mainstand

Voice of People

จากปากไกด์รันเนอร์ : ชีวิตข้างกายนักกีฬาพาราที่อยากบอกว่าโลกนี้ “คนพิการ” ไม่มีจริง



ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายความหมายของคำว่า “พิการ” ไว้ว่า “ ว. (คำวิเศษณ์) เสียอวัยวะมีแขนขาเป็นต้น เสียไปจากสภาพเดิม เช่น แขนพิการ ตาพิการ บางทีใช้เข้าคู่กับคำ พิกล เป็น พิกลพิการ”


 

แต่ในพจนานุกรมของ “นัท - ณัฏฐพล อรัณยกานนท์” ผู้ฝึกสอนนักกีฬากรีฑาคนพิการทางสมอง ทีมชาติไทย เขาไม่คิดว่า นักกีฬาพาราทุกคนไม่ได้มีความพิการ ? จากประสบการณ์ข้างคอร์ตที่เขา ได้คลุกคลีและเห็นสิ่งเหล่านั้นจากนักวิ่งพาราฯ มาเป็นเวลานานนับ 10 ปี

เราอาจแบ่งแยกความพิการ ตามสิ่งที่เห็นด้วยสายตาเปล่า จนบางครั้งเราอาจลืมเปิดใจ มองให้ลึกลงไปข้างในจิตใจของพวกเขา 

Main Stand ชวนอ่านเรื่องราวแง่หนึ่งของนักกีฬาคนพิการ ที่จะถูกถ่ายทอดออกมาให้คนปกติได้รับรู้ ผ่านสายตาของผู้ที่อยู่ข้างกายนักกีฬาพิการสายตาอย่าง “ไกด์ รันเนอร์”

 

จุดสตาร์ท

“ขอโทษนะคะ น้องที่เป็นคนตาบอด เขาวิ่งได้ด้วยเหรอคะ ?” เสียงคำถามจากผู้คนทั่วไปที่พบเห็นการฝึกซ้อมประจำวัรของนักกรีฑาผู้พิการสายตา ที่ณัฏฐพล ได้ยินมาบ่อยครั้ง 

ไม่ใช่ความผิดของคนภายนอก ที่จะตั้งคำถามด้วยความสงสัย ในสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า 

เพราะก่อนหน้าที่ ณัฏฐพล อรัณยกานนท์ จะเข้ามาทำหน้าที่ “ไกด์รันเนอร์” เขาเองก็เหมือนกับคนทั่วไปในสังคม ที่ไม่ค่อยรับรู้ถึงการมีอยู่ของนักกีฬาผู้พิการ 

“ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่า ในประเทศไทยหรือในระดับนานาชาติ มีการแข่งขันสำหรับนักกีฬาผู้พิการ จนกระทั่งครอบครัวของผมมาได้รู้จักกับ น้องนักกรีฑาคนหนึ่งที่มีความพิการด้านสายตา ผ่านทางเฮดโค้ชอาณัติ รัตนพล”

“น้องคนนี้เป็นเด็กที่มีความสามารถมาก แต่ยังขาดโอกาส เนื่องจากครอบครัวของน้องยากจน ไม่มีทุนทรัพย์สำหรับเดินทางมาแข่งขัน ครอบครัวของผมจึงรับน้องเข้ามาอุปการะ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้มาทำหน้าที่ ไกด์ รันเนอร์ เพราะตัวผมก็เป็นนักวิ่งระดับภาคอยู่แล้ว” 

โบว์ - เกวลิน วรรณฤมล คือ สาวน้อยจากจังหวะพะเยา ที่ทางครอบครัว อรัณยกานนท์ รับเข้ามาดูแล โดยที่ ณัฏฐพล ซึ่งขณะนั้นยังเป็น นักเรียนระดับมัธยมตอนปลาย ต้องมาทำหน้าที่เปรียบเสมือนพี่ชาย ที่พานักวิ่งผู้พิการทางสายตาคนนี้ ไปฝึกซ้อม ภายในสนามกีฬาประจำจังหวัดเพชรบุรี ทุกๆ เย็น

สายตาของผู้คนทั่วไปที่มาออกกำลังกาย ในสนามกีฬาดอนคาน ต่างมองดู “ณัฏฐพล และ เกวลิน” ด้วยความประหลาดใจ ปนสงสัยว่า “คนตาบอดสามารถวิ่งได้ด้วยเหรอ ?” 

หนึ่งปีผ่านมาไป จากความแปลกใจก็เริ่มกลายเป็น ความเคยชินของผู้คน โบว์และณัฐ เริ่มเป็นที่รู้จักของผู้คนที่มาวิ่งภายในสนาม และมองดูพวกเขาด้วยความเข้าใจ

เช่นเดียวกับ ณัฏฐพล ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมีความเข้าใจในตัว นักกีฬาพารา มากขึ้นเท่านั้น

“มันก็ยากนะครับในตอนแรก เพราะเราไม่เคยอยู่กับนักกีฬาคนพิการทางสายตามาก่อน เราไม่เคยรู้มาก่อน ว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร ต้องการความช่วยเหลืออะไร"

"ผมใช้วิธีการพูดคุยเชิงจิตวิทยาให้มากที่สุด คอยดูแลเอาใจใส่เขา เพราะน้องเขามองไม่เห็นเรา แต่เราเห็นเขา ต้องใช้การคุยให้มากๆ”

“และเราต้องช่วยเหลือเขาแทบทุกอย่าง พาไปสนามซ้อม พาไปกินข้าว คอยสอนเทคนิคต่างๆ ยกเว้นแค่เวลาเขาเข้าห้องพัก ทำธุระส่วนตัว อันนั้นคนพิการทางสายตา สามารถช่วยเหลือตัวเองได้”

“สิ่งที่เห็นผมในตอนทำหน้าที่ ไกด์ รันเนอร์ ก็คือ น้องเขาเป็นคนที่สู้ชีวิตมาก ถึงแม้สายตาเขาจะมองไม่เห็นอะไรเลยก็ตาม แต่เขายังมีความพยายามที่จะเล่นกีฬา พยายามจะใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ"

"อย่างกรีฑาเป็นกีฬาที่ต้องใช้พละกำลังบ้าง บางครั้งเขาก็อ่อนแรง หมดแรง แต่ไม่มีสักครั้งเลยที่เขาจะท้อหรือไม่อยากสู้ต่อ”

และในที่สุดทัวร์นาเมนต์แรกของเขากับเธอก็มาถึง ในศึก “อาเซียน พารา เกมส์ 2011” ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยที่ เกวลิน ได้เป็นตัวแทนทีมชาติไทย ลงแข่งขันในประเภท หญิงเดี่ยว 100 เมตร, 200 เมตร, 400 เมตร 

 

เส้นชัยที่มองไม่เคยเห็น 

เกวลิน เดินลงสู่คอร์ตวิ่ง โดยมี ณัฏฐพล ไกด์รันเนอร์คอยประคองอยู่ข้างๆ 

สายตาของ ณัฏฐพล รู้ดีว่าจุดหมายเส้นชัยนั้นอยู่ตรงไหน ของสนาม คู่แข่งแต่ละชาติ รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ส่วน เกวลิน เธอไม่มีทางมองเห็น “คู่แข่ง” และ “เส้นชัย” อย่างแน่นอน ด้วยความบกพร่องทางสายตาที่มืดบอดทั้งสองข้าง

เธอรู้เพียงแค่ว่า การวิ่งของเธอ และการสื่อสารบอกทางของไกด์ รันเนอร์ จะพาให้เธอไปจุดหมายนั้นได้ ดังนั้น การสื่อสารและกำลังใจ จึงสำคัญมากสำหรับนักกรีฑาพาราทุกคน ยามก้าวเท้าเข้าสู่สนามแข่งขัน 

“กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก แทบจะสำคัญที่สุด ก่อนลงแข่งขัน ผมจะพูดให้กำลังใจน้อง บอกน้องว่า ‘เราซ้อมมาแล้ว ไม่ต้องกลัวใครทังนั้น เราสู้ได้’ ถ้าใจเราไม่สู้ บอกน้องว่า ‘แพ้ก็ไม่เป็นไร’ น้องเขาก็จะยิ่งดาวน์ลงไปอีก ฉะนั้นเราต้องพูดให้น้องเขาฮึกเหิม มีกำลังใจ”

“เมื่อถึงเวลาปล่อยตัวนักกีฬา เราจะต้องบอกเทคนิคต่างๆ เช่น การดึงแขน ยกเข่า คนเป็นไกด์รันเนอร์ ต้องวางแผนตลอดระยะทางเลยว่า จุดไหนเขาต้องทำอะไร อย่างตอนเข้าโค้ง เราต้องบอกให้ น้องดึงแขนเข้ามาใกล้ๆ ชิดตัวเรา เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ หรืออย่างจังหวะใกล้เข้าเส้นชัย น้องเขาไม่รู้หรอกว่า เส้นชัย อยู่ตรงไหน”

“แต่เราเป็นคนที่บอกเขาได้ พอถึงเส้นชัย มันจะเป็นจังหวะที่น้องกับผมรู้ว่า ต้องพุ่งตัวไปข้างหน้าเพื่อเข้าเส้นชัย วินาทีที่เราได้เหรียญทองวิ่ง 100 เมตร และ 200 เมตร มันความรู้สึกที่ดีมากๆ เลยนะสำหรับผม” 

“ผมหันไปมอง น้องเขาก็ดีใจในระดับหนึ่งที่ทำสำเร็จ แต่ส่วนตัวผม ผมดีใจอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของเขา"

"มันเป็นความภาคภูมิใจที่ผมหาไม่ได้ในชีวิตนี้ ผมเคยคิดนะว่าถ้าตัวเองได้เหรียญทองซีเกมส์ ก็คงไม่ดีใจเท่านี้ เพราะอันนั้นเราทำเพื่อตัวเอง แต่ไกด์รันเนอร์ เรามาทำหน้าที่นี้เพื่อสานฝันของคนอีกคนหนึ่ง ที่เขาเห็นว่าเขามีความพยายาม และตั้งใจมากขนาดไหน”

เกวลิน ที่มี ณัฐฏพล เป็นไกด์รันเนอร์ ก้าวขึ้นมาเป็นนักกรีฑาผู้พิการทางสายตา ทีมชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก 

เธอกวาดเหรียญทอง 4 เหรียญทอง ในการแข่งขันกรีฑาผู้พิการทางสายตาเยาวชนชิงแชมป์โลก, 2 เหรียญทอง อาเซียน พารา เกมส์ ที่เมียนมา และ 2 ทองแดง เอเชียน พารา เกมส์ ที่เกาหลีใต้ 

แม้คนทั่วไป อาจไม่ได้เห็นถึงความสำคัญ หรือรับรู้เบื้องหลังความยากลำบากที่ นักกีฬาคนพิการ ต้องฝ่าฟันกว่าจะได้มาสักเหรียญรางวัล เหมือนอย่างที่ ณัฏฐพล รับรู้ 

แต่สิ่งหนึ่ง ไกด์รันเนอร์เช่นเขาพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำก็คือ “ทุกเหรียญรางวัลของนักกีฬาพารา” ล้วนเป็นผลจากความพยายามอย่างหนักของนักกีฬาพารา ที่ตั้งใจทำสิ่งนี้เพื่อประเทศชาติ 

“ผมเคยถามเขาว่า ทำไมน้องอยากมาเป็นนักวิ่ง น้องบอกกับผมว่า น้องอยากทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ และอยากทำให้ชีวิตของตัวเองดีขึ้น” 

“มันยิ่งทำให้ผมเห็นว่า นักกีฬาคนพิการเขามีความพยายามมากนะ น่าส่งเสริมและสนับสนุนเขา เพราะคนปกติที่มีร่างกายสมบูรณ์ดี บางคนเขายังไม่พยายามพึ่งพาตัวเอง หรือคิดจะทำอะไรเพื่อประเทศชาติเลย” 

 

ปัจจุบัน ณัฏฐพล อรัณยกานนท์ ในวัย 27 ปี รีไทร์จากการเป็น นักวิ่งอย่างถาวร เพื่อมาทำงานเป็น ผู้ฝึกสอน นักกรีฑาผู้พิการทางสมอง ทีมชาติไทย อย่างเต็มตัว 

เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ความเสียสละเวลาค่อนข้างมาก ในการมาเก็บตัวและใช้ชีวิตอยู่กับนักกีฬา ที่มีโปรแกรมตลอดแทบทั้งปี 

“อย่างตอนนี้ ผมมาทำงาน ดูแลนักกีฬา ประเภทนักกีฬาที่มีความพิการด้านสมอง กลุ่มนี้เขาสามารถมองเห็นได้ตามปกติ เพียงแต่ร่างกายบางส่วน อาจไม่สามารถใช้งานได้ การดูแลแตกต่างกันพอสมควร เพราะเป็นความพิการคนละรูปแบบ”

“อันนี้เขาสามารถเดินเองได้ แต่ร่างกายไม่สมบรูณ์ เราต้องอยู่กับเขา เช้า เย็น รวมถึงกลางคืน เพราะบางทีผู้พิการลักษณะนี้ จะมีอาการชัก เกร็ง”

 

หัวใจไม่พิการ

ถึงแม้ว่า นักกีฬาที่เขาฝึกสอนอยู่ในตอนนี้ จะมีความพิการที่แตกต่างจากเดิมที่เคยดูแล นักกีฬาผู้บกพร่องทางสายตาอย่างเดียว 

ทว่าสิ่งที่เขามองเห็นในตัวของนักกีฬาพาราทุกประเภทนั้น ไม่ได้มีความต่างกันไปเลย โดยเฉพาะเรื่อง หัวจิตหัวใจ 

“ผมประทับใจในความเป็นสู้ของนักกีฬาพาราทุกคน หลายคนมาจากครอบครัวที่ยากลำบาก เขามุ่งมั่นตั้งใจมาก ที่อยากเล่นกีฬาเพื่อให้ชีวิตเขาดีขึ้น  เขามีแพชชั่นกับกีฬาสูงมาก ผมอธิบายเป็นคำพูดออกมายากจริงๆ ถ้าคนทั่วไปได้มาเห็นนักกีฬาพวกนี้แบบที่ผมเห็น เขาจะเข้าใจนักกีฬาคนพิการมากขึ้น”

“ผมยกตัวอย่างพี่กฤษณะ จอฉุย (อดีตนักกรีฑาพิการสายตา) เขาได้ 4 เหรียญทองเอเชียนเกมส์ รับอีดฉีดมา 2 ล้านบาท แต่คนภายนอกไม่เคยรู้ว่า ก่อนที่พี่เขาจะได้เหรียญทอง เขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมาก มากถึงมากที่สุด ผมไม่เคยเห็นนักกีฬาคนไหนที่พยายามเท่าพี่เขามาก่อน”

“พี่กฤษณะจะเป็นคนที่ซ้อมเกินโปรแกรมของเขา โค้ชสั่งให้พัก เขาก็จะซ้อม ซ้อมเสร็จจะมาดันพื้นในห้อง ไม่ยอมเลิก ตื่นมาเล่นเวทตั้งแต่เช้ามืด จนโค้ชไม่รู้จะพูดอย่างไร เขาซ้อมไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพียงเพราะเขาอยากได้เหรียญทอง” 

“หรืออย่างน้องบีม ชัยวัตน์ รัตนะ นักวีลแชร์เรซซิ่ง ที่ตอนนี้ผมช่วยดูแลอยู่ น้องเขาเพิ่งหัดเล่นได้แค่ 2 ปี แต่เป็นคนที่พยายามมาก ถ้ามีการแข่งขันระยะไกล เขาต้องซ้อมปั่น 50 รอบสนาม"

"แต่เขาเป็นคนที่มีความอดทนสูงมาก บางทีระหว่างฝึกซ้อม เห็นหน้าเขาปั่นจนปากซีด เขาก็ไม่เคยหยุด ผมถึงบอกว่า นักกีฬาพาราทุกคน เรื่องหัวใจ เรื่องความอดทน เขาสุดยอดจริงๆ”

ณัฏฐพล เป็นเพียงแค่ คนปกติคนหนึ่งในสังคมที่มองเห็น และเข้าใจ คนพิการอย่างถ่องแท้ นั่นทำให้ เขายังคงอยู่ในแวดวงนักกรีฑาพาราทีมชาติไทยมาเป็นระยะเวลาถึง 11 ปี แม้ตัวเขาจะเป็นคนหนุ่มที่สามารถไปหาเงินและงานที่สามารถให้ค่าตอบได้มากกว่าเป็น โค้ชนักวิ่งคนพิการ 

แต่สำหรับ ณัฏฐพล เขาบอกกับเราว่า เงินไม่ใช่สิ่งที่สำคัญเสมอไป ความสุขที่ได้ทำงาน ได้ดูแล ช่วยเหลือ นักกีฬาผู้พิการ และเป็นฟันเฟื่องตัวหนึ่งที่ผลักดันวงการพาราบ้านเรา ก็เป็นมูลค่าทางใจที่เขาอิ่มเอมกับมัน 

เพราะสำหรับ ณัฏฐพล เขายืนยันว่า สิ่งที่ผู้พิการต้องการมากที่สุด ไม่ใช่ความสงสาร ความเห็นใจ แต่เป็นโอกาสและการเปิดใจ จากคนภายนอกที่มีร่างกายสมบูรณ์ 

ได้มองเห็นคุณค่าในความพยายาม และความตั้งใจ ที่พวกเขามุ่งมั่นทำหน้าที่ “นักกีฬา” ตัวแทนประเทศไทย อย่างเต็มกำลังความสามารถ เต็มขีดจำกัดด้านร่างกาย 

“สำหรับผม คนพิการไม่ได้ต้องการให้คนภายนอกสงสารเขา สิ่งที่พวกเขาต้องการโอกาส และคนที่เข้าใจ ถ้าคุณให้โอกาสเขา คุณจะได้เห็นอะไรที่มากกว่าคนปกติอีกเยอะแยะมากมาย"

“ความจริง ผมไม่อยากให้เรียกพวกเขานักกีฬาคนพิการ เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมการันตีได้เลยก็คือ หัวใจพวกเขาไม่ได้พิการ ใจเขาแน่วแน่ มุ่งมั่นมาก และมีความพยายามมากกว่าคนปกติเสียอีก”



ชื่นชอบบทความนี้ของ : Mainstand ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง