mainstand

Voice of People

คู่ซี้สายฮา “โอ๊ต-อาร์ต” กับแมตช์เชียร์ไทยช็อกโลกที่ไม่เคยลืม



หากนึกถึงคู่หูดีเจสายฮาที่เข้าขากันได้ดีที่สุด แน่นอนว่าชื่อ โอ๊ต ปราโมทย์ และ อาร์ต มารุต ต้องโผนั้นอย่างแน่นอน  


 

ด้วยสไตล์การรับส่งมุขตลกที่ทันกัน บวกกับการจัดรายการที่เน้นความเฮฮา สนุกสนาน เอาใจผู้ชม ทำให้ “จันทร์ Shock โลก...ยังไงซิ?” กลายเป็นรายการวิทยุที่ได้รับความนิยมอย่างสูง 

แต่ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกัน นอกจากความตลกโปกฮา นั่นคือ “กีฬา” ที่ทั้ง โอ๊ต - ปราโมทย์ ปาทาน และ อาร์ต - มารุต ชื่นชมบูรณ์ ต่างมีความหลงใหลในด้านนี้มาตั้งแต่วัยเยาว์ และติดตามชม เชียร์ทีมชาติไทยมาโดยตลอด 

Main Stand x Team Thailand  ขอพาผู้อ่านมาเปลี่ยนโหมด เพื่อพูดคุยกับ โอ๊ต ปราโมทย์ และ อาร์ต มารุต ในแง่มุมของการเป็นกองเชียร์ทีมชาติไทย และแมตช์ช็อกโลกที่พวกเขาไม่เคยลืม ?

 

อยากให้ ดีเจโอ๊ต - อาร์ต ย้อนความทรงจำหน่อยว่า ติดตามเชียร์ทัพกีฬาไทยมานานแค่ไหน ?

โอ๊ต ปราโมทย์ : ผมติดตามดูหมดนะ ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์, โอลิมปิก เพราะตอนผมยังเด็ก มันไม่ได้มีสื่อกีฬาให้เลือกเยอะหรอก เวลามีแข่งขันมหกรรมกีฬา ก็จะมีถ่ายทอดสดทุกช่อง 

ทำให้เราได้ดูหลายๆกีฬา แต่ที่ชอบดูมากสุดคงเป็น มวยสากลสมัครเล่น กับ ยกน้ำหนัก เพราะเป็นกีฬาที่เรามีลุ้นเหรียญรางวัล ตั้งแต่ยุคพี่อาคม เฉ่งไล่ ที่ได้ไปเหรียญทองแดง (ปี 1992) จากนั้นพี่สมรักษ์ คำสิงห์ ก็มาได้เหรียญทองในปีสมัยต่อมา (1996) 


หลังจากนั้นหันมาตามวอลเลย์บอลหญิง ได้ลุ้นดี สนุกดี เมื่อก่อนวอลเลย์บอล กติกามันต้องเปลี่ยนเสิร์ฟถึงจะได้แต้มใช่ไหม แต่พอเป็นแต้มไหล มันทำให้เกมสนุกขึ้น ใส่กันบึ้มบั้ม ตื่นเต้นดี 

อาร์ต มารุต : ของผมคล้ายๆกับโอ๊ต ผมชอบดูมวย แต่เพิ่ม กอล์ฟ เข้ามาด้วย เพราะผมชอบตีมาตั้งแต่เด็ก 

โอ๊ต ปราโมทย์ : แล้วโตมาตีอะไร ?

อาร์ต มารุต : ตีหม้อ!

โอ๊ต ปราโมทย์ : เนี่ย...ของดี 

 

นอกจากกีฬาสากลแล้ว พวกคุณได้ตามเชียร์ นักกีฬาอาชีพคนไทย ด้วยไหม ?

โอ๊ต ปราโมทย์ : เอาจริงๆ ผลงานของนักกีฬาที่มีผลมากนะ ต่อการติดตามเชียร์กีฬา เพราะต้องยอมรับอย่างหนึ่งบ้านเราคนที่ติดตามดูกีฬาใดกีฬาหนึ่งแบบจริงจังมีไม่มาก ส่วนใหญ่จะเชียร์ไปตามกระแสว่ายุคนั้นใครมาแรง อย่างยุคที่ พี่บอล - ภราดร (ศรีชาพันธุ์) ดัง เราก็ดูเทนนิส ฟุตบอลไทยบูมๆ เราก็ตามเชียร์ 

อาร์ต มารุต : เมื่อก่อนต้องยุคดรีมทีมนะ แตว่าหลังๆ พอมาเป็นยุค ลีซอ (ธีรเทพ วิโนทัย) ผมไม่ค่อยดูแล้ว เพราะไม่ชอบลีซอ

โอ๊ต ปราโมทย์ : ใช่ๆ เตะบอลดียอมรับ แต่นิสัยไม่ดี เลยไม่ชอบ

อาร์ต มารุต : อันนี้เขียนลงด้วยนะ บอกลีซอว่า อาร์ต-โอ๊ต ฝากด่า  (หัวเราะพร้อมกัน)

 

นอกจากเป็นคนที่ติดตามดูกีฬาไทยแล้ว  ในช่วงชีวิตวัยรุ่น คุณสองคน เล่นกีฬาด้วยไหม ? 

โอ๊ต ปราโมทย์ : สมัยเรียน ผมเล่นฟุตบอลจริงจังมาก ติดทีมโรงเรียนไปแข่งระดับเขตเลย มีฟุตซอลบ้าง แต่หลักๆจะเป็นฟุตบอล 

อาร์ต มารุต : ถ้าเป็นผมที่โรงเรียนบังคับเล่นรักบี้

โอ๊ต ปราโมทย์ : คนนี้เล่นรักบี้เก่งมาก

อาร์ต มารุต : ไม่เก่ง!

โอ๊ต ปราโมทย์ : (หันมอง) คุยหน่อย คุยหน่อย  

อาร์ต มารุต : รักบี้โรงเรียนผมจะแบ่งเป็นรุ่นอายุ 14 ปี, 17 ปี, 19 ปี ผมได้ติดทีมโรงเรียนตอน ม.5 เล่นรุ่น 19 ปี เพราะสมัย ม.ต้น เล่นสู้เพื่อนไม่ได้ แต่ช่วงนั้นพวกรุ่นพี่ ม.6 เขาไม่ค่อยเล่นกัน ผมก็ได้เข้าไปช่วยทีมโรงเรียน วันนั้นเป็นแมตช์ที่น่าจดจำมาก เพราะว่า ทำพลาดจนทีมแพ้

โอ๊ต ปราโมทย์ : (หัวเราะ) เห็นอย่างนี้ เขาเป็นดรัมเมเยอร์โรงเรียนด้วยนะ คุยหน่อย

อาร์ต มารุต : เขาให้คุยเรื่องกีฬานะ 

โอ๊ต ปราโมทย์ : อืมๆ ได้อยู่ (เอามือแตะไหล่) เอารูปอินเสิร์ทส่งให้เขาด้วย

อาร์ต มารุต : ผมได้เป็นดรัมเมเยอร์โรงเรียน ก็กู้หน้าตัวเองมาหน่อย 

โอ๊ต ปราโมทย์ : ตึงป่ะตึง ปะละละล่ะละตึงปะตึ่ง ป่ะตึง (ทำเสียงกลองแต๊กประกอบ) 

อาร์ต มารุต : จริงๆ ไม่ใช่อะไรนะ อยากอยู่วงโยธาวทิต ขอเขาเป่าทรัมเป็ต แต่เป่าไม่ออก เลยขอเป่าแซ็กโซโฟน ก็เป่าไม่ไหว 

มาคิดว่ามีอะไรพอทำได้บ้างว่ะ พอดีเห็นรุ่นพี่ควงคฑา ขอลองบ้าง เอ้ย! เราควงเว้ย ก็เลยได้เป็นดรัมเมเยอร์ไม้ 1 โรงเรียนชายล้วน  

 

ตอนนั้นมีใครคิดถึงขั้นอยากเป็น นักกีฬาทีมชาติไทย ไหมครับ 

โอ๊ต ปราโมทย์ : (หันมอง ดีเจอาร์ต) เอาจริงๆ ตอนกูเตะบอลบ่อยๆ กูคิดนะเว้ย สมัยนั้นเพื่อนกูไปซ้อมกับสโมสร มีเบี้ยเลี้ยงวันละไม่กี่ร้อย แม่งเดินแอ็คแล้ว เท่แล้ว แต่ทางบ้านอยากให้เราเรียนมากกว่า อยากให้เล่นฟุตบอลเป็นแค่งานอดิเรกพอ อีกอย่างช่วงนั้นผมเล่นดนตรีด้วย ก็เลือกทางดนตรีดีกว่าเป็นกองเชียร์ทีมชาติไทยดีกว่า  

อาร์ต มารุต : ส่วนผมนี่ใฝ่ฝันอยากเป็นโปรกอล์ฟไทย ที่ได้ออกรอบก๊วนเดียวกับ ไทเกอร์ วูดส์, เออร์นี เอลส์ 

ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้ไปถึงระดับนั้น ก็คล้ายๆกับ โอ๊ต ทางบ้านอยากให้เรียนมากกว่า เพราะถ้าคุณจะเอาดีทางกอล์ฟ ต้องมีเวลาซ้อมทุกวัน ซึ่งผมอยู่โรงเรียนประจำ เดือนหนึ่งจะได้ซ้อมแค่เฉพาะวันที่กลับบ้านเท่านั้น มันไม่พออยู่แล้ว

 

อย่างที่ทราบว่าทั้งสองคนงานค่อนข้างเยอะ ตอนนี้ยังมีการแบ่งเวลาไปเล่นกีฬาได้บ้างหรือเปล่า ? 

โอ๊ต ปราโมทย์ : เล่นนะ ผมเตะบอลอยู่ เอาอย่างนี้ ผมมีเวลาว่างไม่ได้ ผมเตะบอลตลอด ทุกวันพฤหัสฯ  ผมเป็นคนที่ได้กลิ่นหญ้าไม่ได้ แม่งเหมือนควายอ่ะ 

อาร์ต มารุต : โอโห เปรียบซะ (หัวเราะ) 

โอ๊ต ปราโมทย์ : ได้กลิ่นหญ้ามันแล้วรู้สึกคัน อยากใส่รองเท้าฟุตบอลลงไปเตะแล้ว ไม่ว่าจะเจ็บ จะป่วยอย่างไร ก็อยากเตะบอล รู้ไหมว่า ผมผ่าหัวเข่าไป 1 รอบแล้วนะ แต่ก็ยังเตะอยู่ 

อาร์ต มารุต : ถ้าผมว่าง โอ๊ตว่าง ก็จะชวนกันไปเตะบอล แต่เมื่อไหร่ที่ผมว่าง โอ๊ตไม่ว่าง ผมจะไปตีกอล์ฟคนเดียว 

ผมรู้สึกว่า การเล่นกอล์ฟเหมือนกับการใช้ชีวิต ในหลุมๆเดียว มันสามารถตัดสินชีวิตคุณได้ ตีออกไปช็อตแรกดีมาก ช็อตสองไม่ดี จะแก้ปัญหาอย่างไร หรือว่าตีออกไป พอเข้าป่า หัวร้อน เละเทะ แบบนี้ก็มี

ถ้าคนที่คุมจิตใจตัวเองได้ เขาก็จะสามารถพาตัวเองกลับมาอยู่ในเกมที่โอเคได้ นี่มันคือชีวิตจริง เราได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ไม่เหมือนฟุตบอลที่ยังมีเพื่อนร่วมทีม แต่กอล์ฟเป็นกีฬาที่ตัวคนเดียวล้วนๆ คุณหัวร้อน ชีวิตคุณก็พัง 

 

ถ้าให้เปรียบตัวเองเป็นนักกีฬาสักคนหนึ่ง ที่มีความคล้ายกับนิสัยตัวเอง คุณคิดว่าตัวเองเหมือนใคร ?

โอ๊ต ปราโมทย์ : ขอคิดก่อนนะ เป็นใครดีว่ะ (หยุดคิดไป 5 วินาที)

อาร์ต มารุต : โรนัลโด ไหม? 

โอ๊ต ปราโมทย์ : ไม่เอา...เบาไป (หัวเราะ) ก็คงประมาณ พอล แกสคอยน์ ทะเล้น บ้าๆ แสบๆ หน่อย แต่ก็ไม่ยอมคน บู๊ดุดัน อาจต่างกันเล็กน้อยเรื่องความเป็นผู้นำ ผมน่าจะมีความเป็นผู้นำมากกว่า 

อาร์ต มารุต : คนไม่ค่อยรู้นะว่า โอ๊ต มันเตะบอลเก่งมากเลยะ เห็นอย่างนี้ บู๊ล้างผลาญกระจาย ส่วนของผมนี่ ถ้าเทียบกับนักกอล์ฟคงเป็น เออร์นี เอลส์ ฉายาเขา “Big Easy” คนง่ายๆ อะไรก็ได้ ตีพลาดอะไรไป ใจเย็นแก้ไขได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็เหมือนผม เป็นคนอะไรก็ตาม เต็มที่กับเพื่อนตลอด 

 

ดีเจโอ๊ต ดีเจอาร์ต มีแมตช์ไทยช็อกโลกที่ชอบมากสุดไหม ?

โอ๊ต ปราโมทย์ : ต้องแมตช์นี้เลย ทีมชาติไทย ชนะ เกาหลีใต้ (เอเชียนเกมส์ ปี 1998) 

อาร์ต มารุต : เออ คิดเหมือนกัน อันนั้นเฮแตกจริงๆ ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล ยิงประตูชัย 

โอ๊ต ปราโมทย์ : เป็นโมเมนต์ที่กูจำแม่นเลย เพราะอะไรรู้ไหม ? (หันมองหน้าดีเจอาร์ต) ตอนนั้นกูอยู่หน้าร้านโชห่วยแถวบ้าน ข้างๆ เป็นวินมอเตอร์ไซค์ แต่ทุกคนจอดรถ มามุงดูกันที่จอทีวีของร้านโชห่วย ในมือกูถือเก็กฮวยแก้วละ 2 บาท

พอคนพากย์บรรยาย “ดุสิต เฉลิมแสน เขี่ยลูกนี่มา ธวัชชัย ยิงตู้ม” กูจำได้แก้วนั้น กูไม่ได้แดก (หัวเราะ) กูเลยจำโมเมนต์นั้นแม่นเลย แล้วคนทั้งหมู่บ้าน มีแต่เสียงเฮพร้อมกันหมด 

อาร์ต มารุต : มันที่สุดแล้วจริงๆ แมตช์นี้ 

 

คุณทั้งสองคนก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีคนติดตามเยอะ น่าจะเข้าใจความรู้สึกของ นักกีฬาทีมชาติไทย ที่ต้องแบกความคาดหวังของคนทั้งประเทศ คุณคิดว่ากำลังใจจากกองเชียร์ มีผลมากแค่ไหนสำหรับนักกีฬามากแค่ไหน

อาร์ต มารุต : สำหรับผม คิดว่ามีผล 100 เปอร์เซนต์ อย่างพวกเราทำงานบันเทิง  เวลาได้รับกำลังใจจากแฟนๆ เราก็มีพลังในการทำงานแล้วนะ อย่างก่อนเราจะจัดรายการ 

ถ้ามีคนมารอพวกเรา ต่อให้จำนวนไม่เยอะ แค่เสียงเฮนิดๆ หน่อยๆ เราก็มีความสุขมากแล้วอ่ะ อยากปล่อยมุข อยากเล่นแล้วอะ กีฬาน่าจะเหมือนกัน นักกีฬาคงรู้สึกแบบเอาเว้ย วันนี้กูผ่อนไม่ได้ คนมาเชียร์เยอะขนาดนี้ 


โอ๊ต ปราโมทย์ : ของเรามองอีกมุมหนึ่ง เอาจริง การให้กำลังใจในวันที่ชนะ เขาอาจมองไม่เห็นหรอกว่า เพราะคนแห่กันมาชื่นชมเยอะ พูดถึงเขาเยอะ 

เรามองในวันที่เขาล้มเหลวมากกว่า เราเป็นคนหนึ่งที่เวลาเห็นทีมชาติไทยแพ้ เราจะไม่ซ้ำเติมเว้ย เราจะเข้าไปคอมเมนท์ คอมเมนท์พวกนักบอลอย่างเช่น เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) แคมป์ (สรรวัชญ์ เดชมิตร) ซอ (ธีรเทพ วิโนทัย)  

ทุกครั้งที่พวกเขาเขารู้สึกแย่ เราจะไม่ซ้ำเติม บอกให้เขา “เฮ้ย เอาใหม่เว้ย” มึงอย่ายอมแพ้นะ เราเชื่อว่า ถ้าถึงเวลาที่เขาโดนกระแสโจมตีเยอะ หากมีสักคอมเมนท์หนึ่งที่มีอิมแพคกับความรู้สึกเขาได้ เราเชื่อว่าเขาจะรู้สึกดีขึ้นเว้ย 

สมมุติถ้าวันหนึ่ง เราโดนด่าเยอะๆ อาร์ต มาคอมเมนท์ให้กำลังใจ มันเยียวยาขึ้นจริงๆ อย่างเราเป็นคนที่มีชื่อเสียงด้วย เราก็อยากเป็นตัวอย่างให้น้องๆ คนอื่นได้เห็นว่า จริงๆ คนเราผิดพลาดได้ นักกีฬามันมีวันที่ฟอร์มไม่ดีได้เหมือนกัน 

บางทีการตัดสินใจเสี้ยววินาที จะส่ง จะเลี้ยง จะยิง ถ้าตัดสินใจถูก คุณคือฮีโร่ แต่พอตัดสินใจพลาด ที่คุณทำมาดี 90 นาที ไม่มีผลเว้ย เพราะคุณไปตัดสินเขาแค่จังหวะสำคัญ จังหวะเดียว ฉะนั้นต้องให้กำลังใจกัน หรืออย่างน้อย ถ้าคิดว่าจะไม่ให้กำลังใจ ก็อย่าซ้ำเติมกัน 

อาร์ต มารุต : ถ้าแฟนแมนฯ ยู ได้อ่านคำพูดของโอ๊ต ช่วยพิจารณาด้วยนะครับ อย่าซ้ำเติมผีเลย มันไม่โอเคหรอก (ดีเจอาร์ต เป็นแฟนบอล แมนฯ ยู,) โอ้ๆ ตาย วันที่นั่งสัมภาษณ์กันนี่ แมนฯ ยู เพิ่งแพ้นิวคาสเซิล 1-0 (หัวเราะ)

โอ๊ต ปราโมทย์ : (หัวเราะ) แล้วกูเชียร์นิวคาสเซิลด้วยไง 

 

สุดท้าย ดีเจโอ๊ต ดีเจอาร์ต อยากฝากอะไรถึงทัพนักกีฬาไทย ที่จะกำลังฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อสองมหกรรมกีฬาใหญ่อย่าง ซีเกมส์ 2019 และ โอลิมปิก เกมส์ 2020 

โอ๊ต ปราโมทย์  : ผมขอเป็นกำลังใจให้กับนักกีฬาทุกประเภท ถึงแม้ผมกับอาร์ตจะเป็นคนในวงการบันเทิง แต่เราเคยผ่านการเล่นกีฬามาในวัยเด็ก เคยมีความฝันอยากมีตรงไตรรงค์ แปะที่หน้าอก เพราะมันคือเกียรติยศ

อยากให้ทุกคนทำเต็มที่ ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ เราเชื่อว่าพวกคุณทำเต็มที่แล้ว เราก็จะคอยอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจตลอด 

อาร์ต มารุต : ผมฝากถึงคนเชียร์ดีกว่า สำหรับคนที่คอยให้กำลังใจนักกีฬาอยู่แล้ว ก็ถือว่าโอเค แต่คนที่ดูเพื่อหวังผลชนะอย่างเดียว มันก็ใจร้ายเกินไปสำหรับนักกีฬา ผมเคยถามโอ๊ต ว่าเล่นกีฬากับงานแสดง อันไหนยากกว่ากันว่ะ ? โอ๊ต บอกผมว่า กีฬาต้องยากกว่าอยู่แล้ว เพราะการแสดง มีคัท มีเทค ไม่ดีเอาใหม่ได้ แต่นักกีฬาวินาทีนั้น เขาทำพลาด เขากลับไปแก้ตัวอะไรไม่ได้แล้ว


โอ๊ต ปราโมทย์ : อยากดูเพื่อความบันเทิง อย่าไปถึงขั้นโกรธ เกลียดกันเลย หรือเอากีฬาไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะแท้จริงกีฬามันถูกสร้างมาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของมนุษย์ มันถึงมีคำว่า “Fair Play” คำว่า “น้ำใจนักกีฬา” ไง 

อย่างโอลิมปิก นักกีฬาที่จะไปแข่ง เขาซ้อมกันมา 4 ปีนะเว้ย เพื่อจะไปแข่ง แล้วอย่างบางกีฬา แข่งแค่ 5 นาทีรู้ผล แ่ตนั่นคือ 4 ปีที่พยายามฝึกฝนนะเว้ย  แล้วคุณจะเอา 5-10 นาทีไปตัดสินคุณที่ซ้อมมา 4 ปีไม่ได้นะเว้ย เขาทุ่มเทมากแล้ว

หลายคนอาจไม่รู้ว่า นักกีฬาไทย สวัสดิการ เบี้ยเลี้ยงเขาไม่ได้รับเยอะเหมือนต่างประเทศนะ เขาไม่ได้รวยนะ บางคนยอมเสียสละ ลาออกจากงานเพื่อจะมาซ้อมกีฬา 

อย่างนักบอลหญิง ผมเคยดูสัมภาษณ์เขา บางคนไม่มีอาชีพเล่น เขาสู้มากนะ พอถึงเวลาไปแข่งเรา เชื่อไหม ทีมอื่นเขาลุ้นชนะหวัง 3 แต้ม  แต่ทีมบอลหญิงเรา อยากได้แค่ 1 ประตูจากทีมระดับโลก แล้วทำได้

มันเป็นแค่ประตูเดียวก็จริง แต่มีความหมายมากเลย ผมดูแล้วประตูนี้ทัชกับความรู้สึกผมมาก คนอื่นอาจคิดว่า “ดีใจอะไรกันหนักหนา ยิงได้แค่ลูกเดียว” เฮ้ย! นั่นมันทีมระดับโลกที่มีพร้อมทุกด้าน แต่นักบอลไทยเราไม่มีอะไรเลยนะ ประตูเดียวที่ทำได้ คือความสำเร็จแล้ว 

ต้องให้กำลังใจกัน เพื่อให้มีประตูที่ 2-3-4 ถ้ายังเริ่มต้นประตูที่ 1 ก็ไม่มีทางจะไปถึงประตูต่อๆไป 

อาร์ต มารุต : นั่นแหละอยากฝากถึงคนดูกีฬาไทย อยากให้เข้าใจกันหน่อย ถ้าเราเข้าใจกัน ทุกอย่างจบ 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง