mainstand

Voice of People

พจนฤทธิ นิมิตรกุล : สถาปนิกหนุ่มที่เชื่อว่า “ทุกความสัมพันธ์ก่อเกิดความสวยงามของชีวิต”



“ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา และมีนิสัยชอบสังเกตสิ่งที่อยู่รอบตัว มันลึกซึ้งไปถึงขั้นที่ว่า คนเราเกิดมาทำไม ? ความสวยงามคืออะไร ?” 


 

“กระเป๋าใบหนึ่งที่ว่าสวย ทำไมมันถึงถูกมองว่าสวยงาม ? ส่วนตัวผมคิดว่า ความสวยงาม คือ ความสัมพันธ์ ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอกอย่างเดียว” 

“ยกตัวอย่าง พระอาทิตย์ตก ทำไม คนรวย คนจน เด็ก, คนสูงอายุ คนที่มีรสนิยมต่างกัน ถึงมองว่านี่คือความสวยงามแบบสากล เพราะมันมีก้อนเมฆ มีขอบฟ้า มีความสัมพันธ์ของจุดที่ 1-2-3-4 ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงดูสวยงาม ก็เพราะดวงตา จมูก สัดส่วน เสื้อผ้า ทรงผม องค์ประกอบต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กัน” 

ความสวยงาม แท้จริงคืออะไร ? ใครหลายคนคงค้นความหมาย และพยายามคำตอบของคำถาม เช่นเดียวกับ “พจ - พจนฤทธิ นิมิตรกุล” สถาปนิกหนุ่มมาดสุขุม ผู้ร่วมก่อตั้ง Mun Architects บริษัทรับงานออกแบบ สถาปัตยกรรม และตกแต่งภายใน 

สิ่งที่เขาค้นพบและเข้าใจก็คือ “ความสวยงาม” เกิดขึ้นจาก ความสัมพันธ์ของอะไรบางอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ทำให้มนุษย์บนโลกได้รู้จักกับคำว่า สวยงาม 

และความสวยงามก็ไม่ได้ขึ้นตรงอยู่กับเพียงแค่ รูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่องค์ประกอบ ความพอดี ที่สัมพันธ์ในแต่ละการกระทำของชีวิต ตั้งแต่ตื่นนอนจนหลับนอน 

 

เสกของขึ้นมาจากความคิด 

“สถาปนิก เป็นงานที่เหมือนเสกของขึ้นมาจากสิ่งที่เราคิด รู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้คิด และสุดท้ายก็เห็นมันออกมาเป็นรูปร่างจริง”


เย็นวันหนึ่งในฤดูฝน ที่สภาพอากาศภายนอกกลับร้อนอบอ้าว ไม่เป็นดั่งเช่นวันวาน ภายในสตูดิโอ “Podium สาทร” อันเป็นฐานบัญชาการของ Mun Architects เรามีนัดพูดคุยกับ พจนฤทธิ นิมิตรกุล สถาปนิกที่มีบุคลิกน่าค้นหา และมุมมองทางความคิดที่น่าสนใจ หากดูจากผลงานที่เขาสร้างสรรค์ 

เจ้าบ้านต้อนรับเราด้วยอัธยาศัยที่เป็นกันเอง ก่อนนำพาเข้าสู่บทสนทนาแรก ในการเล่าที่มาของความชอบด้านออกแบบมาตั้งแต่เด็ก ที่เริ่มจากการต่อโมเดลของเล่น จากนั้นก็ตัดสินใจเลือกเรียนด้าน สถาปัตยกรรม ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนสุดท้ายปลายทางจะลงเอยประกอบอาชีพสถาปนิก 


“ก่อนที่ผมจะมาเปิดบริษัทร่วมกับหุ้นส่วน คุณทีค - จรัณวัต เมาฬีกุลไพโรจน์ ผมเคยทำงานประจำเป็นพนักงานคนหนึ่งในองค์กร นิสัยผมเป็นคนจริงจังกับงานมากนะ จนงานมันเข้ามาผสมกับชีวิตทั่วไปของตัวเอง” 

“เวลาไปเที่ยว แทนที่จะสนุกกับทริป ผมกลับมาตั้งข้อสังเกตว่า ประตูที่โรงแรมนี้ทำมาจากอะไร ? เขาเดินท่อแอร์อย่างไร ทำไมมันดูเรียบร้อยจัง กลายเป็นคนที่ช่างสังเกตสิ่งที่รอบตัวไปหมด”

“มันลึกซึ้งไปถึงขั้นที่ว่า คนเราเกิดมาจากอะไร ? เกิดเพื่ออะไร ? ทำไมต้นไมถึงโตแบบนี้ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ น้ำขึ้น-น้ำลง มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร ? ความสวยงามคืออะไร ? เพราะมันสามารถนำไปใช้กับงานได้”

“ผมเปรียบเทียบ สถาปนิก ก็เหมือนนักดนตรี บางคนทำเพลงร็อก, แจ็ส ฉะนั้นงานของสถาปนิกแต่ละคน ไม่มีทางเหมือนกันเลย”  

“สถาปนิกบางคนอาจจะชอบแนว Futuristic งานล้ำ ๆ เขาก็จะสนใจเกี่ยวกับ เทคโนโลยี หุ่นยนต์ AI ผลงานออกมาก็เป็นสีขาว ๆ เงา ๆ ส่วนผมไม่ได้อินกับตรงนั้น ผมอินกับเรื่องความสัมพันธ์ของสัจธรรมต่าง ๆ มากกว่า งานผมก็จะออกมาในอีกมิติหนึ่ง” 

โลกในการทำงานจริง ไม่เหมือนนั่งประกอบโมเดลสัดส่วน 1 : 6, 1 : 12  พจนฤทธิ เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง เกี่ยวกับความรู้สึกที่เหนื่อยล้าจากงานประจำที่ทำอยู่ นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ เขาหันมาศึกษาหนังสือเกี่ยวกับปรัชญา ศาสนา เพื่อพยายามค้นหาสัจธรรมต่าง ๆ รวมถึงสิ่งที่เขายังคงสงสัย 


“ตอนทำงานประจำ เราไม่ได้เห็นภาพใหญ่ เห็นแค่งานหน้าที่ความรับผิดชอบของตัวเอง ช่วงนั้นก็จะเครียด แล้วก็ถามตัวเองว่า ‘ทำไมมันเหนื่อยจังเลย’ ‘เราทำไปเพื่ออะไร ?” ทำเพื่อให้อีกฝ่ายเอางานไปส่ง รอรับฟีดแบ็ก โดยที่เราก็ไม่รู้ว่า เขาคุยอะไรกันบ้าง” 

“จากนั้นก็รอให้คนมาบอกให้เราต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันเหมือนคนหลับหู หลับตาทำไปให้เสร็จ โดยไม่ได้รู้จริง ๆ ว่า คนๆ นั้นที่เราทำงานให้ รู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เราทำ”

“ก็เลยหันมาสนใจหาพวกปรัชญา ธรรมมะ ความสอนของศาสนาต่าง ๆ ไม่ใช่แค่พุทธนะครับ คริสต์ อิสลาม ซิกข์ ฮินดู ก็หาอ่าน ชอบศึกษา พยายามเอามาเปรียบเทียบว่า หลักการของแต่ละศาสนา มีจุดไหนเหมือนกัน ตรงไหนต่างกัน ?”

“เรื่องบางเรื่องในคัมภีร์ ดันไปตรงกับ วิทยาศาสตร์ มันน่าทึ่งมากว่า เขาคิดกันมาได้ไง ตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีก่อน เพราะเราเพิ่งเข้าใจเรื่องนี้เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วเอง เกร็ดพวกนี้เรารู้สึกว่ามันสนุก น่าค้นหา และทำให้เราเข้าใจอะไรได้ดีขึ้น ยกตัวอย่าง เวลาไปดูโบราณวัตถุ วิหาร ศาสนาสถาน เราก็จะเข้าใจมากขึ้นว่า คนยุคนั้นเขาคิดอะไร มันมีพื้นฐานมาจากความเชื่อแบบไหน ?”

“เราเลยรู้สึกว่า โลกนี้มีอะไรให้น่าค้นหาเต็มไปหมด ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ดีกว่าจะจมอยู่กับความรู้สึกเบื่อหน่าย ก็เลยชอบพาตัวเองออกไปข้างนอก ไปขี่มอเตอร์ไซค์ ไปสัมผัสธรรมชาติ เดินป่า เล่นน้ำทะเล หรือไปตามพิพิธภัณฑ์ สถานที่จัดแสดงโบราณวัตถุ เพื่อให้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้รับรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส”

 

เพราะความสัมพันธ์ชีวิตจึงสวยงาม 

หลังจากเก็บเกี่ยวหลักไมล์ชั่วโมงการทำงาน มาได้สักระยะหนึ่ง พจนฤทธิ ก็ผันตัวเองเข้าสู่โหมด นายของตัวเอง ที่ Mun Architects มาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว 

หน้าที่หลักของ พจนฤทธิ คือการศึกษา สำรวจ ทดลอง และวิเคราะห์ เกี่ยวกับงานออกแบบ รวมถึงเป็นตัวกลางติดต่อประสานงาน ระหว่างผู้ว่าจ้าง กับผู้รับเหมาก่อสร้าง 

สิ่งที่เขาค้นพบในการออกมาทำกิจการของตัวเอง ก็คือ การจะมุ่งฝึกฝนแค่ความสามารถทางวิชาชีพอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอต่อสถานะปัจจุบันของตน ดังนั้นเขาจึงต้องเรียนรู้การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่นด้วย อันเป็นมิติที่เพิ่มเติมขึ้นมากกว่าตอนทำงานประจำ 


“มันยากนะสำหรับผม ในการออกมาทำกิจการเอง เพราะเราต้องมีทักษะ 2 อย่าง ทั้ง ทักษะเชิงวิชาชีพ กับ ทักษะเชิงความสัมพันธ์กับผู้อื่น ตอนที่ทำงานประจำ ผมมุ่งเน้นแค่ทักษะวิชาชีพอย่างเดียว คิดแต่จะทำให้ตัวเองเก่ง ๆ ขึ้นไป”

“แต่พอออกมาทำเอง เราต้องฝึกทักษะอีกส่วน เพื่อนำเสนองาน โน้มน้าวจิตใจ อ่านนิสัยใจคอของมุนษย์ ในขณะเดียวกัน ทักษะด้านวิชาชีพ ก็ยังคงต้องพัฒนาต่อไป มันเลยค่อนข้างหนัก ที่เราต้องพัฒนาทั้งสองทักษะ”

“ไม่มีวันไหนเลยที่รู้สึกว่า วันนี้เอาอยู่หมดแน่ ๆ อาจจะมีบ้างเป็นบางห้วง เช่น วันนี้เอางานไปเสนอ แล้วลูกค้าชอบมาก จังหวะขับรถกลับ มันจะแบบรู้สึกว่า วันนี้ตีโจทย์แตก แต่พอดูตารางงานวันรุ่งขึ้น ก็รู้ว่ายังมีอะไรอีกให้ต้องทำอีกเยอะเลย รู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม แต่สนุกมากขึ้น และที่สำคัญคือสามารถบริหารจัดการเวลาของตัวเองได้ดีกว่าตอนทำงานประจำ” 

“สุดท้ายเราก็ยังต้องพยายามอยู่ในทุกวัน ไม่ได้รู้สึกว่า Comfort เอาอยู่ เรายังต้องเรียนรู้ที่สร้างความสัมพันธ์กับทีมงานของตัวเอง และลูกค้าอยู่ตลอด ในขณะเดียวกัน ก็ต้องสำรวจตัวเองด้วย ว่าตอนนี้เป็นอย่างไร ? เพราะร่างกายกับจิตใจ มีความสัมพันธ์กัน จะมุ่งทำแต่งานหนัก แต่ไม่ดูแลตัวเองก็ไม่ได้” 

“เราต้องดูแลตัวเองให้ดีในระดับหนึ่ง หาอะไรกินที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถ้าร่างกายและจิตใจเราดี มันคิดงานออกมาได้สดและดีกว่า ตอนที่สภาพร่างกายพัง ๆ เมา ๆ อยู่แล้ว” 

 

แบกกระเป๋าแล้วออกไปเรียนรู้ 

พจนฤทธิ เชื่อว่า งานที่ดีย่อมเกิดจาก ความสัมพันธ์ระหว่าง ร่างกายกับจิตใจ ที่ต้องผสมผสานกันอย่างลงตัว 

เมื่อไหร่ก็ตามที่ ร่างกายและจิตใจเริ่มอ่อนล้าจากภาระงาน พจนฤทธิ จะก็หยิบกระเป๋าแบ็กแพค “Incase City Compact w / Cordura” ที่มีความทนทาน รับแรงกระแทกได้ดี ออกไปลุยกับเขา ในยามควบยานพาหนะสองล้อ ที่เขาสามารถบังคับมันได้ดั่งใจบนท้องถนน 

Incase City Compact w / Cordura เป็นกระเป๋าเป้ ใส่ Macbook ขนาด 16 นิ้ว ออกแบบมาได้อย่างลงตัว ใส่ของกระจุกกระจิกได้มากมาย สายรัดถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานอย่างดี รองรับกับสรีระผู้คนมาตรฐาน ใช้ผ้า Cordura 500D ซึ่งมีความทนทานสูง ตอบสนองการใช้งาน มีฟังก์ชั่นต่าง ๆ เพื่อความคล่องตัวของคนเมือ ซึ่งคุณสมบัติแบบนี้ จึงช่วยให้เขาพกพาไปได้ทุกที่ 


“เวลาเลือกอะไร เราคงไม่ได้เลือกเพียงเพราะแค่ว่าภายนอกมันสวยงาม แต่เราจะดูว่ามันเหมาะสม กับช่วงเวลานั้นไหม” 

“อย่างเช่น กระเป๋า ถ้าเราจะไปออกไซด์ก่อสร้าง ต้องพกตลับเมตร แว่นตากันแดด ไปด้วย ก็คงเลือกกระเป๋าแบบหนึ่งที่มันสัมพันธ์เข้ากับสถานการณ์ ต่างจากตอนคุยงานกับลูกค้า ที่จะเป็นอีกบทบาทหนึ่งของเรา”

“ก็คงเหมือนกับชีวิตการทำงาน มันต้องมีทั้งงานที่เราทำแล้วสร้างเงิน เช่น บ้านจัดสรร กับงานที่ให้ความรู้สึกทางใจ เพื่อไม่ให้รู้สึกเบื่อจนเกินไป เราต้องเลือกว่าจะทำอะไร ในสถานการณ์ไหน ต้องพยายามเวตมันอยู่ตลอดทุกวัน เราไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิดนะ แต่มันเป็นวิธีการที่เราใช้อยู่ เราก็เป็นคนหนึ่ง ที่ยังคงค้นหาสัจธรรมของชีวิต และพยายามเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ในทุกวัน” พจนฤทธิ ทิ้งท้าย 

สำหรับผู้ที่สนใจ Incase City Compact w / Cordura เป็นหนึ่งใน “City Collection” สามารถสั่งซื้อได้ที่ www.incase.co.th มี 4 สี ได้แก่ สีดำ, สีแดงเข้ม, สีเทา, และสีน้ำเงิน ราคา 4,990 บาทเท่านั้น 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง