mainstand

Voice of People

สำรวจความคิด “สุภโชค สารชาติ” ถึงการเปลี่ยนแปลงและความรับผิดชอบในวัย 22 ปี



“22 ปี” เป็นช่วงอายุที่หนุ่มสาวจำนวนมาก กำลังพ้นผ่านชีวิตในรั้วมหา’ลัย เข้าสู่วัยทำงาน


 

อีกไม่กี่วันข้างหน้า “เช็ค-สุภโชค สารชาติ” เด็กหนุ่มจากอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ กำลังจะมีอายุ ย่างเข้าสู่เลข 22 ปี เมื่อปฏิทินเดินทางมาถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 

หากแต่ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนหลักไมล์อายุ 22 ปี ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของผู้คนทั่วไป เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยนี้ 

ในวัยย่าง 22 ปี “สุภโชค สารชาติ” เปลี่ยนผ่านจาก นักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ขึ้นมาเป็น ผู้เล่นกำลังหลักของ สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีมลูกหนังที่ประสบความสำเร็จมากสุดในไทย และเรียกร้องถ้วยแชมป์ทุกปี ภายหลังจากช่วงเวลาที่ผ่านมา ทีมได้ปล่อยนักเตะระดับซีเนียร์ออกจากทีมหลายราย

ในวัยย่าง 22 ปี “สุภโชค สารชาติ” เปลี่ยนผ่านจาก นักฟุตบอลอายุน้อยที่เป็นตัวสอดแทรก สู่การเป็น นักเตะตัวจริงของ ทีมชาติไทยชุดใหญ่ ภายใต้คุมทีมของ อากิระ นิชิโนะ ที่มอบเสื้อหมายเลข 7 และโอกาสในการลงสนามให้เขาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความคาดหวัง ในฐานะตัวแทนคนไทยทั้งประเทศ 

เขามีความคิด มุมมอง และความคิดเห็นอย่างไร ต่อความเปลี่ยนแปลงหลากหลายด้าน รวมถึงภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบต่างๆ ในการต้องเป็น “สุภโชค สารชาติ” ยากลำบากหรือไม่สำหรับคนอายุใกล้ 22 ปี 

 

4-5 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง จากเด็กที่ไม่มีใครรู้จัก สู่คนที่ใครๆ ก็รู้จัก 

เรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ ผมเป็นแค่เด็กบ้านๆ มาอยู่ในอคาเดมี บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นชุดใหญ่ เริ่มได้ลงสนามมากขึ้น ได้ติดทีมชาติ มีชื่อเสียง มีรายได้ 


Photo : Buriram United Academy

คนภายนอกมองผมเปลี่ยนไปด้วย จากเมื่อก่อนเขาเห็นว่าผมเป็นแค่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง ก็เหมือนคนทั่วๆไป แต่ทุกวันนี้เวลากลับไปหมู่บ้าน (ที่จังหวัดศรีสะเกษ) ชาวบ้านเขาชื่นชม ยอมรับในตัวผม 

ทั้งที่เมื่อก่อน คนเขาก็คิดว่า ผมคงไปได้ไม่ถึงไหนหรอก เดี๋ยวก็ซมซานกลับมาอยู่แถวมาบ้าน เพราะเราเป็นคนธรรมดา เป็นลูกชาวนา พ่อแม่ไม่ได้มีเส้นสายอะไรในทางฟุตบอลที่จะช่วยเราได้ ชาวบ้านเขาคงไม่คิดว่าเราจะมาถึงจุดนี้ แต่เราผ่านมาได้ ด้วยความสามารถของตัวเราเอง

 

คุณไม่ได้มีชีวิตในวัยเด็กเหมือนคนอื่นๆ เพราะต้องเข้ามาอยู่ในอคาเดมีตั้งแต่อายุยังเด็ก ตอนที่คุณยังเด็ก คุณมีความคิดอยากโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ไวๆ หรือยังอยากใช้ชีวิตวัยเยาว์ให้นานๆ ไม่อยากสูญเสียช่วงนี้ไป 

ผมอยากโตเป็นผู้ใหญ่ไวๆ อาจเป็นเพราะผมเป็นพี่คนโต จากพี่น้อง 3 คน แม่ผมก็เป็นลูกคนโต ท่านสอนผมตลอดว่า เราเป็นลูกคนโต ต้องดูแลครอบครัว เป็นแบบอย่างและที่พึ่งให้น้องๆ  

มันก็เลยเป็นสิ่งที่ฝังหัวผมมาว่า ผมอยากจะทำงานมีรายได้เร็วๆ อยากมีทุกอย่างให้ครบ อยากดูแลช่วยเหลือครอบครัว และน้องๆ ของผมจะได้สบาย 

 

ในวัย 21 ย่าง 22 ปี คุณทำได้ตามเป้าหมายที่คาดหวังไว้ในตอนเด็ก แล้วหรือยัง ?

มันเกินกว่าที่ผมคาดไว้เยอะเลย ผมไม่คิดว่าตัวเองจะมีเงินทองเร็วขนาดนี้ ผมแค่อยากโตเป็นผู้ใหญ่ เล่นฟุตบอลอาชีพ มีเงินเดือน ดูแลครอบครัว และน้องๆ ได้ ตอนนี้มันเลยไปไกลกว่าที่คาด 


Photo : BURIRAM UNITED

ผมไม่ได้เหลิงไปกับมันนะ พยายามทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม ยิ่งมีชื่อเสียง มีเงินทอง ยิ่งต้องใส่ใจความรู้สึกคนในครอบครัว ขอแค่ครอบครัวผมแฮปปี้ ผมก็โอเคแล้ว 

 

มันมีข้อดีไหม ในตอนที่มีชีวิตเป็นแค่เด็กธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่มีใครรู้จัก 

ตอนที่ผมยังไม่เป็นที่รู้จัก มันดีตรงที่ ผมสามารถทำอะไรก็ได้ อยากพิมพ์อยากโพสต์อะไร ก็ไม่ได้มีใครมาสนใจ แต่ตอนนี้ผมเป็นคนบุคคลสาธารณะ เวลาทำอะไรต้องคิดก่อนว่า เหมาะสมหรือไม่ 

อย่างตัวผมเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง เห็นเพื่อนลงรูปไปร้านนั่งชิล มันก็มีอารมณ์อยากออกไปแฮงค์เอาท์ เหมือนเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน พี่นึกออกไหม? พอมาคิดดูอีกที มันคุ้มหรือเปล่าที่เราจะออกไป คนอื่นเขาจะมองเราอย่างไร? ในเมื่อชีวิตเราเป็นแบบนี้ ทำอะไรต้องคิดเยอะๆ มันเป็นชีวิตที่ได้อย่าง เสียอย่างนะ  

 

ช่วงที่คุณขึ้นมาเล่นให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในปีแรกๆ คุณเป็นดาวรุ่งที่มีแต่สื่อนำเสนอข่าวคุณ และพูดถึงคุณแต่ด้านดีๆ ชอบเวลานั้นไหม ? 

ผมรู้สึกดีกับคำชมนะ แต่เวลาอยู่ในสนาม ผมรู้ตัวเองดีว่า ตอนนั้นคนอื่นเขาดีกว่าเราตั้งเยอะ เรายังเล่นผิดพลาด เสียบอลเยอะอยู่เลย ยังไม่ดีขนาดนั้นหรอก โอเค คนชื่นชอบและพูดถึงเราในด้านดี มันก็ต้องยอมรับและขอบคุณเขา


Photo : BURIRAM UNITED

แต่ผมเป็นนักฟุตบอลประเภท เวลาโดนด่าแล้วจะคึกๆ ยังไงไม่รู้ อย่างแมตช์ที่เจอกับ ทีมชาติเวียดนาม ในบ้าน (เสมอ 0-0, รายการ ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก) จบเกมผมโดนด่า โดนดูถูก “มึงเล่นได้แค่นี้เหรอวะ? ไม่เห็นเก่งเลย?” ผมยิ่งรู้สึกอยากลงสนามอีก อยากโชว์ของแล้ว (นัดต่อมา ไทย ชนะ อินโดนีเซีย สุภโชค ยิง 2 ประตู) 

เพราะชีวิตผมเคยลำบากมาก่อน โดนอะไรแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ผมก็ใช้คำดูถูกนี่แหละ มาเป็นแรงกระตุ้น ให้ผมฮึด อยากสู้เพื่อครอบครัว อยากพิสูจน์ตัวเองว่า เราทำได้นะ บอกว่าเรากระจอกใช่ไหม? ได้ครับ เดี๋ยวทำให้ดูเลย ว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น  

 

เมื่อไหรที่เริ่มรู้ว่าตัวเองไม่ใช่เด็กดาวรุ่งธรรมดา แต่เป็นคนที่คนเริ่มสนใจ อยากรู้จัก จับตามองการกระทำของเรา

ช่วงที่เริ่มถูกเรียกเข้าทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เมื่อ 2-3 ปีก่อน คนทั่วไปเริ่มรู้จักและให้ความสนใจในระดับหนึ่ง แต่หลังจากแมตช์เหย้ากับ เวียดนาม ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากเลย ไม่ว่าเราจะทำอะไร ไปไหนมาไหน มีคนมอง มีคนรู้จัก เข้ามาขอถ่ายรูปตลอด มาทักทายเยอะขึ้นมาก 

ผมมองว่ามันเป็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีนะ แค่ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เดี๋ยวนี้ทำอะไรต้องระวังตัวมากขึ้น จะทำอะไรตามใจตัวเอง เพราะคิดว่าคนไม่รู้จัก แบบเมื่อก่อน ไม่ได้แล้วนะ 

 

รับมือและจัดการกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างไร เพราะดูเป็นคนที่ไม่ชอบออกสื่อ หรือพยายามจะออกสื่อสักเท่าไหร่ 

จะว่าผมมีโลกส่วนตัวสูงก็ได้นะ จริงๆ ตัวผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร คนที่รู้จักผมจริงๆ จะรู้ว่าผมยังเหมือนเดิม ถ้าลงสนามก็เต็มที่ทุกนัด ไม่เคยเปลี่ยนเลย นอกสนามก็เก็บตัว ชอบอยู่เงียบๆ


Photo : ฟุตบอลทีมชาติไทย

สิ่งที่เปลี่ยนไปน่าจะเป็นมุมมองและความคาดหวังที่คนอื่นมองและมีต่อตัวเรามากกว่า เมื่อก่อนเราได้ลงสนามบ้าง ไม่ได้ลงบ้าง เป็นแค่ดาวรุ่ง เขาก็ไม่ได้คาดหวังในตัวเราสักเท่าไหร่ พอเราเริ่มมีโอกาสลงบ่อยๆ มันเป็นธรรมดาที่เขาจะคาดหวังในตัวเราเยอะขึ้น อยากให้เรายิงประตู ช่วยทีมชนะ 

ผมก็พยายามรักษามาตรฐานไม่ให้ดร็อปลงไป พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา โฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน ต้องซ้อมอย่างไร? ลงสนามแล้วจะเล่นอย่างไร? ครอบครัวผมเป็นอย่างไรบ้าง? 

 

พูดถึงเรื่องครอบครัว “ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา” น้องชายของคุณ มักให้สัมภาษณ์ว่า คุณมีส่วนสำคัญในการช่วยให้คำแนะนำ และทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็น นักฟุตบอลอาชีพเหมือนเช่นคุณ ความสัมพันธ์ของคุณกับน้องชายเป็นอย่างไร ทั้งในและนอกสนาม

เราเป็นพี่น้องที่เล่นฟุตบอลด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เล่นในที่นี้ คือ เล่นกันจริงจังนะ แบบ 1 ต่อ 1 ชนกัน ปะทะกันแรงมาก หวดใส่กันเต็มที่ ไม่มีใครยอมใคร แต่เราไม่ค่อยทะเลาะกันนะ 

แบงค์ (ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา) เขาเป็นคนที่มีเส้นทางคล้ายกับผม คือ เล่นข้ามรุ่น แบกอายุมาตลอด เราก็เลยรู้ใจกันมาก ไม่ต้องพูดกันเยอะ ผมชอบทำให้น้องมันดูมากกว่า 

ถ้าต้องบอกจริงๆ ก็จะบอกแค่เฉพาะเรื่องที่จำเป็นเท่านั้น ผมไม่ชอบบังคับน้อง ชอบปล่อยให้เขามีอิสระทางความคิด เอาสิ่งดีๆ ที่เราบอกไปคิดต่อเอง ถ้าเรื่องไหนน้องทำไม่ถูก เราก็เตือนน้อง แต่แบงค์เขาเป็นเด็กที่มีความคิดนะ เป็นคนเปิดรับฟังคนอื่น เราไม่ต้องไปบอกเขามากหรอก เขาสามารถคิดได้ว่า อะไรควรทำ อันไหนไม่ควรทำ 

 

รู้สึกอย่างไรที่เห็นน้องชายคุณเก่งขึ้นทุกปี และคิดอย่างไรเวลามีคนเอา น้องชาย มาเปรียบเทียบกับคุณ 

คนเป็นพี่ต้องภูมิใจอยู่แล้ว เวลาคนอื่นมาชื่นชอบน้องเรา เพราะเราเห็นน้องมาตั้งแต่เด็ก น้องมันพัฒนาขึ้นทุกปีจริงๆ 


Photo : Thai League

ตอนแรกที่น้องขึ้นมาซ้อมกับชุดใหญ่ ผมเป็นห่วงน้องนะ กลัวแบงค์มันกดดัน เพราะต้องมีคนเอามาเปรียบเทียบกับพี่ชายที่ขึ้นชุดใหญ่ไปแล้วแน่ๆ เอาตรงๆ น้องมันเจอกับแรงกดดันกว่าผมเยอะ พอน้องทำผลงานได้ดี ดีกว่าพี่ด้วยซ้ำ ผมก็หมดห่วงน้องแล้ว 

ส่วนเรื่องที่คนอื่นเอา แบงค์ มาเปรียบเทียบกับผม ผมไม่ได้คิดมากหรอกว่า คนอื่นจะมองว่า ใครเล่นดีกว่ากัน? เพราะยังไง แบงค์ ก็คือน้องชายผม ยิ่งถ้ามีคนเห็นว่า น้องมันเล่นได้เท่ากับผม หรือดีกว่า ผมยิ่งต้องขอบคุณที่เขายอมรับในความสามารถของแบงค์ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมต้องรู้สึกไม่ดี เมื่อเห็นน้องได้ดี 

 

ช่วงที่คุณเป็นดาวรุ่ง สโมสรบุรีรัมย์ฯ มีผู้เล่นซีเนียร์ทั้ง ธีราทร บุญมาทัน, ดิโอโก, โก ซุล กิ, อันเดรส ตูเญส รวมถึง สุเชาว์ ที่เป็นพี่ใหญ่ประจำทีม คอยแบกรับความผิดชอบ คุณมองพวกนักเตะรุ่นใหญ่อย่างไร ?

ตอนที่ผมขึ้นชุดใหญ่ ผมประหม่ามากเลยนะ ทีมบุรีรัมย์ฯ ปี 2015 มีแต่ผู้เล่นเก่งๆ ทั้งนั้น ทั้ง พี่อุ้ม (ธีราทร บุญมาทัน), พี่ตุ้ย (กรวิทย์ นามวิเศษ), พี่กบ (สุเชาว์ นุชนุ่ม), พี่โน๊ต (จักรพันธ์ แก้วพรม), พี่แชมป์ (ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน), ดิโอโก, ตูเญส, โก (ซุล กิ) ทุกคนแบบเก่งมากจริงๆ 


Photo : BURIRAM UNITED

ผมใช้เวลาปีกว่าในการดูเขาซ้อม ดูเขาเล่น เพราะไม่รู้ว่าเบียดลงตรงไหนเลย โห แต่ละคนเสียบอลยากมาก เป็นทั้งความสนุกและกดดัน ทุกวันก่อนซ้อมผมเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด สมมติวันไหน ผมกลับมาจากโรงเรียน แล้วไม่ได้นอนพักเอาแรงก่อนซ้อม วันนั้นผมจะซ้อมแย่มาก ร่างกายต้องพร้อมที่สุดเท่านั้นถึงจะพอเล่นกับพวกพี่ๆ เขาได้ 

บางครั้งผมซ้อมไม่ดี เข้าห้องอาบน้ำ ผมไปแอบร้องไห้คนเดียว ถามตัวเอง “ทำไมเราถึงยังทำเก่งไม่เท่าพวกพี่ๆ” “เราดีพอที่จะอยู่ในทีมจริงๆ เหรอ” 

พอมาคิดดูอีกที ผมโชคดีแค่ไหนที่ได้โอกาสมาอยู่ตรงนี้ ก็พยายามเต็มที่กับการฝึกซ้อม เห็นเขาทำอะไรได้ เราก็พยายามทำให้ได้แบบเขา อย่างน้อยถ้ามาตรฐานยังไม่เทียบเท่ากับรุ่นพี่ ก็ขอขยับเข้าไปให้ใกล้เขามากที่สุด 

 

ในตอนนี้ บุรีรัมย์ฯ ไม่มีพวกรุ่นพี่ที่เราเอ่ยมา และคุณก็ต้องก้าวขึ้นมาเป็น นักเตะความหวังของทีม คุณรับรู้ถึงความรับผิดชอบที่ใหญ่หรือเปล่า? ในการเล่นให้สโมสรที่คาดหวังความสำเร็จทุกปี หากไม่ได้แชมป์ลีก แทบจะเท่ากับ “ล้มเหลว” 

ผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองต้องมาอยู่ในอารมณ์แบบนี้ เคยเห็นรุ่นพี่นักบอลคนอื่นเขาเป็นกัน ไม่คิดหรอกว่าวันหนึ่ง เราจะกลายมาเป็นผู้เล่นที่แฟนบอล อยากเห็นเราทำประตู ทำแอสซิสต์ สร้างความแตกต่างให้ทีม ช่วยให้ทีมเป็นแชมป์


Photo : BURIRAM UNITED

ผมไม่อยากกดดันตัวเองมากเกินไป หากทำไม่ได้ มันจะเสียใจมาก พยายามทำทุกอย่างให้เป็นธรรมชาติที่สุด ไม่อยากให้คนมองว่าผมต้องพิเศษกว่าผู้เล่นคนอื่น นักฟุตบอล 11 คนในทีม ทุกคนต่างมีความสำคัญหมดแหละ 

ผมอยากให้มองผมคือ สุภโชค สารชาติ เหมือนเดิม ไม่ต้องห่วง ผมเกินร้อยอยู่แล้วทุกนัด มีความกระหายอยากเอาชนะในทุกเกมที่ลงเล่น 

 

จากที่คุณวนเวียนเข้า-ออกอยู่ในระดับทีมชาติเยาวชน ตอนนี้คุณกลายเป็นผู้เล่นตัวหลักทีมชุดใหญ่ในยุคของ อากิระ นิชิโนะ หน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะนักเตะตัวจริงของ ทีมชาติไทย มันหนักหนาไหม ? สำหรับคุณ

อย่างที่ผมบอก ผมไม่อยากกดดันตัวเองว่า ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ผมพยายามตอบแทนความไว้วางใจที่โค้ช (อากิระ นิชิโนะ) เลือกผมเป็น 11 คนแรก เพราะโค้ชไม่เคยมากดดันผมเลยว่า ต้องเล่นอย่างไรบ้าง 

โอเค มันมีรูปแบบการเข้าทำ มีแท็กติกที่เราต้องเล่นตามโค้ชสั่ง แต่จังหวะบางจังหวะ โค้ชบอกว่า ถ้าคุณเลี้ยงกินตัวได้ดี คุณเลี้ยงไปเลย ให้อิสระเต็มที่ เพราะโค้ชเข้าใจดีว่า ผู้เล่นแนวรุกต้องใช้จินตนาการ ซึ่งโค้ชบอกแบบนี้กับนักเตะตัวรุกทุกคนในทีม

สำหรับผมที่เป็นนักฟุตบอลอายุน้อย มันเป็นเรื่องดีมาก ที่ได้เจอโค้ชทีมชาติที่เชื่อใจนักบอล และให้อิสระกับผู้เล่น ไม่ได้บังคับว่า ผมต้องทำตามทุกอย่างเป๊ะๆ เท่านั้น ตรงนี้ช่วยให้ผมปรับตัวได้ง่ายขึ้น และรู้สึกว่าได้เล่นเป็นตัวของตัวเอง 

 

คุณมีหลักคิดในการใช้ชีวิตและการเล่นฟุตบอลอย่างไร ที่ทำให้ สุภโชค สารชาติ ในวัยย่าง 22 ปี มายืนอยู่ในจุดที่ทุกคนมองเห็นคุณชัดเจน

คงเป็นความทะเยอทะยาน และความกระหาย สำหรับผมไม่ว่าคนอื่นจะมองอย่างไร ผมไม่เคยพอใจผลงานของตัวเองเลยนะ  

สมมติแข่งวันนี้ ผมยิงประตูได้ แต่ผมไม่เคยมีอารมณ์ที่ว่า พอแล้ว ดีแล้ว มีแต่ความอยากที่จะทำให้ได้ดีมากกว่าเดิม อยากทำลายสถิติตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่อยากหยุดตัวเอง 

ผมคิดว่าความกระหายที่จะเอาชนะ และความทะเยอทะยานนี่แหละ เป็นส่วนสำคัญ ถึงตอนนี้ ผมจะมาถึงจุดที่คนอื่นมองว่า ผมประสบความสำเร็จแล้ว ผมก็ยังมีไฟ อยากจะประสบความสำเร็จอีก และอยากไปให้ไกลกว่าเดิมอยู่ตลอด 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง