mainstand

Voice of People

คุยกับ "อากิระ นิชิโนะ" ผู้ถือกุญแจความสำเร็จของทัพช้างศึก ในศึกชิงแชมป์เอเชียยู-23



การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี หรือ AFC U-23 Championship คือทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ต้อนรับวงการฟุตบอลไทยในปี 2020 เพราะทัพช้างศึก คือหนึ่งใน 16 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันรายการนี้ 


 

พิเศษไปกว่านั้น ประเทศไทยคือเจ้าภาพของการแข่งขัน ในการแข่งขันรอบสุดท้าย...ความคาดหวังของแฟนบอลชาวไทย กับการแข่งขันรายการนี้ ย่อมมากขึ้นกว่าเดิม เพราะหากติด 3 อันดับแรก ในรายการนี้ ทีมชาติไทย จะได้สิทธิ์ไปร่วมแข่งขันฟุตบอล ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น

หนึ่งในชาติจากทวีปเอเชีย ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก จากการแข่งขันฟุตบอล ในโอลิมปิก เกมส์ คือทีมชาติญี่ปุ่น...10 ครั้ง คือจำนวนที่ทัพ “ซามูไร บลู” เข้าร่วมการแข่งขัน และเคยคว้าตำแหน่งอันดับที่ 4 มาแล้ว เมื่อครั้งโอลิมปิก เกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

หากกล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่นมีกุญแจสู่ความสำเร็จ ในการทำทีมฟุตบอลรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี คงไม่ผิดนัก และปัจจุบันทีมชาติไทยชุดเล็ก นำทัพโดย อากิระ นิชิโนะ กุนซือจากแดนอาทิตย์อุทัย

Main Stand x CHANG จะพาไปพบกับ ทัพช้างศึกเลือดใหม่ ภายใต้การนำของ อากิระ นิชิโนะ เขาจะมีความคิดอย่างไร กับการพาทีมชาติไทย ประสบความสำเร็จ ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ที่กำลังจะมาถึง

 

ไม่มีคำว่าปาฏิหาริย์

ทีมชาติไทยไม่ใช่ชาติแรก ที่ อากิระ นิชิโนะ เคยคุมทัพในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เพราะชายคนนี้เคยคุมบังเหียน ทีมฟุตบอลของประเทศญี่ปุ่น ในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี มาแล้ว พร้อมกับสร้างผลงาน ที่ยังคงเป็นที่กล่าวถึงในวงการฟุตบอล จนถึงปัจจุบัน

นิชิโนะพาทีมชาติญี่ปุ่น เข้าร่วมการแข่งขัน โอลิมปิก เกมส์ ปี 1996 ซึ่งเป็นครั้งแรกใน 28 ปี ที่ญี่ปุ่นได้กลับไปหวดลูกหนัง ในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ...และฝากผลงาน ที่ถูกขนานนามว่า “ปาฏิหาริย์แห่งไมอามี” ด้วยการเอาชนะยอดทีมของโลกฟุตบอล อย่างบราซิล ในการแข่งขันครั้งนั้น

ปาฏิหาริย์ คือสิ่งที่แฟนลูกหนัง เรียกความสำเร็จที่นิชิโนะ ทำไว้ให้กับทีมชาติญี่ปุ่นชุดเล็ก แต่อันที่จริงแล้ว เคล็ดลับของความสำเร็จในครั้งนั้น อากิระ นิชิโนะ ได้พูดไว้ ตั้งแต่เกมการแข่งขัน ที่ทีมชาติญี่ปุ่น เอาชนะทีมชาติบราซิล ยังไม่เริ่มต้นด้วยซ้ำ 

“มันเป็นเรื่องยากที่จะคว้าชัยชนะ แต่พวกเรามีแรงปรารถนาเหมือนกับเกมอื่นๆ ทั่วไป ว่าคุณสามารถทำได้ดีแค่ไหน ในการรับมือกับทีมระดับโลก” นิชิโนะกล่าวประโยคนี้ ก่อนเกมประวัติศาสตร์ ของศึกฟุตบอลโอลิมปิก 1996

ความกระหาย และความมั่นใจ คือเคล็ดลับความสำเร็จ ของทีมชาติญี่ปุ่นชุดเล็กเมื่อปี 1996 และ อากิระ นิชิโนะ ต้องการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ ให้กับทีมชาติไทย

“สิ่งที่ผมพยายามย้ำกับลูกทีมตลอดคือ เราทำได้ และเราไม่ได้ด้อยกว่าใคร ขอให้นักเตะทุกคนเล่นให้เต็มที่ เล่นให้เป็นทีมคอยช่วยเหลือกัน” อากิระ นิชิโนะ กล่าวกับ Main Stand 

คำกล่าวของผู้ชายคนนี้ ไม่ได้เกินเลยจากความเป็นจริงที่เคยเกิดขึ้น...ครั้งหนึ่งนิชิโนะ เคยพาทีม กัมบะ โอซากา เปิดเกมแลกกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การนำของหนึ่งในสุดยอดผู้จัดการทีมตลอดกาล เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แม้กัมบะจะเป็นฝ่ายแพ้ในรอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลกปี 2008 แต่ผลงานของพวกเขาในเกมนั้น ยังคงเป็นที่จดจำของแฟนฟุตบอลจำนวนมาก

หรือในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบ 16 ทีม ทีมชาติญี่ปุ่นได้ต่อสู้ โดยไม่กลัวศักดิ์ศรีของทีมชาติเบลเยียม ที่เต็มไปด้วยผู้เล่นระดับโลก จนเกือบจะคว้าชัยชนะมาครองได้สำเร็จ

แตกต่างจากญี่ปุ่น ความกล้าที่จะสู้กับทีมระดับโลก คือสิ่งที่ทีมชาติไทย ขาดหายไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ภายใต้การนำของนิชิโนะ เขาหวังที่จะเปลี่ยนความกลัว ของนักเตะไทยให้กลายเป็นความกล้า

“ที่ผ่านมา ผมมองว่า ตัวนักเตะ ทีมงาน สื่อ และแฟนบอล มักจะเกรงกลัว หรือให้ความยำเกรง ทีมคู่ต่อสู้ที่มีดีกรี หรืออันดับโลกที่ดีกว่า ซึ่งอาจจะทำให้เราทำผลงานได้ไม่ดีนัก”

“แต่สิ่งที่ผมพยายามบอกนักเตะทุกคน ในห้องแต่งตัว คือให้เชื่อมั่นว่าเราทำได้ เราชนะได้ เราสามารถเล่นเพื่อเอาผลการแข่งขันที่เราต้องการได้”

 

อายุไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แม้จะเป็นการแข่งขันในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี แต่ขึ้นชื่อว่าการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย ด้วยศักดิ์ศรี และเดิมพันของความสำเร็จ ทั้ง 16 ชาติในการแข่งขัน ไม่มีใครต้องการอ่อนข้อให้ใคร และทุกทีมล้วนต้องการเลือก นักฟุตบอล ที่ดีที่สุด เพื่อคว้าชัยในทัวร์นาเมนต์นี้

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของฟุตบอล ในระดับดาวรุ่ง ผู้เล่นฝีเท้าดีบางคน อาจมีข้อจำกัดในการลงสนาม มีเวลาในการเล่นฟุตบอลน้อยเกินไป ซึ่งมีผลต่อประสบการณ์ ในการสัมผัสเกมใหญ่ ที่เต็มไปด้วยความกดดัน และเดิมพันสูง อย่างทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีครั้งนี้

กระนั้นเรากลับเห็น ทีมชาติญี่ปุ่นประสบความเร็จ ในฟุตบอลระดับเยาวชนอย่างต่อเนื่อง นักเตะจากแดนอาทิตย์อุทัยหลายคน ออกไปค้าแข้งในทวีปยุโรปตั้งแต่วัยเยาว์ และได้ค้าแข้งกับทีมฟุตบอลชั้นนำ ทั้ง ชินจิ คางาวะ, เคสึกะ ฮอนดะ, ทาคุมิ มินามิโนะ, ทาเกฟุสะ คุโบะ เป็นต้น 

“นักเตะไทยจริงๆ แล้ว มีศักยภาพที่จะไปเล่นต่างประเทศได้ เหมือนที่นักเตะไทยหลายคน ไปเล่นที่เจลีก” นิชิโนะ แสดงความเห็นกับ Main Stand

“ก่อนหน้านี้ผมก็ดำรงตำแหน่งประธานเทคนิคของทีมชาติญี่ปุ่น ทำให้ได้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของทีมชาติไทยมาบ้าง” 

“ประกอบกับก่อนหน้านี้ ทีมชาติไทยได้เจอทีมชาติญี่ปุ่นอยู่หลายครั้ง ก็ได้มีการศึกษาหาข้อมูล ดูฟอร์มของทีมชาติไทยอยู่บ้าง ก็ได้เห็นว่านักเตะไทยเป็นชาติที่มีความสามารถเฉพาะตัวอยู่ในระดับหนึ่ง”

ทั้งที่มีองค์ประกอบเป็นฝีเท้าพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม ไม่ต่างจากนักเตะญี่ปุ่น แต่ดูเหมือนว่า นักเตะดาวรุ่งไทย จะยังไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงบางอย่าง ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เหมือนที่นักเตะแดนซามูไรเคยทำได้


Photo : ฟุตบอลทีมชาติไทย

“ผมมองว่านักเตะไทย มีศักยภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ด้วยวัฒนธรรมฟุตบอลที่แตกต่างกัน นักเตะไทยอาจไม่ค่อยมีความทะเยอะทะยาน ชอบเล่นฟุตบอลในประเทศ เล่นในที่ที่คิดว่าอยู่สบาย เล่นที่ไทยลีก เล่นที่เมืองไทยก็พอ”

“ผมจึงพยายามที่จะเปลี่ยนปรับ ทัศนคติมุมมองของนักเตะว่า พวกเขามีศักยภาพพอที่จะเล่นในลีกระดับเจลีก หรือแถวหน้าของเอเชีย”

ความทะเยอทะยาน คือสิ่งที่อากิระ นิชิโนะ ต้องการเสริมให้กับทีมชาติไทย ในการพัฒนาฝีเท้า เพื่อโชว์ผลงาน ทำลายขีดจำกัดด้านอายุ ไล่ล่าหาโอกาสลงสนามให้กับตัวเอง กล้าที่จะเสี่ยงกับการเล่นฟุตบอล ในสิ่งแวดล้อมใหม่ 

เพราะหากเหล่าแข้งดาวรุ่ง กล้าที่จะท้าทายตัวเอง เพื่อโอกาสในการลงสนาม สิ่งที่ได้รับกลับมา คือประสบการณ์และฝีเท้าที่พัฒนาขึ้น เมื่อกลับมารวมตัวกันในฐานะทีมชาติ ความพร้อมกับการลงเล่น ในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ระดับเอเชีย ก็มากขึ้นกว่าเดิม...และไม่มีใครจะได้ประโยชน์มากไปกว่า ชาวไทยทุกคน ที่อยากเห็นทีมชาติไทย ประสบความสำเร็จ ในการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติ

 

ก้าวข้ามขวากหนามเพื่อแฟนบอล

จิตวิทยา คือสิ่งสำคัญที่ อากิระ นิชิโนะ ต้องการปลูกฝังให้กับนักฟุตบอลชาวไทย เพราะกุนซือรายนี้มีความเชื่อมั่น ในนักเตะทีมชาติไทย ที่จะสามารถประสบความสำเร็จ ได้เหมือนกับทีมชาติญี่ปุ่น และเป็นเหตุผลให้เขา เลือกมารับตำแหน่งแม่ทัพช้างศึกคนใหม่ ทั้งทีมชาติชุดใหญ่ และชุดเล็ก


Photo : ฟุตบอลทีมชาติไทย

กระนั้นกุนซือวัย 64 ปี เปิดเผยว่า การคุมทีมชาติไทยเพื่อลงแข่งขัน ในแต่ละรายการมีข้อจำกัดหลายอย่าง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทั้งตัวของนิชิโนะและทีมงานทุกคน ต้องก้าวข้ามไปให้ได้

“การเป็นโค้ชคุมทีมต่างประเทศ มีอุปสรรคหลายอย่าง ทั้งเรื่องภาษาที่จะสื่อสารกับนักเตะ ที่เราอาจจะสื่อสารกับนักเตะได้ไม่เข้าใจ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับผม”

“และการคุมทีมชาติเป็นงานที่ไม่ง่าย เพราะเรามีเวลาการเตรียมทีมที่สั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปลูกฝังการทำงานแบบญี่ปุ่น เข้ากับไทย เราต้องดึงนักเตะจากหลากหลายสโมสร ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน มารวมกันให้เป็นหนึ่ง เพื่อให้นักเตะเข้าขากัน ทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด”

นอกจากข้อจำกัดด้านภาษา วัฒนธรรมใหม่ในต่างแดน...การต้องนำทัพช้างศึกเลือดใหม่ ลุยศึกชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ความเหนื่อยล้าและอาการบาดเจ็บของผู้เล่น คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จากการแข่งขันฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ ระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งด้านที่ อากิระ นิชิโนะ ให้ความใส่ใจ ก่อนพาทีมชาติไทย ลงต่อสู้ชิงชัยชนะบนผืนหญ้า


Photo : ฟุตบอลทีมชาติไทย

“สิ่งที่ฟุตบอลญี่ปุ่นให้ความสำคัญ คือสภาพร่างกายของนักเตะ ในช่วงเวลาสั้นๆ เราจะทำยังไง ที่จะรักษาสภาพความฟิต สภาพร่างกายของนักฟุตบอลให้เต็มร้อย รักษาสภาพร่างกาย สภาพความฟิตให้ดีที่สุด” 

ถึงจะมีข้อจำกัดหลายอย่าง กับทัวร์นาเมนต์สำคัญที่กำลังจะมาถึง แต่การได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อาจเป็นข้อดีที่ช่วยสร้างโอกาส การทำผลงานที่ยอดเยี่ยมของทัพช้างศึกในครั้งนี้

โดยเฉพาะการแข่งขันในรอบแรก ที่ทีมชาติไทยจะได้ลงทำการแข่งขัน ในสนามราชมังคลากีฬาสถาน รังเหย้าที่เป็นบ้านของทีมชาติไทย ความคุ้นชินของสนาม และที่สำคัญที่สุด เสียงเชียร์ของผู้เล่นคนที่ 12 พร้อมสนับสนุนให้ทีมชาติไทย สู้อย่างสุดใจ เพื่อล่าชัยชนะ เป็นของขวัญให้กับแฟนบอล

“การได้เล่นในบ้าน มีแฟนบอลหนุนหลัง นักเตะทุกคนยิ่งต้องทำให้ได้เพื่อแฟนบอล” อากิระ นิชิโนะ กล่าว “แค่ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองที่ได้รับ และช่วยเหลือเพื่อนตามที่มอบหมาย เล่นอย่างเข้าใจกัน เล่นกันเป็นทีม”

AFC U-23 Championship คือรายการที่แฟนบอลชาวไทยตั้งตารอคอย และหวังจะเห็นทีมชาติไทย ประสบความสำเร็จในหลายการนี้ ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า ทั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอนอย่าง อากิระ นิชิโนะ, นักฟุตบอลที่เป็นตัวแทนของชาวไทย รวมถึงทีมงานทุกคน ล้วนตั้งใจทำงานหนัก เพื่อคว้าผลงานที่ดี เป็นของขวัญต้อนรับปี 2020 ให้กับชาวไทย

กระนั้นเหล่าขุนพล “ช้างศึก” จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย หากขาดเสียงเชียร์จากแฟนบอล โดยเฉพาะการได้เล่น ในประเทศไทยของเรา ยิ่งแฟนบอลเข้าไปส่งเสียงเชียร์มากเท่าใด แข้งนักเตะไทยยิ่งมีความได้เปรียบมากเท่านั้น

เหมือนที่นิชิโนะกล่าวไว้ หากมีแฟนบอลหนุนหลัง นักฟุตบอลต้องเล่นเต็มที่เพื่อแฟนบอล...ขอแค่ผู้เล่นคนที่ 12 เข้าไปให้กำลังใจนักฟุตบอลทีมชาติไทยให้เต็มสนาม ทัพช้างศึกสามารถให้คำมั่นสัญญาว่า พวกเขาจะ “เล่นไม่เลิก”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง