mainstand

Stories

ตราบาปของวงการมวยปล้ำญี่ปุ่นเมื่อ “มิตซูฮารุ มิซาว่า” ตายกลางเวที



ประเทศญี่ปุ่น อาจเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ในฐานะดินแดนที่มีความเพียบพร้อมแทบทุกด้าน 


 

แต่เรื่องราวกลับเป็นตรงกันข้าม หากคุณประกอบอาชีพ หรือทำงานบนแผ่นดินอาทิตย์อุทัย  วัฒนธรรมการทำงานในองค์กรของญี่ปุน แตกต่างจากทุกประเทศบนโลกใบนี้ 

พวกเขามีธรรมเนียมปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำงานหนักแบบหามรุ่งหามค่ำ เพื่อจัดการหน้าที่ในความรับผิดชอบของตัวเองให้สำเร็จลุล่วง

ไม่เว้นแม้แต่วงการมวยปล้ำ เมื่อนักมวยปล้ำรายหนึ่ง ต้องฝืนใช้ร่างกายที่แหลกสลาย ขึ้นสังเวียนเพื่อรักษาสมาคมอันเป็นที่รักเอาไว้ ก่อนจากลาโลกไปอย่างไม่วันกลับ 

เราขอพาคุณไปพบกับเรื่องราวของ มิตซูฮารุ มิซาว่า (Mitsuharu Misawa) นักมวยปล้ำระดับตำนานที่เสียชีวิตบนเวทีมวยปล้ำ เบื้องหลังความสูญเสียครั้งนี้เกิดขึ้นจากอะไร ? 

 

จากดาวรุ่ง สู่ตำนาน

มิตซูฮารุ มิซาว่า เกิดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ปี 1962 ที่จังหวัดฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เขาเติบโตในครอบครัวที่แตกแยก และมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักมวยปล้ำอาชีพมาตั้งแต่เด็ก


Photo : ameblo.jp

เมื่ออายุได้ 12 ปี มิซาว่าตัดสินใจแน่วแน่ ว่าต้องการเป็นนักมวยปล้ำสังกัดค่ายออล เจแปน โปร เรสลิง (All Japan Pro Wrestling) ไม่กี่ปีถัดมา มิซาวา ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน เพื่อเป็นนักมวยปล้ำอย่างเต็มตัว

แต่ความตั้งใจของเขาไม่เป็นผล เมื่อ จัมโบะ ทสึรูตะ (Jumbo Tsuruta) นักมวยปล้ำระดับตำนานของออล เจแปน ไม่เห็นด้วยกับความคิดของมิซาว่า

“ฉันเข้าออล เจแปน หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมและมหาวิทยาลัย ฉันคิดว่านายควรไปเรียนให้จบเสียก่อน เพราะนั่นจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของนาย” ทสึรูตะกล่าวกับมิซาว่า

หลังพลาดโอกาสการเป็นนักมวยปล้ำอาชีพ มิซาว่าหันไปเอาดีทางมวยปล้ำสมัครเล่น เขาจบอันดับห้าในการแข่งขัน FILA World Championship ประจำปี 1980 ผลงานดังกล่าวช่วยให้ความฝันของมิซาว่าเป็นจริง เมื่อเขาเซ็นสัญญากับ ออล เจแปน โปร เรสลิง ในปี 1981

จุดเปลี่ยนในอาชีพของมิซาว่า ก้าวมาถึงในปี 1984 เมื่อ ออล เจแปน โปร เรสลิง ได้ลิขสิทธิ์ในการสร้างนักมวยปล้ำมาจากค่ายคู่แข่ง นิว เจแปน โปร เรสลิง (New Japan Pro Wrestling) และตัดสินใจเลือกมิซาว่า ที่เป็นเพียงดาวรุ่งในเวลานั้น ให้เข้ามารับบทบาทแสนสำคัญ ด้วยวัยเพียง 22 ปี


Photo : マーク・ザ・ホットスタッフ

มิซาว่า รับบทบาทหน้ากากเสือ รุ่น 2 เป็นเวลายาวนานถึง 6 ปี เขาสร้างชื่อเสียงจากรูปแบบการปล้ำที่แตกต่างออกไปจากหน้ากากเสือรายแรก มิซาว่าประยุกต์การปล้ำที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ เข้ากับสไตล์คิงส์โรด (King's Road) ที่ให้ความสำคัญกับจิตใจนักสู้ ไม่ยอมถูกจับกดนับสามได้โดยง่าย

เดือนพฤษภาคม ปี 1990 มิซาว่าก้าวสู่อีกขั้นของอาชีพนักมวยปล้ำ เขาถอดหน้ากากเสือเพื่อเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ต่อหน้าแฟนมวยปล้ำ 8,200 คน เพื่อท้าเจอกับ จัมโบะ ทสึรูตะ นักมวยปล้ำหมายเลขหนึ่งของ ออล เจแปน ในขณะนั้น โดยเอาศักดิ์ศรีของชื่อและนามสกุลจริงเป็นเดิมพัน

ตามกำหนดเดิม การแข่งขันนัดดังกล่าว ทสึรูตะ ถูกวางตัวไว้เป็นผู้ชนะ แต่เสียงตะโกน “มิซาว่า” จากแฟนมวยปล้ำ 14,800 ราย ใน นิปปอน บูโดกัน ฮอล ทำให้ไจแอนท์ บาบะ ประธานสมาคมออล เจแปน (Giant Baba) ตัดสินใจเปลี่ยนในวินาทีสุดท้าย โดยเลือกให้มิซาว่าเป็นผู้ชนะนัดดังกล่าวแทน


Photo : ミドルエッジ

วันที่ 6 มิถุนายน ปี 1990 มิซาว่า คว้าชัยชนะเหนือ ทสึรูตะ จากดาวรุ่งกลายเป็นตำนานของวงการเพียงชั่วข้ามคืน แฟนมวยปล้ำมากมายกล่าวขานถึงเรื่องราวในคืนดังกล่าว ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองวงการมวยปล้ำญี่ปุ่น

โดยมี มิตซูฮารุ มิซาว่า เป็นผู้ครองความยิ่งใหญ่ และยึดตำแหน่งนักมวยปล้ำหมายเลขหนึ่งของ ออล เจแปน โปร เรสลิง ไปอีกหนึ่งทศวรรษ

 

ร่างกายแหลกสลาย

ตลอดช่วงทศวรรษ 1990’s มิซาว่าประสบความสำเร็จมากมายนับบนสังเวียน เขาคือแชมป์โลกทริปเปิลคราวน์ 5 สมัย และได้การรับรองแมตช์การปล้ำระดับ 5 ดาว จาก Wrestling Observer Newsletter 23 นัด รวมถึงเป็นหนึ่งในนักมวยปล้ำ 6 ราย ที่ได้การรับรองแมตช์การปล้ำระดับ 6 ดาว


Photo : @GreatCrz_part2

แต่กว่าจะประสบความสำเร็จขนาดนี้ได้ ร่างกายของมิซาว่าต้องจ่ายราคาแพงมหาศาล แทบทุกครั้งที่เขาคว้ารางวัลแมตช์ห้าดาว แผ่นหลังของมิซาว่าต้องถูกฟาดกับพื้นคอนกรีตอย่างรุนแรง 

หลายครั้งที่เขาต้องรับมือกับท่าเบรนบัสเตอร์ (Brainbuster) หรือ เพาเวอร์บอม (Powerbomb) ที่เอาหัวปักลงไปกับพื้น ซึ่งสร้างความเสียหายแก่คอของมิซาว่าอย่างมหาศาล

มีการเปิดเผยจากกูรูมวยปล้ำชื่อดัง เดฟ เมลท์เซอร์ (Dave Meltzer) ว่าคอของมิซาว่า ได้รับความเสียหายในระดับเดียวกับ “สโตนโคลด์” สตีฟ ออสติน (Stone Cold Steve Austin) ที่ยุติอาชีพนักมวยปล้ำ หลังได้รับอาการบาดเจ็บเพียง 5 ปี และไม่เคยกลับคืนสังเวียนนับแต่นั้น

โชคร้ายที่วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในวงการมวยปล้ำ ที่ลูกจ้างไม่สามารถปริปากหรือต่อว่าอะไรได้ หากอาการบาดเจ็บของพวกเขา สร้างผลประโยชน์ที่ดีให้แก่สมาคม 

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า อาการบาดเจ็บที่คอของมิซาว่าเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ทุกคนรู้เพียงว่า เขาขึ้นปล้ำอย่างต่อเนื่อง และไม่เคยหยุดพัก


Photo : @FortuneKK0327

ความเหนื่อยล้ำและภาระเข้าถาโถมมิซาว่าหนักขึ้นในปี 1999 เมื่อไจแอนท์ บาบะ ประธานสมาคมคนเก่าเสียชีวิต เขาต้องทำหน้าที่เป็นทั้งประธานสมาคมคนใหม่, โปรโมเตอร์ค่าย และนักมวยปล้ำหมายเลขหนึ่งไปพร้อมกัน

ช่วงเวลาดังกล่าว มิซาว่าเผชิญกับอาการบาดเจ็บอย่างหนักที่คอ, เข่า และหลัง แต่ด้วยภาระประธานสมาคม เขาเลือกไม่เข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง และบรรเทาความเจ็บปวดด้วยการกายภาพบำบัด และฝังเข็มตามคลินิก

อย่างไรก็ตาม อาการบาดเจ็บที่กายยังไม่เท่าบาดแผลที่หัวใจ มิซาว่าถูกแทรกแซงการบริหารสมาคมโดย โมโตโกะ บาบะ ภรรยาของไจแอนท์ บาบะ เขาตัดสินใจทำสิ่งที่เหลือเชื่อ ด้วยการพานักมวยปล้ำ 23 ราย ออกจาก ออล เจแปน โปร เรสลิง เพื่อตั้งสมาคมใหม่ที่ชื่อว่า โปร เรสลิง โนอาห์ (Pro Wrestling NOAH) ในวันที่ 28 มิถุนายน ปี 2000 


Photo : number.bunshun.jp

หลังตรากตรำอย่างหนักบนสังเวียนมานานนับทศวรรษ มิซาว่าวางแผนลดระดับตัวเองสู่นักมวยปล้ำระดับกลาง และยกตำแหน่งนักมวยปล้ำหมายเลขหนึ่งให้คนอื่น เพื่อแบ่งเวลาสู่การทำงานฝ่ายบริหารให้มากขึ้น

น่าเสียดายที่เรื่องราวทุกอย่างไม่เป็นดั่งฝัน จนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้นในที่สุด...

 

วันที่สูญเสีย

สมาคม โปร เรสลิง โนอาห์ ดำเนินไปด้วยดีในช่วงก่อตั้ง จากคนดูเพียง 1,800 คน ในโชว์แรก สู่การจัดโชว์ในโตเกียวโดม โดยมีผู้ชม 58,000 ได้ภายในเวลาสามปี จากการฝากฝังตำแหน่งนักมวยปล้ำหมายเลขหนึ่งไว้กับ เคนตะ โคบาอาชิ (Kenta Kobashi) นักมวยปล้ำร่วมรุ่นที่ย้ายตามมิซาว่ามาที่โนอาห์


Photo : aminoapps.com

โชคร้ายสำหรับพวกเขา โคบาอาชิ มีอาการบาดเจ็บติดตัวมาจากการใช้ร่างกายอย่างหนักในยุค 90 ไม่ต่างจากมิซาว่า เขาพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าในช่วงปี 2001-2002 ก่อนต่อสู้กับโรคมะเร็งตั้งแต่กลางปี 2006 ถึงปลายปี 2007

เมื่อไร้ดาราดัง ยอดคนดูของโนอาห์ลดฮวบลงอย่างน่าจะหาย ถึงจะปั้นนักมวยปล้ำหน้าใหม่ขึ้นมาสู่ระดับแถวหน้า แต่ไม่มีคนไหนที่ดึงดูดแฟนเข้าสนามได้เหมือนกับ มิซาว่า และ โคบาอาชิ จึงกลายเป็นสาเหตุให้มิซาว่าผลักดันตัวเองมาคว้าแชมป์โลกอีกครั้ง ในเดือนธันวาคม ปี 2006 และถือเข็มขัดยาวนานถึง 448 วัน

กาลเวลาโหดร้ายเหมือนอย่างที่หลายคนว่าไว้ มิซาว่าในช่วงปลายยุค 2000 ไม่ได้สง่างามเหมือนยุค 90 เขามีรูปร่างอ้วนฉุ อาการบาดเจ็บทำให้เขาไม่สามารถเข้ายิมได้ดั่งเดิม และนั่นทำให้สุขภาพของเขาย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

เป็นอีกครั้งที่วัฒนธรรมในการทำงานของชาวญี่ปุ่น หวนกลับมาทำร้ายมิซาว่าอย่างโหดร้าย กลางปี 2007 เขาถูกตรวจพบว่ามีอาการบาดเจ็บที่กระดูกส่วนคอ (Cervical Sprain) แพทย์แนะนำให้มิซาว่าผ่าตัด และยุติอาชีพนักมวยปล้ำ แต่เขาปฏิเสธ และรับบทบาทแชมป์โลกของสมาคมต่อไป

แท้จริงแล้ว มิซาว่ารู้ตัวดีว่าร่างกายของเขาก้าวมาถึงขีดจำกัด มีการเปิดเผยภายหลังว่าเขาต้องการบอกลาสังเวียน ตั้งแต่ปี 2007 แต่เนื่องจากสภาวะของสมาคมที่กำลังย่ำแย่ เขาจึงต้องทำหน้าที่หัวเรือหลักของค่าย ด้วยการฝืนปล้ำทั้งที่มีอาการบาดเจ็บติดตัว

ปี 2009 สถานการณ์ของมิซาว่าและโนอาห์แย่ลงไปอีก จากผลลัพธ์ของวิกฤตการณ์ทางการเงิน ปี 2008 ช่องนิปปอน ทีวี ยกเลิกสัญญาถ่ายทอดสดมวยปล้ำของโนอาห์ ทำให้ค่ายสูญเสียรายได้มหาศาล

ในฐานะประธานของสมาคม มิซาว่า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกินดื่มกับบรรดานักธุรกิจยามค่ำคืน เพื่อเจรจาหาสปอนเซอร์ใหม่ ที่จะเข้ามาช่วยให้ค่ายมวยปล้ำอันเป็นที่รักของเขาคงอยู่ต่อไป แม้เรื่องดังกล่าวทำให้ร่างกายของเขาแย่ลงไปอีก

“ผมต้องการจะเลิกปล้ำซะตั้งแต่ตอนนี้ ร่างกายของผมมันบอบช้ำไปหมด ผมมีความรู้สึกว่าผมคงปล้ำต่อไปได้อีกไม่นานแล้ว” มิซาว่าให้สัมภาษณ์กับโตเกียว สปอร์ต ก่อนเสียชีวิตสี่วัน

วันที่ 13 มิถุนายน ปี 2009 มิซาว่าขึ้นปล้ำที่เมืองฮิโรชิม่า เพื่อท้าชิงแชมป์โลกแท็กทีม แม้มีอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่คอ และอาการบาดเจ็บที่ไหล่เพิ่มขึ้นมา ตลอดทั้งแมตช์ เขาไม่ได้ทำอะไรมากนอกจากยืนอย่างอิดโรยอยู่ที่มุมเสา มีรายงานภายหลังว่า มิซาว่า ไม่ได้นอนตลอดคืนก่อนปล้ำแมตช์ดังกล่าว

การแข่งขันดำเนินมาถึงช่วงท้าย มิซาว่าต้องโดนท่าแบ็ก ซูเพล็ก (Back Suplex) จาก อากิโทชิ ไซโตะ (Akitoshi Saito) คู่แข่งของเขาในการแข่งขันนัดดังกล่าว


Photo : img-cdn.jg.jugem.jp

ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จนถึงจังหวะที่ แผ่นหลังของมิซาว่า ถูกปล่อยลงกระแทกเวทีอย่างถูกวิธี และไม่เกิดอันตรายใดขึ้นแน่นอน กับนักมวยปล้ำที่มีร่างกายฟิตพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่แรงกระแทกจากการใส่ท่าดังกล่าว เกินกว่าที่ร่างกายของมิซาว่าจะรับไว้ เขานอนแน่นิ่งอยู่กับที่ทันทีที่หัวถึงพื้น กรรมการเข้าไปถามอาการตามปกติ แต่มิซาว่าตอบกลับมาว่า 

“ผมขยับตัวไม่ได้” หลังสิ้นเสียง มิซาว่า สิ้นสติไป และไม่เคยตื่นขึ้นมาอีกเลย

กรรมการลั่นระฆังยุติการแข่งขันทันที ขณะนั้นเป็นเวลา 2 ทุ่ม 45 นาที การปฐมพยาบาลเป็นไปอย่างล่าช้า ทันทีที่ถึงโรงพยาบาลฮิโรชิมา มิซาว่า ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน เนื่องจากได้อาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังส่วนคออย่างรุนแรง

มิตซูฮารุ มิซาว่า เสียชีวิตในวันที่ 13 มิถุนายน ปี 2009 เวลา 4 ทุ่ม 10 นาที หรือ 5 วันก่อนฉลองวันเกิดครบรอบอายุ 47 ปีของเขาเอง

 

ตราบาป หรือ บทเรียน

การเสียชีวิตของ มิตซูฮารุ มิซาว่า สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่แฟนมวยปล้ำทั่วโลก ค่ายมวยปล้ำจากฝั่งอเมริกาทั้ง WWE และ TNA โพสต์ข้อความไว้อาลัยผ่านเว็บไซต์ ขณะที่ค่ายมวยปล้ำทั้งหมดในญี่ปุ่น เคาะระฆัง 10 ครั้งเป็นการไว้อาลัย และนำเพลงเปิดตัวของมิซาว่ามาบรรเลงต่อหน้าคนดูเป็นครั้งสุดท้าย


Photo : para080.livedoor.biz

ขณะเดียวกัน สื่อทางโทรทัศน์เลือกจะวิจารณ์ความล่าช้าในการปฐมพยาบาลของวงการมวยปล้ำ ภาพวิดีโอมิซาว่า นอนรอความช่วยเหลืออยู่บนเวที ถูกเผยแพร่ไปทั่วทุกช่องโทรทัศน์ในญี่ปุ่น จนมีคำบอกเล่ากันว่า มิซาว่า เสียชีวิตตั้งแต่อยู่บนเวทีแล้วเสียด้วยซ้ำ

สาเหตุที่ค่ายมวยปล้ำในญี่ปุ่น ไม่มีความพร้อมในการปฐมพยาบาล เนื่องจากไม่มีข้อบังคับให้มีแพทย์อยู่ข้างสนามตลอดการแข่งขัน ไหนจะเหตุผลด้านค่าใช้จ่าย และเรื่องความไว้ใจในตัวนักมวยปล้ำ ว่าจะไม่สร้างอันตรายแก่ผู้ร่วมงาน หลายค่ายจึงมองข้ามเรื่องเหล่านี้ไป

เมื่อย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันดังกล่าว คนทั่วโลกจึงได้เห็นภาพนักมวยปล้ำตะโกนถามผู้ชมว่า “มีใครในที่นี้เป็นหมอบ้าง?” โชคดีที่มีหมอท้องถิ่นเข้ามาชมการแข่งขันวันนั้นพอดี ไม่อย่างนั้น วงการมวยปล้ำคงเสียหน้าไปมากกว่านี้

เวลาผ่านไป 10 ปี การเสียชีวิตของมิซาว่า คือ บทเรียนที่ทำให้ค่ายมวยปล้ำหันมาใส่ใจความปลอดภัยของนักมวยปล้ำมากขึ้น จนสามารถนำเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที เช่นเหตุการณ์ที่ คัทสึโยริ ชิบาตะ ประสบภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง หลังจบแมตช์ชิงแชมป์โลก เมื่อเดือนเมษายน ปี 2017


Photo : 見たくない奴は見に来るな

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมาคม นิว เจแปน โปร เรสลิง ซึ่งเป็นค่ายมวยปล้ำขนาดใหญ่ และมีแพทย์ดูแลในทุกโชว์ แต่กับค่ายขนาดรองเช่น โนอาห์ หรือ ออล เจแปน พวกเขายังคงมีเครื่องหมายคำถามว่า พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ ?

เหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นกับ มิตซูฮารุ มิซาว่า จึงเป็นตราบาปที่เคยเกิดขึ้นกับวงการมวยปล้ำญี่ปุ่น ทั้งเรื่องวัฒนธรรมการทำงาน และการดูแลความปลอดภัยที่ไม่ได้มาตรฐาน 


Photo : aminoapps.com

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเสียชีวิตของมิซาว่า อาจช่วยพัฒนาวงการมวยปล้ำญี่ปุ่นไปสู่ยุคใหม่ หากคนรุ่นหลัง เลือกเรียนรู้และตระหนักได้ว่า

“ร่างกายที่เป็นสมบัติที่มีค่าสูงสุดสุดของมนุษย์ มากกว่าชื่อเสียง เงินทอง หรือ ความสำเร็จใดๆ”  

 

แหล่งอ้างอิง

บทความ Misawa Dies Tragically In Ring : Wrestling Observer Newsletter
https://bleacherreport.com/articles/198871-mitsuharu-misawa-another-legend-lost-too-soon
https://www.cagematch.net/?id=2&nr=541
https://www.fightopinion.com/2009/06/13/the-death-of-mitsuharu-misawa/
https://wrestlerdeaths.com/mitsuharu-misawa-death



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง