mainstand

Voice of People

ปรัชญาขับเคลื่อนโลกฟุตบอลได้อย่างไร? หาคำตอบไปกับ ดร.เกษม เพ็ญภินันท์



คำว่า “ปรัชญา” สำหรับหลายคนเพียงได้ยินคำนี้ อาการปวดหัวเริ่มมีอาการกำเริบขึ้นมา กับคำที่แทนความหมาย แนวคิดหรือหลักการที่เข้าใจยาก ชวนงุนงง ที่ออกมาจากมันสมองของนักคิดหลายคน 


 

ผู้เขียนที่จบการศึกษา จากภาควิชาปรัชญาฯ ไม่ปฏิเสธความจริงข้อนี้ เกี่ยวกับความซับซ้อนของแนวคิดทางปรัชญาในแต่ละเรื่อง 

ถึงกระนั้น ปรัชญาที่เป็นเหมือนยาขม ก็มักถูกจับเข้าไปโยงกับเรื่องต่างๆ ในสังคม เพื่ออธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่เว้นแม้แต่กีฬาลูกหนัง

ปรัชญาฟุตบอล คือ คำที่แฟนฟุตบอล หลายคนอาจเคยได้ยินกับการเป็นคำที่ใช้อธิบายรูปแบบการเล่น ของสโมสร, ผู้จัดการ ที่มีแนวทางของตัวเองชัดเจน หรือในบางครั้งมันก็ถูกใช้เพื่อระบบแท็คติคการเล่นที่มีลักษณะเฉพาะ

แต่คำว่าปรัชญาฟุตบอล ที่เราเข้าใจอยู่ในปัจจุบัน คือปรัชญาที่แท้จริงหรือไม่? หรือเป็นเพียงคำพูดที่ถูกปั้นขึ้นมาเท่านั้น? และในความเป็นจริง ปรัชญามีอยู่หรือสำคัญแค่ไหน ในกีฬาฟุตบอล

Main Stand พาไปคุยกับ ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ หัวหน้าอาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ผู้ติดตามกีฬาฟุตบอลอย่างจริงจัง มายาวนานกว่า 30 ปี รวมไปถึงเป็นแฟนตัวยงของศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ และสโมสรลิเวอร์พูล ที่จะมาอธิบายให้ฟังว่า แท้จริงแล้วปรัชญาคืออะไร ? มีบทบาทมากแค่ไหน ต่อกีฬามหาชนขวัญใจของคนทั้งโลก

 

ความหมายที่แท้จริงของ “ปรัชญา” คืออะไร

ปรัชญาคือกิจกรรมทางความคิด เป็นกิจกรรมที่พัฒนา ศักยภาพความคิดของมนุษย์ ผ่านประเด็น หรือเนื้อหาต่างๆ ด้วยการตั้งคำถาม 

เพื่อแสวงหาคำตอบ ค้นหาความรู้ และความเข้าใจให้กับตัวเอง และนำเอาความรู้เหล่านั้นที่ได้รับ นำมาเป็นบรรทัดฐาน เป็นหลักความคิด ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 

 

ปรัชญากับกีฬา เริ่มมีความเชื่อมโยงกันได้อย่างไร

พอโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ปรัชญาถูกใช้เป็นเครื่องมือ ในการตั้งคำถาม แสวงหาความจริงและความหมาย ของสิ่งต่างๆ เช่น เทคโนโลยี, อาหาร, ข่าวสาร, ภาพยนตร์ และกีฬาก็เป็นหนึ่งในนั้น 

ด้วยความที่ปรัชญา คือกิจกรรมทางความคิด เพื่อพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ เมื่อมีประเด็นต่างๆเกิดขึ้น ปรัชญาจึงเข้ามา เป็นเครื่องมือสื่อกลาง ที่ใช้ค้นหาคำตอบทางความคิด ให้กับมนุษย์

เพราะโดยเนื้อแท้ของกีฬา กีฬาเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตน ความเป็นมนุษย์ออกมา ทั้งในเรื่องของร่างกาย อารมณ์ และความคิด 

สำหรับผม ผมไม่ได้มองว่า ในกีฬามีความปรัชญาอยู่ในตัวเอง แต่มนุษย์ตั้งคำถาม ลงไปในกีฬา เพื่อพัฒนาคุณภาพของกีฬา ให้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป

 

ยกตัวอย่าง เช่น?

VAR (Video assistant referee) VAR เกิดขึ้นมาจากอะไร?

สำหรับผม VAR เกิดมาจากความต้องการของมนุษย์ ที่อยากเห็นกีฬาฟุตบอล มีความเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะในสังคมชีวิตจริง มนุษย์ต้องการเห็นสังคมที่เท่าเทียมกัน 

VAR คือเทคโนโลยี ที่เข้ามาตอบโจทย์ เรื่องของความเป็นธรรม ที่แฟนฟุตบอลต้องการจะเห็น พยายามตั้งคำถามมาโดยตลอด 

หลายคนอาจจะมองว่า VAR เข้ามา ทำให้เกมฟุตบอลสนุกน้อยลง อารมณ์ร่วมกับเกมหายไป แต่ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้

เพราะ VAR คือสิ่งที่เข้ามาช่วยยกระดับ พัฒนาเกมฟุตบอล ให้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ภายใต้โลกของกฎกติกา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของกีฬา 

ที่ผมจะบอกคือ เราสามารถตั้งคำถามเชิงปรัชญา ลงในกีฬาได้ เพื่อให้ผลลัพธ์ ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาของเกมกีฬา 

 

สิ่งใดที่ปรัชญา เข้าไปมีบทบาท ในการพัฒนาฟุตบอลมากที่สุด

ผมตอบอย่างนี้แล้วกัน ตลอดช่วง 50-60 ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ผ่านแทคติคฟุตบอลในสนาม 

คุณจะเห็นว่า ในช่วงยุค 60’s-70’s รูปแบบการเล่นที่สำคัญของฟุตบอลคือ 4-2-4 ซึ่งถูกพัฒนาสูงสุด โดยทีมชาติบราซิล ปี 1970 

หลังจากนั้น ฟุตบอลค่อยๆเปลี่ยน พัฒนารูปแบบการเล่น กลายเป็น 4-3-3 เป็น 4-4-2 เป็น 3-5-2 หรือในปัจจุบัน ฟุตบอลถูกพัฒนาเป็นการเล่น 4-6-0 การเล่นแบบไม่มีกองหน้า

สิ่งที่เกิดขึ้นผ่านการพัฒนาแทคติคฟุตบอล คือภาพสะท้อน ของการตั้งคำถาม การพยายามพัฒนารูปแบบการเล่น เพื่อเอาชนะรูปแบบการเล่นอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้ฟุตบอลพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง 

สำหรับผม การพัฒนาแทคติค ในแต่ละยุคสมัย คือการพัฒนาศักยภาพของนักฟุตบอล ทั้งเรื่องของเทคนิคและพละกำลัง ผ่านการสร้างแทคติค ของโค้ชแต่ละคน ซึ่งมันมีความเป็นปรัชญาอยู่ในนั้น

 

เราพูดได้ไหมว่า การพัฒนาของแทคติคฟุตบอล เกิดมาจากการตั้งคำถามเชิงปรัชญา?

ใช่ ผมคิดว่าสิ่งที่โค้ชทุกคนต้องทำ คือการตั้งคำถาม ว่าเราจะเอาชนะแทคติค ของทีมฝ่ายตรงข้ามได้อย่างไร 

การตั้งคำถาม ทำให้เราเห็น การต่อสู้ระหว่างแทคติค สองรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อหาวิธีเอาชนะ ทำไมฟุตบอลแบบ Tiki-Taka (ต่อบอลสั้น,ครองบอล) ของเป็ป กวาดิโอลาร์ ถึงต้องต่อสู้กับฟุตบอล Direct ที่ใช้การเปิดบอลยาวโต้กลับด้วยความเร็วสูง เปลี่ยนรับเป็นรุกให้เร็วที่สุด หรือการต่อสู้ระหว่าง ทีมฟุตบอลโยนยาว กับ ทีมที่เล่นบอล Pressing (วิ่งบีบพื้นที่กดดันคู่แข่ง) เป็นต้น 

เพราะกีฬาอย่างฟุตบอล อยู่ใต้พื้นฐานแนวคิดแบบสงคราม เป้าหมายสูงสุดคือ การเอาชนะ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฟุตบอลไม่ใช่สงคราม มันคือการต่อสู้ภายใต้กฎกติกา ที่เป็นข้อจำกัดไว้ ทำให้เราเห็นเสน่ห์และความสวยงาม ของกีฬาฟุตบอลบนสนามแข่งขัน

สำหรับผม การตั้งคำถามเชิงปรัชญากับกีฬา ได้พัฒนาฟุตบอลอย่างไม่รู้ตัว 

 

โค้ชฟุตบอลคือส่วนสำคัญของการใส่ปรัชญาลงไปในฟุตบอล?

ใช่ โค้ชที่ดีต้องมีแทคติก มีแนวคิดเป็นของตัวเองที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่า เปลี่ยนแทคติกของตัวเองไปเรื่อยๆ แต่โค้ชที่ดี ต้องสามารถประยุกต์ใช้ทรัพยากรนักเตะ ที่มีอยู่ในทีมให้ออกมาได้ดีที่สุด

ผมยกตัวอย่าง โค้ชสองคนที่ผมมองว่า มีความเป็นนักปรัชญาอยู่ในตัว คนแรกคือ โชเซ มูรินโญ อีกคนคือ เป็ป กวาดิโอลาร์

สำหรับผม มูรินโญ คือหนึ่งในคนที่ปฏิวัติโลกฟุตบอล เขาเป็นคนแรกที่เข้ามาทำทีมในอังกฤษ ด้วยการตั้งคำถามในการเอาชนะ จากโจทย์ที่ว่า “ทำอย่างไม่ให้ทีมเสียประตู” ไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้ทีมยิงได้มากที่สุด”

เมื่อไม่เสียประตู มูรินโญจึงคิดต่อถึงการทำประตู แทคติคของเขาจึงไม่ต้องการยิงประตูเยอะ แต่ต้องการการจบสกอร์ที่เด็ดขาด ใช้โอกาสได้อย่างเฉียบคม และทำลายเกมรับฝ่ายตรงข้ามได้ในพริบตา

นี่คือเหตุผลว่า ทำไมดิดิเยร์ ดร็อกบา คือกองหน้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดกับแทคติคของมูรินโญ เพราะดร็อกบา ไม่ใช่กองหน้าที่ทำประตูได้อย่างเดียว แต่สามารถทำลายเกมรับของคู่ต่อสู้ได้ แม้แต่ตอนที่มูรินโญ กลับมาคุมเชลซีรอบที่สอง เขาก็ซื้อกองหน้าอย่าง ดีเอโก คอสตา เพื่อเข้ามาตอบโจทย์ตรงนี้

ทำไมมูรินโญ ถึงต้องสร้างแทคติคแบบนี้ เพราะในอังกฤษเวลานั้น ไม่มีทีมไหนประสบความสำเร็จ ด้วยแทคติกแบบนี้มาก่อน แทบทุกทีมสนใจแทคติคเกมรุก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลบุกเร็ว แบบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือฟุตบอลเคลื่อนที่สวยงาม แบบอาร์เซนอล

มูรินโญ สร้างความปั่นป่วน ให้กับโลกฟุตบอล ทำให้กรอบความคิดด้านแทคติกฟุตบอลพังทลาย ซึ่งมาจากแนวคิดของเขาที่แตกต่างไปจากคนอื่น

 

สำหรับเป็ป กวาดิโอลาร์?

เป็ปในความคิดผม ผมมองว่าเหตุผลที่เขาพยายาม ให้ทีมครองบอลมากที่สุด ไม่ได้มาจากเหตุผลเรื่องเกมรุก แต่มาจากเหตุผลด้านเกมรับ เป็ป มีความคิดที่ชัดเจนว่า ถ้าทีมครองเขาครองบอลได้มากเท่าไหร่ โอกาสเสียประตูก็มีน้อยมากเท่านั้น

นอกจากนี้ การครองบอลแบบ Tiki-Taka ทำให้เป็ปสามารถควบคุมการเคลื่อนที่ของคู่ต่อสู้ได้ เมื่อคู่ต่อสู้เริ่มหมดแรง เป็ปพร้อมบดขยี้ ด้วยนักเตะฝีเท้าชั้นเลิศ ที่เขามีในเกมรุก

สำหรับผมทั้งมูรินโญ และเป็ป มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนโลกฟุตบอล ผ่านแทคติคของตัวเองที่กล้าจะตั้งคำถาม และท้าทายโลกฟุตบอลด้วยปรัชญาของตัวเอง ทำให้ผมมองว่าทั้งสองคน มีความเป็นนักคิดเชิงปรัชญาอยู่ในตัว

 

ในโลกของปรัชญา การหักล้างทางความคิด ด้วยความเชื่อที่ต่างกัน เกิดขึ้นเสมอ สำหรับโลกฟุตบอลดูเหมือนจะไม่ต่างกัน?

ผมมองว่าไม่ต่างกัน ยกตัวอย่าง มูรินโญ ก็เป็นคนที่โดนหักล้างชุดแทกติคของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย จากการมาของ ดีเอโก ซิเมโอเน

ฟุตบอลที่เคลื่อนที่ในพื้นที่แคบ และเล่นด้วยพละกำลังที่หนักหน่วงของซีเมโอเน ทำลายฟุตบอลของมูรินโญ และทำให้แทคติกของมูรินโญ ถูกจับทางได้ 

แม้แต่ฟุตบอลของเป็ป ถ้าไม่ถูกนำไปพัฒนาหรือต่อยอด สักวันหนึ่งก็จะถูกแทคติครูปแบบใหม่ สร้างขึ้นมาเอาชนะได้

เหมือนกับแนวคิดทางปรัชญา ถ้าแนวคิดไม่ถูกนำมาต่อยอด ก็จะถูกแนวคิดแบบใหม่ ขึ้นมาหักล้างลงไป

 

โค้ชฟุตบอล มีความเป็นนักปรัชญา อยู่ในตัว?

ผมมองว่า โค้ชที่ดี ต้องมีความเป็นนักคิด นักปรัชญาอยู่ในตัว เข้ามาทำทีมฟุตบอล ด้วยหลักการและชุดความคิดที่มั่นคงของตัวเอง

ยกตัวอย่าง เป็ป กวาดิโอลาร์ คือ ตัวอย่างที่ชัดเจน ทุกทีมก่อนหน้าที่เป็ปเข้าไปคุมจะเล่นฟุตบอลอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อเป็ปเข้าไปคุมทีม รูปการเล่นของทีมจะเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง 

จุดนี้ ทำให้เราเห็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่ง ของโลกฟุตบอล ที่นักเตะบางคนฝีเท้าดี แต่ไม่มีตำแหน่งให้เล่นในทีม เพราะว่าไม่เข้าระบบการเล่นของโค้ช 

 

ในแง่ทีมฟุตบอล มีความเป็นปรัชญาอยู่ในตัวเองบ้างไหม

มีแน่นอน ผมมองว่าทีมฟุตบอลที่ดี ต้องมีปรัชญาที่ชัดเจนในตัวเอง พูดถึงชื่อทีมขึ้นมา ภาพรูปแบบการเล่น ต้องขึ้นมาทันที เช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล ล้วนเป็นที่มีฟุตบอล ที่มี DNA เกมรุก ขณะที่เชลซี เป็นทีมที่มี DNA จากเกมรับ

ปรัชญาของสโมสรฟุตบอล มีความสำคัญอย่างมาก ต่อการกำหนดความสำเร็จของทีมในสนาม 

ยกตัวอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยฟุตบอลเกมรุกของเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน แต่หลังจากนั้นก็ล้มเหลว เพราะการเข้ามาของโค้ช ที่พยายามสร้างทีม ด้วยการเน้นเกมรับ ทั้ง เดวิด มอยส์ หรือ มูรินโญ แม้กระทั่ง หลุยส์ ฟาน กัล 

ในทางกลับกันเชลซี ไปด้วยสวยกับโค้ชเกมรับ ตั้งแต่มูรินโญ หรือการเข้ามาของโค้ชชาวอิตาลี ทั้ง คาร์โล อันเชล็อตติ, โรแบร์โต ดิ มัตติโอ, อันโตนิโอ คอนเต้ หรือ เมาริซิโอ ซาร์รี คุณจะรู้สึกว่า เมื่อโค้ชเหล่านี้มาคุมเชลซี ทุกอย่างดูไหลลื่นมาก 

สำหรับผม ปรัชญาการเล่นของแต่ละสโมสร ฟุตบอลมันคือสปิริตทีมและขนบของทีม บางทีมสร้างรูปแบบการเล่น สืบทอดปรัชญาของทีมเป็นหลายสิบปี การเล่นฟุตบอลในรูปแบบอื่น ทำให้เกิดความฝืนบางอย่าง ความไม่เป็นตัวเอง ซึ่งสามารถรับรู้ได้จากแฟนฟุตบอล 

คุณจะเห็นได้ว่า แฟนฟุตบอลของแมนยู หรือลิเวอร์พูล ไม่พอใจแน่นอน เวลาเห็นทีมตัวเองเล่นฟุตบอลเกมรับ เพราะว่ามันไม่ใช่รูปแบบการเล่น ตามปรัชญาของสโมสร

 

ดังนั้น โค้ชฟุตบอลจึงควรมีปรัชญา ไปในทิศทางเดียว กับสโมสร?

ใช่ ควรเป็นแบบนั้น แต่ผมคิดว่า ทีมสามารถมีโค้ชที่ปรัชญาสวนทางกับทีมได้ ถ้าโค้ชคนนั้นสามารถแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจน ว่าปรัชญารูปแบบการเล่นใหม่ที่เขานำเข้ามา ดีกว่าปรัชญาแบบดั้งเดิมของสโมสร

เพียงแต่การทำแบบนั้น สำหรับผมถือว่ามีความเสี่ยงสูง อย่างที่ผมบอก ทีมบางทีม สร้างปรัชญาฟุตบอล มาเป็นเวลานาน ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจาก แทคติคฟุตบอลเพียงอย่างเดียว แต่มาจากสภาพแวดล้อมของทีมด้วยเช่นกัน

ผมยกตัวอย่างว่า ทำไมแมนฯ ยูไนเต็ด กับลิเวอร์พูล ถึงต้องเล่นเกมรุก เพราะพวกเขามีฐานแฟนบอล เป็นชนชั้นแรงงาน ฟุตบอลเกมรุก ดูสนุก คือสิ่งที่ทีมจำเป็นต้องเล่น เพื่อดึงดูดแฟนบอลเข้าสนาม สร้างรากฐานของทีมให้แข็งแกร่ง

แฟนบอลถือเป็นส่วนสำคัญ ในการสร้างปรัชญา สร้างตัวตนให้กับสโมสร แฟนบอลคือสิ่งที่ทำให้สโมสรฟุตบอล มีชีวิต มีจิตวิญญาณ มีขนบธรรมเนียมปฏิบัติของสโมสร

ผมจึงไม่พอใจทุกครั้ง ที่เห็นสโมสรฟุตบอลไทย ย้ายสนาม ย้ายฐานที่ตั้งของทีม เพราะเป็นการทำลายตัวตนของสโมสร ที่ถูกสร้างขึ้นผ่านแฟนบอล ผ่านชุมชนที่อยู่รอบตัวของสโมสร

 

เรื่องของแฟนบอลกับสนาม สำคัญมากแค่ไหน กับการสร้างปรัชญาสโมสร

สำหรับผมสำคัญมาก คุณแทบไม่เห็นสโมสรที่โด่งดัง และมั่นคง ย้ายถิ่นฐาน หรือสนามของทีม

การย้ายสนามที่ผมพูดถึง แค่การย้ายสนามไปในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง บรรยากาศก็เปลี่ยนไปมากแล้วนะ 

ความรู้สึกของแฟนบอลในการเดินทางมาสนาม บรรยากาศ สิ่งที่พบเจอระหว่างทาง มันเปลี่ยนไปหมด พอความรู้สึกตรงนี้เปลี่ยนไป แฟนบอลก็เปลี่ยนไป ตัวตนของสโมสรก็เปลี่ยนไปด้วย

คุณสามารถเห็นได้เลยว่า บรรยากาศของสโมสรอาร์เซนอล จากไฮบิวรี สู่เอมิเรต สเตเดี้ยม เปลี่ยนไปพอสมควร ในช่วงแรก หรือเวสต์แฮม ที่ย้ายจากอัพตัน ปาร์ค ไปลอนดอน สเตเดี้ยม บรรยากาศเปลี่ยนไปมากทีเดียว

นี่คือเหตุผลว่า ทำไมหลายสโมสรในอังกฤษ ถึงพยายามสร้างสนามใหม่ ณ จุดที่สนามเก่าตั้งอยู่ ไม่ย้ายไปสร้างสนามที่อื่น ไม่ว่าจะในกรณีของสเปอร์ หรือ สนามเวมบลีย์

แม้กระทั่งเชลซี และลิเวอร์พูล ที่ต้องการขยายสนามของตัวเองออกไป แทนที่จะย้ายไปสร้างสนามใหม่ เพราะที่ตั้งของสโมสรฟุตบอล คือบ้านของทีม คือสถานที่ ที่มีมนต์ขลัง

 

สโมสรฟุตบอลจำเป็นไหม ที่จะต้องมีปรัชญาเป็นของตัวเอง

ผมมองว่า ปรัชญาของทีม มาพร้อมกับตัวตน หรือ DNA ของทีม สิ่งเหล่านี้คือสปิริตของทีม 

อธิบายด้วยภาพของฟุตบอลไทย น่าจะชัดเจนกว่า เพราะสโมสรฟุตบอลไทย จำนวนหนึ่ง ไม่มีปรัชญา ไม่มีคาแรคเตอร์ ที่ชัดเจนออกมา 

คาแรคเตอร์ของสโมสรฟุตบอล แสดงให้เห็นถึงตัวตน ความแตกต่าง ภาพที่ชัดเจนของสโมสร ว่าสโมสรนี้ เป็นอย่างไร ต่างจากสโมสรอื่นอย่างไร

คุณนึกภาพของทีมอย่าง การท่าเรือ, บุรีรัมย์, ชลบุรี หรือ เชียงราย ทีมเหล่านี้มีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน ในฐานะทีมฟุตบอล ที่เป็นตัวแทนของคนในท้องถิ่น 

ไม่ว่าตัวตนนั้น จะออกมาในทางบวกหรือลบ แต่มันก็คือตัวตนของทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้สโมสรฟุตบอล เดินไปข้างหน้า 

ในขณะที่หลายทีมย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ทีมเหล่านี้ไม่มีวัฒนธรรม ไม่มีคาแรกเตอร์ ผลลัพธ์คือแฟนบอล ไม่เข้ามาสนับสนุน เพราะเขาสัมผัสถึงตัวตนของทีมไม่ได้ 

บางสโมสรอาจเป็นทีมหัวตารางในไทยลีก แต่มีแฟนบอลน้อยกว่า ทีมจากจังหวัดเล็กๆ เพราะสุดท้ายทีมเล็กๆ สามารถสร้างตัวตน สร้างปรัชญาของทีม ได้ชัดเจน มากกว่าทีมใหญ่

สำหรับผม ถ้าทีมฟุตบอลอยากพัฒนา อยากมีแฟนบอล คุณต้องให้ความสำคัญ สร้างความผูกพันกับแฟนบอล เพราะแฟนบอลเป็นต้นกำเนิดของ วัฒนธรรม ตัวตนของสโมสร 

และวัฒนธรรม ปรัชญา ความเป็นตัวตนของทีม คือสิ่งที่ดึงดูด สร้างความจงรักภักดี ของแฟนบอลต่อทีม ทำให้แฟนบอล ไม่ทิ้งทีม ในวันที่ผลการแข่งขันย่ำแย่ สำหรับผมการสร้างสิ่งเหล่านี้ มีความสำคัญมากกว่าการหาถ้วยแชมป์ให้กับสโมสร

 

สรุปแล้วปรัชญา ให้อะไรแก่วงการฟุตบอล

อย่างที่ผมบอก ปรัชญาทำหน้าที่ตั้งคำถาม และหาคำตอบ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาความคิดของมนุษย์

สุดท้ายการตั้งคำถาม พยายามพัฒนาเกมฟุตบอล พยายามพัฒนาสโมสร นำไปสู่การเกิดปรัชญา วัฒนธรรม ตัวตน ของแต่ละสโมสรฟุตบอลที่ต่างกันออกไป

จุดนี้คือสิ่งสำคัญ เพราะวัฒนธรรม ตัวตนของสโมสร คือสิ่งที่ดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาดูฟุตบอล เมื่อแฟนบอลมาก ฟุตบอลก็พัฒนาตามไปด้วย ผมคิดว่าไม่มีที่ไหนบนโลก ที่พัฒนาได้ โดยไม่มีแฟนบอลเป็นเเรงขับเคลื่อน

ผมมีเพื่อนสนิทอยู่สองคน คนหนึ่งเชียร์ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ อีกคนเชียร์แอสตัน วิลลา ทั้งสองทีมไม่ประสบความสำเร็จมาเป็นเวลายาวนาน แต่เพื่อนของผมก็ไม่เคยคิดจะเลิกเชียร์

เพราะการเชียร์ฟุตบอล เป็นเรื่องของความรักความชอบ ผ่านตัวตนของสโมสร สิ่งนี้ทำให้ฟุตบอลมีเสน่ห์ และยั่งยืน 

ถ้าทีมไหน ดึงดูดแฟนด้วยเรื่องชัยชนะ หรือถ้วยแชมป์ แฟนบอลเหล่านั้นจะอยู่กับคุณแค่ชั่วคราว วันหนึ่งเมื่อทีมฟอร์มตก พวกเขาจะหายไป

สำหรับผม ฟุตบอลเป็นมากกว่ากีฬา ไม่ได้มีแค่เรื่องของผลแพ้ชนะ แต่ทำให้เราได้รับอะไรอีกมากมาย ได้เห็นพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งในฐานะตัวบุคคล และภาพจำลองของสังคม

ที่สำคัญ ผมได้เห็นภาพของแฟนบอล ที่พร้อมจะร่วมสุขและเศร้า ดีใจ ร้องไห้  คว้าแชมป์และตกชั้นไปพร้อมกับทีม สำหรับผมนี่คือเสน่ห์ที่แท้จริง ของกีฬาฟุตบอล



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง