mainstand

Stories

4 วัน 3 คืน 2 สนาม 1 รถแห่ : ประสบการณ์การดูฟุตบอลในสามจังหวัดชายแดนใต้



“ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส” คือ สามจุดหมายปลายทางที่ นักเขียนสายกีฬาอย่างผม ต้องการเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์การดูฟุตบอลถึงขอบสนามให้ได้สักครั้งในชีวิต


 

หลายคนรับรู้ได้ถึงความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนใต้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ความกังวลต่อชีวิต เป็นเหตุผลสำคัญที่มากกว่าระยะทางห่างไกล ที่ทำให้ผู้คนจากพื้นที่อื่นไม่กล้ามาชมฟุตบอลที่นี่ 

หากเราคิดว่า ทุกจังหวัดในแผ่นดินไทย คือ ส่วนหนึ่งของประเทศ ทำไมเราถึงมีหวาดกลัวต่อพี่น้องร่วมชาติของเรา? และเหตุใดการเดินทางมายังสามจังหวัดชายแดนใต้ จึงเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตราย จนเราไม่สามารถไปมาหาสู่กันได้เหมือนเวลาไปจังหวัดอื่นๆในไทย?  

นั่นเป็นคำถามที่เราตั้งกับตัวเอง และในฐานะคนที่ติดตามสื่อ ก่อนจะมาทำงานด้านนี้ เราเคยเห็นการนำเสนอ ข่าวสารต่างๆมากมาย เกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่ปกติที่นั่น ส่วนใหญ่ไม่ใช่ข่าวที่ดีนัก ส่วนการใช้ชีวิตประจำวันปกติของพวกเขากลับไม่ได้ถูกนำเสนอมากเท่าไหร่ 

ภาพลักษณ์ของเมืองและคน จึงถูกตีความเหมารวมไปในด้านลบ ทั้งที่ผู้คนส่วนใหญ่หรือแทบจะทั้งหมดก็ว่าได้ ต่างต้องการความสงบสุขในชีวิต 

ความคิดที่อยากแบ่งแยกดินแดน มีอยู่ในคนส่วนน้อยมากในพื้นที่นั้น เฉกเช่นกับทุกๆ สังคม ที่ผู้คนต่างมีความคิดที่แตกต่างหลากหลาย 

คงไม่แฟร์สักเท่าไหร่ หากคนทั่วไปในพื้นที่สามจังหวัด จะมองไปในทางลบเสียหมด จนเมื่อได้มาทำงานวิชาชีพสื่อ ถ้าผู้เขียนเล่าเรื่องเหตุการณ์ปกติ และเปิดมุมมองใหม่ด้านกีฬาแก่ผู้อ่าน วิธีการที่น่าจะดีที่สุด คือ การลงพื้นที่จริง เพื่อนำประสบการณ์มาส่งต่อ

เราใช้เวลาร่างแผนการเดินทาง และเริ่มติดต่อกับคนในพื้นที่ ผ่านทางโซเชียล มีเดีย แม้แหล่งข่าว และคนในพื้นที่นั้น จะไม่ได้รู้จักผู้เขียนเป็นการส่วนตัว ส่วนมากไม่เคยเจอหน้ากัน รวมถึงผู้เขียนก็ไม่เคยมีญาติพี่น้อง หรือประสบการณ์ในการไปใช้ชีวิตอยู่ที่สามจังหวัดชายแดนใต้ 

แต่เราก็ไม่ลังเลที่จะตัดสินใจไปที่นั่น แบบตัวคนเดียว สะพายกระเป๋ากล้อง, และกระเป๋าเสื้อผ้าที่มีโน๊ตบุค ของใช้ต่างๆ ติดตัวไป พร้อมกับความเชื่อที่ว่า “คนไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ย่อมมีน้ำใจและพร้อมช่วยเหลือกันอยู่แล้ว” 

 

Day 1 : กอและ, กือโป๊ะ และ ร้านน้ำชา 

“แปลกใจ และมีความกังวลเล็กน้อย” คือความรู้สึกแรกของ ผู้เขียน หลังจากสืบเท้าเข้ามาในสนามบิน จ.นราธิวาส ในช่วงสายวันเสาร์ที่ 6 ก.ค. 

เราเห็นทหารถือจำนวนหนึ่งยืนประจำการอยู่รอบๆสนามบิน เพื่อดูแลความปลอดภัย มองไปอีกนิด ตรงสายพานลำเลียงกระเป๋า เจ้าหน้าที่อยู่ตรงนั้น คือ พลทหาร ในชุดกางเกงขาสั้นสีดำ เสื้อแขนสั้นสีกรมท่า สกรีนหน้าอกว่า “กองทัพเรือ” 

นั่นเป็นภาพที่ไม่ชินตานัก สำหรับผู้มาเยือนเช่นเรา และมีเกิดคำถามในใจว่าทำไมถึงต้องมีทหารภายในสนามบินมากขนาดนี้

ผ่านไปสักพักหนึ่ง “มัง อาเนาะมือนารอ” ประธานแฟนคลับกอและ มาเนีย ที่เราทักแชทไปคุยกันวันก่อน ขับจักรยานยนต์บิ๊กไบค์คันใหญ่ มารับผู้เขียนถึงสนามบิน พาไปยังหาดนราทัศน์ ที่อยู่ในตัวเมือง 


>> กอและ มาเนีย : แฟนบอลอัลตรัสกลุ่มแรกของไทยที่บอกเล่าตัวตนผ่านเพลงเชียร์ภาษามลายู
 

ระหว่างทางที่ข้ามสะพานไป เราเห็นวิถีชีวิตชาวเล รวมถึงเรือกอและเป็นครั้งแรก “เรือกอและ” ถือเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ ผ่านศิลปะที่ถูกแต่งแต้มลงบนเรือที่ใช้ทำมาหากิน 

เมื่อมาถึง หาดนราทัศน์ ที่นี่เปรียบเสมือนแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนในจังหวัด มีร้านอาหาร ผู้คนมาปูเสื่อนั่งกิน เหมือนกับบรรยากาศริมชายหาดที่ จ.เพชรบุรี, จ.ประจวบคีรีขันธ์ อย่างไรอย่างนั้น 

“คุณมัง” ยื่นข้าวเกรียบรูปทรงคล้ายข้าวเกรียบกุ้งให้กับผม พร้อมด้วยคำเชื้อเชิญให้ลองของดีประจำจังหวัด

สิ่งที่อยู่ในปากผมไม่ใช่ข้าวเกรียบกุ้งอย่างแน่นอน เพราะรสชาติมีความแตกต่างกันพอสมควร ไม่นานก็ได้รับการเฉลยจากเจ้าถิ่นว่า นี่คือ “ข้าวเกรียบนรา” หรือ กรือโป๊ะ ที่ทำมาจากเนื้อปลา แต่ที่ทำให้จดจำข้าวเกรียบนราได้ขึ้นใจ คือ ตอนหลังจากนั้นที่ คุณมัง พาผมไปยังสนามแข่งขัน

บริเวณหน้าสนามกีฬากลาง จ.นราธิวาส ไม่ต่างกับพื้นที่ทั่วไป ที่ของกินขายอยู่หน้าสนาม โดยเฉพาะลูกชิ้นทอด แต่ที่ดูแตกต่างคงเป็นลูกชิ้นลักษณะเป็นแท่งเหลี่ยมๆ สีสันคล้ายกับเจ้าข้าวเกรียบนรา 

แม่ค้าบอกว่านี่คือ กรือโป๊ะ ที่นำเอามาทอด ราดด้วยน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน (ข้าวเกรียบแบบไม่ทอด ก็กินคู่กับน้ำจิ้ม) ปรากฏว่า มันอร่อยมาก อร่อยจนอยากให้มีแม่ค้าหน้าสนามบอลที่กรุงเทพฯ นำมาทอดขายเลยให้ตายเถอะ! 

อีกหนึ่งเรื่องที่เกี่ยวกับข้าวเกรียบกรือโป๊ะ ที่ช่วยทำให้ผู้เขียนรู้สึกอุ่นใจ ไม่ได้มีความกังวล เหมือนตอนเพิ่งมาถึงจังหวัดนราธิวาส 

คือช่วงระหว่างทางไปสนาม คุณมัง ได้แวะร้านข้าวเกรียบนรา ซื้อจำนวน 6 ห่อ ซึ่งจากที่สังเกตเห็น แม่ค้ามีการพูดคุยกับคุณมัง ก่อนหันมายิ้มให้ผมแล้วยื่นน้ำดื่มมาให้ฟรี 1 ขวด 

“เขารู้สึกดีใจมาก เวลามีคนจากกรุงเทพฯ มาที่นี่ เขาก็เลยให้น้ำดื่มกับเดย์” คุณมัง อาเนาะมือนารอ อธิบายถึงเหตุผลกับผม ก่อนยกข้าวเกรียบทั้ง 6 ห่อให้แก่ผม 

วันดังกล่าวเป็นโปรแกรมที่ นรา ยูไนเต็ด รับการมาเยือนของ กระบี่ เอฟซี บรรยากาศในสนามแข่งขัน แตกต่างกับทุกๆสนามที่เราเคยไป 


ไล่มาตั้งแต่ ภาษาที่ใช้ในเพลง, เนื้อเพลง และทำนองเพลงเชียร์ของ “กลุ่มกอและ มาเนีย” ผู้เขียนยอมรับตามตรงว่า ไม่เคยได้ยินเพลงแบบนี้จากขอบสนามที่ไหนมาก่อน เพราะปกติทีมในไทย จะใช้ทำนอง และเนื้อเพลงที่ใกล้เคียงกันหมด 

>> บทเพลงเชียร์บอล “ภาษามลายู” แปลเป็นไทยได้ความหมายอย่างไรบ้าง ?
 

กอและ มาเนีย เลือกใช้ ภาษามลายู อันเป็นภาษาแรกที่คนไทยเชื้อสายมลายูพูดได้ นำมาขับร้อง ส่วนทำนองเพลง, วัฒนธรรมการเชียร์ พวกเขาได้รับอิทธิพลมาจาก ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย 

แม้แต่จังหวะที่มีการหยุดเกม เสียงที่แฟนบอลตะโกนลงไปในสนาม ก็ยังเป็นภาษาท้องถิ่น นับเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับผู้เขียน เช่นเดียวกับการได้เห็น บริเวณข้างๆสนาม มีเต๊นท์หลังหนึ่ง ที่มีเสื่อปูไว้จำนวนหลายผืน และมีผู้คนผลัดเปลี่ยนเข้าไป ละหมาด ทั้งช่วงก่อนแข่ง ระหว่างแข่ง (ฟุตบอลแข่งเวลา 16.15 น.) 

จบเกมการแข่งขัน ผู้เขียนได้ลงไปทักทายกับ วัชระ ยาวอหะซัน ประธานสโมสรนรา ยูไนเต็ด ตามคำแนะนำของคนในกลุ่มกอและ มาเนีย แม้การมาครั้งนี้ เราจะไม่ได้ติดต่อผ่านสโมสร แต่ทางคุณวัชระ ก็ได้ให้การช่วยเหลือเรื่องห้องพักกับเรา 

“ขอบคุณนะที่ลงมาช่วยประชาสัมพันธ์ ฝากบอกคนอ่านเขาหน่อย พวกเรายินดีต้อนรับทุกคนที่มาเยือน บ้านเราไม่ได้กลัวอย่างที่เป็นในข่าว” คุณวัชระ ฝากประโยคหนึ่งกับเรา ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าท่านรู้จัก Main Stand หรือไม่ 

ช่วงหัวค่ำ ก่อนจะเดินทางเข้าที่พัก เราได้นัดกับบรรดาแกนนำกลุ่มกอและ มาเนีย มานั่งพูดคุย แลกเปลี่ยนกัน ภายในร้านน้ำชา ที่เปิดให้บริการถึงเวลากลางคืน

ใต้บรรยากาศรอบๆเมือง ที่ค่อนข้างเงียบสงบ เพราะประชาชนที่นี่ โดยมากเป็น มุสลิมที่ค่อนข้างเคร่งครัด และมีความอนุรักษ์นิยมมากพอสมควร จึงไม่มีความบันเทิงอย่างอื่น นอกจากฟุตบอล เมืองจึงค่อนข้างเงียบ และร้านน้ำชา เป็นสถานที่หนึ่งที่เหมาะสม สำหรับการมานั่งพูดคุย หลังอาทิตย์ตกดิน 

“เราไม่ได้สนใจว่าทีมจะอยู่ดิวิชั่นไหน หรือลำดับเท่าไหร่ ขอแค่ให้เรามีทีมเชียร์ก็พอ” อูมาร์ท อิสมาแอล หนึ่งในแกนนำกล่าว

แนวทางท้องถิ่นนิยม เป็นส่วนสำคัญสำหรับฟุตบอลในสามจังหวัดชายแดนใต้ พวกเขาพร้อมสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไข หากได้เห็นลูกหลานในจังหวัด มีพื้นที่เล่นฟุตบอล และถ้าวันหนึ่งเด็กๆพวกนี้ มีโอกาสไปได้ไกลกว่าทีมบ้านเกิด พวกเขามีแต่จะสนับสนุน และติดตามเชียร์ต่อไป เพราะมันคืออนาคตของลูกหลานพวกเขา 

การสนทนาบนโต๊ะน้ำชา ปราศจากเครื่องดื่มมึนเมา มีเพียงชาชัก โรตี แต่ก็ได้อรรถรสการดื่มด่ำ และได้เห็นถึงอุปนิสัย และอัธยาศัยของคนนราฯ นั้น ตรงตามความหมายชื่อจังหวัดนราธิวาส ที่แปลว่า “ที่อยู่ของคนดี”

 

Day 2 : จิ๊กซอว์แห่งยาลอ

ข้ามพ้นเวลาผ่านเที่ยงคืนเข้าสู่วันใหม่ ในขณะที่เอนกายอยูในโรงแรม ที่ถนนด้านหน้าทางเข้า มีด่านความมั่นคงตั้งอยู่ 

ใจหนึ่งรู้สึกอุ่นใจ เพราะช่วงกลางวันไม่เจออะไรที่น่าเป็นห่วง แต่อีกใจหนึ่ง ห้ามให้หยุดคิดไม่ได้ว่า คืนนี้จะมีเหตุการณ์แปลกๆอะไรหรือไม่ ทั้งชีวิตก็ไม่เคยนอนตัวคนเดียวในสามจังหวัดชายแดนใต้

ไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน แต่ตลอดทั้งคืน ถึงตอนเช้าที่ตื่นมา เราได้ยินเพียงแค่เสียงรถมอเตอร์ไซค์ขับผ่านด้วยความเร็ว มือบิดคงเป็นเด็กวัยรุ่น เหมือนๆพื้นที่อื่น นอกนั้นทุกอย่างปกติดี 

เราผ่านอีกหนึ่งความกังวล เช็คเอาท์ออกจากโรงแรม ไปยังท่ารถตู้ เพื่อเตรียมนั่งรถเข้าจังหวัดยะลา เส้นทางที่เราผ่านมีความลาดชัน และโค้งเยอะตามเหลี่ยมภูเขา 

ก่อนมา ยะลา เรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับจังหวัดนี้เพียงไม่กี่อย่าง เช่น รู้ว่าจังหวัดนี้เคยเป็น แคมป์เก็บตัวทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ยุคก่อนที่สร้างชื่อในเวทีโลก 

ส่วนคนในพื้นที่คนเดียวที่ผู้เขียนรู้จัก อย่าง อ.ฮัมซะฮ์ เซ็งโสะ ที่เราเคยสัมภาษณ์เรื่องราวของเขาลงเว็บไซต์ Main Stand ปรากฏว่าในวันนั้น เขาพาลูกศิษย์ไปแข่งฟุตบอลที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์  

>> คัมภีร์วิทยา : ร.ร. สอนศาสนาอิสลามที่ใช้ “ฟุตบอล” ขัดเกลาเยาวชนในชายแดนใต้
 

ความหวังของเราจึงอยู่ที่ คุณอาดัม อาลีมามะ ผู้จัดการทั่วไปสโมสร ยาลอ ซิตี้ เมื่อมาถึงสถานที่ แบอาดัม ขี่รถจักรยานยนต์ พร้อมกับบอกให้เราเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บในโรงแรมได้เลย เนื่องจากเขาได้ออกค่าที่พักให้ (อีกแล้ว) - ใครบอกคนสามจังหวัดน่ากลัว? ต้องลองมาสัมผัสดู 

แบอาดัม อาสาขี่สองล้อพาเราชมรอบเมืองยะลา พร้อมบรรยายเรื่องราวต่างๆ เราจึงได้รู้ว่า ที่นี่มีผังเมืองสวยติดอันดับ 23 ของโลก ถนนหนทางในตัวเมือง เชื่อมต่อกันหมด แต่ที่อาจจะแปลกๆแตกต่างกับ นราธิวาส คงเป็นเสาปูนที่มีความสูงระดับเอววางติดกันเรียงราย ตามร้านค้าต่างๆ 

“มันคือเสาที่เขาตั้งไว้กันคาร์บอมบ์” คุณอาดัม บอกกับเราถึงหลักฐานที่บ่งบอกว่า ครั้งหนึ่ง เมืองที่สวยงามอย่าง ยะลา ก็เคยมีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น

รถจักรยานยนต์ของ แบอาดัม มาจอดที่ร้านข้าวหมกกอไผ่ของ คุณบี ศุภวัฒน์ เจ้าของร้านที่เป็นแฟนบอล ยาลอ ซิตี้ คอยให้บริการ และยื่นมือช่วยเหลือสโมสรบ้านๆ แห่งนี้ ด้วยการให้ น้องๆ นักฟุตบอล รวมถึงทีมงานผู้ฝึกสอนมารับประทานได้ฟรี 

จากนั้น เรื่องราวของสโมสร ยาลอ ซิตี้ เริ่มค่อยๆถูกถ่ายทอดบนโต๊ะข้าวหมกกอไผ่ จนเราได้รู้ว่า ทีมนี้เป็นทีมที่เพิ่งก่อตั้ง ไต่เต้าขึ้นมาเล่นไทยลีก 4 จากลีกสมัครเล่น (ไทยแลนด์ อเมเจอร์ ลีก) มีนโยบายเน้นใช้ผู้เล่นเยาวชนในท้องถิ่นเป็นหลัก, ไม่ใช่นักเตะต่างชาติ คนทำทีมไม่มีใครมาจากซีกการเมือง ทั้งหมดเป็นเพียงประชาชนชาวยะลา ที่ชอบฟุตบอล ไม่อยากให้บ้านเกิดขาดทีมอาชีพ ช่วยกันคนละไม้คนละมือตามกำลังที่ทำได้ 

จุดมุ่งหมายของสโมสรนี้ อยู่ที่การใช้ฟุตบอล เชื่อมคนในจังหวัด ทุกศาสนา ให้อยู่ร่วมกันได้ เพราะนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ใน ปี พ.ศ. 2547 ผู้คนสองฝั่ง ที่แบ่งตามภูมิศาสตร์ สองฝั่งบนรถไฟ (ฝั่งหนึ่งส่วนมากเป็น ไทยมุสลิม อีกฝั่งส่วนมากเป็น ไทยพุทธ และศาสนิกอื่นๆ) ไม่ได้ติดต่อ ไปมาหาสู่กันมากนัก เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต  

>> ยาลอ ซิตี้ : สโมสรใต้สุดแดนสยามที่มุ่งทำฟุตบอลเพื่อคนทุกศาสนาในยะลา
 

หลังพูดคุยกันพอสมควร แบอาดัมและผู้เขียน มาถึงสนามก่อนแฟนบอล และเมื่อมองไปรอบๆ เราได้เห็นสนามที่มีความสวยงามลำดับต้นๆของประเทศก็ว่าได้ อย่าง “จารู สเตเดียม” โดยฉากหลังเป็นทิวเขา มองออกไปแล้วสบายตา พื้นสนามเป็นหญ้าเทียม ที่สภาพยังดีอยู่ 



ผู้คนค่อยๆทยอยเข้ามาจับจองพื้นที่ บนอัฒจันทร์ ส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัว เนื่องจากนโยบายสโมสร ที่ตั๋วปีหนึ่งใบ สามารถขนมาได้ทั้งบ้าน ส่วนด้านล่าง มีเจ้าหน้าที่ทหาร และเจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิด เดินสำรวจตรวจตรารอบๆสนาม ตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม 1 ชั่วโมง 

เสน่ห์อย่างหนึ่งที่เราสัมผัสได้คือ สโมสรฟุตบอลในสามจังหวัด นิยมเล่นบอลเกมรุก ต่อบอลเท้าสู่เท้า จากการสอบถามแฟนบอล และคนทำทีม ก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริง 

เพราะแฟนบอลในท้องถิ่น ชื่นชอบการดูบอลที่สวยงาม ต่อให้เป็นการแข่งขันแบบบอลหมู่บ้าน ก็ต้องเน้นเกมรุก ทำให้นักบอลจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่วนมากจะมีความเร็ว และความสามารถเฉพาะตัวดี

นอกจากบรรยากาศสนามที่สวยงาม และความเป็นกันเองของผู้คนที่ยะลา (ซึ่งคุณสามารถขอถ่ายภาพ และเขายินดีเล่นกล้องกับคุณได้เลย) 



เรายังได้รู้จักช่างภาพจิตอาสา ประจำสโมสรอย่าง คุณ แวอัสมาน สาและ ที่มีอาชีพหลัก คือ ขายโรตี แต่มีความชื่นชอบในการถ่ายภาพ ชักชวนให้เราไปกินโรตีร้านของเขาในช่วงเช้าวันรุ่งขึ้น 

หลังจากเช็คอิน และกินโรตียามเช้าเสร็จสรรพ คุณแวอัสมาน อาสาขี่รถจักรยานยนต์ส่วนตัว พาไปยังท่ารถบนถนนปรีดา 

ที่นี่ไม่มีรถตู้ ไม่มีรถบัส และรถโดยสารที่จะพาเราไปยังจังหวัดปัตตานี คือ รถเบนซ์รับจ้าง คันเก่าสุดคลาสสิก โดยโชเฟอร์วัยคุณลุง ด้านในรถ สามารถนั่งได้ 4 คน  เก็บค่าโดยสารเพียงคนละ 50 บาทเท่านั้น

เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการเดินทางที่อยากแนะนำให้ผู้คนได้ลองสัมผัส

 

Day 3, 4 และ Day ต่อๆไป 

รถเบนซ์รุ่นเดอะ พร้อมด้วยโชเฟอร์คราวลุง พาหลานนักเขียนมาถึงตัวเมืองปัตตานี กวาดสายตาไปรอบๆพบว่า ที่นี่ค่อนข้างมีความเจริญในระดับหนึ่ง สมกับเมืองแห่งปราชญ์ในยุคอดีต ผู้คนที่ปัตตานี ดูพลุกพล่านกว่า สองจังหวัดที่เราเดินทางผ่านมา 

เราสามารถหาร้านกาแฟสวยๆ นั่งเขียนบทความ รอช่วงเวลาเย็นที่ “อนุรักษ์ กมลจิตร” นักฟุตบอลทีมปัตตานี เอฟซี ซึ่งรู้จักกันตั้งแต่สมัยที่เขาเล่นให้สโมสรบ้านเกิดผู้เขียน (เพชรบุรี เอฟซี) มารับไปสนามฟุตบอล เพื่อนัดหมายสัมภาษณ์กับ มิดสะดา สายใต้ฟ้า เพื่อนร่วมทีมชาวลาว

สนามเรนโบว์ สเตเดียม อยู่ด้านหลัง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ไม่ไกลนัก เราได้ทักทายกับแหล่งข่าว และนัดกันว่าจะสัมภาษณ์หลังเลิกซ้อมประจำวัน แต่พายุเจ้ากรรมก็โหมพัดกระหน่ำ จนถึงหัวค่ำ และทำให้ต้องเลื่อนการสัมภาษณ์ มาเป็นช่วงสายของอีกวัน

สิ่งที่เราได้รับรู้จากปากของ นักฟุตบอลต่างถิ่นทั้งสองราย ในช่วงสายของวันที่ 4  คือ บรรดานักเตะท้องถิ่น ส่วนมากมีรายได้ไม่สูงนัก (เช่นเดียวกับที่ นรา ยูไนเต็ด และ ยาลอ ซิตี้) ค่าแรงของเขาอยู่ที่หลักพันปลายๆ ถึง หลักหมื่นต้นๆ ตามฝีเท้า 

ถึงกระนั้น นักบอลท้องถิ่นแทบไม่ได้มองเรื่องตัวเงินเป็นหลัก พวกเขาพอใจกับการได้เล่นบอลในลีกอาชีพ และเล่นฟุตบอล เพราะความคลั่งไคล้และรักในกีฬา ขอแค่มีพื้นที่ให้เขาจะโชว์ความสามารถก็พอ 

อีกมุมหนึ่ง เหตุผลที่สโมสรในสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่สามารถจ่ายเงินจ้างค่าเหนื่อยนักเตะท้องถิ่นได้แพงนัก เพราะสปอนเซอร์สินค้ามักไม่ค่อยให้การสนับสนุนทีมจากพื้นที่ตรงนั้น 

ทำให้พวกเขาไม่มีเงินทุนมากพอ สปอนเซอร์ส่วนใหญ่จึงเป็นห้างร้านในจังหวัดที่มีกำลังช่วยสนับสนุนเงินแค่ประมาณหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นการบริหารจัดสรรเงินเดือน จึงต้องลดหลั่นลงไป

หลังจากสัมภาษณ์ มิดสะดา นักฟุตบอลชาวลาวเสร็จ เราก็ได้รับการช่วยเหลือด้านการเดินทางจาก คุณอ๊อฟ - ธาดาพงษ์ สำเภาศรี เจ้าหน้าที่วิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และน้องลี - ซุลกิฟลี มะสารี  นักศึกษาฯ ที่อาสาขับรถยนต์พาผู้เขียน มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านกำปงปารู หมู่ 3 ตำบลกะรุบี อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ซึ่งห่างออกไปจากตัวเมือง 70 กิโลเมตร

จุดหมายของเราไม่ใช่สนามฟุตบอล แต่เป็นการตามหา “รถแห่ลิเวอร์พูล” ในตำนาน พื้นที่เรากำลังไปนั้น เป็นพื้นที่สีแดง มีด่านความมั่นคงถี่ยิบ คุณสามารถมองเห็นเกาะบังเกอร์ รั้วลวดหนาม และกำลังเจ้าหน้าที่ทหารพราน ที่ตรวจตราเข้มข้นกว่าในเมืองหลายเท่า 

ความรู้สึกหลายอย่างผสมปนเปกัน ทั้ง กลัว (จากที่ไม่กังวลมา 2-3 วัน) และเห็นใจชาวบ้านทั่วไป ที่คงอึดอัดไม่น้อยกับความตึงเครียดที่มีอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น 

อีกอย่างเราไม่มั่นใจว่า การไปในครั้งนี้เราจะได้พบกับตัวจริง เสียงจริงหรือไม่ เพราะผู้เขียนติดต่อผ่านแหล่งข่าวที่รู้จักกับคนกลุ่มนี้ถึง 3 ทอด (ไม่ได้คุยโดยตรง) ซึ่งคนสุดท้ายที่ยืนยันกับเราได้ คือ น้องชายของแบวัง - อาหมัดฮัสวัน ตะโละดิง หนึ่งในบุคคล ภาพรถแห่ในตำนาน 

ภาพแรกที่เห็นคือ ชายมีอายุ 5-6 คน นั่งรอพวกเราอยู่ในที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน เสียงหัวเราะจากฝั่งเขาและเราช่วยทำให้ผู้เขียนกับแหล่งข่าวสนิทกันอย่างรวดเร็ว 

การสนทนาเป็นไปอย่างธรรมชาติ พวกเขาไม่เกร็ง และเราก็ตั้งใจฟัง ด้วยสัตย์จริง เราสัมผัสได้ว่า ทุกเรื่องที่พวกเขาเล่า มีความจริงใจ ไม่มีอะไรซ่อนเร้น และทำทุกอย่างลงไป โดยไม่ได้คิดว่า จะต้องดังเป็นกระแสในโลกอินเตอร์เน็ต

หลังสัมภาษณ์เสร็จ เรายืนคุยกับพวกเขาอีกสักระยะ ก่อนขึ้นรถกลับด้วยความรู้สึกที่ทั้งอิ่มอกอิ่มใจ และแอบมีอารมณ์ค้าง หากไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่ต้องรีบไปขึ้นเครื่องบินกลับในวันนั้น ที่สนามบินหาดใหญ่ เราก็ยังอยากอยู่กับพวกเขาอีกสักวัน ไปนั่งคุยที่บ้านของลุงๆ พี่ๆ เหล่านี้ 

เพราะสายตาที่เขามองเรา เขาดูมีความสุข และดีใจ ที่คนจากเมืองหลวงลงไปหา ลงไปพูดคุยกับพวกเขาในเรื่องฟุตบอล 


>> พวกเขาเป็นใคร? : เปิดตำนาน “รถแห่ลิเวอร์พูล” จากสถานที่จริง - บุคคลจริง
 

4 วัน 3 คืน 2 สนาม 1 รถแห่ คงไม่ยาวนานพอที่จะได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นใน สามจังหวัดชายแดนใต้ได้หมด

แต่สิ่งที่เราสามารถบอกได้ และแหล่งข่าวทุกคนยืนยันกับเราเป็นเสียงเดียวกัน ก็คือ ไม่เคยมีเหตุการณ์ความไม่สงบหรือความรุนแรงเกิดขึ้นยามมี “ฟุตบอล” ไม่ว่าจะระดับบอลลีกอาชีพ หรือบอลท้องถิ่น

ฟุตบอล สำหรับคนที่นี่มีความหมายมากกว่ากีฬา หรือผลการแข่งขัน เพราะเป็นสิ่งบันเทิงเพียงไม่กี่อย่างที่จรรโลงใจ คนสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งมีความรักในกีฬานี้มากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว 

ในสนามฟุตบอล จึงเป็น พื้นที่แห่งสันติภาพ ที่ทุกคนรวมถึงผู้เขียน ยามอยู่ในสนามฟุตบอล จะลืมไปเลยว่า ข้างนอกมีความตึงเครียด หรือมีสถานการณ์ไม่ปกติอะไรเกิดขึ้นบ้าง และสัมผัสได้ถึงความปลอดภัย 

จากที่เคยตั้งใจว่าจะไปสามจังหวัดสักครั้งในชีวิต ดูเหมือนว่าตอนนี้ อาจต้องเปลี่ยนมาเป็น การให้สัญญากับตัวเองว่า 

นี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ผู้เขียนจะเดินทางไปดูฟุตบอล ในพื้นที่หนึ่งที่มีความรักในกีฬาฟุตบอลมากสุดของประเทศไทยอย่างสามจังหวัดชายแดนใต้



ชื่นชอบบทความนี้ของ : อลงกต เดือนคล้อย ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง