Stories

มักกะโรนีครองเมือง? : สัญญาณบ่งบอกว่ากัลโช่จะกลับมาเรืองรอง



ทุกครั้งที่มีการจั่วถึงฟุตบอลอิตาลีบนโลกโซเชียลหรือในวงสนทนาฟุตบอล ทุกเสียงมักจะพากันเล่าถึงอดีตที่เเสนเรืองรองของวงการฟุตบอลเเดนมักกะโรนี อย่างไรก็ตามการหลบอยู่ในถ้ำหินกินน้ำจากหินงอกหินย้อยในช่วงเวลาที่ตกต่ำกับอนาคตที่มืดมิดกำลังจะหมดไป เพราะตอนนี้ฟุตบอลอิตาลีได้ส่งสัญญาณเตือนว่าพวกเขากำลังจะกลับมาอีกครั้ง


 

การมีผู้นำที่ชัดเจน

ยูเวนตุส อาจตกชั้นไปเล่น เซเรีย บี เมื่อ 10 ปีก่อนทว่าหลังจากพวกเขากลับมาได้ทุกอย่างก็เริ่มเข้ารูปเข้ารอย

ยูเว่ เป็นทีมที่มีระบบการบริหารทั้งในและนอกสนามมากที่สุด เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบทั้งหมดให้ ตระกูล อันเญลลี่ โดยเฉพาะ อันเดรีย อันเญลลี่ ที่เข้ามารับไม้เป็นประธานสโมสรและทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ เขาพาทีมม้าลายใช้หลักสูตรซื้อถูกขายแพงแต่กลับประสบความสำเร็จทุกปี นี่คือความเจนจัดในการบริหารของเขาอย่างแท้จริง  

อันเญลลี่ เข้าเป็นประธานสโมสรของ ยูเวนตุส ตั้งแต่จบฤดูกาล 2009-10 ต่อจาก ฌอง โคล้ด บลองค์ ซึ่งในฤดูกาลก่อนหน้านั้น ยูเว่ เละเทะไม่เป็นท่า พวกเขาจบอันดับ 7 ในเซเรีย อา ด้วยแต้มตามหลัง อินเตอร์ มิลาน ที่เป็นแชมป์ถึง 28 แต้ม แพ้แม้กระทั่งทีมอย่าง ซามพ์โดเรีย กับ ปาแลร์โม่ เลยด้วยซ้ำไป

ณ ตอนนั้นขุมกำลังของ ยูเวนตุส เหมือนเป็นการรวมสะเก็ดดาวจากทีมใหญ่จากทีมอื่นๆ นอกลีกเข้ามา พวกเขาได้ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ในวัยที่ไร้ศักยภาพกลับมาจาก เรอัล มาดริด และหากคุณได้ชื่อนักเตะอย่าง คริสเตียน โพลเซ่น, เฟลิเป้ เมโล่ (เจ้าของรางวัลถังขยะทองคำ) และ โมฮาเหม็ด ซิสโซโก้ คงบอกถึงภาพรวมได้ว่า ยูเวนตุส ในวันนั้นอยู่ห่างไกลจุดที่พวกเขายืน ณ ตอนนี้ขนาดไหน

ปีแรกของ อันเญลลี่ กับ ยูเวนตุส ในฤดูกาล 2010-11 อาจจะดูขรุขระไปบ้างแต่พวกเขากลับมาอีกครั้งในฤดูกาล 2011-12 จากการนำทัพของ อันโตนิโอ คอนเต้ และถึงตอนนี้ ยูเวนตุส ไม่เคยถอยหลังให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น    

คอนเต้ พาทีมคว้าแชมป์แบบไร้พ่าย และการซื้อตัวในฤดูกาลดังกล่าวเป็นการปูรากฐานสู่อนาคตอย่างแท้จริง นักเตะอย่าง อันเดรีย ปิร์โล่, สเตฟาน ลิชต์สไตเนอร์, มีร์โก วูซินิช และ อาร์ตูโร่ วิดัล คือขุมกำลังที่ ยูเวนตุส คัดสรรมาเป็นอย่างดี และเป็นเเกนหลักในการทำสถิติคว้าแชมป์โลก 7 สมัยติดต่อกัน และถึงวันที่ต้องขายพวกเขาก็ได้เงินก้อนโตทั้งสิ้นแถมยังไม่เดือดร้อนเพราะสามารถหานักเตะเข้ามาทดแทนกันได้เสมอ

ยังมีอีกหลายดีลที่ ยูเวนตุส ใช้สมองมากกว่าเงิน ปอล ป็อกบา, ซามี่ เคดิร่า, เฟร์นันโด ยอเรนเต้, คิงส์ลี่ย์ โกมัน, ดานี่ อัลเวส และล่าสุดอย่าง เอ็มเร่ ชาน คือรายชื่อนักเตะที่ ยูเวนตุส ได้ตัวมาแบบไม่เสียเงินแม้แต่เเดงเดียว ตอนนี้ยิ่งก้าวเดินต่อไปยิ่งมีแต่ความยิ่งใหญ่ที่รอ ยูเวนตุส อยู่ พวกเขามองความสำเร็จในประเทศเป็นเหมือนของตาย และตอนนี้เหลือแค่ถ้วยบิ๊กเอียร์เท่านั้นที่พวกเขาตั้งเป้าพิชิตมันให้ได้

นอกจากนี้การเดินหมากนอกสนามก็แสนจะเฉียบขาด ยูเวนตุส เลิกเช่า โอลิมปิก สเตเดี้ยม ของเมืองตูริน และสร้าง ยูเวนตุส สเตเดี้ยม (ที่เพิ่งได้สปอนเซอร์สวมสิทธิ์ชื่อสนามเป็น อลิอันซ์ สเตเดี้ยม ไม่นานนี้) ของตัวเองในปี 2011 ซึ่งจากจุดนี้เอง พวกเขามีรายรับจากตั๋วเข้าชมเติบโตขึ้นถึง 45% หรือมากกว่าช่วงฤดูกาล 2006 ที่พวกเขาโดนคดีล็อกผลการแข่งขัน 563 ล้านยูโรเลยทีเดียว


Photo : Facebook : Juventus

ทุกอย่างเติบโตขึ้นพรวดๆ ภายในระยะเวลา 10 ปี แต่ อันเญลลี่ ก็ไม่ลืมที่จะแนะนำทีมอื่นๆ ว่าได้เวลาแล้วที่จะเลิกระบบการจัดการเดิมๆ พวกเขาควรจะจ้างผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรงเหมือนที่ ยูเวนตุส มี จูเซ็เปเป้ มาร็อตต้า รับหน้าที่อยู่

"ตอนนี้ เซเรีย อา เป็นเหมือนผลิตภัณฑ์ที่ราคาตกต่ำมากที่สุด" อันเญลลี่ ดูผยองพองขนเต็มที่เมื่อพูดคำนี้ในยามที่ทีมของเขากำลังรุ่งเรืองสุดขีดและฟันกำไร

อย่างไรก็ตามเขาทิ้งเเนวทางไว้ให้คู่แข่งร่วมลีกหากยังอยากหวังตาม ยูเวนตุส ให้ทัน ด้วการกล่าวว่า "ไม่ว่าเราจะเป็นทีมไหน แมนฯ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส หรือแม้แต่ ลีเกีย วอร์ซอว์ เราต่างต้องการการเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น แม้จะทำใจได้ยากสำหรับลีกอิตาลีแต่มันคือการพัฒนาแบรนด์ของเรา ทุกวันนี้โลกขึ้นอยู่กับการเปิดกว้างของแบรนด์แล้ว"

เขากล่าวหลังจาก รีแบรนด์ ยูเวนตุส ขึ้นมาใหม่ 1 ในเหตุการณ์ที่ชวนให้โลกลูกหนังแปลกประหลาดใจโดยเฉพาะการเปลี่ยนโลโก้ให้ดูล้ำสมัยขึ้น


Photo : www.juventus.com

"ไม่ว่าสิ่งใดที่คุณคิดออกในโลกของฟุตบอลคุณย่อมไม่ได้รับการสนับสนุนเต็ม 100% อยู่แล้ว ประเด็นคือผู้มีส่วนได้เสียควรจะนั่งลงและคุยกันซะเพื่อหาสมดุลของปัญหา เราเคยทำแบบนี้มาแล้วเพื่อทำให้ทีมงานของเราหันหน้าไปในทิศทางเดียวกัน"

จะบอกว่าการสร้าง ยูเวนตุส ทั้งในแง่ของผลงานในสนาม การรีแบรนด์ของสโมสรและการจัดการในแง่การบริหาร นี่คือสิ่งที่ อันเญลลี่ เขียนรอยประสะสมเอาไว้ตั้งแต่วันที่เขาได้เริ่มเปลี่ยนแปลง และนี่คือรอยประสำหรับเพื่อนร่วมลีกทั้งหลายทีเห็นกันอย่างเป็นรูปธรรมว่า “ทำแล้วดี” ส่วนใครจะดินตามหรือไม่นั้น อันนี้ก็สุดแล้วแต่วิจารณญานของแต่ละทีม


Photo : www.juventus.com

อย่างไรเสียการมีตัวอย่างให้เห็นก็ย่อมดีกว่าการเดินลืมตาในความมืดหาทางออกอยู่  ดังนั้นการเข้ามาของตระกูล อันเญลลี่ ทำให้ เซเรีย อา ได้พบการนำเทรนด์ใหม่อย่างแท้จริง

 

ตามรอยแล้วได้เรื่อง

ยูเวนตุส อาจจะมีการบริหารงานโดยคนอิตาลี แล้วจึงประสบความสำเร็จ แต่สำหรับทีมอื่นๆนั้นมันไม่ง่ายเช่นนั้น ด้วยการที่เริ่มต้นช้ากว่าและปัญหามากมายก่ายกองของวงการฟุตบอลอิตาลีทั้งจากพิษเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้ารวมถึงเคสกัลโช่ โปลี ที่ถึงแม้จะมีการตัดสินแก้ต่างกันภายหลังแต่ก็ต้องยอมรับว่าล้วนเป็นเหตุผลที่ เซเรีย อา จุดเท่าไรก็ไม่ติดเหมือนในยุค '90 จนถึง 2000 เท่าไรนัก

เมื่อคนในประเทศใจไม่ถึงและกระเป๋าไม่หนาพอก็ถึงเวลากลุ่มทุนจากต่างเเดนก็เข้ามาตามคำกล่าวของอันเญลลี่ที่เเม่นเหมือนกับจับวาง

แม้ว่าในช่วงแรกความหยิ่งทระนงของชาวอิตาเลียนอาจจะทำให้กลุ่มทุนเงินถุงเงินหนังถูกมองว่าเขาจะเข้ามาหาประโยชน์จากสโมสรโดยไม่สนภาพรวมของทีมรวมถึงแฟนบอล นักธุรกิจจากต่างเเดนโดนต่อต้านว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายวงการฟุตบอลอิตาลี

แต่ที่สุดเเล้วความเชื่อก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริง เพราะเมื่อการเข้ามาของเหล่าคนมือหนักจากต่างเเดน หลายทีมที่เปิดรับกลับเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมแทบจะทั้งสิ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือ โรม่า ที่เมื่อได้กลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐอเมริกา ที่นำโดย โธมัส ดิ เบนเนเด็ตโต้ เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อปี 2011 ทีมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และเกาะกลุ่มบนของตารางได้อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการเงินที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน จากการได้ไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งในฤดูกาลล่าสุดพวกเขาไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายของถ้วยบิ๊ก เอียร์ และสิ่งหนึ่งที่เริ่มจะเหมือนกับ ยูเวนตุส คือพวกเขาเลือกซื้อนักเตะได้เฉียบแหลม ไม่ว่าจะเอามาลงสนามก็เล่นได้ดี หรือแม้จะปล่อยต่อก็ทำกำไรมหาศาล อาทิกรณีของ อันโตนิโอ รูดิเกอร์, รัดย่า เนียงโกลัน, โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ และล่าสุดอย่าง อลิสสัน เบ็คเกอร์ ที่กลายเป็นนายทวารค่าตัวแพงที่สุดในโลกไปเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ อินเตอร์ มิลาน หลังจากหมดยุคของ มัสซิโม่ โมรัตติ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน เพราะว่านับตั้งแต่การคว้าทริปเปิลแชมป์เมื่อปี 2010 นโยบายของทีมก็เหมือนว่าจะเปลี่ยนไปจมสู่ช่วงขาลงแบบเต็มรูปแบบจากการเข้ามาของ เอริค โธฮีร์ เศรษฐีชาว อินโดนีเซีย  แต่ในช่วงแรกนั้นเรียกได้ว่า งูใหญ่ เจ็บตัวหนัก เพราะคนเก่าคนเเก่ของสโมสรอย่าง มาร์โก บรังก้า ที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรตั้งแต่ยุคของ โมรัตติ คือผู้ก่อคลื่นใต้น้ำเพราะเจ้าตัวมีคอนเน็คชั่นกับเหล่าเอเย่นต์มากหน้าหลายตาจึงทำให้ อินเตอร์ ซื้อนักเตะมั่วและขาดทุน นักเตะหลายคนซื้อมาแพงแต่เล่นไม่ได้จนต้องยอมขายเลหลังออกไปแบบถูกๆ อย่าง ริคกี้ อัลวาเรซ, โชนาธาน, อันเดรีย โปลี, เมาโร ซาราเต้ และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกได้การซื้อขายที่ขาดทุนทำให้ อินเตอร์ เป็นหนี้กว่า 100 ล้านยูโร

ยุคของ โธฮีร์ นั้นแสนอลหม่าน อินเตอร์ ปลดโค้ชเป็นว่าเล่นผลงานก็ไม่ดีขึ้น จนที่สุดเเล้วเขาจึงส่งไม้ต่อแก่ ซูหนิง กรุ๊ป กลุ่มทุนจากจีนที่ด้อมๆ มองๆ อินเตอร์ อยู่ 2 ปี จนที่สุดแล้วนำมาซึ่งการล้างไพ่ในฝ่ายบริหาร และ อินเตอร์ ก็กลับเข้าสู่ร่องสู่รอยมากขึ้น

ในฤดูกาล 2017-18 พวกเขาทำผลงานดีแค่ครึ่งฤดูกาลยึดหัวตารางอยู่นานสองนาน แต่ที่สุดแล้วก็ทนแรงเสียดทานไม่ไหว แต่อย่างน้อยประสบการณ์ของ ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ ก็พาทีมตะกายเข้าสู่ฝั่งได้ทันเวลาด้วยการพาทีมจบในโซนโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกที่พวกเขารอมานานเเสนนาน

ณ ตอนนี้ อินเตอร์ ขยับตัวในตลาดได้คล่องมากขึ้นพวกเขาได้ สเตฟาน เดอ ฟราย, รัดย่า เนียงโกลัน และดาวรุ่งตัวท็อปจากอาร์เจนติน่าอย่าง เลาตาโร่ มาร์ติเนซ เมื่อรวมเข้ากับทีมชุดเก่าที่มีดีในระดับนึงไม่ว่าจะเป็นผู้รักษาประตูอย่าง ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช กองหลังอย่าง เจา มิรันด้า และ มิลาน สคริเนียร์ (ว่ากันว่าเป็นการซื้อตัวที่คุ้มค่าที่สุดในรอบหลายปี) นอกจากนี้ยังมี เมาโร อิคาร์ดี้, อิวาน เปริซิช และ อันโตนิโอ คันเดรว่า ในเกมรุก เรียกได้ว่านี่คือทีมชุดที่ดีที่สุดของ อินเตอร์ ในรอบหลายปี

ขณะที่ทีมอย่างนาโปลีของจอมเขี้ยวอย่าง ออเรลิโอ เด ลอเรนติส เราคงไม่ต้องพูดถึง พวกเขาเอาตัวรอดได้ดีเสมอ แม้ไม่ดีถึงขั้นเป็นแชมป์ลีกแต่ อัซซูร่า ก็ไม่เคยน้อยหน้าใคร โดยเฉพาะในฤดูกาลที่เเล้วพวกเขาขับเคี่ยวกับ ยูเวนตุส ได้จนถึงช่วงท้ายฤดูกาลเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่เเพ้เรื่องประสบการณ์ไปเท่านั้นเอง ซึ่งสำหรับปัญหานี้แก้ไขได้หากพวกเขายังอยู่บนหัวแถวของลีกต่อไปและหายใจรดต้นคอของ ยูเวนตุส เข้าไปเรื่อยๆ

ขณะที่ยักษ์หลับอย่าง เอซี มิลาน ที่เกือบจะเสียท่าเพราะเจ้าของจีนอย่าง หลี่ หยง หง ที่กู้เงินมาเทคโอเวอร์ต่อจาก ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ และซื้อนักเตะจนทีมเกือบพังในซัมเมอร์ปี 2017 ส่งผลให้ มิลาน โดน ยูฟ่า สั่งแบนจากการขาดทุนและผิดกฎทางการเงินจนไม่ได้เล่น ยูโรป้า ลีก

แต่ เอลเลียต เมเนจเมนต์ บริษัทลงทุนสัญชาติอเมริกันผู้เป็นเจ้าหนี้ก็ไม่ปล่อยให้ทีมต้องพัง เมื่อพวกเขาช่วยเคลียร์ปัญหาให้ทีมสามารถไปเล่นฟุตบอลยุโรปได้อีกครั้ง แม้จะดูน่าเป็นห่วงแต่ขุมกำลังของ มิลาน ตอนนี้ต้องบอกว่าดูดีขึ้นเยอะจากการทุ่มเงินไปเมื่อซัมเมอร์ก่อน หากว่ากลุ่มทุนเอลเลียตตบซ้ายตบขวาให้เข้าทีี่กันสักหน่อย เชื่อว่่าปีศาจเเดงดำของจะนิ่งกว่านี้

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับทีมงานส่วนบริหารของทีมระดับหัวแถวของ เซเรีย อา ทุกทีมที่กล่าวมามีเงินทุนสำหรับระยะยาว และมีการวางแผนที่ชัดเจนขึ้น ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับอีกหลายๆปัจจัยที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ แต่ที่แน่ๆ คือพวกเขาขยับราคาตัวเองจากมวยรองไร้แต้มต่อ กลับมามีเหลี่ยมให้เห็นชัยชนะอีกครั้งแม้จะเป็นรูเล็กๆก็ตาม

ซึ่งในฤดูกาล 2018-19 เจ้าสังเวียนอย่าง ยูเวนตุส พร้อมเป็นบททดสอบให้ผู้ท้าชิงที่เราได้กล่าวไปอีกครั้ง

 

ซูเปอร์สตาร์พาติดไฟ

ปฎิเสธไม่ได้เเล้วว่าตอนนี้ เซเรีย อา ไม่ได้ขอเศษนักเตะจากลีกอื่นมาใช้งานอีกแล้ว รวมถึงนักเตะในประเทศก็สมองไหลน้อยลงเรื่อยๆ

จริงอยู่ที่ จอร์จินโญ่ อาจจะพิ่งย้ายจาก นาโปลี ไปอยู่กับ เชลซี ทว่านี่ยังถือว่าเด็กๆ หากเทียบกับเมื่อเกือบช่วงทศวรรษก่อนที่แต่ละสโมสรต้องเสียนักเตะตัวหลักเพื่อประคองการเงินของทีม จากที่ ยูเวนตุส เคยทุ่มซื้อ จานลุยจิ บุฟฟ่อน เป็นสถิติโลก พวกเขากลับต้องเสีย ลิลิยอง ตูราม, ฟาบิโอ คันนาวาโร่, ปาทริค วิเอร่า, จานลูก้า ซามบร็อตต้า หรือแม้แต่กระทั่ง มิลาน ที่กำลังไล่ล่าความสำเร็จอยู่ดีๆ พวกเขาก็เสีย 3 นักเตะที่ดีที่สุดอย่าง  ริคาร์โด้ กาก้า, ติอาโก้ ซิลวา, ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

"เหตุผลที่เราซื้อนักเตะจากลีกอิตาลีมาร่วมทีมมากมายเป็นเพราะพวกเขากำลังเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากสุดๆ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจนั่นจึงทำให้เซเรีย อาในเวลานั้นทำได้แค่ขายนักเตะกินเท่านั้น"

"เมื่อนักเตะอยู่ในสภาพพร้อมถูกขาย ก็จะมีคนบอกว่าพวกเขาเหล่านั้นคือเป้าหมายของ เปแอสเช และหลังจากนั้นมันก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับเอเย่นต์ของนักเตะจะใช้เราเป็นเหยื่อล่อ" นี่คือวาทะจาก เลโอนาร์โด้ อดีตนักเตะเเละผู้จัดการทีมที่คลุกคลีกับวงการฟุตบอลอิตาลีเป็นอย่างดี ซึ่งนำเจ้านายคนใหม่ของเขาในขณะนั้นอย่าง เปแอสเช เข้ามาล้วงเอา ซลาตัน, ติอาโก้ ซิลวา และ ฮาเวียร์ ปาสตอเร่ ไปค้าแข้งในลีกเอิงในช่วงปลายยุค 2000 ถึงต้นยุค 2010 (ล่าสุดเขาตัดสินใจกลับสู่อิตาลีและ เอซี มิลาน อีกครั้งแบบสดๆ ร้อนๆ)

ทุกวันนี้ อิตาลี ไม่ใช่ที่สำหรับรับนักเตะหมดสภาพจากลีกอื่นอีกแล้ว ดีลอย่าง แอชลี่ย์ โคล ซบ โรม่า, เนมานย่า วิดิช ซบ อินเตอร์ และ มิลาน ไปคว้าเอานักเตะหมดสภาพอย่าง ไมเคิ่ล เอสเซียง หรือ ซุลเล่ย์ มุนตารี่ ไม่มีให้เห็นอีกเเล้ว

ทุกทีมขยับซื้อตัวกันอย่างชาญฉลาดมากขึ้น พวกเขาเน้นไปที่นักเตะที่สามารถนำมาต่อยอดทั้งการพัฒนาเรื่องฟอร์มการเล่นและการซื้อขายในอนาคตมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เหนือสิ่งอื่นใด เซเรีย อา สามารถเอานักเตะระดับเบอร์ 1 (หรือไม่ก็เบอร์ 2) ของ ลา ลีกา อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่มาอยู่กับ ยูเวนตุส ที่เป็นการกระชากตัวชนิดที่ว่าเกิดขึ้นจากความต้องการของนักเตะเองอีกด้วย ซึ่งนอกจากในแง่ของการตลาดทื่ ยูเวนตุส ขายตั๋วปี 3 หมื่นใบหมดเกลี้ยง ยอดขายเสื้อถล่มทลายเป็นล้านตัวภายในเวลาอันสั้นเเล้ว นี่ยังเป็นการแสดงตัวของ ยูเวนตุส ว่าพวกเขาจะไม่หยุดอยู่แค่ในลีก ซึ่งจุดนี้ เซเรีย อา มีแต่ได้กับได้โดยเฉพาะเรื่องของความสนใจที่แฟนบอลทั่วโลกจะจับตา โรนัลโด้ ในชุดสีขาว-ดำ ฤดูกาลนี้


Photo : Facebook : Juventus

“คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นคนแรกที่เชื่อว่าดีลนี้จะเกิดขึ้น เป็นคนแรกที่ดำเนินการดีลนี้ และเขาเลือกยูเวนตุส” จูเซ็ปเป้ มาร็อตต้า ผู้อำนวยการทั่วไปของยูเวนตุสกล่าวกับคอร์ริเอเร่ เดลลา เซลล่า  มันแสดงให้เห็นถึงความท้าทายและประสบการณ์ครั้งใหม่ของ ยูเวนตุส และเหนือสิ่งอื่นใดมันเป็นการจุดไฟให้คู่แข่งของพวกเขาในลีกที่อยากจะชนะ ยูเวนตุส ในแบบฉบับที่มี โรนัลโด้ มากขึ้นไปอีก

ยูเวนตุส อยู่ในสถานะที่เก่งจนถูกเกลียดจากเพื่อนร่วมลีกครั้งหนึ่ง แข้งหัวเเถวอย่าง เนียงโกลัน เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่าเขาเกลียดยูเวนตุสและพร้อมสละอัณฑะตัวเองเพื่อแลกกับการคว้าชัยเหนือทีมดังของตูริน

"ผมคือคนที่ต่อต้านยูเวนตุสมาตลอด ผมเกลียดยูเวนตุสมาตลอด ที่กายารี่ผมพร้อมสละอัณฑะของผมเพื่อเอาชนะยูเว่ ที่สนามยูเวนตุส สเตเดี้ยม ผมนำกายารีต่อสู้กับพวกเขาเสมอ พวกเขาคว้าถ้วยสคูเด็ตโต้ในเกมเจอเราที่สนามในทริเอสเต้ ผมเกลียดพวกเขาเพราะพวกเขามักได้ลูกจุดโทษหรือฟรีคิก

ขณะที่ตัวแทนจากฝั่ง เนเปิลส์ อย่าง ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ก็พร้อมขานรับกับความท้าทายที่ยากกว่าเดิมว่าทีม นาโปลี ของเขาไม่กลัวการมาของ โรนัลโด้ และมั่นใจว่ากุนซือใหม่ของพวกเขาอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ จะทำในสิ่งที่ยากเย็นนี้ให้เป็นจริงได้

“แนวรับของอิตาลีนั้นแข็งแกร่งมาก ถึงแม้ว่าเขาจะพิสูจน์กับยูเวนตุสแล้ว (ทำสองประตูใส่ยูเวนตุสรอบ 8 ทีม UCL ฤดูกาลที่แล้ว) ว่าเขาสุดยอดขนาดไหน แต่ในระยะยาว เราต้องมาดูกัน

“ผมเชื่อว่าเราจะประสบความสำเร็จภายใต้การคุมทีมของอันเชล็อตติ สถิติในการทำทีมลุยแชมเปี้ยนส์ ลีกของเขานั้นยอดเยี่ยม … .เราจะยังเป็นทีมหลักที่ท้าชิงยูเวนตุสรึเปล่าน่ะเหรอ? ใช่ เพราะท่านประธานบอกว่าอันเชล็อตติคือการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุด อย่าลืมว่านี่เป็นทีมที่แข็งแกร่งมากที่เราสร้างมาแล้ว"

“สโมสรและผู้จัดการทีมจะรู้ดีว่าจะต้องเสริมทีมที่ไหนและอย่างไร สิ่งที่น่าเสียใจอย่างเดียวคือผู้คนต่างลืมไปแล้วว่าเรายอดเยี่ยมขนาดไหนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา”

ยูเวนตุส เองก็รู้เรื่องนี้ดีว่าเหล่าคู่แข่งอาฆาตและเข้าใกล้พวกเขาแค่ไหน ฤดูกาล 2016-17 พวกเขาคว้าแชมป์ด้วยแต้มเหนือ โรม่า 4 คะแนน เช่นเดียวกับในฤดูกาลที่ผ่านมาที่ทิ้งห่างนาโปลีเพียง 4 แต้มเช่นกัน


Photo : Facebook : Juventus

ยิ่งเก่ง ยิ่งต้องระวังสำหรับ ยูเว่ โลกฟุตบอลนั้นไม่มีอะไรแน่นอน ดังคำว่าที่ว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว ด้านเหล่าผู้ตามนั้นใช้ชีวิตแบบเสพติดความแค้นฝังแน่นมาถึง 7 ปี จนเป็นส่วนหนึ่งของการไล่ตามเป้าหมาย พวกเขาจะเกิดความคิดในหัวที่มีต่อ ยูเว่ ว่า "ยิ่งใหญ่ยิ่งล้มดัง" และยิ่งการเเข่งขั้นยิ่งเขี้ยวงวดมากขึ้นเท่าไหร่

 

ออกซ่านอกประเทศ

นอกเสียจาก ยูเวนตุส แล้วก็ไม่มีเหตุการณ์น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับสโมสรจากอิตาลีเลยในเวทียุโรป นาเซเรีย อา ก็จะยิ่งได้ประโยชน์จากจุดนี้ นมาเเล้วที่ทีมอื่นๆจะเข้าไปเทียวไล้เทียวขื่้อเกือบเอามือไปแตะถ้วยแชมป์

ฤดูกาลที่ผ่านมา ยูเวนตุส ไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกและเกือบคว่ำทีมที่จะเป็นแชมป์ในบั้นปลายอย่าง เรอัล มาดริด ได้ ขณะที่ โรม่า ทำเหนือความคาดหมายไปถึงรอบตัดเชือกและเเพ้ ลิเวอร์พูล แบบเฉียดฉิวด้วยประตูรวม 6-7 ด้านถ้วยเล็กอย่าง ยูโรป้า ลีก ลาซิโอ ก็พาตัวเองไปถึง 8 ทีมสุดท้ายอีกด้วย

ในฤดูกาลนี้ทีมจาก เซเรีย อา ได้โควต้าลุยฟุตบอลเเชมเปี้ยนส์ลีกเพิ่มขึ้นเป็น 4 ทีม (ยูเวนตุส,นาโปลี,โรม่า,อินเตอร์) ขณะที่ ยูโรป้า ลีก ได้อีก 3 (ลาซิโอ,มิลาน,อตาลันต้า) ทีม ซึ่ง 7 สโมสรที่เป็นตัวแทนที่เหมาะสมที่สุดที่จะไล่เก็บค่าสัมประสิทธิ์คืนให้กับ เซเรีย อา และเเสดงตัวว่าทีมจากอิตาลีจะกลับมาเป็นจอมเขี้ยวมิใช่หมูให้ใครเคี้ยวง่ายๆ อีกต่อไป

 

สิ่งที่รออยู่หลังจากนี้?

ตอนนี้ทีมอย่าง โรม่า, นาโปลี และ อินเตอร์ มิลาน กำลังเดินหน้าต่ออิฐบล็อกที่ 3 ที่ 4 จากฐานที่พวกเขาพยายามสร้างมาหลายปี ขณะที่ทีมเล็กๆ เองก็มีส่วนในการสร้างนักเตะระดับคุณภาพมาประดับลีกมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะเก็บไว้ใช้งานเองหรือปั้นขายต่อพวกเขาเหล่านี้ก็มีแต่ได้กับได้ทั้งนั้น

โตริโน่ สร้าง ชิโร่ อิมโมบิเล่ (ก่อนจะมาเกิดอีกครั้งกับ ลาซิโอ), ปาแลร์โม่ สร้าง เปาโล ดีบาล่า, ฟิออเรนติน่า สร้าง จิโอวานนี่ ซิเมโอเน่, โบโลญญ่า สร้าง ซิโมเน่ แวร์ดี้, ลาซิโอ สร้าง เซอร์เกย์ มิลินโควิช-ซาวิช, อตาลันต้า สร้าง อเลฮานโดร โกเมซ ... พวกเขาเหล่านี้แต่ทำให้ฟุตบอล อิตาลี น่าดูชมมากขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา

อีกสิ่งหนึ่งที่ฝังหัวสมองแฟนบอลมาตลอดว่าลีก อิตาลี นั้นเป็นอะไรที่น่าเบื่อ มีแต่บอลแท็คติกรออ่านจังหวะกัน ทว่าความจริงคือสถิติการยิงประตูเฉลี่ยทุกคู่ทุกสนามไม่ได้บอกอย่างนั้น

ค่าเฉลี่ยการยิงประตูตลอดทั้งฤดูกาล 2017-18 ที่ผ่านมาของ เซเรีย อา อยู่ที่ 2.68 ประตูต่อ 1 เกม เทียบเท่ากับ พรีเมียร์ลีก พอดีเป๊ะ และเป็นรองเพียง ลา ลีกา สเปน เพียง 0.01 เท่านั้น (ลา ลีกา ได้ 2.69 ประตูต่อ 1 เกม)  นี่คือตัวเลขที่ยืนยันได้ว่า เซเรีย อา ยุคใหม่สนุกและมีประสิทธิภาพไม่แพ้ลีกใดๆ เลย

แน่นอนว่าสำหรับการแข่งขันในฤดูกาล 2018-19 ที่จะถึงนี้ ยูเวนตุส ยังคงเป็นเต็ง 1 ของ เซเรีย อา ไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขายังมีโอกาสสูงกว่าใครที่จะจบฤดูกาลด้วยการได้ชูถ้วยแชมป์เป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกกัน  อย่างไรก็ตามแม้ปลายทางจะเหมือนเดิมแต่เส้นทางก่อนหน้านั้นจะเข้มข้นมากขึ้นจากองค์ประกอบทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไปก่อนหน้านี้


Photo : Facebook : Juventus

ที่สุดเเล้ว ณ ตอนนี้วงการฟุตอิตาลีจะยังห่างไกลจากยุคนักเตะที่นักเตะดังเข้ามากวาดเงินลีร์ (สกุลเงินเก่าของ อิตาลี) และพิสูจน์ตัวเองว่าเก่งที่สุดในโลก เหมือนในช่วง 20 ปีก่อนหน้านี้ แต่ เซเรีย อา กำลังเดินอย่างถูกทางและน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยๆ พวกเขาก็ก้าวข้าม 10 ปีแห่งช่วงเวลาของความมืดมิดของวงการฟุตบอลอิตาลีได้สำเร็จแล้ว

ของกำลังมาฟ้ากำลังเปิด นาทีนี้ฟุตบอลอิตาลีไม่กลัวใครแล้ว พวกเขาพร้อมแล้วที่จะกลับมาอยู่ในกระแสน้ำฟุตบอลยุโรปที่เชี่ยวกราดอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีความเสี่ยงแต่ทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้ล้วนแล้วแต่เป็นกำไรของคนดูอย่างเราๆ แน่นอนร้อยเปอร์เซนต์

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : เจษฎา บุญประสม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง