mainstand

Voice of People

จิตกร ศรีคำเครือ : การเดินทางตามฝันกว่า 30 ปี โดยมีลิเวอร์พูลเป็นเพื่อนร่วมทาง



"Some people think football is a matter of life and death. I don't like that attitude. I can assure them it is much more serious than that."


 

ประโยคอันเป็นที่เลื่องลือของ บิล แชงค์ลีย์ สุดยอดปรมาจารย์โค้ช ผู้วางรากฐานความสำเร็จ ของสโมสรลิเวอร์พูล ที่กล่าวถึงฟุตบอลว่า มีค่า มีความหมาย มากกว่าชีวิต หรือ ความเป็นความตายของมนุษย์

ไมว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ แต่มีหลายกรณี ที่แสดงให้เห็นว่า ฟุตบอลมีคุณค่ามากพอ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์ เป็นแรงผลักดัน ให้คนสักคนมีความฝัน และก้าวเดินเพื่อประสบความสำเร็จในชีวิต

จิตกร ศรีคำเครือ หรือที่แฟนบอลชาวไทยหลายคน รู้จักเขาผ่านนามปากกา "ยักษ์ ดอยแดง" คือชายหนึ่งคนที่มีผู้ชี้นำทางเดินของชีวิต เป็นสโมสรฟุตบอล ที่ บิล แชงค์ลีย์ สร้างให้โด่งดังค้ำฟ้ามากับมือ อย่าง ลิเวอร์พูล เอฟซี

จากเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ที่หลงไหลในทีมลิเวอร์พูล ผ่านการบอกเล่าบนตัวอักษร ที่เล่าถึงความเกรียงไกร ของทัพเครื่องจักรสีแดง สู่การเติบโตด้วยความฝัน หวังจะได้ไปเหยียบสนามแอนฟิลด์สักครั้ง แม้ว่าทีมรักจะเริ่มร่วงหล่น จนไม่ได้แชมป์ลีกยาวนานถึง 30 ปี

นี่คือการเดินทางร่วมกัน ยาวนานกว่า 30 ปี ระหว่าง จิตกร ศรีคำเครือ กับสโมสรลิเวอร์พูล ที่ร่วมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน ทั้งในวันที่สุข หรือวันที่ทุกข์ จนถึงวันที่พวกเขาประสบความสำเร็จไปด้วยกัน ในปี 2020 

 

คุณเริ่มกลายเป็นแฟนบอลของลิเวอร์พูลได้อย่างไร

ย้อนไป 40 ปีที่แล้ว ชีวิตของเด็กต่างจังหวัด ไม่ค่อยมีสิ่งที่เป็นความบันเทิง กระทั่งปี 1986 ประเทศไทยถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลกครั้งแรก เรารู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชอบฟุตบอล ชอบบรรยากาศของเกมการแข่งขัน ตอนนั้นยังไม่รู้จักฟุตบอล ระดับสโมสรด้วยซ้ำ

ประเด็นคือ พอฟุตบอลโลกจบ เราไม่มีฟุตบอลให้ติดตามต่อ รู้สึกเคว้ง เหมือนเด็กโดนแย่งของเล่น จะติดตามฟุตบอลได้ต่อทางไหนบ้าง? ก็ไปเจอสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์สยามกีฬา หรือ สตาร์ซ็อคเกอร์ 

ช่วงเวลานั้น เราเสพย์ฟุตบอล ผ่านตัวหนังสือ ซึ่งเราอ่านคำเขียน ที่ชื่นชมความเก่งของลิเวอร์พูล ชื่อของลิเวอร์พูล เป็นชื่อที่เห็นได้มากที่สุด บนหน้าหนังสือ เพราะเวลานั้นไม่มีทีมฟุตบอลทีมไหน ดังกว่าลิเวอร์พูล

เราเหมือนกับซึมซับตรงนี้เข้ามา จนกลายเป็นแฟนลิเวอร์พูล โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเรามองว่า มันเกิดขึ้นง่ายมาก ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย

 

 

เหมือนกับว่า ลิเวอร์พูลคือทีมที่ใกล้ชิดมากที่สุดกับชีวิตของคุณ?

ใช่ ประมาณนั้น เพราะเราเปิดหนังสือ เจอเรื่องของลิเวอร์พูล, สกู๊ปที่เขียนลงหนังสือ เป็นเรื่องของลิเวอร์พูล, เปิดดูผลการแข่งขัน ลิเวอร์พูลก็ชนะ, ดูตารางคะแนน ลิเวอร์พูลนำเป็นจ่าฝูง เราค่อยๆ ซึมซับเรื่องเหล่านี้ลงไป 

สมัยก่อนการติดตามฟุตบอลมันยาก การถ่ายทอดสดมีอยู่ไม่กี่ครั้ง ไฮไลต์ไม่มีให้ดู ยิ่งเป็นเด็กต่างจังหวัด แค่จะอ่านสตาร์ซ็อคเกอร์ หนังสือออกที่กรุงเทพฯ ตอนวันจันทร์ กว่าเราจะได้ซื้อ ต้องรอวันพุธ

เวลาเราติดตามฟุตบอล เราต้องใช้จินตนาการเข้าไปด้วย เพราะเป็นตัวหนังสือ ไม่เห็นภาพ อ่านเรื่องของจอห์น บาร์นส์ จินตนาการถึงการเลี้ยงหลอกคู่ต่อสู้ของเขา หรือ คิดภาพถึงการจบสกอร์ที่เฉียบคม ของเอียน รัช

ฟุตบอลกลายเป็นความบันเทิง ชนิดเดียวของเรา ซื้อหนังสือมา จะจมอยู่กับมันทั้งสัปดาห์ ใช้ชีวิตกับหนังสือ จนกว่าจะมีหนังสือเล่มใหม่ 

จะพูดให้ชัดคือ ลิเวอร์พูลเป็นความสุขเพียงอย่างเดียวในวัยเด็ก จึงเป็นความรู้สึกที่เราผูกพันกับทีม ฝังลึกอยู่

 

สโมสรลิเวอร์พูลมีความหมายกับตัวคุณอย่างไร ในวัยเด็ก

ลิเวอร์พูลตอนนั้น เป็นเหมือนดวงดาว เป็นเป้าหมายที่เราอยากไปให้ถึง เพราะลิเวอร์พูลกับเราในตอนนั้น ห่างไกลกันมาก เราเหมือนตั้งเป้าไว้ว่า สักวันเราจะไปให้ถึง แม้จะไม่รู้ว่าจะไปถึงตอนไหน 

 

ลิเวอร์พูลสร้างความฝันให้กับคุณ?

ใช่ ตอนแรกอยากเป็นนักฟุตบอล พอโตขึ้นรู้แล้วว่า เราคงเป็นไม่ได้ จึงเปลี่ยนเป้าหมายอยากเป็นนักข่าว อยากมาทำงานที่สยามกีฬา เพราะเราเชื่อว่า นี่คือเส้นทางที่จะพาเรา ไปหาลิเวอร์พูล ตามที่ตั้งเป้าไว้ และเรารักฟุตบอล อยากทำงานกับฟุตบอล

พูดให้เห็นภาพ ลิเวอร์พูลเหมือนทำให้เรา เจอตัวตนของตัวเองตั้งแต่เด็ก เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนไม่ต้องเดินไปทางอื่น นั่นคือ การไปดูฟุตบอลที่อังกฤษ ไปดูบอลที่แอนฟิลด์ สักวันเราต้องไปให้ได้ 

คงพูดได้ว่า เรารู้ว่าชีวิตตัวเองต้องการอะไร เราเห็นแค่เส้นทางนี้ ที่อยากจะเดิน เพื่อไปตามความฝัน คงเป็นพลังที่ทำให้เราเดินมาเรื่อยๆ 

 


 

ในขณะที่คุณเริ่มจะก้าวเดินตามความฝัน ลิเวอร์พูลกลับเริ่มต้นช่วงเวลาอันร่วงโรยของสโมสร?

ตอนนั้นไม่มีใครคิดหรอกว่า ลิเวอร์พูลจะไม่ได้แชมป์เป็น 30 ปี เพราะปี 1986 ลิเวอร์พูลเป็นแชมป์, 1988 ได้อีกสมัย พอมา 1990 ก็ได้อีก ความรู้สึกเราคือลิเวอร์พูลตอนนั้น คือทีมที่เกรียงไกรมาก ความรู้สึกประมาณ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั่นคือ ไม่ได้ปีนี้ ไม่เป็นไร เดี๋ยวปีหน้าก็ได้

เราไม่เคยคิดว่ามันจะรอนาน ถึงแม้ว่า เคนนี ดัลกลิช จะลาออก, แกรม ซูเนสส์ เข้ามาเปลี่ยนแปลงทีม แต่ไม่ได้ผล, รอย อีแวนส์ สมาชิก The Boot Room คนสุดท้ายเข้ามา แต่ความสำเร็จที่เข้ามายังจับต้องไม่ได้ ได้แค่หวือหวา 

ก่อนหน้านั้น ไม่เคยคิดหรอกว่า จะต้องรอแชมป์นานขนาดนี้ คิดว่าสักวันทีมต้องกลับมา กระทั่งช่วงท้ายยุครอย อีแวนส์ ปี 1997 เราเริ่มคิดว่า "เฮ้ย มันนานไปหรือเปล่า 7 ปีแล้วที่เราไม่ได้แชมป์" ผลงานของทีมเริ่มหล่น ไปอยู่ที่ 6 ที่ 8 เริ่มรู้สึกว่า ผลงานของทีมมันแปลกไปจากในอดีต

 

ขณะเดียวกัน เส้นทางการเดินตามความฝันของคุณเป็นอย่างไร

ผมเริ่มต้นด้วยการ เอนทรานซ์ไม่ติด ทั้งที่เราอยู่ห้องคิงนะ เป็นหัวกะทิของโรงเรียน เข้าโครงการพิเศษ เรียนหนังสือตั้งแต่ 7 โมงเช้า เลิกบ่าย เพื่อเอาเวลาตอนเย็นไปติวหนังสือ ทั้งที่เพื่อนสอบติด เป็นหมอ เป็นวิศวะแทบทุกคน แต่เราเอนทรานซ์ไม่ติด ซึ่งต้องยอมรับว่า เรามีออกนอกลู่นอกทางไปบ้าง ไม่ค่อยสนใจเรียน

พูดถึงเรื่องนี้ มันมองได้สองแง่ เพราะเราผูกพันกับฟุตบอลมาก ถ้าเราไม่ยึดติดกับฟุตบอล เราอาจจะตั้งใจเรียน เรียนไปกับเพื่อน สอบติดไปกับเพื่อน หรือ อาจจะเตลิด ออกนอกลู่นอกทางไปไกล กลับมาไม่ได้ อันนี้ไม่รู้เหมือนกัน

ถ้าจะพูดว่า เราเติบโตกับลิเวอร์พูลมาอย่างไร คิดว่าลิเวอร์พูลคือสิ่งที่เป็นหลัก เป็นที่ยึดเหนี่ยวให้กับเรา เป็นเพียงแค่อย่างเดียว ที่เราอยู่กับมันให้ตลอด เป็นเหมือนเชือกที่ผูกเราไว้ เป็นเป้าหมายที่เรารู้ว่า สโมสรนี้ยังคงอยู่กับเรา และเราจะต้องพยายามเดินหน้า เพื่อไปให้ถึง

ตอนนั้น คนรอบข้างไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ อย่างพ่อแม่เป็นคุณครู เขาไม่เข้าใจว่า ทำงานกับฟุตบอล เป็นอย่างไร เราบอกพวกท่านไปตลอดว่า อยากทำงานเกี่ยวกับฟุตบอล 

แต่ลองนึกภาพตามว่า เกือบ 30 ปีที่แล้ว การบอกว่าจะทำงานเกี่ยวกับฟุตบอล ให้คุณครูต่างจังหวัดสองท่านฟัง ที่ไม่รู้จักฟุตบอล ไม่เคยไปต่างประเทศ  มันเป็นความฝันที่ไกลตัวมาก สำหรับพวกเขา

เราเข้าใจนะ เขามองไม่ออก มองไม่เห็นลู่ทางว่า ฟุตบอลจะหาเลี้ยงชีวิตเราได้อย่างไร ความฝันที่อยากไปดูบอลที่อังกฤษ จะเกิดขึ้นได้จริงเหรอ พอโตมา ถึงเข้าใจในมุมมองของพวกท่าน

ตอนนั้นรู้สึกเคว้งคว้างมาก เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน อยากทำงานเกี่ยวกับฟุตบอล แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้น เรากลับรู้สึกว่า ฟุตบอลมันยังช่วยอะไรเราไม่ได้ ชีวิตเหมือนหลงทาง เรามีทางที่เราอยากเดิน แต่เดินไปไม่ได้ เราต้องไปเดินทางอื่น ตามแรงกดดันของคนรอบข้าง 

สุดท้ายพอไปเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ก็ไม่เข้าเรียนอยู่ดี เพราะไม่ใช่สิ่งที่อยากเรียน 

กระทั่งเจอจุดเปลี่ยน คุณพ่อเสียชีวิต เป็นช่วงเวลาที่หนักหน่วงมาก ทำให้รู้สึกว่า ต้องทำอะไรสักอย่าง ให้ชีวิตเดินไปข้างหน้า ทำให้เกิดความกล้าครั้งสำคัญ คือโทรศัพท์ไปขอฝึกงาน กับสยามกีฬา 

ก่อนหน้านี้ เรามีความฝัน แต่เรายังไม่รู้สึกว่า จะต้องรีบเดินไปหามัน แต่ตอนนี้ เหมือนกับมีแรงผลักจากข้างหลังว่า ต้องทำแล้วนะ หาเงินมาเลี้ยงตัวเอง ลดภาระให้กับที่บ้าน

ด้วยโชคชะตา หรืออะไรก็ตาม เราได้เข้าฝึกงาน กับฝ่ายต่างประเทศ จำวันที่ได้เลย 30 เมษายน 2001 รู้สึกเหมือนเด็กได้กลับบ้าน ได้อยู่ในสังคมที่รอคอยมาตลอดชีวิต มีเพื่อนคุยรอบตัวเต็มไปหมด มีความสุข สนุกมาก สุดท้ายหลังจากฝึกงานจบ จึงทำงานต่อกับสยามสปอร์ต ไม่ได้กลับไปเรียนอีกเลย

 


 

หลังจากที่ได้เริ่มเป็นนักข่าว คุณวางแผนชีวิตอย่างไรต่อ

คิดที่จะไปดูลิเวอร์พูล ดูฟุตบอลที่อังกฤษเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นเป้าหมายที่ใหญ่มาก เพราะตัวเอง มีเป้าหมายในชีวิตแค่ไม่กี่อย่าง คือ ได้ดูฟุตบอลโลกสักครั้ง, ได้ไปแอนฟิลด์สักครั้ง, ได้เห็นลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ลีกอีกครั้ง  

ถ้าถามว่ามันเข้าใกล้ไหม ก็เข้าไปใกล้มากขึ้น แต่มันยังคงไกล เพราะว่าเหมือนเราเดินไปทีละก้าว เราทำงานไปเรื่อยๆ วนลูปเป็นชีวิตในทุกวัน ซึ่งมีความสุขนะ ฝันที่เราวางไว้ เรายังคงเห็น แค่ไม่รู้จะเข้าไปใกล้ตอนไหน

กระทั่งปี 2006 ทางสยามกีฬามีแผนจะส่งคน ไปประจำการที่มิวนิค เพื่อเตรียมทำข่าวฟุตบอลโลก ที่เยอรมัน ซึ่งตอนนั้นไม่ค่อยมีใครสนใจ ที่จะไปเยอรมัน และเราเลือกรับโอกาสนั้นไว้ เพราะอย่างน้อย เราได้ไปดูฟุตบอลโลก อันเป็นความฝันอีกอย่างหนึ่ง

สุดท้ายได้ไปอยู่ที่เยอรมันเกือบปี ได้ดูฟุตบอลโลก และที่สำคัญคือได้ดูลิเวอร์พูลเตะที่นั่น เพราะตอนนั้นลิเวอร์พูล ไปอุ่นเครื่องกับ ไมนซ์ 05 ซึ่งมีโค้ชตอนนั้นเป็น เยอร์เกน คล็อปป์ 

คือตอนที่ลิเวอร์พูลมาไทย ก็ได้ไปเกาะติดทำข่าว แต่ความรู้สึกที่ไปดู ในฐานะแฟนบอล บนแผ่นดินยุโรป แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

นั่งรถไฟจากมิวนิค ไปแฟรงค์เฟิร์ต ต่อรถไฟมาที่ไมนซ์ ไปซื้อตั๋วหน้าสนาม เพื่อดูลิเวอร์พูล มีความสุขมากๆ กับการได้ดูลิเวอร์พูลกับตาตัวเอง ทั้งที่เกมวันนั้น โดนไมนซ์ถล่ม 5-0 แต่เรามีความสุขมาก

 

กลับมาจากเยอรมัน คุณยิ่งต้องการไปดูลิเวอร์พูลที่อังกฤษ มากกว่าเดิมไหม

พูดตามตรงว่า ตอนกลับมาค่อนข้างเฟล เพราะโปรเจ็คต์ที่ไปทำงาน ไม่ประสบความสำเร็จ เราคิดไปเองด้วยว่า ทางผู้ใหญ่เขาอาจจะไม่เชื่อมั่นเรา คงไม่ให้โอกาสไปอังกฤษ ไปต่างประเทศอีกรอบ

อีกประเด็นคือ คนทำงานในสยามกีฬา ถ้าโดนส่งไปประเทศไหน จะไปแค่ประเทศนั้น ไปอังกฤษก็ไปอังกฤษ ไปอิตาลีต้องไปแค่อิตาลี ไปสเปนก็ต้องสายสเปน 

ตัวเราไปเยอรมันมาแล้ว เราคิดว่าคงไม่ได้ไปแล้วอังกฤษ เพราะเราเลือกเส้นทางไปแล้ว แต่ไม่ได้รู้สึกเสียใจ พอกลับมาคิดว่า ได้ดูฟุตบอลโลก ได้ดูลิเวอร์พูลเล่นบนแผ่นดินยุโรป แค่นี้คงจะดีมากแล้ว เหมือนเป็นคำปลอบใจให้กับตัวเอง

 

คิดไหมว่า การเดินทางของตัวเองสิ้นสุดแล้ว

ยอมรับว่า รู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้ไป ดูฟุตบอลที่อังกฤษ คือตอนนั้นเริ่มเปลี่ยนแผนแล้ว อาจจะต้องเก็บเงิน เพื่อไปดูฟุตบอลที่แอนฟิลด์ ในอนาคต ถึงจะใช้เวลานานหน่อย 

แต่ว่า มีจุดเปลี่ยนตรงที่ เราย้ายไปทำงาน กับฝั่งสยามกีฬาทีวี ซึ่งเขาต้องการใครสักคน ไปประจำการที่อังกฤษ ทำรายการส่งกลับมา ทางผู้ใหญ่เขาให้โอกาส ถามว่าเราอยากไปทำงานที่นั่นไหม แทบไม่ต้องคิดเลยว่า ต้องตอบอย่างไร 

พอรู้ว่าจะได้ไปที่อังกฤษ ไปดูลิเวอร์พูล ดีใจนะ ตื่นเต้น คิดว่ามันต้องสนุกแน่ๆ

 


 

คุณได้ไปอังกฤษช่วงปีไหน 

2010-11 ช่วงตกต่ำเลย (หัวเราะ) ตกต่ำแบบสุดๆ น่าตลกดีเหมือนกัน ที่ได้ไปดูลิเวอร์พูล ในยุคที่นึกภาพไม่ออกว่า ทีมจะดีขึ้นได้อย่างไร 

หรือมองอีกมุม ขณะที่เส้นทางการเดินตามฝันของเรา กำลังพุ่งถึงขีดสุด การเดินทางของสโมสรลิเวอร์พูล กำลังร่วงถึงขีดสุดเหมือนกัน

 

คุณจดจำช่วงเวลาของการไปดูลิเวอร์พูล ที่แอนฟิลด์ได้ไหม

เป็นเกม ลิเวอร์พูล เจอ นาโปลี ฟุตบอลยูโรปา ลีก ... จำได้ว่า นั่งรถไฟจากลอนดอนไปลิเวอร์พูล ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ไม่หลับเลย เพราะตื่นเต้นมาก บอลเตะ 2 ทุ่ม ไปถึงตั้งแต่บ่าย โดยมีไกด์เป็นคุณไก่ป่า (เอกราช นิติสุทธิ์สกุล) ซึ่งมาอยู่ที่นี่ก่อน ประมาณ 2 เดือน 

ผมไปเดิน ไปเที่ยวทั่วเมือง ซึมซับความเป็นลิเวอร์พูล สุดท้ายเขาพาผมมาลงที่กูดิสัน พาร์ค (สนามเหย้าของสโมสรเอฟเวอร์ตัน) ผมถามว่า "มึงพากูมาที่นี่ทำไมวะ" (หัวเราะ) เขาเลยบอกว่า จะได้เดินข้ามจากสแตนลีย์ ปาร์ค ไปที่แอนฟิลด์ พูดแล้วขนลุกเลยนะ (ยกแขนขึ้นมาให้ดู)

ระยะทางไม่ไกลนะ แค่ 2 ไมล์ แต่พอเราเดินจริง มันไกลมาก แต่ที่สำคัญคือ เป็นการเดินเข้าสู่สนามที่สุดยอดมาก คือถ้าเราไม่รู้ เราคงนั่งรถ ไปลงหน้าแอนฟิลด์ จบ

แต่ถ้าเราเริ่มเดินจาก กูดิสัน พาร์ค จะเห็นหลังคาของแอนฟิลด์อยู่ไกลๆ พอเราเดินไป จะเห็นหลังคาของแอนฟิลด์ชัดขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเห็นสนามเป็นรูปเป็นร่าง และจะไปถึงสนามด้านหลัง ฝั่งแอนฟิลด์โรด ซึ่งในยุคนั้น ฝั่งแอนฟิลด์โรด เป็นที่ตั้งของรายชื่อ ผู้เสียชีวิต 96 รายชื่อ จากโศกนาฏกรรม ฮิลส์โบโร (ปี 1989) 

ความรู้สึกตอนไปถึงตรงนั้น บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูกเลย เหมือนกับว่า ภาพทุกอย่างกลับเข้ามาในหัวพร้อมๆ กัน ภาพที่เราเคยไปซื้อสตาร์ซ็อคเกอร์, ภาพที่ขับมอเตอร์ไซด์ไปซื้อหนังสือพิมพ์, วันที่เราเคยเอนทรานซ์ไม่ติด, วันที่ทะเลาะกับที่บ้าน, วันที่เราบอกที่บ้านว่าอยากเป็นอะไร แล้วที่บ้านไม่เข้าใจ หรือ ภาพในวันงานศพของคุณพ่อ 

ภาพทุกอย่างกลับเข้ามาในหัว ระหว่างที่กำลังเดินไปแอนฟิลด์ พอไปถึงสนามแล้วรู้สึกว่า มันเกิดขึ้นจริงเหรอ ย้อนนึกถึงตัวเองตอนนั้น ยังไม่อยากจะเชื่อว่า นี่เป็นเรื่องจริง 

เราเดินไปทั่วสนาม ไปเจอ ดิ อัลเบิร์ต ผับที่เราอ่านหนังสือ มาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กว่า ลิเวอร์พูลมีผับอยู่ข้างสนาม ชื่อ ดิ อัลเบิร์ต และเรามาเหยียบตรงนี้ได้ ยืนอยู่หน้าป้าย ดิ อัลเบิร์ต เป็นความรู้สึกที่พูดไม่ถูกเลย

หลังจากนั้น ไปยืนอยู่หน้ารูปปั้นของ บิล แชงค์ลีย์ ที่เราดูรูปผ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก คือตั้งแต่จำความได้ เห็นรูปนี้มาตลอด ซึ่งใต้รูปปั้นจะเขียนว่า "He made the people happy" ชายที่ทำให้ทุกคนมีความสุข ซึ่งเราคิดว่า มันคงจะเป็นแบบนั้น เพราะใครที่ได้ไปยืนหน้ารูปปั้น บิล แชงค์ลีย์ คงจะมีความสุข แบบที่เรารู้สึก

บวกกับผลการแข่งขันวันนั้น ลิเวอร์พูลชนะ 3-1 โดยมี สตีเวน เจอร์ราร์ด ทำแฮตทริค เรารู้สึกว่าชีวิตเรา ไม่สามารถร้องขออะไร ไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว ถ้าชีวิตเป็นภาพยนตร์ นี่คือฉากจบของเรื่องเลย 

 

หลังจากที่คุณทำความฝันได้สำเร็จ การเดินทางของคุณกับลิเวอร์พูล เป็นอย่างไรต่อ

ตอนนั้นความฝันเดียวที่เหลืออยู่ คือการเห็นลิเวอร์พูลกลับมาเป็นแชมป์ลีก แต่ตอนนั้น หลังจากยุคของ รอย ฮ็อดจ์สัน เป็นต้นมา ส่วนตัวไม่เห็นหนทาง ที่จะกลับไปเป็นแชมป์ได้เลย ... ยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส อาจจะใกล้เคียง แต่เรารู้สึกว่ามันเป็นความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน ไม่ใช่ในระยะยาว

ไม่เชิงว่า ชินชากับการไม่ได้แชมป์ หรือหมดหวังที่จะลุ้นแชมป์ลีก ไม่ได้หมดไฟ แต่ฟุตบอลเริ่มโดนลดความสำคัญลงมา ยอมรับว่า เราหันไปให้ความสำคัญ กับเรื่องอื่นของชีวิตมากขึ้น ทั้งเรื่องทำงาน เรื่องสร้างฐานะ ด้วยวัยที่โตมากขึ้น จนกระทั่งการมาของ เยอร์เกน คล็อปป์ ไฟในตัวลุกโชนเลย 

เพราะเราเคยดูคล็อปป์ในสนาม ตั้งแต่ปี 2006 ที่เขาพาไมนซ์ ถล่มลิเวอร์พูล 5-0 ในเกมอุ่นเครื่อง เห็นแพชชั่นของเขา ขนาดเกมอุ่นเครื่อง เขายังไปชกฟ้า ต่อยอากาศ กับแฟนบอล แบบที่เขาทำจนถึงทุกวันนี้ คือรู้เลยว่า คนนี้เนี่ยแหละ คนที่ใช่ของลิเวอร์พูล

ต้องขอบคุณความตกต่ำของทีมนะ เพราะถ้าทีมไม่แย่คล็อปป์คงไม่มา ถ้าทีมดีแบบตอนนี้ คล็อปป์คงไปคุมทีมอื่น

 


 

ในขณะที่คุณเดินทางไปถึงฝัน ที่คุณตั้งใจไว้ โดยมีลิเวอร์พูลเป็นแรกผลักดัน แต่ในทางกลับกัน ลิเวอร์พูลกลับไม่ไปสามารถไปถึงฝันของสโมสร คือการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ยาวนานร่วม 30 ปี คุณเคยคิดถึงเรื่องนี้ไหม

ยอบรับว่า ชีวิตที่มาได้ถึงทุกวันนี้ มีกินมีใช้ เป็นที่รู้จักของคน ได้รับการนับถือ เป็นเพราะสโมสรแห่งนี้ เป็นแรงผลักดันให้เรามาตลอด ลิเวอร์พูลคือทีมที่ทำให้เราเดินทาง ในชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย 

ส่วนเรื่องของลิเวอร์พูล ที่ร้างความสำเร็จไปนานถึง 30 ปี อย่างที่บอก อาจมีช่วงเวลาที่เฉยชา หรือ ความหวังลดลงบ้าง แต่ไม่เคยมีความคิดที่จะเลิกเชียร์ คิดว่าชาตินี้ไม่มีวันได้แชมป์ เลิกเชียร์ดีกว่า มันไม่เคยเกิดขึ้น

เราเข้าใจธรรมชาติของฟุตบอล การจะประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย เราอาจจะคิดว่าเราทำดีแล้ว แต่อาจจะมีทีมที่ทำดีกว่า แซงหน้าเราไป สิ่งที่เราทำได้ คือต้องยอมรับ พยายามเดินหน้าต่อ เพื่อให้สักวันเราเทียบเท่ากับเขา

เหมือนสิ่งที่เยอร์เกน คล็อปป์ ทำ เขาพยายามปลูกฝังความเป็นผู้ชนะให้กับทีม อาจต้องใช้เวลา ล้มลุกคลุกคลานในช่วงแรก โดนข้อครหา โดนล้อเลียนบ้าง แต่สุดท้ายคล็อปป์แสดงให้เห็นว่า ต่อให้เราไม่ได้แชมป์ แต่เราเดินทางมาถูกต้อง เราเดินทางมาถูกทาง

ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งน่าเสียใจ ถ้าเรารู้ว่าเราเดินมาถูกทาง เหมือนฤดูกาลที่แล้วมี 97 คะแนน แต่ไม่ได้แชมป์ ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดแบบไหน แต่ส่วนตัวเชื่อมั่นว่า ปีนี้ทีมจะทำได้ เรามีความหวัง จะได้หรือไม่ได้ไม่รู้ แต่อย่างน้อยเราสู้ได้แน่ๆ 

เราต้องกลับไปมองถึงการเดินทาง ถ้วยแชมป์เหมือนจุดหมายของการเดินทาง ถ้าเราไม่ได้ เราอาจจะคิดว่า เรามาผิดทางหรือเปล่า แต่การเดินทางในช่วง 4 ปีหลังกับคล็อปป์ ทำให้เรารู้ว่า จุดหมายหรือความสำเร็จ ถ้ายังไปไม่ถึงก็ไม่เป็นไร ถ้าเราเชื่อว่า เราเดินไปถูกทาง แค่เดินต่อไป อีกแค่ก้าวเดียว เราอาจจะถึงแล้ว

 

ท้ายที่สุด ลิเวอร์พูลเดินไปถึงเป้าหมาย คือการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก คุณรู้สึกอย่างไร 

ตอนจบเกม (เชลซี-แมนฯ ซิตี้) เราแค่รู้สึกสะใจประมาณว่า "เออ ได้แชมป์สักที" แต่พอเริ่มเขียนบทความ อัดวีดีโอลงช่อง YouTube ... มานั่งอ่านบทความ นั่งดูคลิปที่ตัวเองอัด เหมือนเขื่อนทลายลงตรงนั้น ร้องไห้อยู่ประมาณ 30 นาที คิดอยู่ในใจว่า "เราได้แชมป์จริงๆ"

สิ่งที่เรารู้สึกคือ ต่อให้โลกจะหมุนไปไวแค่ไหน ความสำเร็จชิ้นใหญ่ ถึงอย่างไรต้องใช้เวลาในการสร้าง นี่คือสิ่งที่สโมสรลิเวอร์พูลชุดนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็น คุณต้องมีความเชื่อมั่น มีเป้าหมายเดียวกัน และคุณจะประสบความสำเร็จ อย่างเป็นรูปธรรมในสักวันหนึ่ง

 




 

คุณผ่านชีวิตในฐานะการเป็นแฟนบอลลิเวอร์พูล ยาวนานมากกว่า 30 ปี ณ ตอนนี้ ลิเวอร์พูลมีความหมายอย่างไรกับคุณ

ลิเวอร์พูลเป็นเหมือนเพื่อน ที่คอยนั่งประคับประคองกันได้ เหมือนคนที่อยู่ข้างกัน ไม่ว่าเราจะเจอวันที่ดี หรือวันที่แย่ วันที่ยากลำบาก แต่เรายังมีสโมสรที่คอยอยู่เคียงข้าง อยู่กับเรา มอบความสุขให้เรา

บางครั้งสโมสร ต้องเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก เขาก็ต้องการความรัก การโอบกอดจากแฟนบอล

สุดท้ายเรายังคงยืนอยู่ข้างกัน ในวันที่แฟนบอลเจอช่วงเวลาที่แย่ สโมสรอยู่ข้างเราเสมอ เช่นกันในวันที่สโมสรเจอช่วงเวลายากลำบาก แฟนบอลจะคอยโอบกอดทีม เราอยู่ด้วยกันไม่ทิ้งกันไปไหน

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะอยู่ข้างกัน กอดคอดีใจ หรือร้องไห้ไปด้วยกัน เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง