mainstand

Feature

‘ซูเปอร์ทีม’ ดิ อเวนเจอร์ส ในโลก NBA



หากนึกถึงการรวมตัวของกลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษเพื่อภารกิจอันยิ่งใหญ่ … ดิ อเวนเจอร์ส การรวมตัวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่จากค่าย มาร์เวล คงเป็นชื่อแรกๆ ที่ทุกคนนึกถึง (หรือบางคนอาจคิดถึง จัสติซ ลีก จากค่าย ดีซี ก็ไม่ว่ากัน)


 

การรวมตัวของยอดคนเหล่านี้ จะว่าไปก็มักถูกเปรียบเทียบกับทุกวงการ และแน่นอน วงการกีฬาก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ... หากเป็นสายฟุตบอล คุณๆ อาจนึกถึง “กาแล็คติกอส” แก๊งรวมดาวของ เรอัล มาดริด แต่หนึ่งวงการที่เมื่อมีการรวมตัวของดาวดังคราใด ก็สามารถเรียกเสียงฮือฮาได้อยู่เสมอ คงหนีไม่พ้น บาสเกตบอล NBA กับคำว่า “ซูเปอร์ทีม”

 

ภารกิจสุดหิน

สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นธรรมชาติของกีฬาบาสเกตบอลซึ่งทุกคนปฏิเสธไม่ได้คือ “บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่เล่นกันเป็นทีม” เพราะในแต่ละทีมเองก็เป็นการรวมตัวกันของคนหลายสิบ ทั้งตัวจริง 5 คนในสนาม ตัวสำรอง รวมถึงสตาฟฟ์โค้ช


Photo : www.bardown.com

อันที่จริง หากสำรวจวงการนี้ทั้งในอดีตและปัจจุบันก็จะพบว่า แต่ละทีมนั้นมักมี “ซูเปอร์สตาร์” 1-2 คนอยู่ในทีมอยู่แล้วโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ในยุค 80s กับ ลอสแอนเจลิส เลเกอร์ส ยุค “โชว์ไทม์” ที่มี คารีม-อับดุล จาบาร์ กับ แมจิค จอห์นสัน นำทัพ, ดีทรอยต์ พิสตันส์ ที่มี ไอเซห์ โธมัส และ โจ ดูมาร์ส ที่ร่วมมือกันจนทำให้ทีมได้แชมป์ 2 สมัยติด หรือ ชิคาโก บูลส์ ยุค 3-peat (แชมป์ 3 ปีติด) ครั้งแรกที่มี ไมเคิล จอร์แดน และ สก๊อตตี้ พิพเพ่น

ถึงกระนั้น บางทีแค่สตาร์ 1-2 คนก็อาจไม่เพียงพอ เพราะการคว้าแชมป์ NBA ถือเป็นจุดสูงสุดของวงการบาสเกตบอลในสหรัฐอเมริกา หรือของโลกเลยก็ว่าได้ ความยิ่งใหญ่ของมันนั้นมากกว่าการได้เหรียญทองโอลิมปิก หรือแชมป์โลกบาสเกตบอลเสียอีก ถึงขนาดที่ว่า ถ้าให้ผู้เล่นใน NBA เลือกระหว่าง เหรียญทองโอลิมปิกกับแชมป์ NBA ... แทบทุกคนจะเลือกแชมป์ NBA อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คือลีกที่ดีที่สุดในโลก เป็นลีกรวมดาราจากทุกสารทิศที่ยิ่งใหญ่จนสามารถใช้คำว่า “World Champion” หรือแชมป์โลกได้อย่างไม่ขัดเขิน

ไม่เพียงเท่านั้น สิ่งต่างๆ ที่จะได้จากการคว้าแชมป์นั้นยังมีอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินทอง ทั้งจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด, การขายสินค้าที่ระลึก, สปอนเซอร์, ยอดขายตั๋ว ฯลฯ ซึ่งจะเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะใครๆ ก็อยากดู อยากเชียร์ทีมแชมป์กันทั้งนั้น

ด้วยความที่ NBA คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ใครๆ ก็หมายมาถึงและพิชิต การคว้าแชมป์นั้นจึงเป็นเรื่องยาก ไม่ต่างอะไรกับในจักรวาลมาร์เวลที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ๆ มากมาย ทั้งจากชิทอรี่, อัลทรอน และแน่นอนที่สุด ธานอส ... บอร์ดบริหารนั้นจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ไปถึงฝั่งฝัน

 

ฮีโร่สร้างได้

ในอดีตนั้น รูปแบบการสร้างทีมเพื่อแชมป์จะเป็นการดราฟท์ผู้เล่นมาแล้วปั้นให้เก่งขึ้น หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น ชิคาโก บูลส์ ซึ่งผลงานแสนจะย่ำแย่ในยุค 80s และเริ่มต้นการสร้างทีมด้วยการดราฟท์ ไมเคิล จอร์แดน ในปี 1984


Photo : nba.com

แม้จอร์แดนจะเก่งเหนือใครในยุคเดียวกันก็ตาม แต่เขาคนเดียวก็ไม่สามารถเข็นทีมไหว จอดป้ายเพียงรอบแรกๆ ในเกมเพลย์ออฟ ที่สุดแล้ว บอร์ดบริหารก็ต้องดราฟท์ ฮอเรซ แกรนท์ และ สก็อตตี้ พิพเพ่น มาช่วย ถึงกระนั้นก็ต้องเสียเวลาปั้นอยู่พอสมควร เพราะในตอนนั้นทั้งสองเป็นเพียงดาวรุ่งที่มีศักยภาพสู่ความยิ่งใหญ่ ... จะว่าไปก็ไม่ต่างกับตอนที่ โทนี่ สตาร์ค หรือ ไอออนแมน สั่งสอน ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ให้เติบโตขึ้นสมกับพลังที่ได้รับจนกลายเป็น สไปเดอร์แมน นั่นแหละ

“ในช่วงแรก ทั้งสก๊อตตี้และฮอเรซเป็นเพียงแค่ดาวรุ่ง ไม่ได้มีฝีมือเจนจัดมากมาย แต่สิ่งที่ผมมองเห็นคือ ทั้งสองมีความมุ่งมั่นมากๆ” สิ่งที่ ไมเคิล จอร์แดน เห็น ทำให้เขาคอยฝึกซ้อมให้กับทั้งพิพเพ่นและแกรนท์หลังจากซ้อมปกติในทุกเรื่อง ซึ่งแสนโหดจนพิพเพ่นถึงกับโอดครวญ “มัน เป็นการซ้อมที่หนักมากจริงๆ ไมค์ทุ่มเทมาก แน่นอนว่ามันทำให้พวกเราต้องทุ่มเทตามเสมอ”

ที่สุดแล้ว ความพยายามก็ผลิดอกออกผล เพราะทั้งพิพเพ่นและแกรนท์ได้เติบโตเป็นผู้เล่นชั้นนำของลีก ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งสองและจอร์แดนยังนำบูลส์ที่กลายเป็นซูเปอร์ทีมคว้าแชมป์ NBA สมัยแรกในประวัติศาสตร์ทีมได้ในปี 1991 ก่อนจะป้องกันแชมป์ได้อีก 2 ปีติดต่อกัน โดย เจอร์รี่ เคราส์ ผู้จัดการทีมในขณะนั้นเปิดเผยถึงเบื้องหลังว่า “การปั้นผู้เล่นแต่ละคนไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องทุ่มเทอย่างหนักในทุกๆ ด้าน รวมไปถึงการสร้างความรักในองค์กรให้เกิดขึ้นด้วย” ... ความมุ่งมั่น และจงรักภักดี คือสิ่งที่บูลส์ทำให้เห็นเป็นตัวอย่างในการสร้างทีมให้เก่งขึ้น และประสบความสำเร็จ


Photo : fansided.com

หลังจากนั้น หลายๆ ทีมก็เลือกที่จะสร้างทีมตามรอยบูลส์ ไม่ว่าจะเป็น ซานอันโตนิโอ สเปอร์ส ที่มี  เดวิด โรบินสัน - ทิม ดันแคน หรือ ออร์แลนโด้ แมจิค ในยุค “แชค” ชาคีล โอนีล - เพนนี ฮาร์ดอเวย์ จนมาถึง แอลเอ เลเกอร์ส ซึ่งมี แชค - โคบี้ ไบรอันท์ ... แน่นอนว่าการสร้างทีมนั้นมีทั้งล้มเหลว และสมหวัง แต่สิ่งที่ต้องทำใจเลยคือ “การใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน” แม้ข้อดีของการสร้างซูเปอร์ทีมแบบนี้คือความเป็นหนึ่งเดียว เหมือนที่จอร์แดนเคยพูดว่า “มันไม่ใช่แค่ตัวผม แต่มันคือการช่วยทำให้เพื่อนๆในทีมเก่งขึ้น และถึงเป้าหมายไปด้วยกัน” แต่สำหรับบริหารบางครั้งอาจจะไม่ถูกใจนัก เพราะมันต้องใช้เวลาที่นานกว่าจะคว้าแชมป์ได้ 

 

สร้างไม่ทันก็ต้องเสริม

ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคมิลเลเนี่ยม หรือสหัสวรรษใหม่ บ็อบ บูเออร์ ผู้จัดการทีม ฮิวส์ตัน ร็อคเก็ตส์ ในช่วงยุค 90s เกิดไอเดียในการที่อยากให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างเร่งด่วน จากการที่ทีมในสายตะวันตกนั้นเก่งขึ้นมาก ไม่ว่าจะทั้ง แอลเอ เลเกอร์ส หรือ ยูท่าห์ แจ๊ซ เขาจึงตัดสินใจนำผู้เล่นในทีม 4 คน ไปแลกเอา ชาร์ลส์ บาร์คลี่ย์ จาก ฟีนิกซ์ ซันส์ มาร่วมทีมเพียงคนเดียวเท่านั้น


Photo : www.nydailynews.com

การนำบาร์คลี่ย์มาร่วมทีมกับ ฮาคีม โอลาจูวอน และ ไคลด์ เดร็กซ์เลอร์ สร้างความฮือฮาให้กับวงการเป็นอย่างมาก เพราะนี่คือรูปแบบการสร้างทีมที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดราฟท์ตัวแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ความแข็งแกร่งของไลน์อัพนี้ทำให้เกจิมองว่า ร็อคเก็ตส์นั้นสามารถไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้ ทว่าความจริงไม่เป็นดั่งฝัน พวกเขาทำได้ดีที่สุดเพียงเข้ารอบชิงแชมป์สายตะวันตกในปี 1997 เท่านั้น ถึงกระนั้น บูเออร์ที่เป็นนักการตลาดชั้นยอดก็ยังไม่ถอดใจ ไปเอาพิพเพ่นที่หมดสัญญากับบูลส์ในปี 1998 มาเสริมแทนเดร็กซ์เลอร์ที่เลิกเล่นไป แต่ร็อคเก็ตส์ยุค โอลาจูวอน - บาร์คลี่ย์ - พิพเพ่น ก็มีอายุเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น

หลังจากนั้นไม่นาน แอลเอ เลเกอร์ส ก็เป็นอีกทีมที่เลือกเดินตามรอยดังกล่าว เมื่อ มิตช์ คัปแช็ก ผู้จัดการทีม และ เจอร์รี่ บัสส์ เจ้าของทีมเห็นตรงกันว่า ต้องเอาสตาร์มาเสริมทีม เพื่อให้ทีมที่มีการตลาดดีเป็นอันดับ 1 ของลีกกลับสู่ความสำเร็จอีกครั้งอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ทีมคว้าแชมป์ 3 ปีติดระหว่างปี 2000-02 แต่ไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ในปีถัดมา ทำให้ทีมตัดสินใจคว้าตัว คาร์ล มาโลน และ แกรี่ เพย์ตัน มาสู่ทีมในปี 2003

จริงอยู่ที่มาโลนกับเพย์ตันอาจจะมีอายุที่มากในเวลานั้นและผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่ชื่อเสียงของเขายังขายได้ และมันก็ได้สร้างความฮือฮากับ NBA อย่างแท้จริง เพราะ แอลเอ เลเกอร์ส ในฤดูกาล 2003-04 มีผู้เล่นระดับออลสตาร์ถึง 4 คน ทั้ง แชค - โคบี้ - มาโลน - เพย์ตัน แถมยังมียอดโค้ชอย่าง ฟิล แจ็คสัน ผู้คว้าแหวนแชมป์ในฐานะโค้ชกับบูลส์และเลเกอร์สรวมกันถึง 9 สมัย (ในตอนนั้น) ทำให้แม้แต่บ่อนพนันที่ลาสเวกัสยังยกให้เป็นเต็งหนึ่งแบบไม่ลังเล


Photo : www.insidehook.com

แม้ผลลัพธ์ของซูเปอร์ทีมชุดนี้จะไม่ประสบความสำเร็จในสนาม เมื่อพวกเขาพ่ายแพ้ต่อ ดีทรอยต์ พิสตันส์ ในรอบชิงชนะเลิศ และแยกทางกันไปหลังความผิดหวังดังกล่าว แต่นอกสนามถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะ แอลเอ เลเกอร์ส ชุด 4 ออลสตาร์ คือทีมที่ใครๆ ก็พูดถึง แม้ขณะนั้นจะมีข่าวฉาวเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง แชค - โคบี้ ก็หาได้มีปัญหาไม่ ตั๋วเข้าชมเกมขายหมด ยอดผู้ชมผ่านการถ่ายทอดสดสูงลิ่ว สินค้าที่ระลึกที่มีชื่อของ 4 คนนี้ก็ขายดีสุดๆ เรียกได้ว่าทุกอย่างนั้นเป็นเงินเป็นทองอย่างแท้จริง จนเป็นต้นแบบให้หลายต่อหลายทีมเริ่มหันมามองว่า “ทางลัดในการคว้าแชมป์” นั้นยังมีอยู่และสามารถที่จะทำได้หากทุกอย่างเป็นใจ ขอเพียงมีผู้บริหารที่กล้าพอเหมือนอย่าง นิค ฟิวรี่ ผู้อำนวยการหน่วยชีลด์ ที่เป็นโซ่ข้อกลางนำซูเปอร์ฮีโร่ต่างๆ มารวมเป็นทีมเดียวกัน

และก็เหมือนดั่งจักรวาล มาร์เวล - ดีซี ที่พอมีฝ่ายหนึ่งทำสำเร็จ อีกฝ่ายที่เป็นคู่แข่งกันมาอย่างยาวนานก็ทำตาม ... เพราะคู่ปรับตลอดกาลของเลเกอร์สอย่าง บอสตัน เซลติกส์ ก็เลือกที่จะใช้วิธีการเดียวกัน ในปี 2007 โดย แดนนี่ เอนจ์ ผู้จัดการทั่วไป ทาบทาม เควิน การ์เน็ตต์ มาจาก มินนิโซต้า ทิมเบอร์วูล์ฟส์ รวมถึง เรย์ อัลเลน จาก ซีแอตเทิล ซูเปอร์โซนิคส์ มาร่วมทีม ทั้งๆ ที่ ณ ตอนนั้นทั้งสองต่างก็เป็นมือ 1 ของต้นสังกัดเดิม การมาร่วมทีมกับ พอล เพียร์ซ สตาร์ที่อยู่กับทีมมาแต่เริ่มเล่น ทำให้ทั้งวงการจับตามองซูเปอร์ทีมชุดนี้ และผลตอบแทนก็คุ้มค่า เมื่อเซลติกส์สามารถคว้าแชมป์ NBA ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี หรือตั้งแต่ปี 1986 ทันทีตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ทั้งสามเล่นด้วยกัน

และนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้แต่ละทีมเริ่มได้ไอเดียใหม่ๆ ในการทำทีมยุคใหม่ เมื่อความสำเร็จรอไม่ได้ ก็ต้องสร้างซูเปอร์ทีมขึ้นเพื่อไปให้ถึงดวงดาว

 

แรงดึงดูดของฮีโร่

การมารวมกันของซูเปอร์ฮีโร่นั้นจะว่าไปก็มีหลายที่มา บางครั้งเป็นคำสั่งจากผู้มีอำนาจ แต่ก็มีไม่น้อยที่แรงดึงดูดระหว่างฮีโร่ที่มีต่อกันนำพาพวกเขามารวมตัว เหมือนกับที่สไปเดอร์แมนได้รับแรงดึงดูดจากไอออนแมนจนตัดสินใจมาร่วมทีม หรือคู่หู ฮอว์กอาย - แบล็กวิโดว์ ที่เรื่องราวชีวิตนำทั้งสองเข้ามาอยู่ในทีมอเวนเจอร์สด้วยกัน


Photo : www.si.com

แม้แต่วงการบาสเกตบอล แรงดึงดูดของฮีโร่ก็ได้นำพาพวกเขามาเจอกัน เรื่องดังกล่าวต้องย้อนกลับไปถึงศึกโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ทัวร์นาเมนต์นั้นทำให้ เลบรอน เจมส์, ดเวย์น เหวด กับ คริส บอช ได้มาร่วมทีมและสนิทสนม ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทำให้พวกเขาคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ แต่ความรู้สึกกลับไม่จบที่ทัวร์นาเมนต์นั้น เมื่อมีข่าวลือว่าทั้งสามคนนั้นสนิทกันมากเสียจน “อยากเล่นในทีมเดียวกัน”

อย่างที่เขาว่า “ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง” ... หากเป็นแค่ข่าวลืออย่างเดียวมันคงไม่มีอะไร ทว่าในใจของเหล่าฮีโร่นักบาสก็รู้สึกเช่นกันว่า หากพวกเขาอยู่ในทีมเดียวกัน โอกาสแชมป์ย่อมมีให้เห็น เพราะทางเลบรอนเองก็อยากที่จะได้แหวนแชมป์ หลังแบก คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ทีมที่ดราฟท์มาเล่นใน NBA อยู่หลายปี ขณะที่บอชเองก็คิดแบบเดียวกัน ที่สุดแล้ว การตัดสินใจที่ทำให้วงการบาสเกตบอลต้องตกตะลึงก็เกิดขึ้นในปี 2010 เมื่อเลบรอนประกาศผ่านทางรายการพิเศษ The Decision ว่า “จะย้ายไปร่วมทีม ไมอามี่ ฮีต” ซึ่งมีเหวดรออยู่แล้ว ก่อนที่บอชจะย้ายจาก โตรอนโต แร็ปเตอร์ส มาอยู่ด้วยอีกราย

ด้วยความที่ทั้งสามเป็นตัวหลักของทีมเก่ามาแต่เดิม สื่อจึงขนานนามให้ฮีตยุค “บิ๊กทรี” นี้ว่าเป็นซูเปอร์ทีม จากการที่องค์ประกอบของทีมนั้นมีผู้เล่นระดับออลสตาร์ 3 คนขึ้นไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันได้สร้างปรากฎการณ์ใน NBA อย่างมากมาย แต่ก็เหมือนกับเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่ สิ่งที่พวกเขาทำบางครั้งก็นำมาซึ่งคำครหา ... ดิ อเวนเจอร์ส เคยถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่สร้างความโกลาหลแก่โลกแทนที่จะมาช่วยกู้วิกฤติโลกฉันใด ซูเปอร์ทีมก็ถูกมองในแง่ลบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในเรื่องที่ว่า ทั้งหมดนั้นหิวความสำเร็จ อย่างที่ ฮาเวิร์ด เบ็ค เขียนลงใน เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ว่า “ทุกๆ คนก็เห็นกันอยู่ มันเป็นการรวมตัวกันที่หวังผลบางอย่าง การรวมตัวกันด้วยความเย่อหยิ่ง ปนกับความภาคภูมิใจ มันเหมือนเป็นมิตรภาพสมรู้ร่วมคิด มันเป็นการรวมกันของวีรบุรุษรับจ้าง” 


Photo : bleacherreport.com

แม้เรื่องที่กังขาจะเป็นจริง เมื่อ ไมอามี่ ฮีต ยุคซูเปอร์ทีม พลาดแชมป์ NBA ในฤดูกาล 2010-11 ต่อ ดัลลัส แมฟเวอริกส์ ทั้งๆ ที่ถูกมองว่าเหนือกว่า แต่ที่สุดแล้ว ฮีโร่ก็ยังไว้ลาย ฮีตสามารถคว้าแชมป์ได้ 2 ฤดูกาลติดต่อกันในปี 2012 และ 13 ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังเข้าชิงชนะเลิศ 4 ปีซ้อนอีกด้วย

ความสำเร็จของฮีต คือประกายไฟสำคัญที่ทำให้สตาร์ดังๆ มีความคิดที่จะมาร่วมทีมเดียวกันเพื่อตำแหน่งแชมป์ โดยในปี 2014 เลบรอนก็ตัดสินใจกลับมาทำภารกิจที่คั่งค้างให้สำเร็จด้วยการกลับสู่ทีมคาวาเลียร์สอีกครั้ง การคืนสู่เหย้าของเลบรอน รวมถึงการมาของ เควิน เลิฟ ที่ประสานงานกับ คายรี่ เออร์วิ่ง ซึ่งอยู่กับทีมมาก่อนหน้า ได้สร้างปรากฎการณ์ให้กับลีก และเปลี่ยนเมืองคลีฟแลนด์ที่เคยเงียบเหงาเมื่อครั้งที่เลบรอนจากไปให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง 

พูดให้เห็นภาพ การสร้างซูเปอร์ทีมของคาวาเลียร์ส เหมือนเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ที่เข้ามาเปลี่ยนเมืองอันสิ้นหวังให้มีความหวัง จน แดน กิลเบิร์ต เจ้าของทีมถึงกับยิ้มแก้มปริ “ทั้ง 3 คนนี้ทำให้ทีมนั้นกลับมามีหวัง และช่วยทำให้เศรษฐกิจเมืองดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรามีแฟนๆ เพิ่มขึ้น เรามีสื่อต่างๆ ให้ความสนใจมากขึ้น และเหนือสิ่งอื่นใด เรามีโอกาสที่จะคว้าแชมป์มากขึ้นด้วย” ... สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสะท้อนคำพูดว่าเป็นจริงทุกประการ เพราะยอดขายเสื้อ, ยอดขายบัตรเข้าชม, จำนวนผู้ชมการถ่ายทอดสด ถีบตัวสูงกว่าเดิมหลายเท่า ไม่เพียงเท่านั้น คาวาเลียร์สยังสามารถคว้าแชมป์ NBA ครั้งแรกของแฟรนไชส์ได้ในปี 2016 ทำคนทั้งเมืองถึงกับสติแตกด้วยความดีใจ หลังทีมกีฬาของเมืองห่างหายจากความสำเร็จมานานถึง 52 ปี


Photo : brobible.com

หลายคนอาจจะมองว่า ซูเปอร์ทีมนั้นถูกเปลี่ยนแปลงนิยามไปเป็นการรวมตัวเพื่อล่าความสำเร็จของหมาล่าเนื้อ แต่ โกลเด้นสเตท วอร์ริเออร์ส ก็ทำให้ทุกคนเห็นว่า การสร้างทีมด้วยความอดทนยังได้ผลดีเช่นเดิม เพราะ โจ ลาคอป เจ้าของทีมวอริเออร์สเริ่มต้นการสร้างทีมด้วยการดราฟท์ผู้เล่นอย่าง สเตฟเฟ่น เคอร์รี่, เคลย์ ธอมป์สัน และ เดรย์มอนด์ กรีน ก่อนจะค่อยๆ ปลุกปั้นจนสามารถคว้าแชมป์ NBA ได้ในปี 2015 หลังจากนั้นลาคอปก็ได้นำทีมเข้าสู่เฟสสอง ด้วยการนำ เควิน ดูแรนท์ สตาร์ระดับท็อปมาเสริมทัพทีมระดับออลสตาร์ และซูเปอร์ทีมชุดนี้ ที่มีกลิ่นอายของยุค 90s ในการปั้นผู้เล่นก็สามารถคว้าแชมป์ได้อีก 2 ปีซ้อนในปี 2017-18 

เรื่องราวทั้งหมดจะเห็นได้ว่า นิยามของ “ซูเปอร์ทีม” นั้นไม่ได้ถูกจำกัดตายตัว โดยขอให้มีผู้เล่นระดับออลสตาร์อยู่ด้วยกัน 3 คนขึ้นไปก็ถือว่าใช้ได้ ส่วนจะสร้างทีมจากการดราฟท์ หรือการเซ็นสัญญา เทรดตัวมา ก็สุดแท้แต่ละทีมจะนึกคิด

แม้สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ทุกคนล้วนต้องเสียสละเมื่อคิดจะสร้างซูเปอร์ทีม บางคนต้องยอมลดค่าเหนื่อย ลดบทบาง ขณะที่ทีมก็จำต้องปล่อยตัวผู้เล่นบางคนออกไปเพื่อลดภาระค่าเหนื่อย อีกทั้งยังไม่สามารถการันตีความสำเร็จได้เสมอไป แต่สิ่งที่ทีมจะได้อย่างแน่นอนก็คือ ความโด่งดัง และรายได้ที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ด้าน เช่นเดียวกับเศรษฐกิจของเมืองที่คึกคักขึ้น ส่วนผู้เล่นนั้น ก็มองเห็นถึงความสำเร็จที่จับต้องได้ ...

เพราะฮีโร่เพียงคนเดียวอาจจะช่วยโลกได้ก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า การมีคนอื่นๆ มาร่วมด้วยช่วยกัน แม้วายร้ายจะยากต่อการรับมือแค่ไหน หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวเสมอ



ชื่นชอบบทความนี้ของ : วัชรินทร์​ จัตุชัย​ ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง