mainstand

Voice of People

ท้าวดักแด้ : จากนักแสดงโฆษณาสู่กองเชียร์ทีมชาติที่เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น "ไทยแลนด์ คำทอง"



เมื่อพูดถึงการแข่งขันกีฬา "กองเชียร์" คืออีกหนึ่งคนหรือกลุ่มคนสำคัญที่จะขาดไปเสียมิได้ กับการส่งเสียงเชียร์ ให้กำลังใจนักกีฬาของทีมโปรดหรือชาติบ้านเกิด เช่นเดียวกับการกดดันสมาธิของคู่แข่ง เพื่อเป็นอีกตัวแปรสำคัญสู่ชัยชนะ


 

และเมื่อพูดถึงกองเชียร์ "ผู้นำเชียร์" คือคนหนึ่งที่เรามักจะได้เห็นบทบาทของเขาอยู่บ่อยครั้ง ทั้งการร้องเพลง ส่งเสียงนำให้ผู้ชมขยับปากตาม รวมถึงการแต่งตัวอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ที่เมื่อแฟนกีฬาไม่ว่าชาติไหน หรือกล้องถ่ายทอดสดจับภาพไปเมื่อใด ก็จะทราบได้ทันทีว่า "นี่แหละ หัวหอกของเหล่ากองเชียร์"

ซึ่งหากเราจะพูดถึงผู้นำเชียร์ที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของกองเชียร์ทีมชาติไทยแล้ว ... คงปฏิเสธไม่ได้ว่า "ท้าวดักแด้" คือหนึ่งในสัญลักษณ์ที่อยู่คู่กับทีมชาติไทยมาโดยตลอด 

เพราะไม่ว่าจะในการแข่งขันรายการใด เราก็มักจะได้เห็นบุรุษผู้เพนท์หน้าเป็นลายธงชาติไทย นุ่งชุดโจงกระเบน โบกธงชาติไทย ส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจนักกีฬาทีมชาติไทยอยู่เสมอ

 

จากผู้เล่นสู่กองเชียร์

"อันที่จริง ฝันในวัยเด็กของพี่คือการเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยนะ" ท้าวดักแด้ เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

ชีวิตในวัยเด็กของ บัญชา คำทอง ชาวจังหวัดยโสธร ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ที่มีกีฬาในหัวใจทั่วประเทศ นั่นคือการได้เล่นกีฬา และพัฒนาฝีมือจนไปถึงสุดทาง โดยกีฬาที่เขาเลือกนั้น คือกีฬาวอลเลย์บอล

ยิ่งเติบโตขึ้น ฝีมือของเขาก็ยิ่งพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จากนักกีฬาของตำบล สู่ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ก่อนที่เรื่องราวทางการศึกษา จะนำพาให้เขาเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงใน พ.ศ. 2528

ทว่าที่เมืองฟ้าอมรนี้เอง เขาก็ได้พบกับความจริงที่ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า ... แม้จะมีฝีมือในเชิงตบลูกยางที่ไม่น้อยหน้าใครในบ้านเกิด แต่เมื่อมาอยู่ในสถานที่ที่คนเก่งจากทุกมุมของประเทศมารวมกัน ก็ยังมีนักกีฬาอีกมากมายที่เก่งกว่าเขา ความฝันที่จะได้มีธงไตรรงค์ติดอยู่บนอกซ้ายในฐานะนักกีฬาทีมชาติไทย จึงยิ่งห่างไกลออกไปทุกที

แม้ฝันในการเป็นนักกีฬาทีมชาติไทยจะเลือนราง ทว่ายังมีอีกสิ่งที่ชายชื่อ บัญชา คำทอง ได้ทำมาตั้งแต่วัยเยาว์ …

"นอกจากการเป็นนักกีฬาแล้ว อีกสิ่งที่พี่ทำมาตั้งแต่เด็ก คือการเป็นผู้นำเชียร์นะ พอพี่ไม่ได้ลงแข่งขัน พี่ก็ขึ้นสแตนด์เชียร์ไปให้กำลังใจนักกีฬาคนอื่นที่อยู่ทีมเดียวกันมาโดยตลอด"

จากสิ่งที่ทำมาตั้งแต่การแข่งขันกีฬาสีในโรงเรียนและเรื่อยมา ที่สุดแล้ว เขาตัดสินใจที่จะเดินหน้าอย่างเต็มตัว หลังจากจบการศึกษา เจ้าตัวก็เริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นเจ้าหน้าที่ตามการแข่งขันวอลเลย์บอลรายการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเก็บบอล, คนถูพื้น ซึ่งในระหว่างนั้นเอง เขาก็ทำหน้าที่ผู้นำเชียร์ให้กับแฟนๆ บนอัฒจันทร์ไปด้ว

ขณะเดียวกัน เจ้าตัวก็มีโอกาสได้เข้าสู่วงการบันเทิงกับการเล่นโฆษณา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โฆษณาน้ำมัน ปตท. ไร้สารตะกั่ว ซึ่งทำให้เขาเป็นที่รู้จักในชื่อ "ท้าวดักแด้"

และเรื่องราวในการเป็นผู้นำเชียร์ทีมชาติไทยของเขาก็เริ่มต้น …

 

จากคนบ้าสู่สัญลักษณ์กองเชียร์

"จริงๆ ตอนเป็นผู้นำเชียร์แรกๆ พี่ยังไม่ได้แต่งหน้าแบบนี้นะ เพราะตอนนั้นเราก็ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในสนามไปด้วย แต่พอเวลาผ่านไปพี่ก็คิดว่า แม้จะไม่มีโอกาสได้ติดธงไตรรงค์ในฐานะนักกีฬา แต่เรายังสามารถเป็นตัวแทนทีมชาติไทยได้ในฐานะกองเชียร์"

"ธงชาติไทย สำหรับพี่มันไม่ได้อยู่แค่เพียงบนหน้าอก หรือที่พี่โบกในสนามเท่านั้น แต่มันอยู่บนหน้าของพี่ และอยู่ในใจพี่อีกด้วย"

จากสนามวอลเลย์บอล บัญชา คำทอง ค่อยๆ เปิดตัวเองสู่การแข่งขันกีฬาชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล หรือเซปักตะกร้อ ก่อนที่เขาจะเปิดตัวในฐานะ "ท้าวดักแด้" อย่างเต็มตัว ในการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 เมื่อ พ.ศ. 2538 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตามมาด้วย เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 พ.ศ. 2541 ที่กรุงเทพฯ และ "โกอินเตอร์" ร่วมเชียร์นักกีฬาไทยในต่างแดนครั้งแรก ในซีเกมส์ครั้งที่ 21 พ.ศ. 2544 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

นับแต่นั้นมา ไม่ว่าสนามไหน การแข่งขันใด เราก็จะได้เห็นหน้าของท้าวดักแด้ เข้ามาให้กำลังใจทีมชาติไทยอยู่ตลอด แต่สายตาของบุคคลรอบข้าง รวมถึงสังคม มองการที่ท้าวดักแด้ทาหน้า แต่งตัวแปลกๆ และส่งเสียงเชียร์แบบแทบไม่หยุดพักอย่างไร?

"ตอนแรกที่คนรอบข้างมองนี่ เขามองว่าพี่บ้านะ บ้าที่ออกมาแต่งตัวแปลกๆ มาเชียร์กีฬาอยู่บนสแตนด์ แต่พอเวลาผ่านไป จากที่คนมองว่าบ้า ก็เริ่มมองเป็นความกล้า จากความกล้า ก็กลายเป็นไอดอล เป็นฮีโร่แล้วในปัจจุบัน"

"ส่วนหนึ่งที่มุมมองของคนเปลี่ยนไป พี่คิดว่าคงเป็นการที่พี่ทำเรื่องแบบนี้มาอย่างต่อเนื่องนะ ไม่ว่าจะเป็นรายการไหน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งของนักกีฬาคนปกติหรือผู้พิการ ถ้าเป็นการแข่งขันของทีมชาติไทย จะเห็นพี่ในสนามตลอด จากที่บางคนมองว่าเป็นตัวประหลาด ก็กลายเป็นเรื่องปกติ จนบางคนยกให้เป็นสัญลักษณ์ของวงการไปเลยก็มี"

ความเป็นสัญลักษณ์ของกองเชียร์ทีมชาติไทย ไม่ได้จำกัดแค่การแต่งตัว หรือการส่งเสียงเชียร์ในสนามเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปถึง "การเปลี่ยนชื่อ" ด้วย เพราะหากคุณขอดูบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต ชื่อที่ปรากฎไม่ได้ชื่อนาย "บัญชา คำทอง" อีกต่อไปแล้ว ... เมื่อตอนนี้ เขาคือนาย "ไทยแลนด์ คำทอง"

"ก็จากการที่พี่ไปเชียร์ทีมชาติไทยตามสนามแข่งขันต่างๆ อยู่ตลอดนี่แหละ พอเวลานักข่าวต่างชาติเห็นพี่ เขาก็ทัก 'เฮ้! มิสเตอร์ไทยแลนด์' ไปๆ มาๆ พี่ก็คิด 'เออ ก็ดีแฮะ' แล้วพี่ก็ไปศึกษากฎหมาย ปรากฎว่าสามารถตั้งได้ ไม่มีข้อห้าม พอหลังจบซีเกมส์ พ.ศ. 2548 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ พี่ก็ไปสำนักงานเขตเปลี่ยนชื่อเลย"

"พอเปลี่ยนมา คนที่เจอเขาก็ทึ่งอยู่นะ โดยเฉพาะเวลาไปติดต่อราชการ หรือไปต่างประเทศเข้าด่าน ตม. เวลาเขาเห็นชื่อก็มักจะบอกว่า 'คุณนี่รักประเทศไทยน่าดูเลยนะ' ซึ่งความรักในบ้านเกิดของเรานี่ มาจากใจพี่จริงๆ เลยนะ แต่ขณะเดียวกัน พี่ก็สำนึกกับตัวเสมอเช่นกันว่า ต้องประพฤติตัวไม่ให้เสียชื่อ ด้วยคำว่า 'ไทยแลนด์' ที่อยู่กับตัวไม่ว่าจะทั้งชื่อ, การแต่งกาย หรืออย่างอื่นด้วย"

 

เสียงที่ร่วมสู้กับนักกีฬาเสมอ

นับถึงปัจจุบัน ก็เป็นเวลามากกว่า 20 ปี กับการเป็นผู้นำเชียร์กีฬาทีมชาติไทยของท้าวดักแด้ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันใด ที่ไหน เราก็มักจะได้เห็นตัวเขา และได้ยินเสียงเชียร์จากเขาในสนามอยู่เสมอ

ซึ่งสำหรับนักกีฬานั้น การมีตัวตนของท้าวดักแด้ ที่ไม่ว่าจะในการแข่งขันใด ขอแค่มีนักกีฬาไทยลงแข่งขันก็พร้อมที่จะไปสร้างเสียงเชียร์เสมอ ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นใจในการแข่งขันตรงหน้ามากขึ้น เช่นเดียวกับ “เบอร์ดี้” กาแฟพร้อมดื่ม ที่คอยให้การสนับสนุนและเป็นกำลังใจนักกีฬาทีมชาติไทยทุกคน ไปสู่ฝั่งฝันดังที่ตั้งใจไว้ 

"สิ่งหนึ่งที่พี่สังเกตเห็นในการแข่งขันกีฬารายการต่างๆ คือ บางครั้งกีฬาเดียวกัน แต่สเกลงานต่างกัน อาจจะไม่ใช่เป็นอีเวนต์หนึ่งในมหกรรมกีฬา อาจจะเป็นเพียงการแข่งกีฬาชนิดนั้นอย่างเดียว ชิงแชมป์โลก ชิงแชมป์เอเชียหรืออาเซียน ความสนใจของแฟนกีฬาบางครั้งก็แตกต่างกันนะ ซึ่งบางที บางรายการก็ไม่ได้รับความสนใจจากแฟนๆ มากเท่าไหร่"

"นักกีฬาหลายคนเคยมาคุยกับพี่นะ พวกเขาบอกว่า 'ขอบคุณที่พี่มาเชียร์' บางครั้งก็เอาขนม ของกินมาให้พี่ เพราะการที่พี่ไปเชียร์ทีมชาติไทยถึงขอบสนามในรายการต่างๆ แม้ว่าจะเป็นการแข่งในต่างประเทศที่แทบไม่มีคนไทยไปดู มันทำให้พวกเขามีกำลังใจ พร้อมสู้เต็มที่เพื่อธงไตรรงค์บนอกซ้ายทุกการแข่งขัน"

เสียงเชียร์ และกำลังใจจากข้างสนาม คือสิ่งที่ทำให้นักกีฬาทีมชาติไทย "เข้มถึงใจ มั่นใจสู้ไปด้วยกัน" เพื่อนำชัยชนะมาฝากพี่น้องเพื่อนร่วมชาติอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งท้าวดักแด้ยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นการไปตามเชียร์ถึงขอบสนาม หรือเชียร์ผ่านการถ่ายทอดสด ก็ล้วนแต่เป็นขวัญกำลังใจเพื่อให้นักกีฬาไปถึงฝั่งฝันทั้งสิ้น

"แน่นอน การที่ทุกคนจะตามไปเชียร์ถึงขอบสนามคงเป็นไปได้ยาก เพราะแต่ละคนต่างก็มีธุระ หรือบางการแข่งขันอาจจะได้รับความสนใจจากแฟนกีฬาล้นหลามจนหาตั๋วไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ เราสามารถให้กำลังใจนักกีฬาได้จากทุกที่ผ่านการถ่ายทอดสด ซึ่งไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหน พี่เชื่อว่ากำลังใจสามารถส่งผ่านถึงตัวนักกีฬาด้วยกันทั้งสิ้น"

"สำหรับพี่นะ นักกีฬาแทบร้อยทั้งร้อย เมื่อได้ยินเสียงเชียร์ 'ไทยแลนด์' พวกเขาต่างก็มีกำลังใจมากขึ้น แต่กีฬาเองก็มีผลแพ้ชนะ มีทั้งวันดีวันไม่ดี ก็อยากให้แฟนกีฬาชาวไทยทุกคน ให้การสนับสนุนนักกีฬาทีมชาติไทยต่อไป อย่าไปดุด่าว่าพวกเขาถึงความผิดพลาด วันนี้อาจจะแพ้ แต่กำลังใจจากชาวไทยนี่แหละที่จะทำให้นักกีฬาแข็งแกร่งขึ้น เพื่อก้าวไปสู่ชัยชนะในวันข้างหน้า"



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง