mainstand

Voice of People

จิตกร ศรีคำเครือ : บทพิสูจน์ความสำเร็จ บนโลกที่เริ่มหมดศรัทธากับความพยายาม



ปลายเดือน เมษายน 1990 ลิเวอร์พูล ลงสนามพบ ควีนสพาร์ค เรนเจอร์ส เกมลงเอยด้วยชัยชนะของ "หงส์แดง" ด้วยสกอร์ 2-1 จาก เอียน รัช และ จอห์น บาร์นส์ เพียงพอให้พวกเขาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในนาม "ดิวิชั่น 1" สมัยที่ 18 


 

ผม บนวัย 11 ขวบ อิ่มเอิบตามประสาเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง ผ่านตัวหนังสือสื่อสิ่งพิมพ์ ก่อนปล่อยความรู้สึกโบยบินไปอย่างรวดเร็ว 

ไม่ใช่เรื่องแปลก หากคุณรู้จักลิเวอร์พูลในยุคปลาย 80 ต่อ 90 พวกเขาถูกเรียกว่า "เครื่องจักรสีแดง" การเป็นแชมป์ลีก แทบเป็นเรื่องปกติ 

ก่อนหน้านั้นสองปี ก็เพิ่งได้มา แถมเกือบได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ถ้าไม่พลิกล็อควินาศสันตะโร แพ้ วิมเบิลดัน ใน เอฟเอคัพ ไฟนัล 

สี่ปีก่อนหน้านั้น เคนนี่ ดัลกลิช บนหัวโขนนักเตะและผู้จัดการทีม ประกาศศักดา พาทีมคว้าดับเบิลแชมป์ครั้งแรกและครั้งเดียวของสโมสร 

คำว่า "รอคอย" แทบไม่อยู่ในหัวสมอง เดี๋ยวปีหน้าก็ได้อีก หรือถ้าไม่ได้ ปีต่อไปก็คงได้ อารมณ์ประมาณนั้น 


Photo : www.liverpoolecho.co.uk

21 กุมภาพันธ์ 1991 ลิเวอร์พูลเหมือนถูกสายฟ้าฟาด "คิง เคนนี่" ตัดสินใจลงจากบัลลังก์ ด้วยเหตุผลส่วนตัว ซึ่งหลายคนมองว่ามาจากแรงกดดันถาโถม โดยเฉพาะสองโศกนาฏกรรม ทั้ง เฮย์เซล และ ฮิลส์โบโร่ ที่เขาอยู่ในเหตุการณ์ทั้งสองครั้ง

ทุกอย่างเริ่มต้นจากตรงนั้น

ลิเวอร์พูลคือทีมแห่งครอบครัว เดินหน้าด้วยความชอบธรรมในหมู่คณะ แต่หลายครั้งมักเคลื่อนตัวช้าเกินไป รวมถึงการตัดสินใจผิดพลาดหลายๆ อย่าง

แกรม ซูเนสส์ "กัปตันแห่งตำนาน" เดินเข้ามากอบกู้ ทว่าไม่ตอบโจทย์ พยายามเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ใส่แนวคิดแบบใหม่ ซึ่งเขาเชื่อว่าต้องเดินไปข้างหน้าเร็วขึ้น การต่อบอลค่อยๆ เซ็ตขึ้นมา อาจล้าสมัยไปแล้ว 


Photo : footballshirtcollective.com

รอย เอฟแวนส์ ถูกคาดหวังเล็กน้อย ด้วยคำว่า "สมาชิกคนสุดท้ายของบูทรูม" แต่ทุกคนรู้ดี เขาเหมาะสมกับงานหนุนหลังมากกว่ายืนเด่นอยู่ข้างหน้า 

สองคนนี้คือเลือดเนื้อเชื้อไข เพียงแค่นาทีนั้น แค่ "คนในครอบครัว" ไม่พอต่อการฟื้นฟู 

ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด รุดหน้าไปไกลด้วย อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทีมงานเบื้องหลังอันแข็งแกร่ง ลิเวอร์พูล เดินวนอยู่ในอ่าง ราวไม่ยอมรับความจริงว่ายุคสมัยเปลี่ยนไปเรียบร้อย

ผม บนวัย 21 ขวบ ออกเดินทางล่าฝันเข้าเมืองกรุง หมายมั่นปั้นมือจะได้ทำงานอย่างที่รัก ด้วยโชคหรืออะไรก็ตามแต่ ได้ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิก กองบัญชาการซอคเกอร์ พร้อมๆ กับความสำเร็จสามแชมป์บอลถ้วย ด้วยฝีมือ เชราร์ อุลลิเย่ร์ กุนซือต่างชาติคนแรก 


Photo : www.planetfootball.com

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะยกย่องคนฝรั่งเศสสักคนบนเวทีพรีเมียร์ลีกยุคนั้น อาร์แซน เวนเกอร์ ควรได้รับเครดิตมากกว่า โทษฐานเบียดแย่งแชมป์จาก แมนฯ ยูไนเต็ด

ราฟาเอล เบนิเตซ คือความหวังใหม่ เริ่มต้นสดใสด้วยแชมป์ยุโรป คุณไม่สามารถจินตนาการอะไรได้มากกว่า "นี่แหละ คนที่จะพาทีมกลับมาเป็นแชมป์ลีก" ... น่าเสียดาย นาทีคาบเกี่ยวนั้น แรงระเบิด "ทุนนิยม" ปะทุขึ้น


Photo : underthecoshblog.com

โรมัน อบราโมวิช กระโดดเข้ามาโปรยเม็ดเงิน ดึง โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามา ก่อนทำให้ เชลซี ยกระดับขึ้นเป็นแชมป์ลีก ปล่อยให้ทีมอื่นๆ มองตาปริบๆ มิพักเอ่ยถึง ลิเวอร์พูล

"เอล บอส" พยายามได้ใกล้เคียงมากสุดคือฤดูกาล 2008-09 สุดท้ายหลุดวงโคจรอยู่ดี ต่อให้มีพาร์ทเนอร์อย่าง สตีเวน เจอร์ราร์ด กับ เฟร์นานโด ตอร์เรส กองกลางยอดฝีมือ ชาบี อลอนโซ่ กับ ฮาเวียร์ มาสเคราโน่

เข้าปี 2010 ครบรอบ 20 ปีห่างเหินจากแชมป์ลีก มีคลื่นระลอกใหญ่ รอย ฮ็อดจ์สัน ได้รับโอกาสชนิดไม่มีใครคาดคิด เหมือนคุณกำลังก่อสร้างตึก แล้วรื้อทิ้งเพื่อลองสร้างใหม่ ด้วยสถาปนิกรุ่นเก่า

หันไปมองอีกทาง แมนฯ ซิตี้ กำลังยืนหยัดด้วยกลุ่มทุนอาหรับ ผู้สามารถเซ็นเช็คมูลค่านับร้อยล้านปอนด์ ในเวลาแค่ 1 วินาที  

ผม บนวัย 31 ขวบ เพิ่งกระโดดคว้าโอกาสไปประจำการที่อังกฤษ ปลายทางฝันอยู่ตรงนั้น เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในและนอกสนาม 

"ปู่รอย" อยู่กับทีมได้แค่หกเดือน นอกจากผลงานเรี่ยติดพื้นดิน การเปลี่ยนมือผู้บริหารมาเป็น "เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป" เป็นอีกเหตุผลทำให้เขาต้องจากไป

เคนนี่ ดัลกลิช กลับมาอีกครั้ง ในวันที่ทีมไร้หางเสือ ไร้ทิศทางการควบคุม เขาไม่เคยปฏิเสธ แม้รู้ว่าไม่ใช่ตัวเลือกดีที่สุด แต่ถ้าจะช่วยให้ทีมไม่ล้มฟุบไปมากกว่านี้ เขาพร้อม

อย่างไรก็ตาม โลกลูกหนังหมุนเร็วไปไกลมากแล้ว บางทีแค่ประสบการณ์อย่างเดียว อาจไม่พอสำหรับวิธีกอบกู้ 

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส คือไพ่ชิ้นต่อไป เป็นไพ่เต็มไปด้วยความหวัง กุนซือหนุ่มไฟแรงผู้มีแนวทางชัดเจน 

ฤดูกาล 2013-14 แถบลุ่มน้ำเมอร์ซีย์กู่ก้อง "We Go Agian" โอกาสมาอยู่ตรงหน้า "สตีวี่ จี" นำทัพท้ารบทุกทีม พร้อมหน่วยแม่นปืน หลุยส์ ซัวเรส, แดเนียล สเตอร์ริดจ์, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ ราฮีม สเตอร์ลิง

สถานการณ์เริ่มมีวี่แวว ลิเวอร์พูลเล่นสนุก ชนะเกมสำคัญ เพียงแค่ทีเด็ดทีขาด หรือการรับมือแรงกดดันยังถูกตั้งคำถาม จนกัปตันทีมลื่นล้มในเกมเจอ เชลซี!

ตุลาคม 2015 "บีร็อด" โดนปลดหลังเสมอ เอฟเวอร์ตัน ผู้ท้าทายคนใหม่ชื่อ เยอร์เกน คล็อปป์ เดินเข้ามา 


 

วัดความรู้สึกตรงนั้น ผม บนวัย 36 ขวบ พยักหน้าเห็นด้วย มาถูกต้องในห้วงเวลาเหมาะสม และสามารถคาดหวังอะไรบางอย่างได้ 

"เจเค" เริ่มด้วยการปลุกเร้าให้ทุกคนเปลี่ยนจากผู้สงสัยมาเป็นผู้เชื่อมั่น พร้อมวางเป้าหมายภายในสี่ปีแรก ต้องมีแชมป์รายการใหญ่สักถ้วย ถ้าไม่อย่างงั้น จะย้ายตัวเองไปทำงานแถวสวิตเซอร์แลนด์ 

เขาไม่ใช่คนพิเศษอะไร เป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ที่จะพยายามสุดความสามารถเพื่อฉุดแขน "ไลเวอร์เบิร์ด" ตัวนี้ ให้โบยบินอีกครั้ง

แต่คนธรรมดาคนนี้มีความชัดเจนในตัวเอง มีแนวทางมุ่งมั่น พยายามทำงานหนัก ทำซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำจนทีมเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

วิธีดุดันกร้าวแกร่ง ถูกยัดลงในหัวใจและสมองของทุกคน ไม่ใช่แค่นักเตะในสนาม มันรวมถึงทุกคนจริงๆ สตาฟฟ์โค้ช เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง พนักงานในออฟฟิศ แม่ครัว หรือแม้แต่ คนขับรถ และรวมถึง แฟนบอล 

เกมหนึ่ง ลิเวอร์พูล แพ้ คริสตัล พาเลซ คาบ้าน ... คล็อปป์ ปลุกเร้าด้วยการบอกว่า ไม่อยากเห็นกองเชียร์ลุกออกจากสนาม ทำไมไม่อยู่หนุนหลังจนกว่าจะจบเกม

เกมหนึ่ง ลิเวอร์พูล ไล่ตีเสมอ เวสต์บรอมวิชฯ ในบ้าน ... ภาพหลังเกมคือนักเตะเรียงแถวชูมือตรงหน้าอัฒจันทร์ เดอะ ค็อป 


Photo : www.straitstimes.com

"แค่เสมอกับเวสต์บรอมฯ ทำไมต้องทำอะไรๆ สะเหร่อขนาดนี้" บางเสียงจากหลายสื่อบอกอย่างนั้น แต่ไม่อาจทำอะไรความมุ่งมั่นของเขาได้ 

หลักการทำงานไม่ซับซ้อน เขาต้องการความชัดเจนตั้งแต่วันแรกก่อนเริ่มงาน ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะไหน ต้องเคลียร์กันให้จบ เพื่อเดินหน้าต่อเนื่อง 

เขารับมือกับความผิดหวังได้เก่งเหลือเกิน แพ้ เซบีย่า ยูโรปา ลีก, แพ้ แมนฯ ซิตี้ ลีกคัพ, แพ้ เรอัล มาดริด ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ถามว่าเจ็บปวดไหม ... ทำไมจะไม่ล่ะ ทว่าไม่ใช่เหตุผลให้คุณล้มเลิก เพราะผู้ชนะคือผู้ไม่ผ่อนปรนให้ความพ่ายแพ้

เขาเชื่อมั่นในตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง มีเสน่ห์เกินทัดทาน ครั้งหนึ่งเคยบอกว่า คุณไม่สามารถลอกเลียนแบบใครได้ แชงค์ลีย์, เพสลีย์, ดัลกลิช คือสุดยอดปรมาจารย์ แต่ถ้าทำด้วยวิธีการเดิม อาจไม่สำเร็จในปัจจุบัน 


Photo : @ChampionsLeague

กลางปี 2019 ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยุโรป เหมือนปลดล็อคทุกสิ่งอย่าง เพราะต่อให้คุณเชื่อมั่นขนาดไหนว่าสิ่งที่กำลังทำมันถูกต้อง แต่ฟุตบอลต้องมีเกียรติยศ หากไม่มีแชมป์ ก็ไม่มีความหมายอะไร 

เพียงแค่จุดแทงใจดำเล็กๆ คือแชมป์ลีก ขนาดกวาดไป 97 คะแนน มากสุดบนหน้าประวัติศาสตร์สโมสร ยังมิอาจเอื้อม

คุณสมบัติอีกชิ้นอันสำคัญ คล็อปป์ คือมนุษย์ดื้อรั้น ไม่เคยยอมอะไรง่ายๆ ถ้าวันนี้ไม่ได้ พรุ่งเราจะกลับมาทำให้ดีขึ้น 

2018 แพ้นัดชิง แชมเปียนส์ลีก, 2019 คว้าแชมป์ แชมเปียนส์ลีก

2019 ได้รองแชมป์ พรีเมียร์ลีก, 2020 แชมป์ พรีเมียร์ลีก 

ผม บนวัย 41 ขวบ แชมป์ลีกในรอบ 30 ปี ไม่เคยคิดว่าต้องรอนานขนาดนี้ กระนั้นความสำเร็จไม่มีคำว่า "นานเกินไป" 

โลกเส็งเคร็งใบนี้ที่ผู้คนเริ่มหมดศรัทธากับความพยายาม โลกหมุนเร็ว ทุกอย่างต้องเร็ว จะทำอะไรต้องได้ผลอย่างรวดเร็ว ใครมัวค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ลงมือทำอย่างเชื่อมั่นในแนวคิดตัวเอง จะไปทันใครเขา พยายามไปก็เท่านั้น มุ่งมั่นไปก็เท่านั้น  

เรื่องราวของลิเวอร์พูล, เยอร์เกน คล็อปป์, นักเตะทุกคน พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ ถ้าคุณตั้งใจมากพอ และเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : จิตกร ศรีคำเครือ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง