mainstand

Voice of People

ดนัย อุดมโชค : “ถ้าอยากเห็นลูกชนะ ? พ่อแม่ต้องรู้จักยอมรับความพ่ายแพ้ก่อน”



“เมสซี่...ยังผูกเชือกรองเท้าเองเลยพ่อ” คำพูดของเด็กคนหนึ่งในภาพยนตร์โฆษณากีฬาที่สร้างไวรัลบนโลกออนไลน์


 

ภาพยนตร์โฆษณานี้มีชื่อว่า “กีฬา...ให้อะไรกับเราบ้าง” ถ่ายทอดเรื่องราวของพ่อลูกคู่หนึ่ง กับการค้นพบความหมายของ “กีฬา” ในวันที่ลูกชายเป็นเพียงแค่ นักฟุตบอลตัวสำรอง ที่ไม่ได้รับโอกาสลงเล่นแม้แต่นาทีเดียวจากโค้ช 

เบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์โฆษณาที่น่าประทับใจและแฝงไปด้วยข้อคิดเกิดขึ้น มาจากการระดมทุนของ เหล่าบรรดานักกีฬาทีมชาติไทย ทั้งอดีตและปัจจุบัน ในนาม “นักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน” 

Main Stand ร่วมกับ Team Thailand มีโอกาสได้พูดคุยกับ ปิ๊ก - ดนัย อุดมโชค อดีตนักเทนนิสทีมชาติไทย ดีกรีเหรียญทองเอเชียนเกมส์ ที่จะมาเป็นตัวแทน กลุ่มนักกีฬาไทย รวมใจสานฝัน บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของการผลิตภาพยนตร์โฆษณา “กีฬา...ให้อะไรกับเราบ้าง” 

รวมถึงช่วงเวลาหลังแขวนแร็กเก็ต เจ้าตัวพบเจอกับประสบการณ์อะไรมาบ้าง จนทำให้ตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในจิตอาสานักกีฬาที่ต้องการเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ช่วยให้สังคมดีขึ้น 

 

ผมเกลียดความพ่ายแพ้

“ผมเคยมีความคิดอยากจะเลิกเล่นเทนนิสตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรก เมื่อตอนอายุ 8 ขวบ เพราะยอมรับไม่ได้ที่ตัวเองแพ้” ดนัย อุดมโชค ย้อนความหลังถึงความพ่ายแพ้แรกที่เกิดขึ้นในชีวิต ที่เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต 

“ตอนนั้น ผมเริ่มซ้อมตีเทนนิสมาได้ประมาณ 6 เดือน คุณครูเห็นแวว จึงชวนให้ลงแข่งดู ลงเล่นรอบแรกชนะ รอบสองชนะ รู้สึกดี ชอบ คิดว่าตัวเองเก่งมาก พอรอบสามไปเจอกับมือ 1  ตอนนั้นเราไม่รู้จักหรอกคำว่า มือ 1 มือ 2 ก็แพ้ขาด 8-0 ผมไม่เคยรู้จักคำว่าแพ้มาก่อน มันเหมือนกับโดนค้อนตีหัวเลย รับไม่ได้ ผมวิ่งหนีไปเลย ไปแอบร้องไห้อยู่ใต้ต้นไม้ที่สนามสันติธรรม”

“พ่อแม่ก็ตามหา แต่หาไม่เจอ กว่าจะเจอผมก็ผ่านไปประมาณชั่วโมงครึ่งได้ ตอนนั้นผมไม่อยากเล่นเทนนิสแล้ว พอแพ้ปุ๊บ เรารับไม่ได้ มันทำให้ผมลืมเป้าหมายที่แท้จริงว่า ผมมาเล่นกีฬาเพื่ออะไร ?”

เป้าหมายที่แท้จริงของ ดนัย อุดมโชค ในการมาเล่นเทนนิส ไม่ใช่การไล่ล่าถ้วยรางวัล หรือก้าวไปเป็นนักเทนนิสอาชีพระดับโลกอย่างที่เขาทำได้ในเวลาต่อมา หากแต่เป็นเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพแข็งแรง เนื่องจาก ดนัย มีโรคประจำตัวในวัยเยาว์ก็คือ โรคหอบ 

2-3 สัปดาห์หลังจากวันนั้น ดนัย อุดมโชค กลับมาจับแรกเก็ตอีกครั้ง ด้วยทัศนคติที่เปลี่ยนไป โดยมี ครอบครัว อยู่เคียงข้างและให้กำลังใจเขาเสมอ ไม่ว่าจะลูกชายคนนี้จะแพ้หรือชนะกลับมา ทำให้ ดนัย สามารถโฟกัสกับเทนนิสได้อย่างเต็มที่ และมีความสุขกับการเล่นกีฬา 

“ครอบครัวผม คอยให้กำลังใจอยู่ตลอด ไม่ตอกย้ำ คอยบอกผมว่า ไม่ต้องซีเรียส เราเล่นกีฬาเนี่ย เราเล่นเพื่อให้ร่างกายเราแข็งแรง เล่นเพื่อให้เรารู้จักคำว่าแพ้ชนะ รู้จักคำว่ากีฬาอย่างแท้จริง กีฬาเนี่ยมันไม่ได้มีแค่คำว่าแพ้ชนะอย่างเดียว”

“พอผมมีโอกาสได้กลับมาแข่งอีกครั้ง ผมก็เริ่มเปลี่ยนไป รู้แล้วว่าตัวเองไม่ได้เก่งที่สุด แต่เราจะเล่นกีฬา เพื่อพัฒนาตัวเองมากกว่าที่จะมองในมุมแพ้-ชนะ ถ้าแพ้ก็ไม่เป็นไร ก็เรียนรู้ว่าตัวเอง แพ้เพราะอะไร มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นมาเรื่อยๆ”

บทเรียนจากความพ่ายแพ้หล่อหลอมให้ ดนัย อุดมโชค เข้าใจกีฬาอย่างลึกซึ้ง และเรียนรู้จะที่เล่นมันอย่างมีความสุข 

ผลที่ตามมาก็คือ ดนัย เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง กวาดแชมป์ระดับเยาวชนหลายต่อหลายรายการ จนมีโอกาสได้ลงคอร์ตในนาม นักเทนนิสทีมชาติไทย ตั้งแต่อายุ 17 ปี ในศึกเดวิส คัพ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในปี 1998 

ก่อนเทิร์นโปรเป็น นักเทนนิสอาชีพ ยืนหยัดอยู่ในวงการมาเป็นระยะเวลา 18 ปี เคยทำอันดับโลกสูงสุดขึ้นไปถึงมือ 77 ของโลก รวมถึงสร้างผลงานสนั่นเอเชีย ด้วยการผงาดคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์ เทนนิส ประเภทชายเดี่ยว ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์เมื่อปี 2006 และปิดฉากรายการสุดท้ายด้วยการคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ที่ประเทศสิงคโปร์ ในปี 2015

“พอเป็นนักกีฬาอาชีพ ผมไม่ได้เสพติดชัยชนะ ต้องชนะๆอย่างเดียว หรือคิดว่าเราไม่ต้องทำอะไรเพิ่มแล้ว เหมือนกับว่ามันยังไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของเรา มันเป็นแค่บันไดก้าวหนึ่งที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของเรา” 

“เวลาชนะ ผมมองว่ามันสร้างความมั่นใจให้เรามากกว่า พอเราไปแข่งอีกอาทิตย์ถัดไป เราจะมีความรู้สึกไปในสนามแล้วเราลงไปอย่างผู้ชนะ เราไม่ได้ลงไปแบบห่อเหี่ยวเหมือน เราไม่มั่นใจ”

“เพราะผมเรียนรู้สิ่งนี้มาตั้งแต่แมตช์แรกเลยที่แพ้ตอน 8 ขวบ ทำให้เข้าใจคำว่า กีฬาที่แท้จริง มันไม่ได้มีแค่ชนะอย่างเดียว มันมีแพ้ แต่แพ้แล้วเราจะเรียนรู้กับมันยังไง มันก็เลยทำให้ผมมีความคิดที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นเรื่อยๆ  หาจุดบกพร่องของตัวเอง นำไปแก้ไข ให้เราดีขึ้นกว่าเดิม”

 

โลกนอกคอร์ตเทนนิส

ดนัย อุดมโชค ในวันที่แขวนแร็กเก็ต เขายังคงอยู่ในแวดวงกีฬา โดยผันตัวเองมาเป็น โค้ชสอนเทนนิส ที่อยากนำเอาประสบการณ์ที่ตนเองได้รับมา ถ่ายทอดให้กับเยาวชนรุ่นใหม่ และอีกหนึ่งบทบาทที่เขาทำด้วยจิตอาสา คือการได้เข้ามาจอยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม “นักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน” 

ที่เป็นการรวมตัวกันของเหล่านักกีฬาทั้งในอดีตและปัจจุบัน หลากหลายชนิดกีฬา ที่อยากยื่นโอกาสและแบ่งปันความช่วยเหลือไปยังสังคมอื่นๆ ด้วย กำลังกายและกำลังทรัพย์ ที่พวกเขาช่วยกันคนละไม้คนละมือ โดยกลุ่มนี้ก่อตั้งมาแล้วกว่า 10 ปี ทำไปแล้วกว่า 90 โครงการ 

“ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมเป็นผู้รับอย่างเดียว หมายถึงว่าผมไม่เคยจะเสียอะไร เพราะว่ามีทั้งสปอนเซอร์ คอยสนับสนุนอยู่ตลอดเวลา มีบ้าน มีทุกอย่างพร้อม เหมือนกับว่าเราเรียนรู้ที่จะเป็นฝ่ายรับมาอย่างเดียว”

“เราคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องทำในสิ่งที่เราสามารถที่จะเป็นผู้ให้ได้ จึงตัดสินใจเข้าไปร่วมทีมนี้ ซึ่งมีพี่ๆนักกอล์ฟ เขาทำกิจกรรมกันมาก่อนอยู่แล้ว เช่น เอาเสื้อกันหนาว เสื้อวอร์ม ของใช้ไปแจกตามบนดอยบ้าง หลังๆเริ่มไปทำกิจกรรมอื่นๆกับชุมชนบ้าง ยกตัวอย่าง ดำนาที่บ้านผกา แม่สอด เราทราบข้อมูลว่า ชาวไร่ส่วนใหญ่ที่นี่ใช้ปุ๋ยเคมี และมีหมู่บ้านหนึ่งที่เริ่มอยากออกจากวิถีตรงนั้น มาสนใจเกษตรอินทรีย์”

ดนัย อธิบายว่าหน้าที่ของ กลุ่มนักกีฬาไทยรวมสานใจ เปรียบเหมือนสะพานเชื่อม เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ตัวหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนในสิ่งที่เขามีอยู่ให้ดียิ่งขึ้น 

อย่างในกรณีนี้ พวกเขาต้องลงไปฝังตัวอยู่กับ อ.โจน จันได เกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญ ถึง 3-4 เดือน ก่อนเชิญ อ.โจน มาพบกับชาวบ้านและสิ่งที่ ดนัย ได้เห็นกับตาก็คือ ชาวบ้าน เริ่มค่อยๆเปลี่ยนมาใช้วิถีเกษตรแบบอินทรีย์ แทนปุ๋ยเคมี 

“ภาพที่เราได้กลับมาคือ หนึ่งมันเป็นประสบการณ์ใหม่ๆของเราที่เราคิดว่าไม่เคยดำนา อยากไปดำนา แต่อีกภาพที่ได้กลับมาคือ เป็นภาพที่มีกีฬามาช่วยไปรวมใจของเขา ให้มาร่วมใจดำนาแล้วก็ทำให้เขาเห็นคุณค่าของการทำเกษตรอินทรีย์”

“ใครจะไปคิดว่า ดนัย อุดมโชค จะไปนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านเขา ใครจะไปคิดว่าดนัย อุดมโชค จะนอนอยู่บ้านเขา ปลูกข้าวกับเขา นั่งกินข้าวพร้อมกัน เราก็ใช้ความเป็นนักกีฬาไปดึงให้ชาวบ้านเปลี่ยนจากการใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์อะไรแบบนี้ ในความคิดของผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเปลี่ยนได้มากน้อยขนาดไหน แต่หลังจากนั้น ก็เห็นเขาเริ่มที่จะเปลี่ยนมาเป็นเกษตรอินทรีย์มากขึ้น”

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต หรือความคิดของผู้คน ชุมชน เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างสูง ดนัย อุดมโชค เข้าใจความจริงในข้อนี้เป็นอย่างดี จากการลงพื้นที่ไปกิจกรรมกับกลุ่มนักกีฬาไทย รวมใจสานฝัน 

รวมถึงการทำหน้าที่ ผู้ฝึกสอนเทนนิส ที่นำพาเขาไปพบกับเจอ เด็กๆ และเยาวชน จำนวนมาก ที่เข้ามาเล่นกีฬาชนิดนี้ ด้วยเหตุผลและความคาดหวังจากครอบครัวที่แตกต่างกันออกไป 

“ตอนที่เป็นนักกีฬา เราก็จะมองแค่ตัวเองเป็นหลัก จะทำอย่างไรให้ตัวเองเก่ง ให้ตัวเองพัฒนา แค่นั้น จบ แต่การเป็นโค้ชเนี่ย เราจะต้องมองออกไปในมุมกว้าง พอได้มาทำหน้าที่โค้ช ก็เห็นว่ามุมหนึ่งที่เราอยากเข้าไปปรับทัศนคติ ปรับเปลี่ยนความคิดของเด็กในการที่เข้ามาเล่นกีฬา มาเพราะอะไร ? แล้วทำยังไงให้ทุกคนมาเล่นกีฬาแล้วมีความสุข”

“แน่นอนว่า ทุกๆครอบครัว ส่งลูกเข้ามาเล่นกีฬาด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เด็กบางคน เข้ามาด้วยความฝันของผู้ปกครอง ก็จะโดนความกดดันจากครอบครัวเยอะหน่อย ผมรู้สึกสงสารเด็กเหมือนกันนะครับ แทนที่เด็กจะได้มาเล่นกีฬาแล้วมีความสุขในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ แต่ ณ ตรงนี้มันเหมือนกับว่า เขามาเล่นกีฬาแล้วมันไม่ใช่ตัวตนเขาครับ” 

“มันเหมือนมาแล้วมาเป็นตัวแทนของพ่อแม่ที่มาตี มาตีเพราะว่าฝันของพ่อแม่ที่อยากจะประสบความสำเร็จ ซึ่งตรงนี้มันค่อนข้างที่จะมีความกดดันสูงและค่อนข้างเครียดพอสมควร เพราะว่าพอแพ้เสร็จ แทนที่แพ้แล้วจะได้มาเรียนรู้อะไร แต่แพ้มายิ่งโดนกด ยิ่งโดนกระแทก โดนแรงเหล่านี้ ซึ่งแรงตรงนี้ ควรจะเป็นแรงสนับสนุนมากกว่า”

 

กีฬา...ให้อะไรกับเราบ้าง ?

เรื่องความคาดหวังและแรงกดดันจากผู้ปกครองที่มีต่อลูก ในการเล่นกีฬา จึงเป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องแค่ ดนัย อุดมโชค ประสบพบเจอ แต่พี่ๆ น้องๆ ในกลุ่มนักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน ก็ต่างล้วนเคยเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้วทั้งสิ้น 

นั่นจึงทำให้เหล่านักกีฬากลุ่ม “นักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน” นำเงินรางวัล เงินสะสม ที่ได้มาจากการแข่งขันตลอดอาชีพ มาลงขันกันผลิตภาพยนตร์โฆษณา ภายใต้แนวคิดตั้งต้น ที่เป็นชื่อเดียวกับเรื่องว่า “กีฬา...ให้อะไรกับเราบ้าง” 

“จุดเริ่มต้นมันมาจากประสบการณ์ที่พวกเราเคยพบเจอว่า ผู้ปกครองหลายๆท่าน เวลาส่งลูกเล่นกีฬา ก็จะมุ่งมั่นอยู่กับคำว่า แพ้-ชนะมากเกินไป จนลืมว่าแก่นแท้ของกีฬาคืออะไร” ดนัย อุดมโชค กล่าวเริ่ม

“ผมยกตัวอย่างผู้ปกครองบางท่าน มาถามผมว่า ‘ตอนนี้น้องตีมาสองอาทิตย์แล้ว ยังตีไม่ได้’ เขาไปพะวงกับตรงนั้น แทนที่จะมองว่าในการฝึกมันต้องเริ่มจากพื้นฐานการโยนบอล ไม่ใช่มาถึงจะตีให้ได้เลย เขาไปให้น้ำหนักกับคำว่าแพ้ชนะมากเกินไป” 

“นั่นไม่ใช่มุมมองที่ถูกต้อง เพราะกีฬายังไงก็ต้องมีวันที่ชนะและแพ้ ถ้าเรารู้ว่าระหว่างทางเราเก็บเกี่ยวอะไรมาได้บ้าง แพ้ชนะเป็นแค่ผลพลอยได้เท่านั้น ผมจะสอนให้เด็กสนุกกับกีฬา และมีความรับผิดชอบก่อนจะคาดหวังถึงความสำเร็จ”

กว่าจะมาเป็นภาพยนตร์โฆษณาสั้น 4 นาทีที่เปี่ยมไปด้วยเนื้อหาสุดแสนเรียบง่าย แต่กินใจผู้ชม ต้องผ่านเบื้องหลังการประชุม เตรียมงานที่ยาวนานถึง 8 เดือน 

ก่อนที่ได้ ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับโฆษณาระดับโลก มารับหน้าที่กำกับงานนี้ด้วยตัวเอง เพื่อให้สิ่งที่ กลุ่มนักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน ต้องการสื่อสารถูกถ่ายทอดออกไปสู่สังคมได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ที่สุด ภายใต้ระยะเวลาจำกัดแค่ 4 นาทีของหนังโฆษณา 

“ส่วนใหญ่พี่ตา (รุ่งนภา สุรเชษฐ - อดีตนักเทนนิสทีมชาติไทย) จะเป็นผู้ดูแลหนังเรื่องนี้เป็นหลัก เพราะช่วงที่ถ่ายทำ ผมออกไปเป็นโค้ชอยู่ต่างประเทศ แต่เราก็มีพูดคุยกันว่า ทุกคนเห็นด้วยไหมว่า มุมแบบนี้เป็นปัญหา ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของเรา คือ เราต้องการเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้ปกครอง” 

“ตอนแรกที่ผมดูโฆษณานี้ ผมก็รู้สึกเศร้าไปตามพ่อนะ มันน่าสงสาร ถ้าเป็นลูกเรา ลูกเราซ้อมมาแทบตาย ไม่ได้ลง ก็แบบ สงสารลูก แค่ตอนแรกก็คือน้ำตาซึมแล้วครับ เพราะผมเองก็มีลูก” 

“ผมเชื่อว่าในมุมพ่อแม่ทุกคน จะมองเห็นลูกเก่งในมุมของพ่อแม่เสมอ ก็อยากเห็นลูกตัวเองลงไปแสดงความสามารถ อยากให้ลูกประสบความสำเร็จ ซึ่งมันก็เป็นไปตามวิดิโอจริงๆ ในมุมของพ่อ ก็อยากให้ลูกสนามไม่ว่าจะยังไงก็ตาม”

“แต่ว่ามุมมันหักไงครับ ในวิดีโอก็สอนเราเหมือนกันว่า บางครั้งพ่อแม่ต้องยอมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ และมองหลายๆมุม หากลูกไม่ได้ลงสนาม มันก็ยังมีอีกหลายมุมที่ลูกสามารถทำได้  มันทำให้เราซึ้งเลย ซึ้งแบบ ถ้าลูกเราคิดได้แบบนี้ ลูกก็มีความสุขอ่ะ” 

“ต่อให้ไม่ต้องมีความสำเร็จ แต่ลูกเรายังมีความสุขกับกีฬาได้ เราก็คงรู้สึกภูมิใจในตัวลูกมาก จริงๆแล้วในวิดีโอ คุณพ่อเขาก็ไม่ได้ทำไรผิดเลยนะครับ พ่อเขาต้องการให้กำลังใจลูก วิธีการถาม วิธีการพูดของเขา อยากที่จะสอบถามว่า ลูกรู้สึกยังไง ?  แต่ไอ้ที่ผมน้ำตาซึม เพราะว่ารู้สึกแบบ ถ้าลูกเป็นแบบนี้จะภูมิใจในตัวลูกมาก ก็เปิดให้ลูกดูด้วย”  

หลังเผยแพร่ออกจากสู่สาธารณชน ผ่านแฟนเพจ “นักกีฬาไทยรวมใจสานฝัน” ภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้ ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ค่อนข้างดี มีการแชร์กันอย่างต่อเนื่อง มีผู้กดเข้าชมวิดีโอเป็นจำนวนมาก และถูกพูดถึงในวงกว้าง รวมถึงหนังโฆษณานี้ ยังได้ทำหน้าที่สื่ออย่างสมบูรณ์ในการไปกระตุ้น หรือสะกิดความคิดของผู้ปกครองบางคน ที่กำลังส่งเสริมให้ลูกเล่นกีฬา

ถึงกระนั้น ดนัย อุดมโชค มองว่าภาพยนตร์โฆษณาเพียงชิ้นเดียว คงไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเถือน ถึงขนาดเปลี่ยนแปลงความเชื่อในสังคมได้ 

หากหน่วยที่เล็กสุดอย่าง “ครอบครัว” ยังไม่สามารถเปลี่ยนทัศนคติ และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ลูกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการ ยอมรับความพ่ายแพ้และเข้าใจว่า กีฬา สามารถให้อะไรกับเราได้มากกว่าแค่เรื่องผลการแข่งขัน

“ตามความรู้สึกผม ผมว่าสังคมบ้านเราส่วนมากยังไม่ค่อยยอมรับความพ่ายแพ้ สมมติถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในสังคมจริง พ่อแม่อาจไม่มาถามลูกแบบในคลิปหรอก แต่คงเดินเข้าไปต่อว่าโค้ชว่า ‘ทำไมไม่ให้ลูกตัวเองลงสนาม’ พ่อแม่จำนวนไม่น้อยยังเป็นแบบนั้น เพราะว่านั่นคือฝันทีพ่อแม่อยากให้เขาเป็น”

“แต่สิ่งที่วีดีโอนี้สอนให้เรามองอีกมุมหนึ่งอย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือมุมที่เด็กมองว่า ตัวเขาได้อะไรบ้าง ทุกหน้าที่มันมีคุณค่าเสมอ ไม่ใช่แค่คนที่อยู่ในสนามถึงจะมีคุณค่าในการแข่งขัน อย่างของเทนนิสเนี่ย นักกีฬาตัวคนเดียวมันจะประสบความสำเร็จได้ไหม?  มันเป็นไปไม่ได้ มันก็จะต้องมีเรื่องของทีมงานโค้ช นักจิตวิทยา นักกายภาพ ทุกอย่างถือว่าเป็นทีมหมด”

“ถึงแม้จะมีหนังโฆษณานี้นะ ผมว่ามันยังต้องทำอะไรกันอีกเยอะครับ กว่าจะเปลี่ยนทัศนคติตรงนี้ได้ คือมันฝังลึกมากแล้ว แต่ผมก็เชื่อว่า คนที่ดูหนังโฆษณานี้ น่าจะรู้จักเห็นมุมมองที่มากขึ้นของกีฬาอย่างแน่นอน” ดนัย กล่าว

 

ครอบครัวสำคัญที่สุด

ดนัย อุดมโชค ไม่ปฏิเสธว่าส่วนสำคัญที่ทำให้ เขาก้าวขึ้นมาเป็น นักเทนนิสที่ประสบความสำเร็จ คือ กำลังใจและพลังบวกที่ได้รับกจากครอบครัว ทุกครั้งที่เหนื่อย ท้อ หรือผิดหวังจากสนามแข่งขัน เขารู้ดีเสมอว่า เมื่อไหรก็ตามกลับบ้าน จะมีพ่อแม่อยู่เคียงข้างเสมอ

ดังนั้นเป้าหมายหลักที่ ภาพยนตร์โฆษณาชิ้นนี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนความคิดของ ผู้ปกครอง ที่อาจไม่รู้ว่า ความคาดหวังที่อยากเห็นลูกชนะมากเกินไป อาจทำให้ลูก จนกลายเป็นบาดแผลในใจของเด็ก เหมือนอย่างที่เคยเจอเคสลักษณะนี้กับเด็กคนหนึ่งที่มาฝึกกับเขา 

“พ่อแม่เด็กคนนี้ มีพร้อมทุกอย่าง ให้ทุกอย่าง แต่เขาก็หวังให้ลูกแสดงออกมาอย่างที่พวกเขาอยากจะให้เป็น มันเลยเหมือนกับว่า เวลาลูกเขาทำไม่ได้ ก็จะเรียกมาตำหนิ ไปในทางลบทุกอย่าง ‘ทำไมถึงทำอย่างนี้ล่ะ ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ ทำไมจะต้องเป็นแบบนี้?’” 

“สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัว กลายเป็นความขัดแย้ง เกิดความไม่เข้าใจในครอบครัว เหมือนกับพ่อแม่อยากจะบอกในสิ่งที่ตัวเองอยากให้ลูกเป็น แต่ไม่พยายามเข้าใจในตัวเด็ก มันก็เกิดการต่อต้านกันในตัวเด็ก”

“เด็กเคยเปิดใจคุยกับผมนะว่า ที่เขาขี้เกียจ ที่เขาแสดงออกมาว่าเหมือนเขาโง่เนี่ย เพราะแม่พูดอยู่ตลอดว่าเขาขี้เกียจ เขาโง่ เขาเลยทำแบบนี้เลย ประชดเลย แล้วสิ่งที่เขาทำตอนนี้ มันไม่ใช่ตัวตนของเขาเลย มันมีแต่ความกดดัน เพราะความเป็นจริงกับความคาดหวังมันไม่สอดคล้องกัน ถ้าสังคมเล็กที่สุดของเราคือครอบครัวเกิดความไม่เข้าใจกันแล้ว สังคมใหญ่ก็ยากที่จะเป็นไปในทางที่ดี”

ในมุมมองของ ดนัย ผู้ปกครองจึงมีอิทธิพลและบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเด็ก ฉะนั้นพ่อแม่ ควรที่ต้องทำความเข้าใจ และไม่เป็นผู้ซ้ำเติมหรือตำหนิเด็กเอง ยามเล่นกีฬาไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง 

แต่ควรปล่อยให้ เด็กๆ ได้ซึบซับ เรียนรู้ และนำเอาข้อดีของการเล่นกีฬา มาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ เพราะสุดท้ายปลายทาง ไม่ใช่เด็กทุกคนจะไปถึงระดับนักกีฬาอาชีพได้ แต่การเล่นกีฬาสามารถหล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งกลายเป็นคนที่ดีได้ 

“พ่อแม่ทุกคนที่ส่งลูกมาเล่นกีฬา ก็อยากเห็นลูกเก่งหรือพัฒนาไปถึงระดับอาชีพทั้งนั้นแหละ แต่ทุกอย่างมันมีสเต็ปของมัน ตอนนี้หลายคนมองข้ามสเต็ปไปไกลเลยครับ คือจะไม่มองอะไรที่มันเป็นสเต็ปๆ”

“ผมพยายามบอกว่าพ่อแม่ไม่ควรข้ามไปข้ามสเต็ปมากเกินไป ควรมองให้หลายๆมุม ระหว่างที่เด็กเล่นกีฬา เด็กเรียนรู้อะไรได้ตั้งหลายอย่าง ทั้ง ความอดทน, ความรับผิดชอบ, ความมีวินัย การรู้จักหน้าที่ ซึ่งตรงนี้ต่างหากที่จะเป็นหนทางพาเด็กไปสู่ความสำเร็จในอนาคต”

“สำหรับผม ความสำเร็จมันไม่ได้มีในรูปแบบของแชมเปี้ยนการแข่งขันอย่างเดียว เพราะท้ายที่สุด ทุกคนที่เล่นกีฬาไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จในกีฬาได้ทั้งหมด เขาอาจเติบโตไปทำอย่างอื่น แต่คนที่เล่นกีฬาทุกคน สามารถที่จะเรียนรู้ จากกีฬา ไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆได้อีกมากมาย” ดนัย กล่าวทิ้งท้าย 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง