mainstand

Voice of People

แหม่...แชมป์จนได้ : 5 ทศวรรษของการเป็นแฟนคลับลิเวอร์พูล "แอ๊ดดี้" วีรศักดิ์ นิลกลัด



วีรศักดิ์ นิลกลัด คือ ผู้บรรยายกีฬา และคอมเมนเตเตอร์ฟุตบอลมากประสบการณ์ ที่คนไทยคุ้นเสียงของเขาเป็นอย่างดี


 

จะด้วยลีลาการพากย์ที่ไม่เหมือนใคร, วลีฮิตติดปากมากมาย หรือ การทำหน้าที่อย่างซื่อตรง มาอย่างยาวนานหลายสิบปี เราต่างได้รู้จัก ชายวัยเกษียณคนนี้ ผ่านหน้าจอทีวี ยามเมื่อมีการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล 

วันเวลาอาจผันเปลี่ยน เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากจังหวัดเพชรบุรี ให้เข้ามาเติบโต และโลดแล่นอยู่บนเส้นทางสื่อมวลชนสายกีฬา จนเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ

แต่วันเวลาไม่เคยเปลี่ยนแปลง ความเป็นเด็กน้อยในตัวของ วีรศักดิ์ นิลกลัด ที่ยังคงชื่นชอบ และเฝ้าติดตามเชียร์สโมสร "ลิเวอร์พูล" 

แม้มันจะผ่านมาเกือบ 50 ปี และตลอด 5 ทศวรรษ "ลิเวอร์พูล" ก็ผ่านความเปลี่ยนแปลงมากมาย มีทั้งช่วงขึ้นสูงสุด และขาลงจนน่าใจหาย มีช่วงที่สุขสมหวังและเสียใจ แต่สิ่งที่ยังแจ่มชัด ไม่เปลี่ยนไป ในความรู้สึกเขา คือ ความศรัทธาที่เขามีให้ต่อสโมสรที่เป็นรักแรกและรักเดียวของ วีรศักดิ์ นิลกลัด 

 

เล่าให้ฟังหน่อยครับว่า ติดตามเชียร์ลิเวอร์พูลมานานแค่ไหน

เท่าที่จำความได้ น่าจะประมาณช่วงปี 1970 ต้นๆ สมัยนั้นยังไม่มีโอกาสได้ดูแมตช์การแข่งขัน ได้แต่ติดตามจากสื่อสิ่งพิมพ์, อ่านดูข่าว, ดูจากภาพ ก็จะเห็น ลิเวอร์พูล ปรากฏบ่อยครั้ง แล้วทีมนี้ก็มีนักเตะทีมชาติอังกฤษอยู่ในสโมสรเยอะ 

ได้แชมป์ลีกบ่อยมาก ถ้าจำไม่ผิดตั้งแต่ฤดูกาล 1972-73 ถึง 1989-90 ลิเวอร์พูลได้แชมป์ลีก 11 สมัย 11 ครั้งเลยนะ! ก่อนมาเปลี่ยนมาเป็นยุคพรีเมียร์ลีก ผมคิดว่าคนเกิดยุคนั้น น่าจะเชียร์ลิเวอร์พูลกันเยอะนะ 

 

 

ยุคเครื่องจักรสีแดง?

ใช่ๆ เครื่องจักรสีแดง หงส์แดงตะแคงฟ้า เป็นฉายาที่นักข่าวไทยสมัยก่อนตั้งให้ คือ ฟุตบอลอังกฤษยุคโบราณเมื่อ 40-50 ปีก่อน เน้นเล่นบอลโยน ใช้ร่างกายปะทะ แต่ลิเวอร์พูล เล่นบอลกับพื้น ต่อบอลได้ดี ยุคที่ผมเริ่มติดตามก็เป็น ยุคที่ บ็อบ เพรสลีย์ คุมทีม 

 

แสดงว่าการนำเสนอของสื่อ, สไตล์การเล่นที่มีเอกลักษณ์ บวกกับ ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จได้แชมป์หลายสมัย เป็นปัจจัยที่ทำให้คุณชื่นชอบทีมหงส์แดง 

นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ทำให้ชอบสโมสรจริงๆ คือ เควิน คีแกน เขาเป็นผู้เล่นในดวงใจเลย เพราะคีแกน รูปร่างไม่ใหญ่ (สูง 173 เซนติเมตร) ในขณะที่ผู้เล่นส่วนใหญ่ รูปร่างสูงยาว แต่คีแกน มีความเร็ว พริ้วไหว ถึงแม้จะตัวเล็กตาม 

ส่วนตัวผมเป็นคนที่ชอบเล่นฟุตบอลอยู่แล้ว เป็นตัวแทนโรงเรียนระดับประถม มัธยม ในระดับอุดมศึกษา ก็เลือกเรียนสายพลศึกษา รู้สึกว่า คีแกน เป็นแรงบันดาลใจที่ดี เขาตัวเล็กขนาดนั้นยังเล่นได้ดีเลย ก็ชอบ คีแกน และเชียร์ลิเวอร์พูล 

ขนาด คีแกน ย้ายไปฮัมบูร์ก ก็ยังเอาใจช่วย เชียร์ฮัมบูร์กไปด้วยเลย เพราะชอบเป็นการส่วนตัว 

 

อย่างที่คุณวีรศักดิ์เล่า สมัยก่อนสื่อฟุตบอล มีแค่สิ่งพิมพ์ การจะได้มาซึ่งข้อมูลมันยาก ตอนนั้นเคยมีความใฝ่ฝันไหมครับว่าอยากไปทำงานเป็นสื่อมวลชนสายกีฬา เพื่อจะได้มีโอกาสไปอังกฤษ 

ไม่ได้คิดขนาดนั้น มันเป็นความบังเอิญมากกว่า ผมเรียนสายพลศึกษา ความจริงเมื่อเรียนจบ ควรต้องไปทำงานเป็น ครูสอนพละ หรือผู้ตัดสินกีฬาใช่ไหมครับ 

พี่ชายผม คุณพิศณุ นิลกลัด เขาทำงานอยู่ที่ สยามกีฬา ทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทางคุณระวิ โหลทอง ก็จะมีการนำเอานักข่าวสายกีฬา มารวมตัวพาไปแข่งฟุตบอล ในนามทีม "สตาร์ซอกเกอร์" ก็ตระเวนเดินสายแข่งไปทั่ว 

ผมก็มีโอกาสได้ไปเตะบอลให้กับทีม สตาร์ซอกเกอร์ ด้วย ร่วมกับนักข่าวรุ่นเก่าๆ พอเรียนจบปุ๊ป ช่วงประมาณปี 1980 คุณระวิ ชักชวนให้ผมเข้ามาทำงานเป็นนักข่าวของ สตาร์ซอกเกอร์ สมัยนั้นยังไม่มี สยามกีฬารายวัน เลยนะ หน้าที่ผมทำเกี่ยวกับ ฟุตบอลไทย เป็นหลัก สมัยยังไม่มีสื่อโทรทัศน์ ต่อมาก็ค่อย ๆ พัฒนาจนได้มาเป็น ผู้บรรยายกีฬา, คอมเมนเตเตอร์  

 

 

คุณเคยมีประสบการณ์ไปเชียร์ ลิเวอร์พูล ถึงขอบสนามไหม? 

สมัยนั้น สยามกีฬา เริ่มมีการส่งนักข่าวไปประจำการที่ลอนดอน 1 คนต่อ 2 ปี ปีแรกเป็นคุณน้องหนู ธราวุธ นพจินดา คนที่สองคือ คุณบิ๊กจ๊ะ สาธิต กรีกุล 

หลังจากคุณน้องหนู หมดภารกิจกลับมาอยู่ไทย ก็ชวนผมไปดูฟุตบอลที่อังกฤษ โดยมีกำหนดไปอยู่ที่นั่น 1 เดือน ในตอนนั้น สยามกีฬา จะได้โควต้าตั๋วสื่อมวลชน สนามละ 2 ใบ แบ่งเป็น นักข่าว 1 คน ช่างภาพ 1 คน 

ตอนที่ไปลิเวอร์พูล เราเช่ารถจากลอนดอน ขับขึ้นไปเมืองลิเวอร์พูล ไม่ได้นั่งรถไฟ พอถึงสนาม คุณน้องหนู ก็บอกว่า "แอ๊ด มาถึงแอนฟิลด์ทั้งที เดี๋ยวลงไปถ่ายรูปนะ" ผมก็สวมปลอกแขน หยิบกล้องฟิล์ม เลนส์มือหมุน ลงไปยืนอยู่หลังโกล

นั่นคือครั้งแรกที่ผมได้ดูลิเวอร์พูลในสนาม และผมก็ได้เหยียบสนามแอนฟิลด์ ในวันที่มี แมตช์เดย์ ในบ้าน เห็น สตีฟ แมคมานามาน ตอนยังเป็นดาวรุ่ง วิ่งวอร์มผ่านหน้า ไม่อยากเชื่อเลย เพราะเราเป็นแค่แฟนคลับชาวไทยคนหนึ่ง ที่ตามเชียร์สโมสรมาเกือบ 20 ปี แต่วันนี้เราได้อยู่ในสนาม 

 

ณ โมเมนต์ตรงนั้นสำหรับแฟนหงส์ ที่เคยติดตามทีมผ่านตัวหนังสือ มันเป็นอย่างไร 

แทบจะไม่ได้ถ่ายรูปเลย ได้แต่ถามตัวเองว่า "เรามายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร" คือวันนั้นแค่ได้ดูจากด้านบน ก็มีความสุขมากแล้ว แต่นี่เราได้ลงไปในสนาม โอ้โฮ บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึกอย่างไร แล้วบรรยายกาศที่แอนฟิลด์นี่สุดยอดมาก กลายเป็นความประทับใจครั้งหนึ่งในชีวิต

ทุกวันนี้ถ้ามีโอกาส ก็จะพยายามหาเวลาว่างสัก 10 วันไปดูที่สนาม ถ้าไปน้อยกว่านั้น มันไม่คุ้ม เที่ยวแป๊ปเดียวก็หมดเวลาแล้ว 

 

ในยุคที่เริ่มมีการถ่ายทอดสด คุณผันมาตัวเองมาเป็น ผู้บรรยายกีฬา เวลาได้พากย์เกมที่ ลิเวอร์พูล ลงแข่งขัน ต้องมีการปรับอารมณ์ความรู้สึกไหม?

แน่นอน เวลาพากย์คู่ ลิเวอร์พูล ความรู้สึกเรายังเอาใจช่วยอยู่ แต่หน้าที่เรา จะไปออกอาการ แอ็คชั่น น้ำเสียงมากไม่ได้ ก็ต้องพากย์ให้เป็นปกติ เหมือนพากย์ทีมอื่นๆ 

เพราะการเป็นผู้บรรยาย หน้าที่เราคือ ทำฟุตบอลคู่ไม่สนุก ให้ดูสนุก ทำของดีให้ดียิ่งกว่าเดิม ก็มีการสอดแทรกข้อมูลต่าง ๆ ในจังหวะที่พอเหมาะพอดี ไม่ใช่ยัดเยียด ยิ่งยุคปัจจุบัน คนดูเขาทราบข้อมูลลึกว่าเราอีก คนพากย์ก็ต้องปรับตัว จะไปพูดย้ำคิดย้ำทำ ไม่ได้

 

 

ในวันที่ไม่ได้ทำงาน ไม่ต้องสวมหมวกสื่อบรรยายเกม สไตล์การเชียร์ ลิเวอร์พูล ของ วีรศักดิ์ นิลกลัด เป็นอย่างไร

ก็มีออกอาการบ้างนิดหน่อย ไม่เหมือนดูมวย ที่ออกอาวุธตาม ใช่ไหม? ผมเป็นคนที่ไม่ตำหนิ ไม่ด่านักฟุตบอล อาจจะมี "อืมหืม" "แหม่ เสียดาย" แต่เข้าใจว่าทุกคนย่อมมีข้อผิดพลาดได้ นักฟุตบอลก็เหมือนกัน จะไปเล่นดีทุกนัด คงเป็นไปไม่ได้ 

ต้องรู้จักทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ ความผิดหวังบ้าง แต่ต่อจากนี้คงตั้งมาตรฐานความคาดหวังกับ ลิเวอร์พูล สูงกว่าเดิม (ยิ้ม) เพราะเราเป็นได้แชมป์ UCL, แชมป์สโมสร, แชมป์พรีเมียร์ลีก ทีมชุดนี้ก็ดูลงตัว อยากเห็นเครื่องจักรสีแดงกลับมายิ่งใหญ่อีก

 


 

สมัยหนุ่มๆ นี้เชียร์เข้มข้นไหมครับ 

ก็ได้อยู่นะครับ เรื่องนี้ต้องถามคุณบิ๊กจ๊ะ เพราะเขาเป็นแฟน แมนฯ ยูไนเต็ด ตัวยง ผมเป็นแฟน ลิเวอร์พูล ตัวยง เราเข้าทำงานพร้อมกันที่ สยามกีฬา เวลา แมนฯ ยูไนเต็ด เจอ ลิเวอร์พูล ก็จะมีเดิมพันกันว่า ทีมไหนแพ้ ต้องเลี้ยง 1 มื้อ ซึ่ง 1 มื้อนั้นหมายถึง ทั้งอิ่มทั้งเมา รวมหมดทุกอย่าง ตามประสาวัยหนุ่ม (หัวเราะ) 

ช่วงที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์บ่อยๆ ผมจะชอบแซวคุณบิ๊กจ๊ะว่า "ไม่ต้องโทรเลยนะ" ก็ประมาณนี้ขำๆ เป็นเพื่อนสนิทกัน ตอนหลังก็แยกย้ายไปเติบโตคนละที่ แต่ยังทำงานสายเดียวกัน เจอกันบ้างตามโอกาส ก็ยังมีส่งไลน์คุยกัน แสดงความยินดี อวยพรตามเทศกาลต่างๆ ล่าสุดไปเตะบอลด้วยกัน เขาก็บอกว่า "ยินดีด้วยนะ"  

 

ในมุมมองของสื่อมวลชนท่านหนึ่ง คิดว่าเหตุใด ลิเวอร์พูล ถึงต้องรอคอยแชมป์ลีกนานถึง 30 ปี 

ลิเวอร์พูล มันมีความไม่ลงตัว ไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา มาโดยตลอด และทีมอื่นก็พัฒนาขึ้นมามาก คือทีมที่จะเป็นแชมป์ได้ แค่ฝีมือเก่งล้วนๆ ไม่พอเพียง ต้องมีโชค วาสนา ด้วย ดูอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ใครจะคิดว่าพวกเขาจะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 

เคยสังเกตไหมว่า แฟนบอลลิเวอร์พูล อายุไม่ถึง 30 ปี มีจำนวนไม่น้อยเลยนะ ทั้งที่คนรุ่นอายุนี้ ไม่เคยเห็นลิเวอร์พูล ได้แชมป์ลีกสูงสุด อาจจะเคยได้แชมป์บอลถ้วยมาบ้าง 

ภาพที่เขาเติบโตมา คือ ทีมอื่นเก่งกว่าลิเวอร์พูล แล้วเพราะอะไรเขาถึงเชียร์ลิเวอร์พูล? ... เพราะทีมนี้มันมีตำนานนั่นไง  

สื่อโชเซียลมีเดีย ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ ได้ศึกษา และรู้จักความเป็นตำนานของสโมสร

 


 

สำหรับคนที่เคยเห็นยุครุ่งเรือง ของ ลิเวอร์พูล จนถึงยุคที่ดร็อปลงไป และกลับมาประสบความสำเร็จอีกเรื่อง คิดว่าตัวเองได้มองเห็นอะไรที่มากกว่าแค่เกมฟุตบอล 

มันคือสัจธรรมของชีวิต สูงสุดบางทีต้องกลับคืนสามัญ อย่าไปท้อ ต้องมีความพยายาม อดทน มันเอาไปปรับใช้กับชีวิตได้นะ บางครั้งเราต้องอดทน มองหาอะไรใหม่ๆ และปรับตัวให้ทันยุค 

อย่าง ลิเวอร์พูล ยังเปลี่ยนจากบอล Passing สวยงาม มาเน้นเรื่องพละกำลัง เล่น Pressing กดดันคู่แข่ง จนประสบความสำเร็จ 

ชีวิตการทำงานก็เหมือนกัน อย่างตัวผม ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จากที่เคยได้พากย์ฟุตบอล วันหนึ่งลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเปลี่ยนมือ เจ้าของลิขสิทธิ์ เขาอาจจะเอาคนรุ่นใหม่ คนในสังกัดมาพากย์ ก็ไม่เป็นไร เราก็มองหาโอกาสใหม่ๆ หางานอื่นๆ อย่าไปยึดติด คนอื่นอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ 

 

ในช่วงขาลงของทีม อะไรที่ทำให้คุณยังเชื่อมั่นว่า ลิเวอร์พูล จะกลับมาได้ในวันหนึ่ง

ความมีตำนาน และประวัติศาสตร์สโมสร ทีมที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ฟุตบอลคือหัวใจของชาวเมือง แฟนบอลเปรียบเสมือนผู้เล่นคนที่ 12 

ผมคิดว่า ชาวเมืองลิเวอร์พูลเขาคงไม่ยอมให้ทีมล้มลงไป แฟนคลับลิเวอร์พูลทั่วโลก ก็พร้อมให้การสนับสนุน และส่งกำลังใจ 

ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ นักฟุตบอลและผู้จัดการทีมทุกคนสัมผัสได้ และอยากทุ่มเทเพื่อพาทีมกลับไปสู่จุดเดิมอีกครั้ง 

 

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ ลิเวอร์พูล ชุดนี้ 

จุดแข็งคือ ผู้เล่น 11 คนแรก และเจอร์เกน คล็อปป์ เขามีบุคลิกดี การสื่อสาร จิตวิทยา การแก้เกมครบหมด 

ส่วนจุดที่น่าเป็นห่วงคือ ถ้าฤดูกาลหน้า อลีสซง, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์จ, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, 3 ตัวรุกบน (มาเน, ฟีร์มีโน, ซาลาห์) เจ็บไปสักครึ่งหนึ่ง ทีมน่าจะมีปัญหาแน่ เพราะ แมนฯ ซิตี้ ตัวสำรองดีกว่านะ แล้วการที่เป็นแชมป์เร็วในปีนี้ ทำให้ปีหน้ามีแต่ทีมอยากล้มคุณ แต่ก็เชื่อมั่นในตัวของ คล็อปป์ อยู่นะ

 

 

สุดท้ายครับพอจะจัด 11 ผู้เล่นลิเวอร์พูล ในดวงใจได้ไหมครับ

อืมหืม ยากเลย ขอเวลาคิดนานหน่อยนะ (นิ่งไปประมาณ 1 นาที) ใครดีนะ ... เพราะว่าเชียร์มาหลายสิบปี มันมีผู้เล่นเยอะมากเลย คิดไม่ค่อยทัน งั้นขอจัดแบบที่เท่านึกออกตอนนี้ ไปก่อนแล้วกันนะ 

ระบบ 3-4-3 ประตูให้ "อลีสซง เบคเกอร์" กองหลังขวาไปซ้าย "เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์", "เฟอร์กิล ฟาน ไดค์จ" และ "ฟิล นีล" 

กองกลาง 4 คน "แกรม ซูเนสส์", "สตีเวน เจอร์ราร์ด", "เคนนี่ ดัลกลิช", "เควิน คีแกน" 

กองหน้า 3  คนเหรอ ?  "เอียน รัช" ต้องมาเป็นตัวเลือกแรก อีกสองคนใครดีนะ (หยุดคิดไป 30 วินาที) อ่ะผมให้ "ซาลาห์" กับ "ฟีร์มีโน" ก็แล้วกัน ชุดปัจจุบัน 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง