mainstand

Stories

ด้านมืดของ ‘ซูโม่’ ที่โลกอาจไม่เคยรู้



ภายใต้กีฬาอันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นเหมือนกีฬาประจำชาติของญี่ปุ่น มีเบื้องหลังอันมืดดำซ่อนอยู่ 


 

ราวปลายปี 2017 ได้มีข่าวดังที่สะเทือนวงการกีฬาญี่ปุ่น เมื่อนักซูโม่ระดับสูงรายหนึ่ง ทำร้ายร่างกายนักซูโม่รุ่นน้องจนกะโหลกร้าว และหมดสิทธิ์ลงแข่งขันในรายการประจำปี 

สิ่งที่ทำให้คนญี่ปุ่นช็อคกับเหตุการณ์นี้คือผู้ที่ลงมือเป็นถึง “โยโกซึนะ” เจ้าของตำแหน่งแชมป์ระดับสูงสุดในขณะนั้น แถมยังเกิดขึ้นในกีฬา ที่เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี และเป็นตัวแทนของความเป็นญี่ปุ่นอย่างซูโม่ 

มีอะไรอยู่เบื้องหลังกีฬาชนิดนี้กันแน่?

 

สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ

ซูโม่ถือเป็นกีฬาที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น มันถือกำเนิดขึ้นในช่วงราว 1,500-2,000 ปีก่อน และมีบันทึกอยู่ในโคจิคิ (Kojiki) ซึ่งเป็นบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นที่เขียนขึ้นในศตวรรษที่ 8 


Photo : imgur.com

แรกเริ่มเดิมทีซูโม่ถูกใช้เป็นหนึ่งในพิธีกรรมของชินโต โดยเป็นการบวงสรวงเทพเจ้าให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ รวมไปถึงทำนายพืชผล และฉลองการเก็บเกี่ยว และกลายมาเป็นกีฬาราชสำนักในสมัยนาราและเฮอัน ก่อนจะค่อยๆพัฒนาเป็นกีฬาอาชีพในสมัยเอโดะ ซึ่งเป็นรากฐานของรูปการแข่งขันซูโม่ในปัจจุบัน 

และด้วยความที่เป็นกีฬาโบราณที่ได้รับอิทธิพลมาจากชินโต ทำให้ซูโม่จึงมีพิธีและธรรมเนียมประเพณีมากมาย นักซูโม่ต้องรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ราวกับเป็นหนึ่งในนักบวชของศาสนา 

พวกเขาต้องสวมชุดยูคาตะในที่สาธารณะ รวมถึงต้องไว้ผมทรง “จนมาเกะ” ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากซามูไร ในขณะที่การให้สัมภาษณ์และการพูดต้องสุภาพเรียบร้อย แม้ขณะแข่งขันก็ไม่มีการพูดข่มขวัญคู่ต่อสู้ ซึ่งสถานะเช่นนี้ทำให้พวกเขามักถูกค้อมหัวด้วยความเคารพ ยามออกมาเดินตามท้องถนน 

“ซูโม่ไม่เคยถูกมองว่าเป็นกีฬาในญี่ปุ่น มันลงลึกกว่านั้นในจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่น” มาร์ค บัคตัน ผู้เชี่ยวชาญซูโม่ญี่ปุ่นและอดีตคอลัมนิสต์ของ Japan Times กล่าวกับ BBC 

ด้วยเหตุนี้ทำให้การเป็นซูโม่ ไม่ใช่สิ่งที่ทำกันง่ายๆ 

 

เส้นทางอันโหดหิน

แม้ว่าซูโม่ จะเปิดรับให้กับคนทั่วไป แม้กระทั่งกับคนต่างชาติ แต่การก้าวขึ้นไปเป็นนักซูโม่อาชีพ ต้องผ่านบททดสอบหลายด่าน เริ่มต้นพวกเขาต้องสมัครเข้ารับการฝึกในโรงฝึกที่เรียกว่า “เฮยะ” ซึ่งเปรียบเสมือนต้นสังกัด โดยส่วนมากจะรับคนตั้งแต่อายุ 15-23 ปี และต้องอยู่ในสังกัดเดิมตลอดชีวิต 


Photo : bbc.com

“มันไม่เหมือนกับฟุตบอลที่คุณสามารถย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปอยู่ทีมอื่น คุณต้องอยู่ในโรงฝึกนั้นตลอดชีวิต ทางเดียวที่จะออกไปได้ คือลาออกจากการเป็นซูโม่” บัคตันกล่าว 

กิจวัตรของนักซูโม่จะเริ่มตั้งแต่ตี 5-6 โมง ที่ต้องตื่นมาฝึกซ้อมในตอนเช้า และจะได้รับประทานอาหารมื้อแรกของวันในตอนเที่ยงวัน ที่ส่วนใหญ่เป็นหม้อไฟที่เต็มไปด้วยผักที่เรียกว่า “จังโกะนาเบะ” จากนั้นจะเข้านอนในตอนบ่าย และตื่นขึ้นมาทำความสะอาดและฝึกซ้อมในช่วงเย็น ก่อนจะปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารเย็น และเข้านอนก่อนสามทุ่ม

“พวกเขากินเยอะเลยทีเดียว แต่สิ่งที่พวกเขาทำจะมีความสำคัญต่อเมื่อพวกเขากินแล้วเข้านอนทันที พวกเขาไม่ได้กินอาหารเช้า พวกเขาฝึกซ้อมตลอดทั้งเช้า กินข้าวเที่ยง ที่มีสารอาหารที่ต้องการเหมือนกับคนทั่วไป เพียงแต่มันอาจจะมากกว่านิดหน่อย แต่พวกเขาจะกินข้าวชามใหญ่มาก สิ่งสำคัญคือพวกเขาต้องไปนอนทันที และห้ามตื่นจนกว่าจะถึงครึ่งบ่าย” บัคตันอธิบาย 

“พวกเขากินอีกครั้งตอนเย็น กินเยอะเหมือนเดิม และหลังจากนั้นก็จะไปนอนแต่หัวค่ำ เพราะว่าต้องตื่นตอนตี 5 หรือ 6 โมงเพื่อฝึกตอนเช้า”  


Photo : viewatammarblog.blogspot.com

นักซูโม่จะต้องมีส่วนสูงเกินกว่า 165-167 เซ็นติเมตร และน้ำหนัก 65-67 กิโลกรัม เมื่อเข้ามาทุกคนจะต้องไว้ผมยาว โดยส่วนมากอาจจะยาวจนถึงกลางหลัง เพื่อให้ช่างผมของโรงฝึก ทำผมในสไตล์โบราณได้ พวกเขาจะสระผมเพียงแค่ 1-2 อาทิตย์ครั้ง และชะโลมด้วยน้ำมัน ก่อนมัดให้เป็นทรง 

สำหรับการฝึกซ้อมจะเป็นไปอย่างเข้มงวด ภายในโรงฝึกจะปกครองกันในระบบสูงต่ำที่เข้มข้นแบบรุ่นพี่รุ่นน้อง โดยมีเจ้าของโรงฝึกที่เป็นอดีตนักซูโม่ที่เกษียณตัวเองอยู่ในตำแหน่งสูงสุด ทำหน้าที่คล้ายกับพ่อในครอบครัว หรือที่เรียกกันว่า “โอยะคาตะ”  รุ่นน้องจะต้องทำตามคำสั่งรุ่นพี่อย่างเคร่งครัด โดยเป็นทั้งผู้จัดหาอาหาร และทำความสะอาด 

“พวกเขาเป็นเหมือนทหารรุ่นเยาว์ในการฝึกขึ้นพื้นฐาน พวกเขาต้องทำตั้งแต่ทำอาหาร ทำความสะอาด ปอกมันฝรั่ง ทุกคนต้องเรียนภาษาญี่ปุ่น ทุกคนต้องทำ” บัคตันกล่าว


Photo : wall.kabegami.com

นักซูโม่ในช่วงแรกจะยังไม่มีเงินเดือน เงื่อนไขที่จะพ้นจากข้อจำกัดนี้คือเอาชนะคู่แข่งให้มากกว่าแพ้เพื่อเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 6 ขึ้นไปดิวิชั่น 2 โดยเร็วที่สุดซึ่งอาจใช้เวลา 2-3 ปี แต่หากขึ้นไปได้ พวกเขาจะมีรายได้ขั้นต่ำต่อเดือนราว 370,000 บาทในดิวิชั่น 2 และอาจสูงถึง 840,000 บาทหากก้าวขึ้นไปถึงตำแหน่งโยโกซึนะ ซึ่งยังไม่รวมกับรายได้ที่อาจจะได้มาจากสปอนเซอร์ในอนาคต 

นักซูโม่รุ่นเล็กยังถูกบังคับให้สวมยูคาตะแบบบางและสวมเกี๊ยะแม้จะเป็นฤดูหนาว พวกเขายังถูกห้ามขับรถ จากเหตุผลทางสรีระที่ทำให้จับพวงมาลัยไม่ถึง และการมีสถานะทางสัญลักษณ์ แต่ถ้าหากเป็นนักซูโม่เก่งๆก็จะมีคนขับรถให้ 


Photo : www.dw.com | Reuters/K.Kyung-Hoon

พวกเขายังถูกห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและห้ามมีแฟน หากยังไม่สามารถไต่เต้าขึ้นไปอยู่ใน 2 ดิวิชั่นสูงสุดได้ และเนื่องจากผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในโรงฝึก พวกเขาจึงไม่สามารถแต่งงานและออกไปอยู่ข้างนอกกับภรรยาได้จนกว่าจะไต่เต้าขึ้นไปอยู่ในดิวิชั่น 2 ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือถ้าหากแต่งงาน แล้วดันบาดเจ็บจนตกจากดิวิชั่น 2 พวกเขาจะต้องออกจากบ้านและกลับมาอยู่ที่โรงฝึกเหมือนเดิม 

ด้วยมาตรฐานที่สูงลิ่วของซูโม่ ทำให้ครูฝึกจำเป็นต้องเข้มงวดกับลูกศิษย์ของพวกเขา

และโศกนาฎกรรมก็เกิดขึ้น เมื่อนักกีฬาในสังกัดทำไม่ได้ตามที่คาดหวัง

 

การลงโทษคือหนึ่งในการฝึก 

25 ตุลาคม 2017 ฮารุมะฟุจิ แชมป์ซูโม่สูงสุดระดับ โยโกซึนะ ตกเป็นผู้ต้องหาทำร้ายร่างกาย ทาคาโนะอิวะ นักซูโม่รุ่นน้องด้วยขวดเบียร์ ขณะดื่มเหล้าที่บาร์แห่งหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นการสั่งสอนเรื่องมารยาท หลังรุ่นน้องแอบดูโทรศัพท์ของเขา 


Photo : tachiai.org

รายงานระบุว่า ทาคาโนะอิวะได้บาดเจ็บหนักถึงขั้นกะโหลกร้าว และจำเป็นต้องถอนตัวจากการแข่งขันที่จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ทำให้ตำรวจต้องเข้ามาสอบสวนในเรื่องนี้ 

“ในรายงานเบื้องต้นคาดกันว่าเขาถูกตีด้วยขวดเบียร์ และถูกต่อยราว 20-30 หมัดจากรุ่นใหญ่ในสมาคมซูโม่ คนที่มีอันดับสูงสุด มีการวางตัวที่สูงกว่า และไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ” เมอร์เรย์ จอห์นสัน นักวิจารณ์ทางโทรทัศน์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับซูโม่ และอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นกล่าวกับ ABC 

“เมื่อทัวร์นาเมนต์เริ่มขึ้น นักซูโม่คนนี้แจ้งว่าเขาไม่ได้เข้าร่วมเพราะได้รับบาดเจ็บ และบอกว่าอาการบาดเจ็บนั้นคือกะโหลกร้าว และตอนที่สมาคมซูโม่เข้ามาและพูดว่า ‘เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้’ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความยุ่งเหยิง” 

แม้หลังจากนั้น ฮารุมะฟูจิ จะออกมายอมรับผิดในเรื่องนี้ และถูกศาลจังหวัดทตโตริสั่งปรับเป็นจำนวนเงิน 500,000 เยน รวมไปถึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากวงการซูโม่ แต่สมาคมซูโม่ญี่ปุ่น ก็ถูกวิจารณ์ในแง่ลบอย่างหนัก ที่ไม่พยายามจัดการกับปัญหาความรุนแรงในกีฬานี้อย่างจริงจัง เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุอื้อฉาวในกีฬานี้ 

ปี 2010 โคโตมิตสึกิ ซึ่งเป็นนักซูโม่ระดับโอเซกิ (ตำแหน่งรองมาจากโยโกซึนะ ที่มีอยู่ราว 3-5 คน) ออกมายอมรับว่าเขามีส่วนกับการพนันเบสบอล และมีนิตยสารฉบับหนึ่งออกมาเปิดโปงว่า มีนักซูโม่ถูกข่มขู่จากแก๊งอาชญากรรม ให้จ่ายเงินเป็นจำนวนถึง 100 ล้านเยน เพื่อจะไม่แพร่งพรายในเรื่องนี้ 

หลังจากสมาคมเข้ามาสอบสวนก็พบว่ามีนักซูโม่ 29 รายที่เล่นพนันเบสบอล ในขณะที่อีก 36 คนข้องเกี่ยวกับการพนันทั้ง ไพ่นกกระจอก ไพ่ และพนันกอล์ฟ 


Photo : www.japan-zone.com

เรื่องของโคโตมิตสึกิ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังหัวหน้าโรงฝึกคิเสะ ออกมายอมรับว่าได้ให้ตั๋วการแข่งขันซูโม่กับสมาชิกระดับสูงของแก๊งยากูซ่า ซึ่งการเกี่ยวพันกับแก๊งอาชญากรรมถือเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับซูโม่ ทำให้สมาคมฯ สั่งแบนโรงฝึกนี้และปลดคิเสะออกจากตำแหน่ง 

แต่เหตุการณ์ไหน คงจะไม่เลวร้ายกว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดกับ ทาคาชิ ไซโต นักซูโม่ฝึกหัดวัย 17 ปีที่เสียชีวิตจากการถูกลงโทษในเดือนมิถุนายน 2007 

เขาถูกนำส่งโรงพยาบาลนาโงยา ด้วยอาการฟกช้ำเต็มร่างกาย จุนอิจิ ฟุตาสึริว ครูฝึกและเจ้าของโรงฝึกอ้างว่ามาจากอุบัติเหตุในการฝึกซ้อม หลังจากนั้นไม่นานเด็กชายก็เสียชีวิต และผลการชันสูตรก็พบว่าอาการบาดเจ็บของเขาไม่ได้มาจากอุบัติเหตุ 


Photo : english.kyodonews.net

หลังการสอบสวนพบว่าไซโต พยายามที่จะหนีออกจากโรงฝึก เพราะรู้สึกว่าการฝึกหนักเกินที่ร่างกายจะรับไหว เขาโดนจับได้โดยนักซูโม่อาชีพรายหนึ่ง ก่อนจะถูกส่งตัวให้ฟุตาสึริวลงโทษด้วยการเอาขวดเบียร์ตีไปที่หัว จากนั้นเจ้าของโรงฝึกยังสั่งให้ลูกศิษย์ เอาไม้เบสบอลฟาดต่อ จากผลดังกล่าวทำให้ ฟุตาสึริว และนักซูโม่อีก 3 คนถูกจับเข้าคุก 

“มันมีเซนส์เกี่ยวกับซูโม่ว่าความรุนแรงในแบบนี้เป็นเรื่องที่รับได้ และเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกีฬา” จอห์น กันนิง นักวิจารณ์ด้านกีฬากล่าวกับ DW 

“พวกเขามีเด็กที่ต้องต่อสู้ทุกวันในการฝึกซ้อมตอนเช้า ไม่มีเงิน ไม่มีเสรีภาพ และไม่มีทางออกกับการถูกข่มเหงที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

“ถ้าหัวหน้าโรงฝึกไม่ควบคุมลูกศิษย์ของเขาอย่างเข้มงวด หลังจากนั้นความรุนแรงจะกลายเป็นทางเดียวที่ใช้จัดการกับปัญหา” 

“และต้องจำไว้ว่าหัวหน้าโรงฝึกซูโม่ในวันนี้คือนักซูโม่ในอดีต และเขาก็มีช่วงเวลาที่ยากลำบาก พวกเขาพูดว่านักซูโม่เด็กๆในวันนี้มีชีวิตที่ง่าย ดังนั้นแค่การตบตีในบางครั้ง ลงโทษทางร่างกายที่มากหน่อย จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับพวกเขา”

 

หลับตาข้างเดียว  

“ผมรู้สึกโกรธในความจริงที่ว่ามันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยในโลกของซูโม่ แล้วการตายของทาคาชิ จะมีความหมายอะไร?” มาโคโตะ พ่อของไซโตกล่าวกับ Kyodo news


Photo : english.kyodonews.net

ความรุนแรงถือเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาชนิดนี้มาอย่างยาวนาน แต่ที่ผ่านมาพวกเขาพยายามจัดการเรื่องนี้เป็นการภายใน ปี 2016 มีรายงานว่านักซูโม่คนหนึ่งได้รับเงินชดเชยถึง 32.4 ล้านเยน (ราว 9 ล้านบาท) หลังถูกลงโทษจนตาบอดไปข้างหนึ่ง

ฮาคุโฮะ แชมป์ซูโม่ระดับโยโกซึนะ เผยว่าเขาเคยได้รับ “ได้รับการเอ็นดู” หรือเป็นคำที่ใช้แทนการลงโทษอย่างรุนแรง ซึ่งบางครั้งอาจกินเวลาถึง 45 นาที ที่ทำให้เขายังจำไม่ลืมจนถึงทุกวันนี้ 

"คุณอาจเห็นว่าตอนนี้ผมมีความสุขดี แต่ตอนนั้นผมร้องไห้ทุกวัน 20 นาทีแรกของการลงโทษจะเจ็บมาก แต่หลังจากนั้นจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรแล้ว แม้จะยังถูกเฆี่ยนอยู่ก็ตาม รุ่นพี่บอกผมว่า การถูกลงโทษนั้นดีต่อตัวผมเอง พอได้ฟังอย่างนั้นผมก็ร้องไห้อีกครั้ง" ฮาคุโฮะกล่าวกับ BBC 


Photo : Ronin Dave

การลงโทษได้กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับกีฬาที่มีวิธีการฝึกที่เข้มงวดอย่างซูโม่ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหนัก คนในสมาคมก็จะช่วยกันปกปิด เพื่อรักษาเกียรติภูมิของกีฬานี้ 

“ผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่คนญี่ปุ่นชอบซูโม่ มันเป็นการหลับตาข้างเดียว” จอห์นสันกล่าวกับ ABC  

“พวกเขารู้ว่ามันไม่ได้ใสสะอาดไปหมดเพราะมันเหมือนกับค่ายทหาร คนเหล่านี้ต่างทำให้ขายหน้า (เสียเกียรติ) และนั่นคือวิธีที่พวกเขาฝึกมา เมื่อพวกเขาขึ้นไปถึงจุดสูงสุดที่พวกเขาควรได้รับการเคารพอย่างสูงสุดจากคนที่ต่ำกว่า และถ้าพวกเขาไม่ได้รับการเคารพ พวกเขาก็จะมีปฎิกริยากับสิ่งที่เกิดขึ้น”

“ใช่มันคือเรื่องภายในองค์กร และเป็นระบบศักดินามากๆ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคนถึงชอบซูโม่ มันไม่เหมือนกับกีฬาอื่น” 


Photo : www.asahi.com

อย่างไรก็ดี การที่คดีของฮารุมะฟุจิ ถูกเปิดโปงออกมา ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับสวัสดิภาพของนักกีฬาซูโม่ในอนาคต เพราะอย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้พยายามซุกปัญหาไว้ใต้พรมอีกแล้ว 

การที่ทาคาโนะฮานะ ครูฝึกของทาคาโนะอิวะ ยอมละเมิดกฎเหล็กด้วยการเปิดเผยเรื่องนี้ แก่สื่อมวลชน แทนที่จะจัดการกันเองภายในเหมือนที่เคยเป็นมา แสดงให้เห็นว่าเขาก็ไม่เห็นด้วยกับวิธีการในอดีต 

ราวกับว่าพวกเขาหวังจะให้เคสนี้เป็นเคสสุดท้ายที่เกิดขึ้นในวงการซูโม่เสียที 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.bbc.com/news/world-asia-42178483
https://www.dw.com/en/the-violent-world-of-japans-sumo-wrestlers/a-42038107
https://www.reuters.com/article/us-japan-sumo/former-top-ranked-sumo-wrestler-resigns-following-scandal-idUSKCN1M50SU
https://www.independent.co.uk/sport/general/sumo-wrestling-rocked-by-yet-another-abuse-scandal-a8067191.html
https://www.abc.net.au/news/2017-11-22/sumo-wrestling-embroiled-in-a-scandal-involving-a-brawl/9177604
https://english.kyodonews.net/news/2019/01/204466a19d37-sumo-apprentice-wrestler-choked-bullied-in-sports-latest-scandal.html
https://www.bbc.com/thai/international-42213274
https://www.dw.com/en/japan-acts-to-shed-sumos-scandal-plagued-past/a-17430504



ชื่นชอบบทความนี้ของ : มฤคย์ ตันนิยม ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง