mainstand

Voice of People

สมจิตร จงจอหอ : เสียงเชียร์ในวันนั้น...ที่ทำให้ผมเป็นผู้ชนะ



มวยสากลสมัครเล่น คือหนึ่งในกีฬาที่สร้างความสุขให้แฟนกีฬาชาวไทยมาอย่างยาวนาน ฮีโร่นักชกมากมายสามารถคว้าเหรียญทองในการแข่งขันมาแล้วนับไม่ถ้วน


 

ไม่ว่าจะเป็นศึกกำปั้นอย่าง ชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์คัพ, ชิงแชมป์เอเชีย, ชิงแชมป์โลก หรือแม้แต่ในมหกรรมกีฬาอย่าง ซีเกมส์, เอเชียนเกมส์ และ โอลิมปิก ... ขุนพลเสื้อกล้ามไทยต่างสร้างชื่อ นำความสำเร็จมาฝากพี่น้องผองเพื่อนร่วมชาติครั้งแล้ว ครั้งเล่า จนกลายเป็นความเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะรายการใด มวยสากลสมัครเล่นไทยไม่เคยทำให้ผิดหวังเสมอ

ทว่าหากสังเกตเรื่องราวในรอบหลายปีที่ผ่านมา ดูเหมือนผลงานของทีมมวยสากลสมัครเล่นไทยจะตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย เหรียญทองโอลิมปิกที่เคยได้มาตลอดตั้งแต่ปี 1996 กลับไม่มีให้เห็นมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ หรือแม้แต่รายการที่หลายคนมองว่าเป็น "ของตาย" อย่าง ซีเกมส์ ทุกวันนี้กลับไม่ใช่งานง่ายอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม กำลังใจ และเสียงเชียร์จากแฟนๆ คือน้ำทิพย์ชโลมจิตใจให้มีพลังเสมอ ซึ่งเรื่องนี้ สมจิตร จงจอหอ อดีตยอดนักมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย รู้ซึ้งเป็นอย่างดี...เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือตัวช่วยสำคัญให้เขาก้าวผ่านความผิดหวัง ความผิดพลาดในอดีต จนสามารถก้าวสู่ความสำเร็จที่นักกีฬามวยสากลสมัครเล่นทุกคนเฝ้าฝันถึงมาตลอดชีวิต

 

เสียงเชียร์คือพลัง

การเพาะพันธุ์เมล็ดกาแฟให้เติบโตจนออกดอกออกผลได้นั้น นอกจากจุดเริ่มต้นอย่างเมล็ดพันธุ์จะต้องเป็นพันธุ์ดีแล้ว การเลี้ยงดู ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำ, ใส่ปุ๋ย หรือใช้สารกำจัดแมลง ก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

สำหรับการแข่งขันกีฬานั้น หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "เสียงเชียร์เปรียบเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจนักกีฬา" มาแล้วนักต่อนัก ... แต่สำหรับนักกีฬามวยสากลสมัครเล่น ซึ่งเมื่อขึ้นเวที ก็มีแค่ตัวเอง, คู่ชก และกรรมการเท่านั้น เสียงเชียร์สำคัญกับพวกเขามากขนาดไหน?

"อันที่จริงในทุกชนิดกีฬานั้น ต้องการเสียงเชียร์จากทุกคนครับ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเชียร์จากคนในสนาม หรือคนทางบ้านที่ชมการถ่ายทอดสดก็ตาม ซึ่งในกีฬามวย ที่ลุ้นกันตลอดเวลา ยกต่อยก วินาทีต่อวินาที ก็เช่นกัน"

"ทุกครั้งที่ชกเข้าเป้า ทุกครั้งที่หลบหมัดคู่ต่อสู้ได้ เสียงเชียร์ เสียงเฮดังๆ จากแฟนๆ ยิ่งทำให้ผมมีสติ ยิ่งทำให้มั่นใจ ยิ่งอยากที่จะออกหมัด โชว์ลีลา เพื่อให้ชนะคู่ต่อสู้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดขึ้นไปอีก"

ส่วนเรื่องความแตกต่างระหว่างเสียงเชียร์ในสนามแข่งขัน กับเสียงเชียร์จากทางบ้านนั้น แม้เจ้าตัวยอมรับว่า เสียงเชียร์ในสนาม คือสิ่งที่ช่วยให้เขารู้ว่าจะต้องชกแบบไหนเพื่อให้ได้ชัยชนะ แต่เสียงเชียร์จากทางบ้านนั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะตัวนักกีฬาเองก็สัมผัสได้ว่า มีกำลังใจจากแดนไกลเอาใจช่วยอยู่ ซึ่งสำคัญมากเวลาต้องไปชกในต่างประเทศ ที่บางครั้งอาจไม่มีกองเชียร์ชาวไทยอยู่ในสนามเลยแม้แต่คนเดียว

"จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมกล้ายืนยันได้เลยว่า เสียงเชียร์เป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะ เสียงเชียร์เป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจ และเสียงเชียร์เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จครับ"

 

กำลังใจให้สู้ต่อ

เมื่อพูดถึงเสียงเชียร์ หรือแม้แต่การให้กำลังใจ เชื่อว่าแฟนกีฬาหลายคนน่าจะนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม ระหว่างการแข่งขันเป็นหลัก

แต่สำหรับ สมจิตร จงจอหอ เสียงเชียร์ที่เป็นกำลังใจให้กับเขา ยังเกิดขึ้นที่นอกสนาม ในวันที่ความท้อแท้สิ้นหวังเกาะกินหัวใจอย่างที่สุดอีกด้วย

"จริงๆ ผมชกมวยไทยมาก่อนตั้งแต่อายุ 8 ขวบ พออายุ 21 ก็เบนเข็มมาชกมวยสากลสมัครเล่น ส่วนหนึ่งก็เพื่อความมั่นคงของชีวิตด้วยล่ะนะ เพราะถ้ามีหน่วยงานราชการดึงตัวเข้าไปอยู่ในสังกัด ก็ได้เบี้ยเลี้ยง สวัสดิการต่างๆ อย่างของผมก็ได้เข้าไปอยู่ในกองทัพบก เริ่มจากพลอาสาสมัครทหารพราน แล้วก็ได้ติดยศหลังคว้าแชมป์รายการต่างๆ เรื่อยมา" สมจิตรเริ่มเล่าถึงเส้นทางบนผืนผ้าใบของตัวเอง

"แต่เอาเข้าจริง 5 ปีแรกที่ผมชกมวยสากลสมัครเล่น ผมแทบไม่มีพัฒนาการเลยนะ ชกทีไรมีแต่เจ็บตัว ต้องเข้าสู่ปีที่ 6 เราถึงเข้าใจว่า อ๋อ มวยสากลสมัครเล่นมันแตกต่างจากมวยไทยอย่างนี้ๆ แล้วพัฒนาการมันก็เริ่มก้าวกระโดดจากนั้นเลย"

ในช่วงที่ยังปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลง แม้สมจิตรจะประสบความสำเร็จกับการคว้าเหรียญทองในรายการต่างๆ แต่สำหรับ โอลิมปิก มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาตินั้น เขากลับพลาดฝันที่จะไปล่าเหรียญรางวัลเมื่อปี 2000 ที่นครซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลียอย่างน่าเสียดาย หลังไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกได้ในรอบแรก ก่อนที่สมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย จะเปลี่ยนเอา วิจารณ์ พลฤทธิ์ ไปชกแทน และผลก็เป็นอย่างที่ทราบกัน เมื่อวิจารณ์สามารถนำเหรียญทองโอลิมปิกที่ 2 กลับสู่แดนขวานทองได้สำเร็จ

4 ปีต่อมา สมจิตรได้รับโอกาสในการล่าเหรียญทองโอลิมปิกอีกครั้ง เมื่อเขาผ่านรอบคัดเลือกเข้าไปชกในโอลิมปิก 2004 รอบสุดท้ายที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ด้วยทักษะและประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังอยู่ในช่วงอายุที่พีคที่สุดของการเป็นนักมวย คือ 29 ปี หลายฝ่ายจึงยกให้เขาเป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าเหรียญทองกลับสู่มาตุภูมิ

แต่ที่สุดแล้ว ความกดดันที่ถาโถมก็ทำให้ฝันนั้นพลันสลาย เมื่อเขาพลาดท่าพ่ายนักชกจากคิวบา จอดป้ายเพียงรอบ 2 เท่านั้น แถมคนซึ่งเอาชนะเขาได้ ยังไปคว้าเหรียญทองในบั้นปลาย ... โอกาสที่ทุกฝ่ายคิดว่า ครั้งนี้ไม่พลาดแน่ กลับจบลงในเวลาอันรวดเร็ว ทำเขาแทบรับมันไม่ไหว

"หลังจบโอลิมปิกคราวนั้น ผมก็เสียใจ ฟูมฟายอยู่ 3 เดือนกับความคิดที่ว่า คงต้องเลิกชกมวย เพราะตอนนั้นผมก็ 29 ปีแล้ว ถ้ารออีก 4 ปี ก็อายุ 33 แม้กฎของโอลิมปิกยังอนุญาต (กฎจำกัดอายุนักชกไว้ที่ไม่เกิน 34 ปี) แต่ร่างกายเราจะไหวรึเปล่า ผมก็บอกกับสมาคม บอกกับสื่อว่า ผมขอเลิกชกมวยดีกว่า" 

"ทีนี้หลายคนพอเห็นผมร้องไห้ออกทีวี ก็เข้ามาบอกกับผมว่า 'สมจิตร สู้ๆ หน่อยสิ อีก 4 ปีมันไม่นานหรอก' ก็เก็บมาเป็นกำลังใจ เช่นเดียวกับครอบครัวที่อยู่เคียงข้าง สนับสนุนผมในการตัดสินใจ ผมก็กลับมาคิดว่า 4 ปีถามว่านานไหม นาน แต่ระหว่างนั้นยังมีทัวร์นาเมนต์อีกมากมาย เราก็ชกต่อไปเรื่อยๆ ก่อน ถ้าไหวก็ฮึดเพื่อลุยโอลิมปิกอีกหน ถ้าไม่ไหว จะเลิกก็ไม่เสียหาย ที่สุดแล้วผมก็ตัดสินใจกลับมาชกมวยให้ทีมชาติอีกครั้ง"

ด้วยกำลังใจจากครอบครัว คนใกล้ชิด รวมถึงแฟนกีฬา สมจิตรจึงกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม และเมื่อทุกอย่างถูกคั่วจนได้ที่...ในที่สุด สิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอดในชีวิตก็มาถึง เมื่อเขาสามารถเอาชนะคู่ชกชาวคิวบา คว้าเหรียญทองโอลิมปิกปี 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีนได้สำเร็จ

หลังจากที่ต้องเสียน้ำตาเมื่อ 4 ปีก่อนหน้า น้ำตาได้ไหลลงมาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความดีใจที่สามารถทำได้ดั่งฝัน ซึ่งแม้แต่ตัวของสมจิตรเองยังยอมรับว่า หากไม่มีกำลังใจในวันที่เขาล้ม คงไม่มีวันที่เขาจะได้มายืนในจุดนี้ จุดที่ทุกคนยกย่องให้เป็น "ฮีโร่โอลิมปิก"

 

ขอแรงใจเพื่อก้าวต่อไป

เหรียญทองโอลิมปิกที่ปักกิ่ง นอกจากจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของลูกผู้ชายที่ชื่อ สมจิตร จงจอหอ แล้ว ในทางกลับกัน ยังถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของแฟนกีฬาชาวไทยไม่มีวันลืม


ทว่าช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ ดูจะเป็นสิ่งที่แฟนกำปั้นไทยเริ่มพบเจอได้น้อยลงยิ่งขึ้นทุกที เพราะนับจากปี 2008 เป็นต้นมา ประเทศไทยกับเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นโอลิมปิกก็กลายเป็นเส้นขนาน เมื่อไม่มีนักชกคนใดสามารถคว้าเหรียญทองได้อีกเลย ซ้ำร้ายในโอลิมปิก 2016 ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ก็ไม่มีกำปั้นสายเลือดไทยคนใดที่คว้าเหรียญรางวัลได้แม้แต่เหรียญเดียว

ขณะที่การแข่งในมหกรรมกีฬาระดับทวีปหรือภูมิภาคที่เคยเป็นของตาย ก็ไม่ใช่งานง่ายอีกต่อไป ซีเกมส์ 2017 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไทยคว้ามาได้เพียง 2 เหรียญทองเท่านั้น ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับมาติดลบอีกครั้งใน เอเชียนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อไม่มีนักชกไทยที่สามารถคว้าเหรียญทองได้เลย


ตัวของสมจิตร ที่ยังคงเฝ้าดูวงการนี้ รวมถึงมีมิตรสหายสายกำปั้นอยู่ในแวดวงมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทยมาโดยตลอดมองว่า สาเหตุแห่งความตกต่ำของผลงานทีมกำปั้นไทยนั้น จะว่าไปก็มีหลายเหตุผลประกอบกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเชื่อว่า จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ทัพนักมวยสากลสมัครเล่นของไทยกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้งคือ "กำลังใจจากแฟนกีฬาชาวไทย" ซึ่ง “เบอร์ดี้” กาแฟพร้อมดื่ม ก็พร้อมให้การสนับสนุนและเป็นกำลังใจนักกีฬาทีมชาติไทยทุกคน ไปสู่ฝั่งฝันดังที่ตั้งใจไว้เช่นกัน

"มวยสากลสมัครเล่นคือหนึ่งในกีฬาความหวังของไทยมาโดยตลอด และมักจะเป็นกีฬาแรกที่คนไทยนึกถึง ก็ด้วยความสนุกตื่นเต้นเร้าใจ และเสียงเชียร์จากแฟนๆ นี่แหละครับ คือหนึ่งในตัวช่วยสำคัญที่ทำให้พวกเราประสบความสำเร็จมานับไม่ถ้วน"

"แม้ตอนนี้ วงการมวยสากลสมัครเล่นของไทยดูจะไม่แข็งแกร่งเหมือนก่อน แต่สิ่งที่พวกเราต้องการอย่างยิ่งยวดคือ การสนับสนุนจากกองเชียร์ที่เข้มแข็ง 'เข้มถึงใจ สู้ไปด้วยกัน' ไม่ว่าจะต้องเจอสถานการณ์ใด"

"ถึงตอนนี้ ผมเชื่อครับว่านักมวยยุคปัจจุบัน รวมถึงสายเลือดใหม่ทุกคนพร้อม และมีความมุ่งมั่นเต็มที่ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แรงใจ แรงเชียร์จากแฟนๆ ชาวไทย ก็อยากให้ชาวไทยทุกคน เชียร์พวกเราเต็มที่เหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิมก็ได้ เพื่อก้าวไปถึงสุดทางฝันกับการคว้าเหรียญทองครับ" 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง