mainstand

Stories

ลิโอเนล เมสซี่ : ชายผู้ไม่เคยได้รับความรักที่คู่ควร



ทุกครั้งที่ทีมฟุตบอลทีมชาติ อาร์เจนติน่า ล้มเหลว พลาดแชมป์ และพ่ายแพ้ในยุคนี้ นักเตะคนแรกที่ทุกคนจะพุ่งเป้าโจมตีหนีไม่พ้นนักเตะที่ได้รับการยอมรับจากหลายฝ่ายว่า เก่งที่สุดในโลก อย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ... ทุกคนสงสัยว่าทั้งๆ ที่เขาเก่งที่สุดและสามารถพา บาร์เซโลน่า คว้าทุกแชมป์ที่ลงแข่งขัน ทว่าเมื่อกลับมาเล่นให้ทีมชาติแล้วทำไมจึงเห็นแต่ใบหน้าและท่าทางที่สิ้นหวังตลอดเวลา


 

นักฟุตบอลกับคำวิจารณ์เป็นของคู่กัน ดังนั้นแม้จะโดนจวกแหลกสับเละขนาดไหนนักฟุตบอลที่ดีต้องไม่ตอบโต้เพราะพวกเขาคือผู้เล่นมืออาชีพ แม้บางประโยคจะรุนแรงจนอยากสวนกลับ อาทิ ... “ผมอยากบอกอะไรกับเมสซี่? ไม่ต้องกลับมารับใช้ชาติแล้ว เลิกเล่นทีมชาติไปเลยดีกว่า”

นี่ไม่ใช่คำพูดของแฟนบอล แต่เป็นคำพูดของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานเบอร์ 1 ของชาวอาร์เจนติน่าตลอดกาลที่อยากจะฝากบอกถึง เมสซี่ ภายใต้ความล้มเหลวของทัพฟ้า-ขาว ในระยะหลัง

คำถามก็คือ เหตุใดนักเตะที่ชาวอาร์เจนไตน์ทั้งผองยกให้เป็น "พระเจ้า" ถึงพูดเช่นนี้ เขาตั้งใจกระทบ เมสซี่ โดยตรงหรือต้องการชิ่งไปว่าใคร? และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เมสซี่ ห่วยจริงหรือ และลงเล่นด้วยใจไม่เต็ม 100% ไม่เหมือนกับตอนที่เล่นให้ บาร์เซโลน่า หรือเปล่า ...

 

เป็นคนที่ไหนแน่?

นับตั้งแต่ ลิโอเนล เมสซี่ ติดทีมชาติ อาร์เจนติน่า ชุดใหญ่ในปี 2005 เขาไม่เคยคว้าแชมป์ร่วมกับทีมได้เลยแม้แต่รายการเดียวจนถึงตอนนี้ผ่านมานานถึง 14 ปี ... หากเทียบกับฝีเท้าและความสำเร็จระดับสโมสรมันจึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ อะไรกันแน่ที่นักเตะที่เก่งที่สุดในโลกถึงทำเพื่อชาติแบบที่ทำให้กับสโมสรไม่ได้?  


Photo : www.mirror.co.uk

เหตุผลที่ชาว อาร์เจนติน่า สงสัยในความทุ่มเทที่แตกต่างกันของ เมสซี่ คือ พวกเขาคิดว่าสุดยอดนักเตะรายนี้ได้รับการเลี้ยงดูและเติบโตในรูปแบบที่แตกต่างจากนักเตะอาร์เจนติน่าคนอื่นๆ ทั่วไปที่ค่อนข้างยากจนข้นแค้น ต้องเล่นในประเทศหลายปีกว่าจะได้ลืมตาอ้าปากและไปเล่นในยุโรป แต่สำหรับ เมสซี่ แค่อายุ 13 ปี เขาก็เก็บข้าวเก็บของย้ายจาก อาร์เจนติน่า และมาใช้ชีวิตกินอยู่ในแคว้นคาตาลุนญา ประเทศสเปนแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตนของแคว้นนี้ก็ไม่เหมือนที่อื่น เพราะแม้จะอยู่ในประเทศสเปนแต่ชาวคาตาลันนั้นถือศักดิ์ศรีของแคว้นมาเป็นอันดับ 1 พวกเขาไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนสเปนด้วยเหตุผลเมื่อครั้งอดีตตั้งแต่สมัยหลายสิบปีก่อน ยุคระบอบการปกครองแบบเผด็จการของนายพลฟรังโก ซึ่งกดอัตลักษณ์ของชาวคาตาลัน เอาเงินจากแคว้นของพวกเขาไปใช้บริหารและสร้างความเจริญให้กับเมืองหลวงอย่าง มาดริด 

ณ เวลานั้น (และจนถึงปัจจุบัน) คาตาลุนญาเป็นหนึ่งในเขตการปกครองที่มั่งคั่งที่สุดของสเปน เป็นแหล่งอุตสาหกรรมใหญ่ ประชาชนมีความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์และภาษาถิ่นของตัวเอง บวกกับประวัติศาสตร์ที่กล่าว คนที่นี่จึงมีแนวคิดต้องการเป็นอิสระจากสเปนมากที่สุด ...

การที่ เมสซี่ จะรักและผูกพันกับความเป็นคาตาลุนญา ก็ไม่แปลกนัก เพราะก่อนที่เขาจะมาเป็นนักเตะของ บาร์เซโลน่า เมสซี่ นั้นเล่นให้กับทีมเยาวชนของสโมสร นีเวลส์ โอลด์ บอยส์ แม้ฝีเท้าจะเก่งกาจแต่ปัญหาใหญ่มากคือเขาตัวเล็กเกินไป ตอนอายุ 12 ปี เขาสูงแค่ 140 เซนติเมตร โดยตัวของเขานั้นมีปัญหาเรื่องฮอร์โมนการเจริญเติบโต ครอบครัวของเขาที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักต้องเสียค่ายาถึงเดือนละ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งๆ ที่ค่าแรงขั้นต่ำของชาวอาร์เจนติน่า ในช่วงยุค ‘90s ยังอยู่ที่ประมาณ 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือนเท่านั้น   

"ผมฉีดยาเข้าที่ขาของผมทุกคืน ผมเริ่มต้นตอนอายุ 12 ปีมันเป็นเข็มเล็กๆ มันไม่เจ็บหรอกแต่มันไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ผมประทับใจเลยสักนิด" เมสซี่ กล่าวถึงความวุ่นวายของชีวิตสำหรับเด็กอายุ 12 ขวบอย่างเขา


Photo : www.bbc.com | AFP

ความผิดปกติทางร่างกายทำให้สโมสร นีเวลส์ คิดหนัก ย้อนกลับไป ณ ตอนนั้นพวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่า เมสซี่ จะกลายเป็นสุดยอดนักเตะอย่างทุกวันนี้ ดังนั้นการลงทุนเรื่องค่าหยูกยาค่ารักษาตัวให้กับเด็กอายุ 12 ขวบ ที่ไม่รู้ว่าจะเติบโตมาตอบแทนทีมได้หรือไม่เป็นอะไรที่เสี่ยงพอสมควรสำหรับสโมสรที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนัก ดังนั้นพ่อของ เมสซี่ จึงต้องพาลูกชายของเขาไปพบกับคนของสโมสร บาร์เซโลน่า ที่ชื่อว่า ชาร์เลส เรซัช เพื่อขอทดสอบฝีเท้าซึ่งปลายทางคือการได้เข้าระบบเยาวชนที่ดีที่สุดในโลกที่มีชื่อว่า "ลา มาเซีย" และแน่นอนถ้าเขาไปถึงตรงนั้นได้ ค่ารักษาทุกอย่างทีมดังจากคาตาลันจะเป็นคนออกให้ทั้งหมด

เพียงแค่ เมสซี่ ลงโชว์เพลงแข้งให้ดูเท่านั้นเอง ข้อเสนอทั้งหมดก็ถูกตอบตกลงอย่างง่ายดาย ... "แค่ 2 นาทีผมก็รู้แล้ว เราต้องเซ็นสัญญาเด็กคนนี้ให้ได้" เรซัช ซึ่งเป็นประธานเทคนิคของทีมในขณะนั้นกล่าวย้อนไปถึงเหตุการณ์ครั้งอดีต 

บาร์เซโลน่า เช่าห้องพัก 1 ห้องในโรงแรม Gran Vía de Carlos III ให้ เมสซี่ อาศัยอยู่กับครอบครัว หากมองจากห้องของเขาห่างไป 50 เมตร เขาจะได้เห็นสนามคัมป์ นู แบบชัดเจน แม้จะดูดีแต่สำหรับผู้ติดตามของเขากลับไม่แฮปปี้และปรับตัวไม่ได้ หลายคนอยู่ได้ไม่นานก็กลับ อาร์เจนติน่า ทำให้เขาต้องอยู่กับ ฮอร์เก้ ผู้เป็นพ่อเพียง 2 คนเท่านั้น  

"มันไม่ยากเลยสำหรับผมที่จะมายังบาร์เซโลน่า ผมปรับตัวได้เร็วมากแต่ครอบครัวของผมกลับไม่เป็นแบบนั้นเลย พี่น้องของผมต้องการกลับไปและพวกเขาก็ทำแบบนั้นจริงๆ" เมสซี่ กล่าว "ผมต้องอยู่กับพ่อแค่สองคนและเขาถามผมว่า 'เราควรทำอย่างไรดี?' ผมบอกเขาไปว่า 'ผมอยากอยู่ต่อ'"

เมื่อ เมสซี่ เป็นส่วนหนึ่งของทีมแล้ว เขาเริ่มแสดงพัฒนาการออกมาให้เห็น แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขาไม่ใช่เด็กใจเสาะ เขาปรับตัวกับเพื่อนๆ ร่วมทีมและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้อย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นคนเงียบแต่จนถูกล้อว่า "คนใบ้" เมสซี่ ก็ใช้ภาษาฟุตบอลเป็นสื่อกลางให้เขามีเพื่อนซี้ร่วมรุ่นอย่าง เคราร์ด ปีเก้ และ เชส ฟาเบรกัส รวมถึงอีกหลายๆ คนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงในปัจจุบัน การปรับตัวของเขามันดูจะง่ายไปเสียหมด แต่ความจริงแล้ว เขารู้ว่า "มันคือสิ่งที่ต้องทำ" 


Photo : www.marca.com

ความจริงแล้วทุกอย่างไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เพราะกว่า เมสซี่ จะได้เล่นให้ทีมเยาวชนชุด "Juvenil A" หรือรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี เพราะมันมีกฎในอดีตว่าเด็กๆ ที่จะลงแข่งในทีมชุดนี้ได้ "ต้องเป็นชาวคาตาลุนญาเท่านั้น"  เรื่องนี้ทำให้ ฮอร์เก้ เป็นเดือดเป็นร้อน แม้ลูกชายจะได้รับการรักษา แต่หาก บาร์เซโลน่า เอามาและไม่ใช้แบบนี้ มีหวังพรสวรรค์ที่ติดตัวมาคงต้องสูญเปล่า ... ฮอร์เก้ โกรธและจะพา เมสซี่ ไปทดสอบฝีเท้ากับทีมอย่าง เรอัล มาดริด ทว่าลูกชายของเขาบอกว่า "ไม่ต้องเลย" เรื่องทุกอย่างจบเท่านี้ และ เมสซี่ ก็กลายเป็นเด็กเก่งของทีมก่อนจะขยับระดับขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นนักเตะหมายเลข 1 ในประวัติศาสตร์ของสโมสรอย่างที่เราทราบกันดีในทุกวันนี้ 

เรียกได้ว่า เมสซี่ เป็นส่วนสำคัญของทีมนับตั้งแต่นั้นมา และทางสโมสรพยายามหนุนหลัง สนุับสนุนเขาในแทบทุกเรื่องเพื่อให้ เมสซี่ กลายเป็นยอดนักเตะ เรื่องนี้ถึงขั้นขนาดที่ว่ายอมขายฮีโร่ชุดแชมป์ยุโรปอย่าง โรนัลดินโญ่ และ เดโก้ ออกจากทีมในปี 2008 เพราะทั้งสองมักมาสนามซ้อมในสภาพเมาอยู่บ่อยๆ และ เมสซี่ ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่ออาจจะได้รับอิทธิพลที่ไม่ดีจากพวกเขาทั้งคู่ โดยเรื่องดังกล่าวถูกเล่าผ่านอดีตผู้เล่นทีม "เจ้าบุญทุ่ม" อย่าง อเล็กซานเดอร์ เคล็บ ซึ่งตัว เมสซี่ เองก็ไม่เคยทำให้สโมสรผิดหวังด้วยการเติบโตมาเป็นยอดนักเตะอย่างที่ได้คาดหวังไว้

นอกจากเรื่องในสนามแล้ว "บาร์ซ่า" ยังมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่แทบจะมอบให้ เมสซี่ ได้ทั้งเรื่องค่าเหนื่อยที่นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา เมสซี่ คือผู้นักฟุตบอลที่ได้รับค่าเหนื่อยมากที่สุดในโลกจนถึงทุกวันนี้    


Photo : www.straitstimes.com

"ผมไม่ต้องการคุยเกี่ยวกับเรื่องเงินเลยจริงๆ เพราะถ้าเขาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก ไม่ว่ายังไง เขาก็ควรเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในทุกๆ ด้าน แม้แต่เรื่องเงิน และนั่นคือทั้งหมดที่ผมจะพูดเกี่ยวกับตัวเลข"  โฆเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานสโมสร บาร์เซโลน่า ว่าไว้ในช่วงปี 2016 

นอกจากนี้ เมสซี่ ก็ยังยืนยันเสมอว่าหากเป็นไปได้จะแขวนสตั๊ดกับ บาร์เซโลน่า (แม้จะเคยพูดถึงการกลับไปเล่นให้ นีเวลส์ อยู่บ้างก็ตาม) เพราะชีวิตที่นี่ดีทุกอย่าง คาตาลุนญา เหมือนบ้านหลังที่ 2 ของเขาแล้วจริงๆ ซึ่งหากนับตามปีมันอาจจะเป็นบ้านหลักบ้านสำคัญของเขาเลยด้วยซ้ำ เพราะเขาอยู่อาร์เจนติน่า 12 ปี แต่ใช้ชีวิตใน คาตาลุนญา ถึง 15 ปี ... 

แบบนี้จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ทำไมแฟนบอลของ อาร์เจนติน่า (บางส่วน) ยังอคติในเรื่องความทุ่มเทของนักเตะที่ดีที่สุดในโลกรายนี้ 

 

ทฤษฎีสมคบคิด

เมื่อคนเราเกิดความไม่ไว้ใจอะไรบางอย่าง พวกเขามักจะเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อหาเหตุผลสนับสนุนว่าความคิดของตัวเองนั้นถูกต้อง ส่วนข้อเท็จจริงนั้นถูกต้องมาแค่ไหนค่อยว่ากันอีกที ... นั่นคือสิ่งที่ เมสซี่ ต้องเผชิญเมื่อเล่นให้กับ อาร์เจนติน่า 


Photo : www.timesofisrael.com

"เมสซี่ ให้อะไรกับเราบ้าง ... ไม่เห็นจะมีห่าเหวไรเลย" แฟนบอลชาวอาร์เจนติน่าคนหนึ่งสัมภาษณ์ให้กับช่อง beIN Sport หลังจากที่ อาร์เจนติน่า เปิดฉากฟุตบอลโลก 2018 ด้วยความพ่ายแพ้แบบสู้ไม่ได้ให้กับ โครเอเชีย ถึง 0-3  

ไม่ใช่แค่ฟุตบอลโลกเท่านั้นที่ทำให้แฟนๆ กินแหนงแคลงใจ หลายรายการในอดีตที่ทัพฟ้า-ขาว ต้องผิดหวังแฟนๆ ของพวกเขาเชื่อว่า เมสซี่ ไม่ทุ่มเทแบบที่ควรจะเป็น ยิ่งในยุคที่มีข่าวลือมากมาย โดยเฉพาะสำหรับ เมสซี่ กับ อาร์เจนติน่า นั้นยิ่งเป็นไปในทิศทางลบมันยิ่งทำให้ภาพลักษณ์เรื่องทัศนคติของเขาดูแย่ขึ้นไปอีก 

เรื่องที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องการทำตัวใหญ่กว่าทีม มีทั้งข่าวที่ว่าเขาสามารถจัดตัวนักเตะเองได้, สั่งโค้ชให้เลือกนักเตะ 23 คนสำหรับการแข่งรายการต่างๆ เองได้ และแม้กระทั่งในปี 2014 ที่เขาเป็นคนบอกกับ อเลฮานโดร ซาเบย่า โค้ชของทีมในช่วงพักครึ่งว่า "เลิกเลอะเทอะส่งนักเตะเกมรุกที่น่ารังเกียจชุดนี้ลงสนามเสียที"   

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ อย่างการบอกโค้ชว่าจะไม่ลงเล่นในเกมกระชับมิตรกับทีมชาติสเปนเพราะรู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนล้า และครั้งหนึ่งเขาไม่ยอมร้องเพลงชาติก่อนลงสนามก็ทำให้ภาพที่ชวนให้ติดลบเข้าไปอีก ซึ่งสื่อใหญ่อย่าง BBC สรุปเรื่องของ เมสซี่ ที่โดนแฟนๆ เล่นงานไว้อย่างเข้าใจง่ายว่า "ไม่เป็นหนึ่งเดียวกับทีม, ไม่ฟังคำสั่งเรื่องแท็คติกของโค้ช, ถือตัวเองเป็นใหญ่ และ ไม่มีความรับผิดชอบในฐานะตัวความหวัง" ซึ่งก็ผูกกับข่าวลือต่างๆ ที่กล่าวไว้ในข้างต้นได้เป็นอย่างดี และเมื่อผนวกเข้ากับเรื่องการถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาในแคว้นที่รักศักดิ์ศรีอย่างคาตาลุนญาแล้ว ทฤษฎีสมคบคิดจึงถูกส่งต่อไปยังทั่วโลก มันสังเกตได้ง่ายนิดเดียว ทันทีที่ อาร์เจนติน่า แพ้ แทบจะทุกเพจทุกทวิตเตอร์จะหยิบท่าทีผิดหวังของเขาเอามาล้อด้วยความตลกโปกฮาเป็นประจำ และมักจะมีข้อความว่า “เก่งแต่กับบาร์ซ่าทีมเดียวนี่หว่า” อะไรประมาณนั้น

 

เขาไม่รักชาติเหมือน มาราโดน่า?

เรื่องแบบนี้จะตอบได้ง่ายกว่านี้หาก เมสซี่ มีแชมป์และเกียรติประวัติในทีม อาร์เจนติน่า ชุดใหญ่ไว้เป็นโล่กำบังสักรายการ เรื่องการ "ไม่รักชาติ" ของเขาจะหมดข้อสงสัยไปอย่างแน่นอน แต่เมื่อทุกวันนี้มันยังว่างเปล่า เกียรติยศสูงสุดที่เคยได้คือเหรียญทองโอลิมปิก 2008 ซึ่งเป็นทีมชุดอายุไม่เกิน 23 ปี และเจ้าตัวก็ไม่เคยตอบคำถามแบบตรงๆ สักครั้งมันจึงไม่แปลกเลยที่ใครจะคิดไปในทิศทางไหนก็ได้ ทุกคนล้วนมีสิ่งที่เชื่อแตกต่างกัน


Photo : www.denverpost.com

อย่างไรก็ตามแม้ไม่เคยพูด แต่อย่างน้อยๆ เมสซี่ ได้แสดงภาษากายออกมาให้เห็นอยู่กลายๆ มันคือการส่งสัญญาณที่แตกต่างออกไปจากตอนที่เขาเล่นให้ บาร์เซโลน่า เขามักจะทำหน้าเบื่อโลกเมื่อทีมพ่ายแพ้, เอามือปิดหน้าเมื่อทีมยิงประตูไม่ได้ และ เอามือลูบผมด้วยความเซ็งเมื่อเพื่อนร่วมทีมมีความผิดพลาดส่วนบุคคล เท่านี้พอหรือยังที่จะบอกว่าเขา "คิดว่าตัวเองใหญ่เกินกว่าทีม" และเบื่อที่จะต้องเป็นกระโถนคอยรองรับคำวิจารณ์ของทีมทุกครั้งไป? 

ยิ่งไปกว่านั้นเขามองว่าเป็นผู้เล่นที่เก่งไม่เท่ากับ ดิเอโก้ มาราโดน่า ชายผู้ที่หลายคนกล่าวว่า พาอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ด้วยขาซ้ายข้างเดียว เรื่องฝีเท้าอาจจะต้องเถียงกันบ้าง แต่เรื่องวุฒิภาวะและทัศนคติ ชาว อาร์เจนติน่า มองว่ายังห่างชั้นกับเสือเตี้ยไปหลายเท่า และมันคือเรื่องจริงที่ถูกพิสูจน์ด้วยความสำเร็จระดับทีมชาติของทั้งสองคน ...

หากมองในมุมกลับกัน ที่ เมสซี่ ไม่สามารถเป็นอย่าง มาราโดน่า ผู้แบกทีมจนคว้าแชมป์โลก มันอาจจะมีหลายปัจจัยที่ต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ เมสซี่ เติบโตมากับระบบฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกที่ บาร์เซโลน่า โดยปรัชญาที่พวกเขาสอนเด็กๆ เยาวชนในทีมคือ "ฟุตบอลและความรู้" มันหมายถึงการพัฒนาให้ดีทั้งในและนอกสนาม เรียกได้ว่าสภาพแวดล้อมพร้อมผลักดันทุกด้าน ขณะที่ มาราโดน่า เป็นเติบโตมากับความขัดแย้งต่อต้านต้องสู้ชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก เขาอาศัยในบ้านพักโรงงานทำอิฐที่พ่อเขาเป็นคนงาน และในห้องแคบๆ ต้องอาศัยรวมกันถึง 8 คน ... 


Photo : www.betplay.co

เรื่องการขัดเกลาผ่านนิสัยก็ต่างกันที่ ลา มาเซีย สอนทัศนคติการเล่นและการใช้ชีวิตให้กับเด็กๆของพวกเขาว่าต้อง "เป็นสุภาพบุรษและทำงานเป็นทีม" ขณะที่ มาราโดน่า หล่อหลอมจากข้างถนนและการเอาตัวรอด จะเห็นได้ว่าที่มาที่แตกต่างหล่อหลอมทั้ง 2 ยอดนักเตะชาว อาร์เจนติน่า มี คาแร็คเตอร์คนละแบบโดยต่างกันแบบสุดขั้ว ... เมสซี่ คือเครื่องจักรที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลกหากได้เชื้อเพลิงระดับคุณภาพแล้วเขาจะผลิตแต่ผลงานที่สุดยอดออกมา ขณะที่ มาราโดน่า นั้นเป็นเหมือนศิลปินพเนจร ชีวิตไหลไปตามจังหวะโดยไม่มีการกะเกณฑ์ แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหนเขาจะฝากบทเพลงไว้ให้ทุกคนตราตรึงใจเสมอ

นั่นเองที่ทำให้ เมสซี่ มักจะทำได้ดีหากอยู่ในทีมที่สภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย สังเกตง่ายๆ เขาสนุกกับการเล่นให้ บาร์เซโลน่า เสมอ เขาชอบออกคำสั่งเสมอเมื่ออยู่ในสนามและบางครั้งการจะสั่งใครสักคนให้ทำตามได้นั้นต้องอาศัยความสนิทสนมในระดับหนึ่ง และสำหรับทีมชาติ อาร์เจนติน่า มันวุ่นวายกว่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทีมที่ต้องยอมรับตรงๆ ว่าคุณภาพโดยรวมห่างกับ บาร์เซโลน่า ที่เขาเล่นเป็นประจำ ยิ่งทำให้งานของ เมสซี่ กับ อาร์เจนติน่า ยากขึ้นกว่าเดิม ... และนี่คือสิ่งเดียวที่เขายังไล่ตามเงาของ มาราโดน่า ไม่ทัน และแฟนๆ จะเอาเรื่องนี้มาเปรียบเทียบและเหยียบย่ำสิ่งที่เขาทำเสมอ

 

เบื้องหลังเหยื่อสังคม

"พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง" อาจจะเป็นประโยคหนึ่งในบทภาพยนตร์จากเรื่อง Spider-Man แต่มันกลับแทนความจริงที่เกิดขึ้นกับ เมสซี่ ได้ดีที่สุด ... เขาถูกด่าว่าร้ายแต่ไม่ตอบโต้ใครเพราะเขารู้ว่ามันคือสิ่งที่ตัวของเขาไม่อาจจะเลี่ยงได้


Photo : www.enca.com

ความจริงที่ถ้วยแชมป์ไม่ได้บอกคือ เมสซี่ ในวัย 32 ปี ติดทีมชาติ 136 นัดมากที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจาก ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ และ ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ ... และถ้าเขายังเล่นได้แบบทุกวันนี้และไม่ประกาศเลิกเล่นไปเสียก่อนอย่างไรก็คงต้องเป็นเบอร์ 1 ตลอดกาลได้แน่นอน นี่ยังยิ่งใหญ่ไม่พอใช่ไหม?  

นอกจากนี้ เมสซี่ เป็นนักเตะที่ยิงประตูได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ทีมชาติอาร์เจนติน่า โดยยิงไปทั้งหมด 68 ลูก มากกว่าตำนานทั้งหลายแหล่และรวมถึงตัว มาราโดน่า ที่ยิงได้แค่ 34 ลูก ถึง 2 เท่า ... ค่าเฉลี่ยคือเมื่อ เมสซี่ ลงสนามให้ อาร์เจนติน่า ทุกๆ 2 นัด เขาจะการันตี 1 ประตูเป็นอย่างน้อย ... ไม่ว่าภาษากายของเขาจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่ความจริงก็คือความจริง ด้วยสถิติดังกล่าวมีนักเตะคนไหนอีกบ้างที่ทำได้ขนาดนี้?

มันน่าแปลกที่ใครบางคนพยายามจะบอกว่าเขาไม่ทุ่มเทให้กับการเล่นทีมชาติทั้งที่ "ไม่มีใครอีกแล้วที่ดีกว่า เมสซี่" ... และหากวิจารณ์เรื่องประสิทธิภาพของเขาด้วยตั้งอยู่บนพื้นฐานความความเข้าใจว่า "ฟุตบอล" คือกีฬา และ กีฬา มี "แพ้-ชนะ" แล้วล่ะก็ การจะบอกว่าเขาเล่นไม่ดีเพราะไม่รักชาตินั้น ... ไม่น่าใช่เรื่องที่เป็นไปได้ เรื่องนี้แม้แต่ ดิเอโก้ มาราโดน่า คนที่ชาว อาร์เจนติน่า ยกให้เป็นพระเจ้ายังรู้สึกแย่ไปพร้อมๆ กันกับการที่ เมสซี่ เป็นแพะรับบาปของประเทศ


Photo : www.marca.com

"ทีมชาติชุด ยู-15 แพ้ เมสซี่ก็ผิด ฟุตบอลลีกอาร์เจนตินาจัดโปรแกรม ราซิ่ง คลับ เจอ โบคา จูเนียร์ส เมสซีก็ถูกตำหนิ เขาโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง ... ผมจะบอกเขาว่าอย่าเล่นอีกต่อไปเลย มาดูกันว่าพวกเขาไม่มีเมสซี่จะเป็นอย่างไร แล้วเรามาคอยดูกันว่าพวกเขาโตจริงหรืออย่างที่พูดหรือเปล่า" มาราโดน่า กล่าวอย่างเผ็ดร้อนหลัง อาร์เจนติน่า แพ้ให้กับ ฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก 2018 รอบ 16 ทีมสุดท้ายซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ฝรั่งเศส กลายเป็นแชมป์ของทัวร์นาเมนต์ ... อาร์เจนติน่า แพ้แชมป์ประตูเดียว (3-4) แต่ เมสซี่ ก็เป็นคนผิดอีกครั้ง

"ผมอยากเห็น เมสซี่ ด่าพวกเราทุกคน เพราะเขาไม่ควรถูกตำหนิ จากการที่เราไม่ได้แชมป์โลก เราทุกคนตั้งความหวังในตัวเขา มันเหมือนกับการที่คุณวางเดิมพันแข่งม้า ม้าที่คุณหวังว่าจะชนะ ดันเข้าที่ 8 ก็เท่านั้นเอง" มาราโดน่า มองโลกอย่างเข้าใจ 

 

หน้าที่ที่ต้องพิสูจน์

เหล่าอดีตแข้งทีมชาติอาร์เจนติน่ารู้ดีว่าความกดดันเป็นอย่างไร มาราโดน่า ประชดประชันให้กับความอคติของผู้คนในประเทศด้วยการบอกให้ เมสซี่ เลิกไปเลยดีกว่าจะได้รู้ว่ามันเป็นอย่างไรเมื่อไม่มีเขาอยู่ในทีม ... แม้มันจะเป็นคำเชิญชวนที่ทำให้คล้อยตามและสามารถทำให้ เมสซี่ ตอกกลับทุกคนที่โจมตีเขาได้ชะงัดนัก ทว่าเขาก็เลือกที่จะไม่ทำ


Photo : www.japantimes.co.jp

แม้ในช่วงปี 2016 ซึ่งเป็นปีที่ เมสซี่ โดนโจมตีหนักที่สุดเพราะยิงจุดโทษพลาดจนทำให้ อาร์เจนติน่า พลาดคว้าแชมป์ โคปา อเมริกา เซนเทนนาริโอ ซ้ำรอย 1 ปีก่อนหน้าที่พลาดแชมป์ โคปา อเมริกา ด้วยการดวลจุดโทษกับคู่ต่อสู้หน้าเดิมอย่าง ชิลี เช่นกัน (แต่ปี 2015 เขายิงเข้า) ... จบเกมนั้นเขาร้องไห้ภายใต้อ้อมอกของ ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ มันแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกจริงๆ ของเขา สำหรับลูกผู้ชายแล้วการร้องไห้ไม่ใช่สิ่งที่แกล้งทำได้อย่างแน่นอน

ทว่าเอฟเฟ็กต์ที่ตามมาคือการถูกสื่อนำเสนอข่าวในด้านลบเรื่องเดิมๆ คือ ใจเสาะไม่มีความเป็นผู้นำ, ไม่ทุ่มเทให้ทีมชาติ และการนำเสนอที่เผ็ดร้อนนั้นทำให้เกิดเหตุทำลายรูปปั้นเมสซี่ที่อยู่ในบ้านเกิดของเขาทิ้งเลยทีเดียว เหตุการณ์ครั้งนั้น เมสซี่ ประกาศเลิกเล่นทีมชาติไป 1 ปี แต่สุดท้ายเขาก็ทนได้ไม่นาน ... แฟนๆ เรียกร้องก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือเขาไม่ลืมหน้าที่ของตัวเองต่างหาก 

ต้องยอมรับว่า อาร์เจนติน่า ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาขาลงอย่างแท้จริงทั้งผลงานและการจัดการ โดยเฉพาะเรื่องงานบริหารนั้น คนวงในต่างรู้กันแม้แต่ ออสซี่ อาร์ดิเลส อดีตกองกลางระดับตำนานยังรุมสับสมาคมฟุตบอลแบบไม่มีเลี้ยง 

"จากการได้เคยเป็นแชมป์โลก ตอนนี้กลายไปเป็นทีมที่ห่วยที่สุดในประวัติศาสตร์ของ อาร์เจนติน่า  จุดเริ่มต้นมันอยู่ที่ไหนเหรอ? ก็พวกบิ๊กนั่นไง" 

"AFA (สมาคมฟุตบอลอาร์เจนติน่า) นั้นทำผลงานที่แย่ติดต่อกันมานาน พวกเขาเปลี่ยนโค้ช 3 คนภายในปีเดียว และการเลือกนายกสมาคมก็เร็วเกินจนเหมือนไม่ได้คิดอะไร" อาดิเลส ว่ากระทบถึงทีมงานของ ฮอร์เก้ ซามเปาลี 

นอกจากนี้นักเตะอาร์เจนติน่าจากชุดรองแชมป์โลกปี 2014 ก็เลยจุดพีกกันหมดทั้ง มาสเคราโน่, ปาโบล ซาบาเลต้า, กอนซาโล่ อิกวาอิน ต่างหมดสภาพ และคนที่มาแทนในชุดฟุตบอลโลก 2018 ที่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงอย่าง ฟรังโก้ อาร์มานี่, มักซิมิเลียโน่ เมซ่า และ คริสเตียน ปาวอน ต่างก็ไม่ดีพอที่จะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ แม้ว่าดูแล้วจะเป็นทีมที่ไม่เห็นแววประสบความสำเร็จแต่ เมสซี่ ก็ยังกลับมาเพื่อลงเล่นอีกครั้ง เขาพร้อมที่จะรับความกดดันทั้งหมดที่เคยทำให้เขาร้องไห้ เพื่อทำหน้าที่นักเตะที่ดีที่สุดในประเทศอย่างถึงที่สุด ดังนั้นการบอกว่าเขา "ขาดความรัก" ควรจะเปลี่ยนเป็นคำว่า "รักจนทิ้งไม่ได้" มากกว่า เขายังพยายามที่จะบรรลุความฝันในวัยเด็กนั่นคือการเป็นแชมป์กับทีมชาติให้ได้ 

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2000 ที่ เมสซี ยังมีอายุ 12 ปีและอยู่กับ นีเวลส์ เขาเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อในประเทศในมุมมองที่ว่าสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือการเป็นแชมป์โลกกับ อาร์เจนติน่า และการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกก็เป็นอะไรที่พิเศษที่สุดเช่นกัน และเรื่องนี้ยังถูกเล่าผ่าน เอริก้า ปิซซูโต ที่ยังจำสิ่งที่เธอสัมผัสในวันนั้นได้ดี ซึ่งทุกวันนี้เธอยังเชื่อเสมอว่าเมสซี่ไม่มีวันลืมรากเหง้าของการเป็นชาวอาร์เจนไตน์ นั่นคือเหตุผลที่ เมสซี่ กลับมาเล่นให้ทีมชาติอีกครั้ง

"คอลัมน์นั้นมีชื่อว่า 'วันนี้เราขอเสนอ' เป็นการพูดถึงดาวรุ่งที่จะกลายเป็นผู้เล่นที่ดีในอนาคตวันละ 1 คน มันน่าภูมิใจมากที่ทุกวันนี้ฉันได้บอกกับลูกตัวเองว่าแม่นี่แหละคือคนแรกที่ได้สัมภาษณ์นักเตะที่ดีที่สุดในโลกอย่าง เมสซี่" เอริก้า กล่าวเริ่ม

"มันน่าตื่นเต้นที่เขากลับมาอีกครั้ง เรื่องราวในวันนั้นยังจำได้ดี เมสซี่ มีรากเหง้าที่เริ่มต้นจากที่นี่ (โรซาริโอ, อาร์เจนติน่า) เขาอาจจะออกจาก อาร์เจนติน่า ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ภรรยาของเขาเกิดและโตที่นี่ ทุกคนในครอบครัวของเขาต่างก็อยู่ที่นี่ และนี่คือเหตุผลที่ดีที่สุดที่จะบอกถึงการเลือกของเขา" 

สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าเขายังไม่ลืมว่าตัวเองเป็นคน อาร์เจนติน่า คือในวันสำคัญที่สุดในชีวิตอย่าง วันแต่งงาน เมสซี่ ก็ยังเลือกที่จะกลับมาแต่งงานที่ โรซาริโอ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขาและภรรยา แม้หลายคนคิดว่าเขาจะเลือกจัดงานที่ บาร์เซโลน่า ซึ่งเป็นที่ๆ เขาอาศัยมาตั้งแต่อายุ 13 ปี 


Photo : www.goal.com

นอกจากนี้สิ่งที่ยืนยันได้ดีที่สุดคือคนใกล้ตัวของ เมสซี่ ในยามที่เขาลงเล่นทีมชาติ ซึ่ง อังเคล ดิ มาเรีย ปีกซายจากสโมสร เปแอสเช พร้อมออกตัวแทนให้กัปตันทีมอย่าง เมสซี ในเรื่องความทุ่มเทว่า 

"ผมคิดว่า ลีโอ นั้นทำผลงานได้ดีมากๆ เขาอาจจะไม่สามารถทำประตูได้มากมายอย่างที่เขาเคยทำได้ แต่ผมก็ยังยืนยันว่าเขานั้นทำหน้าที่ของเขาได้ดีที่สุดเท่าที่จะได้ เขาวิ่งเต็มที่ และเขาทุ่มเททุกๆ อย่าง เขาพยายามวิ่งไล่บอลทุกจังหวะเพื่อให้ทุกคนที่เหลือ ทำตามเขา ซึ่งมันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ แล้ว" ดิ มาเรีย กล่าว 

มาสเคราโน่ เองก็เช่นกันเขาบอกว่านึกไม่ออกแล้วว่าจแฟนต้องการอะไรจาก เมสซี่ อีกเพราะทุกวันนี้ เมสซี่ ทำหน้าที่เหมือนนักเตะ “3 ใน 1” นั่นคือทำเอง, ชงเอง, ยิงเองได้หมดแล้ว  

ตัวของ เมสซี่ แทบไม่ต้องพูดอะไรเลยด้วยซ้ำ ทุกอย่างที่เขาเป็น ทุกสิ่งที่เขาทำ ตัวเลขสถิติทั้งหลายบอกได้เป็นอย่างดีว่าแท้จริงแล้วเขามองการรับใช้ชาติบ้านเกิดไว้แบบไหน

 

สังคมป่วย

ทุกวันนี้ยังมีอีกหลายคำวิจารณ์ที่ยังเลือกพูดถึง เมสซี่ ในเรื่องเดิมๆ แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะพิสูจน์ด้วยผลงานส่วนตัวและคำบอกเล่าจากคนใกล้ชิด ... แต่โลกยุคใหม่ใจร้ายเสมอ


Photo : www.hindustantimes.com

"สังคมอาร์เจนติน่ากำลังป่วย" มาร์เซโล่ รอฟเฟ่ นักจิตวิทยาด้านการกีฬาที่ทำงานกับนักฟุตบอลในยุคของ เมสซี่ ให้คำจำกัดความถึงสิ่งที่กัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่าเจอแบบนั้น 

รอฟเฟ่ มองว่าฟุตบอลยุคใหม่ไม่มีพื้นที่ให้กับความพ่ายแพ้ และคนอย่าง เมสซี่ ที่ประสบความสำเร็จมามากมายย่อมต้องพบความคาดหวังว่าเมื่อลงสนามต้องชนะทุกนัด และต่อให้ชนะมันจะกลายเป็นเรื่องปกติไม่มีอะไรน่าชื่นชมเป็นพิเศษ แต่เมื่อไหร่ที่แพ้ล่ะก็เรื่องใหญ่จะเกิดขึ้นทันที

"มันคือยาพิษจากความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ใครสักคนจะรับมือกับสิ่งนี้ได้" รอฟเฟ่ กล่าว 

สื่อเองมีผลต่อเรื่องนี้มาก เมื่อผู้คนชอบเสพเรื่องดราม่าและหาที่ลงในยามที่ผิดหวัง การโทษใครสักคนมันง่ายกว่าการโทษตัวเอง สื่อก็พร้อมจะนำเสนอข่าวในแง่มุมที่ขายได้มากกว่าการเสนอความจริงออกมาทั้งหมด คำพูดของ เมสซี่ ที่พูดผ่านสื่อจะถูกนำเสนอไปในอีกทางที่แม้แต่เขาเองก็ไม่ได้นึกไปไกลถึงขนาดนั้น 

ครั้งหนึ่งเขาเคยถูกถามถึงเรื่องนี้ว่า เขารู้สึกติดหนี้บุญคุณคนอาร์เจนติน่าหรือเปล่าที่ไม่สามารถคว้าแชมป์โลกได้ เมสซี่ ก็ตอบกลับถ้วยประโยคสั้นๆ ว่า "เราทุกคนนั่นแหละที่ติดหนี้ตัวเอง" 

ไม่ว่าเมสซี่ จะพยายามสื่อออกมาแบบไหน แต่หลายคนเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องดีกับประเทศบ้านเกิด จนเกิดการโต้เถียงในแบบที่ว่า เมสซี่ ไม่รู้สึกสำนึกบุญคุณชาติ ทรยศแรงสนับสนุนของชาวอาร์เจนติน่า และปลื้มปิติไปกับเงินค่าเหนื่อยจาก บาร์เซโลน่า มากกว่าการจะทุ่มเทเพื่อทีมชาติ ... มันเป็นไปได้ขนาดนั้น 

ในยุคที่สงครามไม่ใช่การฆ่ากันด้วยอาวุธ อานุภาพของตัวหนังสือและการนำเสนอของสื่อก็กลายเป็นสิ่งทรงประสิทธิภาพไปโดยปริยาย ... และสิ่งที่ป้องกันมันได้ดีที่สุดนั่นคือวิจารณญาณของผู้รับสารนั่นเอง 

สำหรับ เมสซี่ แล้วเขาคงทำใจไว้ตั้งแต่วันที่เลือกที่จะกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง แม้จะมีหลายคนที่ใจร้ายกับเขา แต่ก็ยังมีอีกหลายแรงสนับสนุนที่ยังเชื่อว่าเขาได้ลงสนามด้วยความภาคภูมิใจและความทุ่มเททุกครั้งที่ได้รับใช้ทีมชาติอาร์เจนติน่า ไม่จำเป็นต้องมีแชมป์แต่พวกเขาก็พอใจกับความสุขที่ เมสซี่ ได้มอบให้ และพวกเขาเหล่านี้เองที่ทำให้ เมสซี่ ยังพร้อมจะสู้ต่อเพื่อล่าแชมป์ไปพร้อมๆ กับทีมชาติ อาร์เจนติน่า 


Photo : everythingbarca.com

"ถ้าผมยังสามารถช่วยทีมได้ผมจะรับใช้ทีมชาติอาร์เจนติน่าต่อไปแน่นอน มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมที่ได้อยู่ในทีมชุดนี้ เรามีกลุ่มแข้งหน้าใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงความรักในการลงเล่นให้กับทีมชาติ ... พวกเขามีอนาคตที่ยิ่งใหญ่รออยู่ และพวกเขาต้องการแค่เวลาเท่านั้น" นี่คือสิ่งที่ เมสซี่ ให้สัมภาษณ์หลังถูกถามว่าหากพลาดแชมป์โคปา อเมริกา 2019 เขาจะยังเล่นทีมชาติต่อไปหรือไม่

สังคมจะป่วยแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ต้องถามหัวใจดูว่าไหวหรือเปล่า ... เมื่อ เมสซี่ ตอบว่า “ยังไหว” มันยิ่งแสดงให้เห็นว่าเขายังพร้อมรับกับเรื่องร้ายๆ เพื่อเสี่ยงดูว่าสักวันสิ่งที่เขาพยายามจะต้องประสบความสำเร็จ ... และถ้าหากมันยังล้มเหลวอยู่ ก็แค่ลุกขึ้นทำใหม่อีกครั้งจนกว่าจะถึงหยดสุดท้ายเท่านั้นเอง  

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.marca.com/en/football/barcelona/2019/04/14/5cb354a522601d49748b4652.html
https://www.theguardian.com/football/2018/jun/15/lionel-messi-argentina-world-cup-final-chance-win
https://www.verdict.co.uk/lionel-messi-argentina-relationship/
https://www.barcablaugranes.com/2019/3/27/18282620/no-one-loves-argentina-more-than-lionel-messi
https://www.theguardian.com/football/blog/2014/oct/15/lionel-messi-barcelona-decade
http://aspa.mfa.go.th/aspa/th/news/latin-america/detail.php?ID=1879
https://www.efe.com/efe/english/sports/argentine-reporter-proudly-recalls-being-first-to-interview-lionel-messi/50000266-3312003



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง