mainstand

Voice of People

การกลับมาของ ฮวน ฟอนตาเนียล ยอดโค้ชจากคิวบาผู้อยู่เบื้องหลังยุคทองมวยสากลสมัครเล่นไทย



หากพูดถึงโอลิมปิก เกมส์ หนึ่งในกีฬาที่เป็นความหวังลุ้นคว้าเหรียญรางวัลของประเทศไทย คือมวยสากลสมัครเล่น หลังจากนักชกชาวไทย เคยคว้าเหรียญทอง ได้ถึง 4 ครั้งติดต่อกัน ในปี 1996, 2000, 2004, 2008


 

ช่วงเวลาอันถือเป็นยุคทองของวงการมวยสากลสมัครเล่น มีชายคนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ โค้ชใหญ่ชาวคิวบาที่ชื่อ ฮวน ฟอนตาเนียล หัวหน้าโค้ชมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ในช่วงปี 1993-2004 

ผู้ปลุกปั้น สมรักษ์ คำสิงห์, วิจารณ์ พลฤทธิ์, มนัส บุญจำนงค์ รวมถึงสมจิตร จงจอหอ แชมป์เหรียญทองโอลิมปิก ในปี 2008

Main Stand x Team Thailand จะพาไปคุยกับโค้ชชาวคิวบา ถึงเคล็ดลับที่เขาใช้ปลุกปั้นนักชกชาวไทย ให้ประสบความเร็จ ไปจนถึงภารกิจการกลับมาของเขา ที่หวังพากีฬามวยสากลสมัครเล่นไทย กลับไปผงาดอีกครั้ง ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ 

 

ยอดโค้ชจากคิวบา

“ผมไม่ได้เลือกมาประเทศไทยนะ รัฐบาลส่งผมมา คุณต้องเข้าใจก่อนว่า ที่คิวบาไม่เหมือนประเทศอื่น การที่ผมจะออกนอกประเทศไปทำงาน รัฐบาลเป็นคนตัดสินใจ และรัฐบาลเลือกส่งผมมาที่ประเทศไทย” ฟอนตาเนียล เริ่มต้นเล่าเรื่องราวของเขา

หากพูดถึงกีฬามวยสากลสมัครเล่น หนึ่งในชาติที่ขึ้นชื่อความเป็นเลิศในกีฬานี้ คือประเทศคิวบา ความยอดเยี่ยมของพวกเขา ทำให้นักมวยระดับโลกหลายคน เดินทางไปยังประเทศคิวบา เข้าไปเรียนรู้วิชาหมัดมวย 

ประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญกับกีฬามวยสากลสมัครเล่น และหวังจะก้าวขึ้นมาเป็นชาติแถวหน้าในวงการ วิชามวยของคิวบา คือสิ่งที่วงการมวยสากลสมัครเล่นไทยต้องการ แต่แทนที่จะส่งนักมวยไปเก็บตัวที่คิวบา ประเทศไทยต้องการที่จะได้โค้ชมาฝึกสอน ณ แผ่นดินขวานทองมากกว่า

“ตอนนั้นรัฐบาลไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลคิวบา ทางไทยขอโค้ชจากคิวบาหนึ่งคน ใครก็ได้ ขอแค่พูดภาษาอังกฤษได้ ผมจึงได้มาอยู่ที่นี่” ฟอนตาเนียล กล่าวด้วยภาษาอังกฤษอย่างชัดเจน

ด้วยอาชีพเก่าของฟอนตาเนียลกับการเป็นอาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยด้านกีฬา ทำให้เขาถูกเลือกเป็นตัวแทนของประเทศคิวบา มาที่ประเทศไทยในปี 1993 กับภารกิจยกระดับมวยสากลของไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

“ตอนผมมาที่เมืองไทยใหม่ๆ ไม่มีศูนย์ฝึกแบบทุกวันนี้ เราต้องตระเวนเปลี่ยนที่ฝึกไปเรื่อยๆ ซ้อมในกรุงเทพฯ บ้าง ไปซ้อมที่เชียงใหม่บ้าง เป็นเรื่องยาก ที่จะทำให้นักมวยโฟกัสกับการซ้อม”

“แต่ผมเห็นว่านักมวยไทย มีศักยภาพที่จะพัฒนาไประดับโลกได้ ผมพานักมวยไปแข่งขันชิงแชมป์โลก เราได้มา 3 เหรียญเงิน เป็นผลงานที่ดีที่สุดในตอนนั้น นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมคิดว่า นักมวยไทยมีศักยภาพที่ดี แม้ว่าจะขาดความพร้อมหลายด้าน”

เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักมวย เขาจึงพานักชกมวยสากลสมัครเล่นชาวไทย เดินทางไปในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างสิ่งที่นักมวยไทยขาดหาย

“ผมพานักมวยไทยไปชกที่จีน ที่อิหร่าน เราไปแข่งขันชิงแชมป์ที่ทวีปยุโรป ก่อนหน้านี้นักชกไทย ไม่เคยไปมาก่อน แม้เราจะไม่ได้เหรียญกลับมาเลย แต่นักมวยได้ประสบการณ์กลับมา นักมวยต้องมีประสบการณ์”

 “ผมมีความสัมพันธ์อันดีกับทางสมาคมต่างๆ ทำให้ผมสามารถส่งนักมวยออกไปชกตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ได้ตามต้องการ สำหรับผมทุกๆสองเดือน นักมวยต้องมีทัวร์นาเมนต์ลงแข่ง เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆๆ”

“นักมวยที่ไม่มีประสบการณ์ ยากมากที่จะเป็นผู้ชนะ ยากจริงๆ เพราะประสบการณ์จะทำให้นักมวยรู้จักตัวเอง เชื่อในตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเอง”

“ผมคิดว่าในทุกกีฬา จิตวิทยาคือเรื่องสำคัญ สำหรับกีฬามวยจิตวิทยาสำคัญมาก ถ้านักมวยไม่ออกเดินทางไปทั่วโลก เขาจะไม่รู้เลยว่า ใครคือสุดยอด เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า นักมวยอยู่ในจุดไหน” 

“พวกเขาจึงต้องการประสบการณ์ ทำให้พวกเขาพัฒนาขึ้น แพ้หรือชนะไม่สำคัญ แต่เราต้องรู้ว่า เราเป็นอย่างไร เมื่อขึ้นบนเวที”

“ผมพานักมวยไปชกที่คาซัคสถาน ได้รู้จักนักมวยคาซัคสถาน ได้กลับมาพัฒนาตัวเอง ขณะเดียวกัน นักมวยก็เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เป็นที่รู้จักของกรรมการ เพราะในมวยสากลสมัครเล่น ชื่อเสียงของนักมวย มีผลต่อการให้คะแนนของกรรมการ”

รายการที่ใหญ่ที่สุดของฟอนตาเนียล คือโอลิมปิก เกมส์ 1996 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาจึงพยายามพานักมวยชาวไทย ลงสนามจริงให้ได้มากที่สุด จนฟอนตาเนียลสามารถสัมผัสได้ว่า มีชายไทยคนหนึ่ง ที่สามารถก้าวนักชกเหรียญทองโอลิมปิกคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยได้

“สมรักษ์ คำสิงห์ เขาสู้มาหมดแล้วทุกคนในรุ่น ทุกคนรู้จักชื่อของเขา รู้จักฝีมือของเขา ก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่ม ผมมั่นใจว่า สมรักษ์มีโอกาสได้เหรียญทอง เพราะเขาเคยชกกับยอดมวยทุกคนในรุ่นมาแล้ว มันทำให้เขามีความมั่นใจ”

การคาดการณ์ของฟอนตาเนียล ไม่ผิดพลาด สมรักษ์ คำสิงห์ เอาชนะ เซราฟิม โทโดรอฟ นักชกชาวบัลเกเรีย ดีกรีแชมป์โลก 3 สมัยลงได้ ก้าวขึ้นเป็นนักชกมวยสากลเหรียญทองคนแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย

 

สู้ด้วยใจและใช้สมอง

การถือกำเนิดของฮีโร่โอลิมปิกในปี 1996 สร้างความนิยมอย่างมากให้กับกีฬามวยสากลสมัครเล่น ผู้คนจับตารอคอยดูนักมวยเสื้อกล้าม ลงแข่งขันในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ ส่งแรงใจหวังเห็นนักชกคว้าเหรียญทองกลับมาฝากชาวไทย

ภายใต้การนำของโค้ชฟอนตาเนียล ประเทศไทยได้มีนักชกมวยสากลสมัครเล่นอีกสองคน ที่คว้าสามารถเหรียญทองมาได้ หนึ่งคือ วิจารณ์ พลฤทธิ์ จากโอลิมปิก เกมส์ ปี 2000 ที่ประเทศออสเตรเลีย และมนัส บุญจํานงค์ จากโอลิมปิก เกมส์ ปี 2004 

ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของวงการมวยสากลสมัครเล่น ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากการทำงานหนักของทีมโค้ช และนักมวยทุกคน โดยเฉพาะโค้ชฟอนตาเนียล ที่ลงมือคัดเลือกนักมวยทุกคน ที่จะมาเข้าแคมป์โอลิมปิก ด้วยตัวเองเพื่อหานักมวยที่มีคุณสมบัติผู้ชนะ ตามที่เขาต้องการ 

“แน่นอนว่าโค้ชทุกคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง ผมชอบนักมวยที่มีความอึด มีร่างกายที่แข็งแรง มีความฟิตยามชกบนเวที สำหรับผมนี่คือจุดสำคัญ และผมพยายามใส่ในการฝึกซ้อม”

“วิจารณ์ พลฤทธิ์, มนัส บุญจำนงค์, วรพจน์ เพชรขุ้ม ผมไปดูแข่งมวยตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ เช่นชิงแชมป์ประเทศไทย เลือกพวกเขามาเข้าแคมป์ พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นนักมวยที่มีคุณสมบัติตรงกัน คือฉลาดอย่างมาก”

“ความฉลาดบนเวทีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะกีฬามวยสากลสมัครเล่น มีเรื่องของแทคติคเข้ามามีบทบาท มนัสผมเจอเขาตั้งแต่ตอนอายุ 14 เขาเป็นนักมวยที่ฉลาดมาก หรือสมจิตร (จงจอหอ) ก็เป็นนักมวยที่ฉลาดมากเช่นกัน”

“อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมี คือความกล้าหาญในสังเวียน ภาษาไทยเรียกว่าใจสู้ (พูดเป็นภาษาไทย) เรื่องฝีมือ เรื่องเทคนิค เรื่องความฟิตมันฝึกกันได้ แต่ใจสู้คือสิ่งสำคัญ” 

“นักมวยที่ได้เหรียญในโอลิมปิก ใจสู้ทุกคน หนึ่งในคนที่ใจสู้มากคือ แก้ว พงษ์ประยูร (เหรียญเงินโอลิมปิก 2012) ผมเคยฝึกสอนเขา น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เหรียญทองกลับมา”

“ระเบียบวินัยคืออีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมี เป็นเรื่องพื้นฐานของการเป็นนักกีฬา สำคัญมากๆๆ ถ้าคุณไม่มีระเบียบวินัย คุณไม่สามารถเป็นผู้ชนะได้ ไม่มีทางได้เหรียญแน่นอน”

ด้วยการปลูกฝังของโค้ชฟอนตาเนียล บวกกับแนวทางการฝึกสอนของเขา ที่ผสมผสานเรื่องของเทคนิคการชก กับความฟิตของนักมวยบนเวที ทำให้ยุคทองของวงการมวยสากลสมัครเล่นไทยได้ถือกำเนิดขึ้น ก่อนจะหายไป พร้อมกับการจากลาของสุดยอดโค้ชรายนี้

 

ภารกิจที่ยังไม่จบ

ฟอนตาเนียลโบกมือลาประเทศไทยในปี 2004 หลังจากรัฐบาลคิวบา ไม่อนุญาตให้เขามาทำงานที่เมืองไทย อย่างไรก็ตาม ฟอนตาเนียลได้ฝึกสอนนักชกไทย ในช่วงก่อนการแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ 2008 

หลังนักมวยไทย เดินทางไปเก็บตัวที่คิวบากับฟอนตาเนียล เป็นระยะเวลา 3 เดือน นำมาซึ่งเหรียญทองของ สมจิตร จงจอหอ และเหรียญเงินของ มนัส บุญจำนงค์

นั่นคือครั้งสุดท้าย ที่ฟอนตาเนียลได้สอนนักชกทีมชาติไทย เพราะหลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่ประเทศเม็กซิโก ด้วยเรื่องของสภาพชีวิต และค่าตอบแทนที่ดีกว่า ตอนอยู่ที่คิวบา ทำให้เขาย้ายไปลงหลักปักฐานที่เม็กซิโก จนได้สัญชาติเม็กซิโกในที่สุด

สวนทางกับวงการมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ที่ผลงานเริ่มร่วงหล่นลงเรื่อยๆ เช่นในโอลิมปิก เกมส์ 2012 แม้จะได้เหรียญเงินกลับมา แต่มีนักมวยไทยแค่ 3 คน ที่ได้เข้าไปเริ่มต้นรอบสุดท้าย ซึ่งตลอดช่วงเวลา ที่ฟอนตาเนียลเป็นโค้ชก่อนหน้านี้ ต้องมีนักมวยไทยอย่างน้อย 6 คนเข้าสู่รอบสุดท้าย

และในปี 2016 โอลิมปิก เกมส์ที่ประเทศบราซิล คือช่วงเวลาที่เลวร้ายของวงการมวยสากลสมัครเล่น เพราะไม่มีนักชกสัญชาติไทย เข้าถึงรอบ 4 คนสุดท้าย ซึ่งเท่ากับว่า ขุนพลเสื้อกล้ามแดนสยาม ไม่มีเหรียญรางวัลติดมือแม้แต่คนเดียว จนทำให้สมาคมมวยสากลสมัครเล่นฯ ต้องดึงตัวฮวน ฟอนตาเนียล กลับมากู้วิกฤติอีกครั้ง

“ผมติดตามนักมวยไทยอยู่ตลอด ก่อนหน้านี้พวกเขาต่อยหมัดเดียวๆ ชกไปที่ท้อง แล้วก็กอด พยายามเปลี่ยนสไตล์พวกเขา ออกหมัดชุดให้มากขึ้น พวกเขาทำได้ดี ตอนนี้พวกเขาแข็งแกร่งและใจสู้”

เหรียญรางวัลจากโอลิมปิก เกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในกีฬามวยสากลสมัครเล่น คือสิ่งที่คนไทยเฝ้ารอ โดยเฉพาะเหรียญรางวัลใหญ่อย่างเหรียญทอง ที่ประเทศไทยขาดหายไปจากการแข่งขันโอลิมปิก เกมส์สองครั้งหลังสุด 

อย่างไรก็ตาม ยอดโค้ชจากคิวบามองว่า นี่คืองานที่ยากที่สุด นับตั้งแต่เขาคุมบังเหียนโค้ชทีมชาติไทย

“ผมมีเวลาเตรียมทีมน้อย นักมวยในครั้งนี้ผมก็ไม่ได้เลือกเอง แต่ผมก็ทุ่มเทเต็มที่ พยายามพาพวกเขาออกชกให้ได้มากที่สุด ทำให้พวกเขามีประสบการณ์ ตอนนี้พวกเขาพร้อมมากขึ้น”

“เราคงต้องรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ยังมีเวลาที่จะพัฒนาและปรับปรุง ผมพยายามฝึกซ้อมให้หนัก เป้าหมายของผมในตอนนี้ คือการพานักมวยไทยอย่างน้อย 3 คน กลับไปแข่งขันโอลิมปิก เกมส์”

ไม่มีใครรู้ได้ว่า อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ทำได้มากที่สุด คือการเตรียมพร้อมทำทุกวันให้เต็มที่...ฮวน ฟอนตาเนียล และนักมวยของเขา ยังคงซุ่มฝึกซ้อมอย่างหนัก ในแคมป์เก็บตัวทีมชาติเพื่อเป้าหมาย การพานักมวยไทยกลับไปยังโอลิมปิก เกมส์ อีกครั้ง

“ผมไม่สามารถตั้งเป้าหมายได้ว่า เราจะคว้ากี่เหรียญ เพราะยังไม่ถึงเวลา ตอนนี้เราต้องมุ่งเป้าไปที่ การพานักมวยผ่านรอบคัดเลือกให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเราถึงจะมาดูกันว่า เรามีความพร้อมมากแค่ไหน ที่จะคว้าเหรียญรางวัล”

“ผมไม่รู้ว่า เราจะไปได้ไกลแค่ไหนในโอลิมปิก เกมส์ครั้งนี้ มันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของกรรมการ แต่เด็กๆของผมพัฒนาขึ้นมาก ใครหลายคน อาจจะมองข้ามประเทศไทย ในการแข่งขันครั้งนี้ แต่ผมเชื่อว่าเด็กของผมเก่งพอ ตอนนี้พวกเขาคือนักมวยชั้นเลิศ ต้องรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ฟอนตาเนียลทิ้งท้าย



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง