เดินทางมาไกลมาถึงวันนี้

สำหรับผมคือความตั้งใจอย่างเดียว ผมเป็นคนที่ตั้งใจทำให้ตัวเองดีขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งไหนยังขาดผมเติม อะไรไม่ดี พยายามทำให้มันดี 

ผมไม่เคยเบื่อที่จะซ้อมบอล ผมไม่เคยขาดซ้อมแม้แต่วันเดียวกับทุกสโมสรที่ผมอยู่ ผมมีบ้าน รถ ทุกอย่างในชีวิตเพราะฟุตบอล

ผมแค่ต้องการทำให้ดีที่สุดในอาชีพของตัวเอง ผมยังคงแอคทีฟตัวเองตลอดเวลา เพราะผมมาถึงจุดนี้ ผมไม่ได้เคยมองว่าตัวเองเก่งเลย ผมมาได้เพราะความขยันล้วน ๆ การเอาชนะตัวเอง ชนะความขี้เกียจ ผมว่าผมเป็นแบบนี้มากกว่า 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง