mainstand

Stories

ด้านมืดอันโหดร้ายของ “โคชิเอ็ง”



ผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาชมการแข่งขันในสนามเหย้าของ ฮันชิน ไทเกอร์ส ในจังหวัดเฮียวโงะ ท่ามกลางสภาพอากาศอันร้อนระอุในเดือนสิงหาคม เป็นภาพที่เห็นกันชินตาสำหรับชาวญี่ปุ่น และเป็นสัญญาณบอกว่าเบสบอลมัธยมปลายชิงแชมป์แห่งชาติ หรือ “โคชิเอ็ง” หน้าร้อนได้เปิดฉากขึ้นแล้ว 


 

มันคือการแข่งขันที่นักเบสบอลรุ่นเยาว์หลายคนต่างฝันถึง สังเวียนที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ เสียงหัวเราะ และหยดน้ำตา กลายเป็นเป้าหมายที่พวกเขามุ่งมั่นเพื่อจะมาเล่นที่นี่ให้ได้สักครั้งในชีวิต อย่างที่คุ้นเคยจากการ์ตูนเบสบอลมัธยมที่มักจะตัวเอกหรือตัวละครในเรื่องพูดว่า “มุ่งหน้าสู่โคชิเอ็ง” 

อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นการแข่งขันที่ศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ แต่เบื้องหลังกลับมีความมืดดำซ่อนอยู่ 

 

ทัวร์นาเมนต์เบสบอลที่อายุเกิน 100 ปี  

เบสบอล ถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของญี่ปุ่น มันถูกนำเข้ามาโดย ฮอเรซ วิลสัน ศาสตราจารย์ภาษาอังกฤษของโรงเรียนไคเซ (มหาวิทยาลัยอิมพีเรียลในปัจจุบัน) ตั้งแต่ปี 1872 ก่อนจะถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง 


Photo : www.saturdayeveningpost.com

เนื่องจากเบสบอลเป็นกีฬาที่เล่นเป็น “ทีม” ชนิดแรกๆ ที่คนญี่ปุ่นรู้จัก ก่อนหน้านั้นพวกเขามีเพียงกีฬาศิลปะการต่อสู้อย่าง ซูโม เคนโด หรือ คาราเต้ เท่านั้น อีกทั้งมันยังมีแนวคิดที่คล้ายกับกีฬาดั้งเดิมของพวกเขา ทำให้คนญี่ปุ่นเปิดใจรับกีฬาต่างชาติชนิดนี้  

“ชาวญี่ปุ่นมองว่าการดวลกันแบบตัวต่อตัวระหว่างคนขว้างและคนตี คล้ายกับการใช้จิตวิทยาในกีฬาอย่างซูโม่ หรือศิลปะการต่อสู้” โรเบิร์ต ไวท์ติง ผู้เชี่ยวชาญด้านเบสบอลญี่ปุ่นกล่าว 

“มันต้องใช้การตัดสินใจในเสี้ยววินาที และการสอดประสานของจิตใจและร่างกาย ด้วยเหตุนี้กระทรวงศึกษาฯ จึงเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่จะใช้กำหนดคาแร็คเตอร์ของชาติ” 

เบสบอล ค่อยๆ กลายเป็นที่รู้จักสำหรับชาวญี่ปุ่น และชัยชนะอย่างขาดลอยของโรงเรียนอิจิโกะ เหนือ โยโกฮามา คันทรี แอนด์ แอธเลติก คลับ ที่เหมือนเป็นการแข่งขันระหว่างทีมชาติญี่ปุ่นและทีมชาติสหรัฐอเมริกากลายๆ ในปี 1896 ก็กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ที่ทำให้ผู้คนสนใจในกีฬาชนิดนี้มากขึ้น 

“อิจิโกะ เอฟเฟค” ทำให้หลายโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ตั้งชมรมเบสบอลของตัวเองขึ้นมา เมื่อจำนวนคนเล่นเบสบอลเพิ่มขึ้น ในปี 1915 หนังสือพิมพ์ อาซาฮี ชินบุน สื่อดังของญี่ปุ่น จึงได้จัดการแข่งขันเบสบอลนักเรียนมัธยมชิงแชมป์แห่งชาติขึ้น โดยมีสนามโทโยนากะ จังหวัดโอซากา เป็นสังเวียนชิงชัย     

มันคือการแข่งขันเบสบอลนักเรียนแบบทั่วประเทศครั้งแรกในประวัติศาสตร์  และที่สำคัญมันคือต้นกำเนิดการแข่งขันศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อว่า “โคชิเอ็ง”

 

กีฬาสมัครเล่นที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กีฬาอาชีพ 

ในสมัยแรกเริ่ม การแข่งขันเบสบอลมัธยมทั่วประเทศอาจจะเรียกว่า “โคชิเอ็ง” ได้ไม่เต็มปาก เนื่องจากในช่วง 8 ปีแรกล้วนเล่นกันที่สนามโทโยนากะ เมืองโอซากา และสนามนารุโอ เมืองเฮียวโงะ แต่หลังจากนั้นมันก็ได้ถูกย้ายมาแข่งที่ โคชิเอ็ง สเตเดียม เมืองเฮียวโงะ ตั้งแต่ปี 1924 เป็นต้นมา 


Photo : japanesebaseballcards.blogspot.com

“โคชิเอ็ง” จึงกลายเป็นชื่อเล่นที่ใช้เรียกการแข่งขันรายการนี้ มันถูกจัดอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเว้นว่างไปเพียงแค่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่หลังสงคราม ก็กลับมาจัดอีกครั้ง และเพิ่งจะจัดการแข่งขันครบ 100 ครั้งไปเมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา

รายการนี้ถือเป็นหนึ่งในการแข่งขันที่สำคัญในปฏิทินกีฬาญี่ปุ่น แต่ละนัดมีผู้ชมหลายหมื่นคนพากันแย่งกันซื้อตั๋วเข้าไปชมการแข่งขันถึงขอบสนาม โดยนัดชิงชนะเลิศอาจสูงถึง 50,000 คน ในขณะที่ผู้ชมผ่านหน้าจอโทรทัศน์มีไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน โดยสถานีโทรทัศน์แห่งชาติหรือ NHK รับหน้าที่ถ่ายทอดสด 

“มันมีอะไรบางอย่างที่พิเศษเกี่ยวกับโคชิเอ็ง” ฮิโรชิ วาคายามะ ที่เดินทางกว่า 800 กิโลเมตร จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เพื่อมาดู โซอุกิ วาคายามะ ลูกชายลงเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย กล่าวกับ The Guadian เมื่อปี 2017

“การได้เล่นที่นี่เป็นเหมือนความฝันของเด็กมัธยมทุกคน นอกจากนี้มันยังเป็นการแข่งขันแบบน็อคเอาท์ หากคุณแพ้ ความฝันก็จบลงตรงนี้ ไม่สามารถแก้ตัวได้อีกแล้ว” 

ทุกฤดูร้อนจึงมักจะเกิดกระแส “โคชิเอ็งฟีเวอร์” ไปทั่วประเทศญี่ปุ่น ทุกสื่อจะพากันนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการแข่งขันครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นสกู๊ป ผลการแข่งขัน หรือเรื่องราวสุดสะเทือนใจ ทำให้แม้แต่คนที่ไม่ได้ติดตามการแข่งขันเบสบอล ก็ยังรู้สึกอินไปกับทัวร์นาเมนต์นี้ 

อย่างเมื่อปี 2018 มีเหตุการณ์ที่โรงเรียนการเกษตรคานาอาชิ จากจังหวัดอาคิตะ ฝ่าด่านพลิกล็อก จนเข้าไปถึงนัดชิงชนะเลิศ แม้ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ แต่ก็ยังได้รับความสนใจจากสื่ออย่างต่อเนื่อง 


Photo : asia.nikkei.com

ยิ่งไปกว่านั้น หากทีมประจำจังหวัดของตัวเองได้เข้าชิงชนะเลิศ ก็ยิ่งปลุกกระแสความนิยมเบสบอลในจังหวัดเหล่านั้นเพิ่มมากขึ้นไปอีก บางจังหวัดถึงขนาดจัดการการถ่ายทอดบนจอยักษ์ในสวนสาธารณะของเมืองเลยทีเดียว 

สิ่งเหล่านี้ช่วยส่งเสริมให้โคชิเอ็ง กลายเป็นการแข่งขันที่ได้รับความนิยมในหมู่คนญี่ปุ่นไม่แพ้กีฬาอาชีพ นอกจากนี้มันยังถูกยกย่องให้เป็นการแข่งขันที่ศักดิ์สิทธิ์ หากใครมีโอกาสได้มาเล่น ก็มักจะนำดินของโคชิเอ็ง ใส่ถุงกลับบ้านราวกับเป็นธรรมเนียม 

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังการแข่งขันในครั้งนี้ ก็มีด้านมืดซ่อนอยู่ 

 

ระบบสุดโหด 

แม้ว่าการไปเล่นที่โคชิเอ็ง จะเป็นเป้าหมายที่เด็กหลายคนฝันถึง แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ด้วยระบบการคัดเลือกที่โหดหิน ที่แต่ละจังหวัด เอาตัวแทนเพียงแค่ทีมเดียว (มีเพียงฮอกไกโดและโตเกียวได้โควต้าจังหวัดละ 2 ทีม) เพื่อกลายเป็น 49 ทีมในรอบสุดท้าย 


Photo : www.sponichi.co.jp

ด้วยเหตุนี้ ทำให้นักกีฬาส่วนใหญ่ต้องอยู่ภายใต้การฝึกซ้อมอย่างเข้มงวดและทารุณ คล้ายกับการฝึกทหารตลอดทั้งปี หลายโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องเบสบอล จะบังคับให้ผู้เล่นต้องอยู่หอพัก และฝึกซ้อมวันหนึ่งเป็นเวลาหลายชั่วโมง 

โชเฮ โอตานิ ผู้เล่นของ ลอส แองเจลิส แองเจิลส์ ใน เมเจอร์ ลีก เบสบอล ของสหรัฐอเมริกา เจ้าของรางวัลผู้เล่นหน้าใหม่ยอดเยี่ยมปีล่าสุดเล่าว่า สมัยที่เขาอยู่โรงเรียน ฮานามากิ ฮิงาชิ พวกเขาต้องถูกจำกัดด้วยข้อห้ามสารพัด 

ไม่ว่าจะห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีโซดา (น้ำอัดลม) ห้ามกินอาหารฟาสต์ฟู้ดและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 

ห้ามมีแฟน และจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือเพียงวันละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น แถมหน้าหนาวยังต้องฝึกซ้อมจนถึง 3 ทุ่มแม้ว่าหิมะจะตกก็ตาม 

เช่นเดียวกับ ฮิโรกิ คุโรดะ พิชเชอร์ของ นิวยอร์ค แยงกี้ส์ ที่เล่าว่าสมัยมัธยมปลาย เขาถูกห้าม ไม่ให้ดื่มน้ำแม้แต่หยดเดียวในระหว่างการฝึกซ้อมที่ยาวนาน แถมเมื่อทำความผิดยังถูกลงโทษไปจนเหนื่อยและล้มพับ 

นอกจากนี้รุ่นน้องยังต้องทำตามคำสั่งรุ่นพี่อย่างเคร่งครัด และมักจะถูกใช้ให้ทำงานสกปรกอย่างขัดรองเท้า ซักเสื้อผ้า ทำความสะอาดห้องชมรม หรือแม้กระทั่งล้างห้องน้ำ และบางครั้งอาจจะถูกกลั่นแกล้งด้วยการให้ดื่มน้ำจากส้วมเลยทีเดียว 


Photo : soranews24.com

“มันคือด้านมืด ผมหมายความว่ามันคือด้านซาดิสต์ แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของกีฬาญี่ปุ่นทุกชนิดตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และก่อนหน้านั้น” โรเบิร์ต ไวท์ติง กล่าวกับ The Guardian 

นอกจากนี้ การใช้ผู้เล่นหนักเกินไปยังเป็นประเด็นที่ทำให้โคชิเอ็งถูกวิจารณ์อย่างหนาหู โดยเฉพาะกรณีที่พิชเชอร์ต้องขว้างหลายร้อยลูกในระยะเวลาแค่ 2 สัปดาห์ หากทีมของเขาได้เข้าชิงชนะเลิศ 

ไวท์ติงระบุโดยอ้างถึงแพทย์ชาวอเมริกันที่เรียกสิ่งนี้ว่า “การทารุณกรรมเด็ก” พวกเขากล่าวว่า การให้พิชเชอร์ตัวเก่งขว้างคนเดียวตลอดทัวร์นาเมนต์ อาจส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บ โดยเฉพาะที่แขน ในขณะที่สหพันธ์วิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนียให้เหตุผลว่าพิชเชอร์ไม่ควรขว้างเกิน 30 เอาท์ต่อสัปดาห์ หรือ 120 ลูก แต่ที่ญี่ปุ่นตัวเลขกลับสูงกว่าที่แนะนำหลายเท่า

ในปีที่ ยูกิ ไซโต พาโรงเรียน วาเซดะ จิตสึเงียว คว้าแชมป์โคชิเอ็งในปี 2006 เขาขว้างไปทั้งสิ้น 948 ลูกในสองสัปดาห์ มากกว่าขีดจำกัดของนักเบสบอลอเมริกันถึง 4 เท่า จำนวนการขว้างของเขา ยังกลายเป็นสถิติสูงสุดของการแข่งขันจนถึงทุกวันนี้ 

“หากคุณมองให้ดีในการแข่งขัน ตารางแข่งมันโหดมาก ถ้าคุณไม่มีพิชเชอร์มือสอง มือสาม คุณต้องแบกรับภาระนั้นด้วยตัวเอง” ไซโตกล่าวกับ Japan Times 


Photo : dot.asahi.com

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การขว้างลูกจำนวนขนาดนั้นของไซโต ทำให้เขาได้รับผลกระทบอย่างหนัก ด้วยอาการบาดเจ็บเรื้อรัง จนไม่สามารถทำผลงานได้ดีอีกเลยตอนเป็นนักกีฬาอาชีพ ซึ่งแม้จะมีตัวอย่างให้เห็น แต่การใช้งานนักกีฬาเกินขีดจำกัด ก็ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน  

ในปี 2013 โทโมฮิโร อันราคุ ของโรงเรียนไซบิ ต้องขว้างถึง 772 ครั้งในโคชิเอ็งฤดูใบไม้ผลิ หรือ โยชิดะ โคเซ ของโรงเรียนคานาอาชิ ที่ขว้างจนขว้างไม่ไหวในนัดชิงชนะเลิศเมื่อปีที่แล้ว 

“ไม่มีใคร แม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่ต้องขว้าง 150 ครั้งต่อเกม หรือขว้างคนเดียว 200 ลูก” คาสุโตะ ยามาซากิ นักเขียนจากเว็บไซต์ Baseball Prospectus กล่าวกับ Japan Times

“แต่สิ่งนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในประเทศนี้ การเปลี่ยนอะไรบางอย่างเป็นเรื่องใหญ่ แม้ว่าจะผิดศีลธรรมก็ตาม เด็กกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ และมันก็สะท้อนด้านเลวร้ายของวัฒนธรรมญี่ปุ่น” 

อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่องเหล่านี้?

 

อิจิโกะเวย์ 

ปฎิเสธไม่ได้ว่าโรงเรียนอิจิโกะ คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เบสบอลได้รับความนิยมในญี่ปุ่นพวกเขาคือทีมญี่ปุ่นทีมแรกที่เอาชนะทีมต่างชาติ แถมยังเป็นการคว้าชัยอย่างขาดลอย จนชัยชนะในนัดนั้นได้ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ 


Photo : www.asahi.com

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังชัยชนะของอิจิโกะ ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พวกเขาสามารถสร้างนักกีฬาที่แข็งแกร่งขึ้นมาด้วยการฝึกหนักทุกวันตลอดทั้งปี และมีการเข้าค่ายเก็บตัวทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว จนผู้เล่นฉี่เป็นเลือดไปตามๆ กัน 

นอกจากนี้ในการฝึกซ้อม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นอะไรก็ตาม ยังห้ามใช้คำว่า “เจ็บ” เนื่องจากเป็นสัญญาณแห่งความอ่อนแอ ในกรณีที่บอลพุ่งเข้าหน้าและรู้สึกเจ็บจริงๆ ให้ใช้คำว่า “คัน” แทน 

พวกเขายังถูกลงโทษทางร่างกายที่เรียกว่า “ไทบัตสึ” หากทำความผิดหรือทำให้โรงเรียนเสียหาย อย่างการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนมึนเมา หรือพยายามทำตัวให้เพศตรงข้ามสนใจมากเกินไป ก็จะถูกลงโทษด้วยการทุบตีโดยรุ่นพี่หรืออาจารย์ และให้เพื่อนร่วมทีมเรียงคิวเข้ามาตบหน้า 

ในปี 1918 ซุยชู โทบิตะ นำวิธีการฝึกซ้อมแบบไม่มีที่สิ้นสุดของของอิจิโกะมาปรับใช้กับโรงเรียนวาเซดะ ก่อนจะพาทีมคว้าแชมป์อย่างมากมาย เขากล่าววาจาอมตะประโยคหนึ่งไว้ว่า

“เบสบอลนักเรียนต้องเป็นอะไรมากกว่าเพียงแค่งานอดิเรก ในหลายๆ กรณีมันต้องเป็นเบสบอลที่เจ็บปวดและโหดร้าย และเป็นการฝึกเบสบอลด้วยวิธีที่ป่าเถื่อน” 

“จนกว่าพวกเขาจะเจียนอยู่เจียนตาย ไม่ขยับตัวและมีฟองออกมาจากปาก” 

ระบบการฝึกซ้อมของโทบิตะ รู้จักกันดีในชื่อ “ชิโนเรนสึ” (ฝึกจนตาย) ซึ่งระบบนี้ยังมีอิทธิพลต้องวิธีการเล่นเบสบอลในญี่ปุ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งในระดับเบสบอลนักเรียน และเบสบอลอาชีพ 

“โค้ชรักผู้เล่นอยู่แล้ว แต่การฝึกซ้อมในสนามต้องปฏิบัติต่อพวกเขาให้โหดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าเขาอาจจะร้องไห้อยู่ข้างในก็ตาม นี่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับชัยชนะของเบสบอล ถ้าผู้เล่นไม่พยายามหนักจนอาเจียนเป็นเลือด พวกเขาก็ไม่ต้องหวังถึงชัยชนะ การเจ็บปวดเป็นเรื่องที่ดี” โทบิตะกล่าว

ความรุนแรงแฝงอยู่ในเบสบอลญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ในอนิเมะเรื่อง Kyojin No Hoshi ที่โด่งดังช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ถึงต้นทศวรรษ 1970 ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างชั้นดี มันเป็นเรื่องราวของ โฮชิ ฮิวมะ ที่ต้องโดนฝึกโหดและถูกพ่อตีทุกวัน เพื่อพัฒนาทักษะทางร่างกาย และสิ่งสำคัญกว่านั้นคือจิตวิญญาณ เพื่อให้ได้เป็นพิชเชอร์ของ โยมิอุริ ไจแอนท์ส 


Photo : japantimes.co.jp

ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าจิตวิญญาณคือสิ่งสำคัญของ “นักกีฬาที่ดี” พวกเขาเชื่อว่าความแข็งแกร่งทางจิตใจ และความตั้งใจจริง รวมไปถึงระเบียบวินัยที่เคร่งครัด จะช่วยเอาชนะขีดจำกัดทางร่างกายได้ 

ดังนั้นการทุบตี จึงเป็นสิ่งที่ทำให้นักกีฬาหลุดพ้น “ความขี้เกียจตามธรรมชาติ” ที่จะเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่ชัยชนะเช่นเดียวกับการฝึกหนักและการฝืนตัวเอง  แม้ว่าจะส่งผลเสียต่อร่างกายในอนาคตก็ตาม 

“มันคืออิทธิพลของระบบศิลปะการต่อสู้ ปรัชญาคือการได้รับบาดเจ็บเป็นสิ่งที่ดี ผู้เล่นดาวรุ่งจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ มันดีกว่าเพราะว่ามันคือ ‘การได้รับการสั่งสอน’ ของพวกเขา โคชิเอ็งจึงเป็นสนามสำคัญที่พิชเชอร์จะสังเวยการได้เป็นผู้เล่นอาชีพเพื่อโอกาสในการคว้าแชมป์” ไวท์ติงกล่าวกับ The Guardian 

ในขณะที่ไซโต เจ้าของฉายา “เจ้าชายผ้าเช็ดหน้า” เนื่องจากชอบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อระหว่างยืนพักบนเนินขว้าง ที่เป็นเจ้าของสถิติขว้างสูงสุดตลอดกาลของโคชิเอ็ง ก็ยืนยันว่าเขาไม่เคยเสียใจ แม้ว่าการทุ่มเทอย่างหนักของเขาในตอนนั้น จะส่งผลต่อชีวิตนักกีฬาอาชีพของเขาจนถึงปัจจุบัน 

“มันอาจจะดูไม่น่าเชื่อสำหรับคนนอกญี่ปุ่น นั่นคือสิ่งที่ดีสำหรับคนญี่ปุ่นและวัฒนธรรมญี่ปุ่น แม้ว่าไหล่ ข้อศอก หรือหลังของคุณจะได้รับบาดเจ็บ แต่เราคิดว่าการเสียสละทำให้เกิดสิ่งที่สวยงาม มันเป็นวัฒนธรรมที่เราคิดแบบนี้” ไซโตกล่าวกับ Japan Times 

“เราต้องมีความมานะอุตสาหะเพื่อคนอื่น เราคิดแบบนี้แม้ว่าเราจะได้รับบาดเจ็บ เรามองโลกในแง่ดี เราสามารถยึดมั่นในบางอย่าง ผมไม่ได้กังวลอะไรกับเรื่องนี้เท่าไร”   

“สุดท้ายแล้วการคว้าแชมป์ (โคชิเอ็ง) ของผม ก็ไม่มีอะไรมาแทนที่ได้” 

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่คิดแบบนั้น 

 

โหดเกินรับไหว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความนิยมของเบสบอลในระดับมัธยมลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากผลสำรวจของสมาคมเบสบอลญี่ปุ่นระบุว่ามีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ที่เชื่อว่าความนิยมของเบสบอลยังเหนือกว่ากีฬาชนิดอื่น 


Photo : www.techbang.com

แม้ว่ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของโค้ชยังเชื่อว่าเบสบอลเป็นกีฬาที่มีอนาคต แต่มีเพียง 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ยังเชื่อว่ามันยังเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของประเทศ ในขณะที่จำนวนเด็กที่เข้าชมรมเบสบอลในระดับมัธยมก็ตกลงเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันจากการสำรวจเมื่อปี 2018 

ไวท์ติง เชื่อว่าการฝึกซ้อมอย่างหนักของชมรมเบสบอลที่ไม่ต่างกับการฝึกนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกา อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่เล่นเบสบอลกันน้อยลง 

“เบสบอลมัธยมปลาย มีระบบที่โหด นักเรียนมัธยมปลายหลายคนอาจจะไม่ชอบมัน คนอื่นอาจจะมองว่าเป็นการทดสอบความเป็นลูกผู้ชาย เป็นพิธีกรรมอะไรบางอย่าง” ไวท์ติงกล่าวกับ Reuters 

เคอิ ทานากะ และ โคซุเกะ ไซโต คือนักเรียนวัย 17 ปีที่เคยอยู่ชมรมเบสบอลของโรงเรียนชานกรุงโตเกียว แต่ต้องออกจากชมรม เพราะรับกับการฝึกหนัก และความกดดันจากโค้ชไม่ไหว

“ผมไม่อยากไปโรงเรียนก็เพราะมัน เบสบอลเคยสนุกสำหรับผม แต่หลังจากนั้นไม่ใช่ โค้ชคาดหวังจากผมมากเกินไป” ทานากะกล่าวกับ Reuters 

“เราฝึกซ้อมกันหนักมากและต้องไปฝึกซ้อมต่อที่บ้าน เราไม่มีเวลาผ่อนคลายเลย” ไซโตเสริม 

ในขณะที่ จิม สมอลล์ รองประธานฝ่ายเอเชียของ เมเจอร์ ลีก เบสบอล มองว่าความตึงเครียดเกินไปในเบสบอลมัธยม ก็อาจมีส่วนที่ทำให้คนเลิกเล่นเบสบอลกันมากขึ้นในช่วงหลัง 

“ผมคิดว่ามันมีความตึงเครียดในเบสบอลสมัครเล่น สิ่งที่พวกเขาทำมันหนักมาก ต้องขว้าง 100 ครั้ง และหลังจากนั้นพรุ่งนี้ก็ต้องมาขว้างอีก 100 ครั้ง” สมอลล์กล่าวกับ Reuters 

“บางทีวิธีเก่าๆ อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดอีกต่อไป” 


Photo : sports.ltn.com.tw

สุดท้ายแล้วไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าด้านไหนคือด้านดี ด้านไหนคือด้านแย่ เพราะการฝึกซ้อมอย่างหนักของโคชิเอ็ง คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ หากไม่ทำขนาดนี้ พวกเขาก็อาจจะไปไม่ถึงแชมป์ 

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ตามเงื่อนไข เพราะการฝึกอย่างเข้มงวด ก็อาจจะทำให้อนาคตของนักกีฬาฝีมือดีบางคนต้องดับวูบ หรือสิ้นหวังจนไม่อยากเลิกเล่นเบสบอลไปเลยก็มี 

ราวกับว่ามันเป็นเส้นบางๆระหว่างความหวังดีของโค้ช และ การทำร้ายร่างกาย ที่แยกออกจากกันไม่ได้ 

 

แหล่งที่มา

https://www.japantimes.co.jp/community/2014/08/04/voices/dark-side-koshien-dream/#.XQds6I9x02z
https://japan-forward.com/koshien-players-as-japanese-gods-why-were-crazy-about-high-school-baseball/
https://www.reuters.com/article/us-baseball-japan/japanese-baseball-finds-itself-at-a-crossroads-idUSKBN1KV0AK
https://japantoday.com/category/features/kuchikomi/fanatic-fans-oblivious-to-sleazy-side-of-kosheien-high-school-baseball
https://www.theguardian.com/world/2017/aug/22/japans-field-of-dreams-school-baseball-teams-vie-for-koshien-glory
https://www.japantimes.co.jp/?post_type=sports&p=1460932#.XV0QuHtx02w
https://features.japantimes.co.jp/koshien/
https://www.japantimes.co.jp/sports/2013/06/02/baseball/japanese-baseball/severe-sports-training-methods-became-taibatsu-in-time/#.XVvIN3tx02w



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง