mainstand

Voice of People

คุยกับชิดชนก ชิดชอบ : เหตุผลที่บุรีรัมย์ต้อง ‘รักษ์โลก ...ก่อนโลกไม่รักเรา’



หากพูดถึงสโมสรฟุตบอล ที่ทำยอดขายเสื้อแข่งได้มากที่สุดในประเทศ คำตอบต้องเป็น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เพียงแค่วันแรกของการขายเสื้อ ทัพปราสาทสายฟ้าทำยอดขายได้ระดับหลักหมื่น และไปถึงระดับหลายหลักแสนตัว เมื่อฤดูกาลสิ้นสุดลง


 

ยอดขายที่ถล่มทลาย ทำให้เสื้อบุรีรัมย์ได้รับความสนใจจากทั้งสื่อ และแฟนฟุตบอลในทุกปี เพื่อรอซื้อเสื้อบอลในราคาที่ทุกคนจับต้องได้...แต่ปีนี้เสื้อแข่งของสโมสรบุรีรัมย์ ได้รับความสนใจมากขึ้นกว่าทุกปี เพราะเสื้อแข่งทุกตัวของปีนี้ ทำมาจากขยะรีไซเคิล

ชิดชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าที่ระลึกสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ผู้เป็นทั้งคนริเริ่ม, คนผลักดัน, คนออกแบบ เสื้อแข่งจากวัสดุรีไซเคิลของทัพปราสาทสายฟ้า ในฤดูกาล 2020 จะมาพูดถึงเหตุผลที่ทีมฟุตบอลยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย ต้องหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ในช่วงเวลาที่ปัญหากำลังกลายเป็นอีกปัญหาหลักของโลกใบกลมใบนี้

 

เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ต้องการทำเสื้อจากวัสดุรีไซเคิลหน่อยครับ 

มันไม่ได้มีจุดเริ่มต้น หรือเหตุการณ์อะไรที่เป็นจุดเริ่มต้น ให้บุรีรัมย์มาทำตรงนี้ แค่มันเป็นสิ่งที่เราพยายามผลักดัน ให้บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดทำมานานแล้ว 

เพราะเราเป็นคนชอบเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก ชอบเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นคนอยู่กับต้นไม้ อยู่กับสัตว์ เราเป็นเด็กบ้านนอก เราไม่ใช่คนที่โตมาในเมือง ตอนเด็กเรียนอยู่โรงเรียนประจำ โรงเรียนก็ไม่ได้อยู่ในเมือง เราอยู่กับธรรมชาติมานาน และเรารู้สึกว่าตอนนี้ปัญหาทางธรรมชาติมันส่งผลกับชีวิตเราจริงๆแล้ว มันก็ถึงเวลาที่เราจะต้องทำแล้ว

เราอยากเอาเรื่องวัสดุรีไซเคิล เข้ามาทำกับเสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดตั้งนานแล้ว แต่ว่าด้วยหลายสาเหตุก่อนหน้านี้ เช่น เทคโนโลยีการผลิตผ้าจากวัสดุรีไซเคิล มันยังไปไม่ถึง, ถ้าเรานำเข้ามันก็ค่อนข้างแพง หรือการพูดคุยในเชิงองค์กร ยังไม่ลงตัว มันก็ต้องใช้เวลา แต่ว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่ตัวเราสนใจมาค่อนข้างนานแล้ว

 

ช่วยเล่าหน่อยว่า การผลิตเสื้อด้วยวัสดุรีไซเคิล ต่างจากการผลิตเสื้อทั่วไปอย่างไร

เราพูดในแง่ของกระบวนการผลิตแล้วกัน โพลีแอสเตอร์หรือใยผ้าที่นำมาทอผ้า  ทำมาจากพลาสติกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า PT ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดเดียวที่เราผลิตขวดน้ำ หรือพวกกล่องซูชิ จะเป็นวัสดุชิ้นเดียวกัน

พลาสติกพวกนี้ผลิตมาจากน้ำมัน เวลาออกมาจากโรงงาน จะเป็นเม็ดๆ ซึ่งเอามาฉีดเป็นขวดก็ได้ เป็นใยเสื้อก็ได้ และการทำเสื้อใหม่ คือการเอาพลาสติกพวกนี้มาทำเป็นใยเสื้อ

แต่การทำเสื้อรีไซเคิลที่เราทำ เราไม่ได้เอาพลาสติกจากโรงงานมาทำเป็นใยเสื้อ เราต้องไปเก็บขวดที่ใช้เเล้ว เอามาทำความสะอาด แล้วก็ต้องเอามาแยกส่วน ทั้งแยกฉลาก แยกฝาขวดออก เพราะฉลากกับฝาขวด เอามาใช้ไม่ได้ แล้วก็แยกสีของขวด เพราะบางขวดที่มีสีเจือปน มีผลต่อการทำเสื้อ ดังนั้นในตอนนี้ขวดน้ำที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นำมาผลิตเสื้อ จะใช้เป็นแค่ขวดใสเท่านั้น

หลังจากนั้น เราต้องนำขวดมาย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อนำพลาสติกจากขวดน้ำที่เราได้มา ฉีดเป็นใยเสื้อ  แล้วนำไปทอเป็นเสื้อผ้า แทนที่พลาสติกที่ปกติเราต้องไปซื้อใหม่จากโรงงาน 

เห็นได้ว่า กระบวนการตรงส่วนกลาง ของการผลิตเสื้อจากวัสดุรีไซเคิล จะมีเพิ่มเข้ามา ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ใช้เครื่องมือทำได้ โดยหลักแล้วเราต้องใช้มนุษย์เข้ามาช่วยทำงาน ต้นทุนมันจึงสูงขึ้น เวลาในการทำเสื้อก็ยาวขึ้น เป็นอุปสรรคที่เราต้องเจอ

 

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเสื้อฟุตบอล จากวัสดุรีไซเคิล?

คือมันค่อนข้างยาก ที่จะควบคุมคุณภาพของสินค้า เพราะใยพวกนี้ที่เราเอามาทำ ไม่ได้ใหม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะมันผ่านกระบวนการแปรรูปมาก่อนแล้ว

หรือการเอาสีมาย้อมใยผ้า ที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิล จะไม่ค่อยเสถียร เท่ากับการที่เราเอาพลาสติกใหม่มาทำ ดังนั้นเรื่องการตรวจคุณภาพของงาน หรือการผลิตเสื้อผ้าให้ทันตามกำหนด จะมีอุปสรรคที่เพิ่มขึ้น

แต่ว่าเราเห็นความสำคัญของการทำเสื้อรีไซเคิล เราอยากจะผลักดันจริงๆ และเราคิดว่าปัญหาพวกนี้ คือสิ่งที่องค์กรอื่น ต้องเจออุปสรรคแบบนี้ เรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จึงไม่มีใครคิดจะทำกัน

 

ทั้งที่มีอุปสรรค เหตุใดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จึงทำเสื้อแข่งครบรอบ 10 ปี ด้วยวัสดุรีไซเคิล

อย่างที่บอกก่อนหน้านี้ มีหลายปัจจัยที่จะต้องคิด หลายคนก็กลัวที่จะทำ มันยากกว่า มันแพงกว่า แต่ว่าตัวเราเองก็ชูเรื่องการครบรอบ 10 ปี การทำเสื้อจะเป็นคอลเลคชั่นที่ไม่เล็ก และไม่ใหญ่จนเกินไป ในการลองทำ เพราะต่อให้ต้นทุนมันสูงขึ้น แต่ว่ามันเป็นโอกาสพิเศษ เราก็พอจะรับได้ เป็นเหมือนการทดลองโปรเจ็คต์นี้ 

ด้วยความที่เป็นเสื้อครบรอบ 10 ปี ฉลอง 10 ปี ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะมาทำอะไรแบบปกติก็คงไม่ได้ เราอยากนำเสนออะไรใหม่ๆดีๆ ในโอกาสนี้

เรารู้สึกว่า ครบรอบ 10 ปี คือบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดอายุครบ 10 ปี เราโตแล้วนะ เราเป็นองค์กรที่โตขึ้น มีความรับผิดชอบทางสังคม เป็นเหมือนข้อความเล็กๆ เราอยากบอกต่อผ่านเสื้อที่เราทำ ส่วนตัวเรามองว่า มันก็เป็นที่เนื้อเรื่องที่ลงตัวด้วยนะ

 

จากเสื้อครบรอบ 10 ปี หลังจากนั้นผลักดันโปรเจ็คต์เสื้อแข่งรีไซเคิลต่ออย่างไร

พอมาลองทำด้วยตัวเอง เรารู้สึกว่าเราทำได้ ค่าใช้จ่ายมันก็ไม่ได้แพงขนาดนั้น เราสามารถหาวิธี ควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ที่เราอยากทำเสื้อฟุตบอลจากขยะรีไซเคิลได้

เสื้อ 10 ปีคือเครื่องพิสูจน์ว่า เราทำเสื้อฟุตบอลรีไซเคิล ในเชิงสเกลของธุรกิจได้ เสื้อครบรอบ 10 ปี เราผลิตมา 20,000 ตัว เป็นสเกลที่ใหญ่แล้ว ซึ่งเรามองแล้วว่า เราสามารถหาแหล่งผลิตใยรีไซเคิลรองเท้าในไทยได้ ทำการผลิตเสื้อโดยไม่ติดขัดอะไร 

อีกอย่างเรามองว่า เราทำเสื้อรีไซเคิลมาแล้ว ตอนทำเสื้อ 10 ปี เราจะเดินถอยหลังกลับเหรอ? กลับไปผลิตเสื้อ โดยใช้พลาสติกใหม่ “มันไม่ใช่วิถีของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เราต้องก้าวไปข้างหน้า” นี่โควตคำพูดของคุณพ่อมาเลยนะ (หัวเราะ) 

 

เหตุใดคุณต้องพยายามผลักดันโปรเจ็คต์ เสื้อฟุตบอลจากวัสดุรีไซเคิลมากขนาดนี้

ไม่รู้นะ คือเราชอบเรื่องสิ่งแวดล้อมแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก พวกเพลงรักษ์โลกที่เราฟังมาตั้งแต่เด็ก ยังติดอยู่ในหัวอยู่เลย คือเราชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว และเรื่องสิ่งแวดล้อมตอนนี้ คือสิ่งที่อยู่กับเราทุกวัน

เรานั่งขายเสื้อตามงานต่างๆ หรืองานที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดจัด เราเห็นขยะกองอยู่ตามงานพวกนี้ ด้วยความที่เราเป็นคนแคร์เรื่องสิ่งแวดล้อม ความรู้สึกไม่ดี มันก็เกิดขึ้นในใจเรา 

คือตัวเราเองแค่คิดว่า อะไรที่เราช่วยได้ก็ต้องช่วยกัน อะไรที่องค์กรเราพอช่วยได้ เราก็ต้องช่วย โอเคว่า ต้นทุนเราอาจจะมากขึ้น กำไรสุทธิเราอาจจะน้อยลง แต่ว่าถ้าไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง ก็ต้องช่วยกัน โลกนี้เราแบ่งกันใช้  และเรารู้สึกว่า เรากำลังอยู่ในวินาทีสุดท้ายของโลกใบนี้แล้ว 

เราไม่ได้รู้สึก ไม่ได้คิดว่า เราทำตรงนี้แล้วจะรู้สึกว่า เราจะเป็นคนดีมากขึ้น ปีนี้เราจะไม่มีขยะเลย ทุกอย่างจะแก้ปัญหาได้ในทันที

แต่เรารู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่คนรุ่นนี้ คนอายุเท่าเรา หรือน้อยกว่าเรา ที่ต้องเริ่มก้าวขึ้นมามีปากเสียงเรื่องพวกนี้ และเรารู้สึกว่า จะให้เด็กอายุ 15-16 ปี ออกมารณรงค์เรื่องพวกนี้ โดยที่ตัวเราเองนั่งอยู่เฉยๆ ก็ทำไม่ได้ เราแค่รู้สึกว่า เราอยากจะช่วยในสิ่งที่เราทำได้

เราคิดว่าตอนนี้ประเด็นสิ่งแวดล้อม คือเรื่องกระแสหลัก ซึ่งมันก็มีส่วนที่ทำให้เราพยายามผลักดันโปรเจ็คต์นี้ เพราะตอนนี้คนเข้าใจปัญหามากขึ้น รับฟังมากขึ้น มันคือเรื่องที่ผู้คนพูดกัน ตอนนี้ไฟป่าที่ออสเตรเลียก็ไหม้อยู่ ขยะไม่มีที่จะทิ้ง ทุกคนกำลังเห็นปัญหา ตอนนี้ทุกคนกำลังตระหนักถึง เรารู้สึกว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดี ที่เราจะทำเสื้อรีไซเคิล เพราะคนกำลังพูดเรื่องนี้ กำลังจะเริ่มฟัง เราต้องทำก่อนที่มันจะสายเกินไป 

และเราคิดว่าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นกระบอกเสียงที่ค่อนข้างใหญ่ ด้วยตัวสโมสรเอง หรือตัวคุณพ่อเอง ก็มีบทบาททางด้านสังคมอยู่แล้ว เราคิดว่าเป็นเวลาที่ดี ที่เราควรจะนำเสนอสิ่งดีๆด้วย

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มองบทบาทของตัวเองอย่างไร ในแง่ของสโมสรฟุตบอล ที่หันมาให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม

เราคิดว่าตอนนี้ การรักษ์โลกมันไม่ใช่เรื่องไกลอะไรแล้ว เพราะทุกวันนี้แค่ตื่นขึ้นมาก็เสียงแหบ เพราะมลพิษในกรุงเทพฯ แล้ว มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ปัญหามันอยู่ต่อหน้าต่อตา คนเราเจอกันทุกวัน 

เรามองว่าทุกอย่าง มีความเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมหมด ด้วยปัญหาของสิ่งแวดล้อมในตอนนี้ เราไม่คิดว่า การให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม แล้วต้องมานั่งคิดว่า มันเกี่ยวกับฟุตบอลอย่างไร 

เราแค่คิดว่า เราพยายามทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ทำในสิ่งที่เป็นมิตรต่อโลกมากที่สุด หรือให้ทำลายสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เราแค่คิดว่านี่คือสิ่งที่เราควรทำ 

 

อะไรคือสิ่งที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อยากบอกผ่านเสื้อแข่งปีล่าสุด

เราอยากจุดประกายให้คนหรือองค์กรได้เห็นว่า เสื้อรีไซเคิลมันทำได้นะ เสื้อที่เราผลิต เราทำทั้งหมด 600,000 ตัว คือขยะหลายตัน มากกว่า 8,000 ตัน เราอยากให้มีองค์กรที่ใหญ่ขนาดนี้ ทำอะไรในสเกลที่ใหญ่ขนาดนี้ เพื่อที่จะให้มันมีผลกระทบเชิงบวกกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ 

เราอยากทำอะไรที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ เราอยากสร้างแรงบันดาลใจให้กับองค์กรใหญ่ๆ หรือองค์กรอะไรก็ได้ ที่มีสินค้าที่สามารถจะประยุกต์สินค้า ในเชิงรักสิ่งแวดล้อมได้ สร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริง

ทุกปีที่เราทำเสื้อ เราจะมีคอนเซ็ปต์หลัก ใช้ในการออกแบบ เลือกสีที่ใช้ เลือกธีมในการออกแบบเสื้อ แต่ปีนี้เป็นปีแรกที่การทำเสื้อ ต้องอิงจากวัสดุในการทำเสื้อเป็นหลัก เพราะว่าเราต้องโฟกัสการที่เราเอาใยรีไซเคิล มาทำเสื้อ เราก็ต้องเอาเนื้อผ้ามาดูก่อนว่า เนื้อผ้าแบบไหนที่เราทำออกมาแล้วจะดูดี

เราอยากทำเสื้อที่ทำให้คนรู้สึกว่า นี่คือเสื้อที่ไม่ได้ทำจากวัสดุรีไซเคิล นี่คือเสื้อใหม่เหมือนเสื้อทั่วไป เราไม่อยากให้คนคิดว่าเสื้อรีไซเคิล วัสดุมันเคยเป็นอะไรมาก่อน แต่ให้รู้สึกว่ามันคือเสื้อผ้าปกติทั่วไป

อยากให้เวลาคนหยิบเสื้อตัวนี้ออกจากตู้ แล้วเขาไม่รู้สึกว่าเขาหยิบเสื้อรีไซเคิล ให้เขารู้สึกเหมือนหยิบเสื้อทั่วไป ให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา กับการใช้ของรีไซเคิล

เพราะเรารู้สึกว่า ความรู้สึกของคนกับการใช้ของรีไซเคิล ต้องเป็นเรื่องธรรมดาได้แล้ว เป็นเรื่องปกติที่คนจะใช้สินค้ารีไซเคิล หรือสินค้าลดขยะ 

เราอยากให้การนำวัสดุรีไซเคิลมาทำสินค้าเสื้อผ้า เป็นเรื่องปกติ ไม่อยากให้คนมองว่าเป็นแค่ทางเลือก อยากให้คนหันมาใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นเรื่องปกติ ทั้งในธุรกิจนี้ และธุรกิจอื่น ซึ่งเราต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน 

 

ด้านหลังของเสื้อจะมีเฟล็กที่บอกว่า เสื้อแต่ละตัวใช้ขวดน้ำผลิตกี่ขวด เหตุใดจึงต้องสกรีนเฟล็กตัวนี้ลงไป

เราคิดว่าเฟล็กด้านหลังเสื้อ คือสิ่งที่คนสามารถเชื่อมโยงได้ การที่เราจะมาบอกว่ารีไซเคิล 30 เปอร์เซ็นต์ 70 เปอร์เซ็นต์ 100 เปอร์เซ็นต์ มันก็พูดได้ แต่ว่าพอเราพูดไป เลขพวกนั้นก็เหมือนอยู่ในอากาศ

แต่พอมีบอกด้านหลังเสื้อว่า เสื้อตัวนี้ใช้จำนวนขวดไปเท่าไหร่ เรารู้สึกว่า คนจับต้องได้ ว่าแบบตัวเลขนี้คืออะไร 

เราคิดว่าสุดท้ายแล้ว คนซื้อจะภูมิใจด้วยว่า เราซื้อเสื้อตัวนี้ เราได้ลดขยะ 14 ขวด แทนที่ขยะพวกนี้ จะต้องไปลงทะเล หรือไปอยู่ในกองขยะ 

 

ยอดขายเสื้อของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลล่าสุด ขายได้มากที่สุด ในรอบ 5 ฤดูกาลหลัง คิดว่าการทำเสื้อรีไซเคิล มีผลต่อการโปรโมตหรือเพิ่มยอดขายหรือไม่

ไม่ ไม่เลย เราไม่ได้คิดว่าตรงนี้คือการโปรโมตเสื้อ หรือโปรโมตสโมสร ส่วนตัวเราเราไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย มันก็คงดี ถ้าคนจะมองว่ามันโปรโมตสโมสรได้ แต่เรารู้สึกดีมากกว่า ที่เราได้ใช้พื้นที่ตรงนี้ โปรโมตเรื่องสิ่งแวดล้อม

จริงๆเรามองว่า เราใช้ชื่อของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาโปรโมตแนวคิดรักษ์โลก มากกว่าที่จะเอาแนวคิดรักษ์โลกมาโปรโมตบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เราใช้ช่องทางของเราที่มีผู้คนรับฟัง พยายามจะดึงคนให้มาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น

เราไม่ได้หยิบเรื่องนี้ มาทำเพื่อโปรโมตสโมสร เสร็จแล้วก็เลิกไป เราไม่ได้เป็นองค์กรที่คิดว่า เรามาทำแคมเปญเรื่องสิ่งแวดล้อมกันเถอะ ผลิตเสื้อมา 300 ตัว โฆษณาว่าทำมาจากขยะรีไซเคิล 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วให้คนมาแห่ต่อคิว เข้าแถวกันซื้อ แล้วก็จบ อันนั้นคือการโปรโมต

เราไม่ได้คิดว่าจะทำปีเดียว แล้วเราจะเลิก เราจะทำต่อไปเรื่อยๆ เรารู้ว่าเราทำเสื้อรีไซเคิลได้แล้ว เราก็อยากทำต่อไป ส่วนตัวเราคิดว่า เราจะไม่กลับไปใช้ใยผ้าปกติแล้ว จะใช้ใยผ้ารีไซเคิลต่อไป ถ้าเรายังอยู่ตรงนี้ เราจะพยายามบังคับให้ใช้เสื้อรีไซเคิลต่อไป ตลอดไป (หัวเราะ) 

 

โปรเจ็คต์ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีความเชื่อมโยงกับชุมชนในจังหวัดบุรีรัมย์มาตลอด โปรเจ็คต์นี้มีความเชื่อมโยงกับชุมชนอย่างไรบ้าง

ในแง่ของชุมชน เราอยากจะเล่าว่า จริงๆแล้ว คนในชนบทเขาเก่งมาก เรื่องรีไซเคิลเขาทำกันอยู่แล้ว  คือคนเหล่านี้เขาอยู่กับต้นไม้ อยู่กับธรรมชาติตลอด เขามีความสัมพันธ์ เห็นของสำคัญของสิ่งแวดล้อม

มีหลายหมู่บ้านในบุรีรัมย์ เขาทำโครงการลดขยะ โครงการรีไซเคิลอยู่แล้ว เรารู้สึกว่าเขาทำเรื่องพวกนี้ มากกว่าคนในกรุงเทพฯ อีก 

ตอนคิดจะทำเสื้อแข่งรีไซเคิลในปีนี้ เราลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลกับชุมชน เราเจอเรื่องแบบนี้ เรามีความสุขนะ เราเห็นว่าเขาทำกันอยู่แล้ว ทำได้ดีด้วย เป็นแรงบันดาลใจดีๆให้กับเราด้วย 

คือเรื่องรักษ์โลก ไม่ใช่อะไรที่ใหม่ เรามาทำตรงนี้ เราแค่อยากจะช่วยกระจายเสียง หรือข้อมูลพวกนี้ หรือรณรงค์ให้คนหันมาทำ เพราะเราเชื่อว่าจริงๆแล้ว มีคนที่สนใจในเรื่องพวกนี้เยอะอยู่แล้ว เยอะกว่าที่ทุกคนรู้

 

อยากให้การทำเสื้อรักษ์โลกของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นแรงบันดาลใจให้กับสโมสรอื่นในไทยไหม

อยากนะ เราอยากให้มันเกิดขึ้น เราคาดหวังให้เห็นทีมอื่นหันมาทำเสื้อรีไซเคิล จริงๆแล้วเราไม่ใช่สโมสรแรกในไทย ที่ทำเสื้อรีไซเคิลด้วยซ้ำ ถ้าจำไม่ผิดปตท.ระยอง เขาทำมาก่อนหน้านี้แล้ว น่าเสียดายที่คนไม่เคย ไม่ค่อยได้รู้เรื่องราวดีๆแบบนี้ในวงกว้าง

เราคิดว่าหลายองค์กร สามารถช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ แน่นอนเรื่องเสื้อผ้ากีฬา ส่วนใหญ่ใช้ใยผ้าโพลีแอสเตอร์ ซึ่งเราสามารถทำได้

เราคิดว่ามีหลายคนที่อยากจะทำ ส่วนตัวเราไม่ได้คิดว่า บุรีรัมย์สำคัญขนาดว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครขนาดนั้น เราแค่อยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า มันทำได้นะ มาทำกันเถอะ เหมือนเรามายืนจับมือกันช่วยโลก 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง