mainstand

Voice of People

อาดีลัน แจ๊ะแมง : ฮีโร่เมืองนราผู้สูญเสียคุณพ่อจากเหตุการณ์ความไม่สงบ



“ผมไม่เคยคิดเลยว่าเย็นวันนั้น จะเป็นวันสุดท้ายที่ผมได้เจอกับพ่อ ทุกครั้งที่แข่งขันเสร็จ เสียงที่ผมอยากได้ยินมากที่สุดคือ เสียงพ่อ แต่ต่อจากนี้มันไม่มีอีกแล้ว” 


 

เสียงที่สั่นเครือ และน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด ระหว่างการสัมภาษณ์ ไม่ใช่สิ่งที่ นักต่อสู้ความหวังอันดับ 1 ของทีมชาติไทยในกีฬาปันจักสีลัต อย่าง “อาดีลัน เจ๊ะแมง” อยากแสดงให้เราเห็นมุมที่อ่อนไหวของตัวเขา

แต่เพราะเรื่องราวที่เขาพบเจอ และถ่ายทอดให้เราฟัง เป็นสิ่งที่สะเทือนความรู้สึก ยากเกินกว่าจะซ่อนความเสียใจ และฝืนแสดงความรู้สึกให้เข้มแข็งไว้ได้ต่อไป จากการสูญเสียชายอันเป็นที่รัก ผู้ที่เขาเรียกว่า “พ่อ” จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่ปลายด้ามขวาน 

หลังการสนทนาสิ้นสุดลง เรื่องราวของ “อาดีลัน เจ๊ะแมง” หนุ่มวัย 23 ปีจาก จ.นราธิวาส จึงไม่ใช่เพียงบทความเกี่ยวกับชีวิตนักกีฬาทีมชาติคนหนึ่ง เหมือนกับบทความกีฬาทั่วไป แต่สำหรับเราแล้ว อาดีลัน เจ๊ะแมง เป็นมากกว่าแค่นักกีฬา เพราะเขาคือ นักสู้ชีวิต ตัวจริง เสียงจริง ที่คนไทยควรรู้จัก มากกว่าแค่ข่าวสารในวันที่เขาได้เหรียญรางวัลกลับมา ...

 

ปันจักสีลัตเปลี่ยนชีวิต  

“พ่อเป็นคนแรกที่ฝึกสอนให้ผมชกมวย” อาดีลัน ย้อนความหลังในวัยเด็กของตนเอง “ท่านอยากให้ผมมีอนาคตที่ดีได้เรียนหนังสือสูงๆ และห่างไกลจากยาเสพติด จึงฝึกฝนให้ผมได้ชกมวยไทย” 

“ทุกๆวัน ท่านก็จะพาผมไปฝึก ตอนนั้น คนในหมู่บ้านบางคน ก็จะพูดดูถูกพ่อผมว่า ‘ดูสิ พ่อเอาลูกตัวเองมาทรมาน’ มันเป็นคำพูดที่ทำให้ผมอยากพิสูจน์ตัวเองให้คนเหล่านั้นยอมรับในตัวพ่อผม ในสักวันหนึ่ง”

อาดีลัน หรือ “ลัน” เกิดมาในครอบครัวฐานะค่อนข้างยากจน ในตำบลมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส 

พ่อกับแม่ของเขาประกอบอาชีพรับจ้างกรีดยาง รายได้ไม่มากนัก ส่วน ลัน ในฐานะพี่คนโตจากพี่น้อง 3 ชีวิต เริ่มหารายได้ช่วยแบ่งเบาครอบครัว จากการตระเวนออกไปชกมวยไทย ตามพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงในประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ

250 บาท คือเงินค่าตัวครั้งแรกที่ อาดีลัน ได้รับจากการชกมวย ก่อนจะค่อยๆ ขยับขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึง 6,500 บาทในไฟต์สุดท้าย 

กระทั่งในวัย 17 ปี ชีวิตของ เด็กหนุ่มอาดีลัน ก็มาเจอกับจุดเปลี่ยน เมื่อได้เบนเข็มจากมวยไทย ที่เขาชกมาร่วม 100 ไฟต์ สู่กีฬาการต่อสู้อีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างกันสุดขั้วอย่าง “ปันจักสีลัต” 

“ผมได้รู้จักกับกีฬาปันจักสีลัต เพราะว่าโค้ชอับดุลเลาะห์ มะหลี ที่สอนมวยผม ท่านเคยเป็นอดีตนักกีฬาปันจักสีลัต ทำให้ผมพอมีทักษะกีฬานี้อยู่บ้าง และได้เป็นตัวแทนจังหวัดนราธิวาสไปแข่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ได้แชมป์กลับมา ก็เลยได้รับโอกาสถูกเรียกเข้ามาอยู่ในแคมป์ทีมชาติมาร่วมทีมในฐานะตัวสำรอง”

“ผมมาเก็บตัวประมาณ 2 เดือนแรก ก็มีได้คัดตัวกับรุ่นพี่ในทีมชาติ ครั้งแรกผมชนะ แต่โค้ชยังมองว่าผมเด็กเกินไป จึงยังไม่ได้แข่งในนามทีมชาติ ก็เสียใจเหมือนกัน พอมีโอกาสอีกครั้งที่ต้องคัดแข่งกับรุ่นพี่ในทีม ไปซีเกมส์ที่ประเทศสิงคโปร์ ผมก็ชนะได้อีก ทำให้โค้ชเลือกผมติดทีมชาติไทย ไปซีเกมส์ครั้งนั้น ในรุ่น 55-60 กิโลกรัม”


แม้จะเป็นมหกรรมกีฬาซีเกมส์ แต่สำหรับ อาดีลัน เจ๊ะแมง นี่คือการแข่งขันรายการที่ใหญ่และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ นักกีฬาไทย จะไปคว้าเหรียญรางวัลใน กีฬาปันจักสีลัต ติดมือกลับมา

เนื่องจาก มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย เป็นสองชาติต้นตำรับ ที่ครองความยิ่งใหญ่ในกีฬาชนิดนี้ ส่วน เวียดนาม และ สิงคโปร์ เป็นชาติที่มีศักยภาพ อยู่แถวหน้าในระดับนานาชาติ 

ที่สำคัญ อาดีลัน เพิ่งมีอายุแค่ 19 ปีเท่านั้นในรายการที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ แต่สุดท้ายเขาก็หักปากกาเซียน คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ 

“วันที่ผมกลับมาที่ นราธิวาส มีผู้คนมากมายมาต้อนรับ มีขบวนแห่นักกีฬา มันทำให้ผมย้อนถึงภาพเก่าๆ วันที่พ่อผมเคยโดนดูถูก? แต่ในวันที่ผมสำเร็จ ผมได้ตอบทุกสิ่งแล้วว่า พ่อเคี่ยวเข็ญผม เพื่ออะไร? พ่อจึงเป็นเบื้องหลังสำคัญของผม”

 

วันที่ใจสลาย 

ความสำเร็จในซีเกมส์ครั้งนั้น เปลี่ยนชีวิตของ เด็กหนุ่มอย่างอาดีลัน ไปโดยสิ้นเชิง เขากลายเป็นที่รู้จักของผู้คนในจังหวัด ในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทยลูกหลานเมืองนรา ที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันระดับนานาชาติ 

ขณะเดียวกัน อาดีลัน ก็ไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง เขาต้องการไปถึงจุดสูงสุดของกีฬา ในฐานะแชมป์โลกให้ได้ในสักวัน เพื่อทำให้พ่อและครอบครัวของเขาภาคภูมิใจในตัวเขา

ผลงานของ อาดีลัน ดีขึ้นวันดีคืน เขาคว้าแชมป์เบลเยียม โอเพ่น 2017 ต่อด้วยคว้าเหรียญทองแดง เอเชียนเกมส์ 2018 กลับแผ่นดินเกิด ซึ่งตามธรรมเนียม เมื่อเขากลับมาถึงเมืองไทย ก็จะต้องไปเข้าพบกับผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัด โดยมีคุณพ่อพาไปเหมือนเช่นทุกครั้ง 

“เช้าวันนั้น พ่อผมพาไปพบผู้ว่าฯ และนายอำเภอ ผมพูดคุยกับพ่อตามปกติ จนถึงช่วงเย็น ผมแยกย้ายนั่งรถไฟกลับบ้าน ที่ จ.ยะลา โดยที่ผมไม่รู้เลยว่า นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้เจอกับพ่อ” อาดีลัน เริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เขาไม่มีวันลืมในเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2561

“กลางดึกคืนนั้นสักประมาณ ตี 1-2 แม่กับน้องชายโทรมาบอกว่า พ่ออยู๋โรงพยาบาล แต่ที่บ้านไม่ได้บอกว่า พ่อเป็นอะไร ผมก็ประหลาดใจ เพราะปกติพ่อผมสุขภาพแข็งแรง ทำไมพ่อถึงเข้าโรงพยาบาล ผมจึงโทรไปหาปู่ ปู่ก็บอกว่า ‘ลัน ใจเย็นๆ นะ พ่อลันเสียชีวิตแล้ว’ ผมถามกลับไปพ่อเสียได้อย่างไร ปู่ตอบมาว่า ‘พ่อถูกยิง’ ผมก็สลบไปเลย”

“ผมทำใจไม่ได้ ...” อาดีลัน หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง สักพักน้ำตาไหลที่ไม่ตั้งใจไหลให้ใครเห็น ก็ค่อยๆ รินออกมาจากสองตาของลูกผู้ชาย เขาปาดน้ำตาก่อนเล่าเรื่องราวของ ผู้ชายที่เขารักมากที่สุดในชีวิตให้เราฟัง 


“พ่อเป็นคนที่ผลักดันผมทุกอย่าง ท่านเฝ้าดูแลผมมาตลอด คอยให้กำลังใจผมเสมอมา ทุกครั้งที่ผมแข่งขันเสร็จ ผมจะโทรกลับไปหาที่บ้าน และคนที่ผมอยากได้ยินเสียงมากที่สุดก็คือ พ่อ” 

“พ่อไม่เคยถามสักคำเลยว่า วันนี้ผมแพ้หรือชนะ? ได้แชมป์ไหม? พ่อจะพูดอยู่แค่ประโยคสั้นๆว่า ‘เจ็บตรงไหนบ้างลูก’ แต่หลังจากวันนี้ จะไม่มีเสียงของพ่ออีกต่อไปแล้ว” อาดีลัน กล่าวทั้งน้ำตา 

 

สู้เพื่อคนบนฟ้าและครอบครัว 

หัวใจของ อาดีลัน แตกสลาย จนแทบไม่เหลือกำลังใจใดๆ ให้เขาเดินต่อบนเส้นทางนักกีฬา แต่การได้อยู่กับครอบครัว ในช่วงพักจากการเก็บตัวทีมชาติ ในห้วงเวลาที่จิตใจอ่อนไหว ก็ค่อยๆ เยียวยาให้ อาดีลัน มีขวัญ และกำลังใจที่ดีขึ้น 

และเมื่อทีมชาติไทย เรียกตัวนักกีฬากลับเข้าสู่แคมป์ อาดีลัน จึงเลือกกลับมาสู้ต่ออีกครั้ง แม้บางครั้งเขาต้องร้องไห้ เสียน้ำตา เพราะความรักและความคิดถึงที่มีต่อผู้เป็นพ่อที่จากไป 

“ถ้าตอนนั้นผมไม่ได้เล่นกีฬาปันจักสีลัต ผมก็คงออกไปตามล่าว่าใครที่ยิงพ่อผม แต่ผมกลับมาสู้อีกครั้ง เพราะครอบครัวและคนรอบข้าง รวมถึง อ.นักรบ ทองแดง (ปธ.เทคนิคสมาคมฯ) ที่คอยสนับสนุนและให้กำลังใจผมเสมอมา”

“เมื่อพ่อจากไปแล้ว ผมก็ต้องสู้ต่อเพื่อคนที่ยังอยู่ ผมต้องขึ้นมาเป็นเสาหลัก และหัวหน้าครอบครัวให้ได้ นี่คือเหตุผลที่ผมยังสู้ต่อ” 


อาดีลัน กลับมาฝึกซ้อมเก็บตัวกับทีมชาติไทยอีกครั้ง และในที่สุดความฝันของ อาดีลัน ก็กลายเป็นความจริง เมื่อเขาคว้าแชมป์โลก ปันจักสีลัตชายหาด รุ่นน้ำหนัก 60-65 กิโลกรัม มาครองได้สำเร็จ เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา 

เขาเชื่อเสมอว่า คนบนฟ้าจะภาคภูมิใจเมื่อได้มองเห็น การเติบโตของบุตรชายคนโต ที่ไม่เพียงแต่สร้างชื่อเสียง เกียรติยศ ให้แก่ครอบครัว และประเทศชาติ แต่ความสำเร็จของ อาดีลัน ยังสร้างแรงบันดาลใจที่ทำให้ เยาวชนในพื้นที่ หวังเจริญรอยตามเขาในการเล่นกีฬาชนิดนี้ 

“ผมภูมิใจเสมอที่ได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย ในทุกๆการแข่งขัน และอีกอย่างที่ทำให้ผมดีใจ ก็คือเวลาที่มีเด็กๆ เยาวชน มาบอกว่า ผมเป็นต้นแบบ เป็นไอดอลเขา มันทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ตัวเองทุ่มเท พยายามทำ มันได้จุดประกายให้เด็กๆ เหล่านี้ ก้าวออกมาให้ห่างไกลจากปัญหาความรุนแรง หรือปัญหายาเสพติด หันมาเล่นกีฬา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับผม”

เมื่อเราถามเขาว่า ปันจักสีลัตให้อะไรกับชีวิตเขา อาดีลัน เจ๊ะแมง ทิ้งท้ายกับเราว่า “ปันจักสีลัตให้ทุกอย่างกับชีวิต ทำให้ผมเป็นคนที่ดีขึ้น มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัวได้ ทำให้ผมเป็นที่รู้จัก” 

“ถ้าหากพ่อมองดูอยู่บนฟ้า ผมคิดว่าท่านคงภูมิใจที่เห็นผมสู้มาถึงวันนี้” 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง