mainstand

Stories

ประวัติศาสตร์ ตำนาน คนดัง : การตามล่ารากเหง้า คนผิวสีด้วยรอยสักของอังเดร เกรย์




ทำไมกลุ่มคนผิวสีจึงต้องอยู่กันเป็นกลุ่ม ทำไมพวกเขาจึงต้องรักพวกพ้องมากจนยอมทำในสิ่งผิดๆ จนต้องกลายเป็นอาชญากร และเหตุใดจึงเป็นมนุษย์กลุ่มที่มีความทะเยอทะยานเป็นพิเศษ ... นี่คือเรื่องราวที่บอกเล่าของนักฟุตบอลระดับพรีเมียร์ลีกคนหนึ่งที่หลีกหนีชีวิตภายได้วงเวียนของปืนและลูกกรง

อังเดร เกรย์ มีแผลเป็นที่ปากข้างซ้ายที่เกิดจากการโดนของมีคมกรีด และมีรอยสักขาวดำเต็มแผ่นหลัง ทว่าสิ่งที่อยู่บนหลังของเขามันไม่ใช่สัญลักษณ์ของแก๊ง มันคือการสักเพื่อตามหาตัวตนและจุดยืนของชาติพันธุ์ชาวแอฟริกัน กว่าที่จะมายืนอยู่ในโลกยุคปัจจุบันแบบสง่าผ่าเผยเช่นนี้ … 

1 กรีดระลึกได้ 

เกรย์ คือนักเตะของทีมวัตฟอร์ด ทีมรองแชมป์ เอฟเอ คัพ ฟุตบอลถ้วยที่อายุเก่าแก่ที่สุดในโลกประจำฤดูกาล 2018-19 ในฤดูกาลดังกล่าวถือว่าเขาอาจะผลงานไม่เปรี้ยงปร้างมากนัก ดังนั้นความสนใจในตัวเขาจึงออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่ชื่อเสียงและฝีเท้า แต่มันเป็นรายละเอียดปลีกย่อยนอกจากกีฬาฟุตบอล ...

ในเกมที่ วัตฟอร์ด ชนะ เลสเตอร์ 2-1 เมื่อเดือนมีนาคม 2019 เกรย์ ยิงประตูในช่วงทดเจ็บได้และถอดเสื้ออกมาด้วยความดีใจสุดขีด มันแสดงให้เห็นถึงรอยสักที่เต็มแผ่นหลัง และอย่างที่ได้บอกไป มันไม่ใช่รอยสักแก๊ง ไม่มีรูปปืน แต่มันคือลายสักที่มีรูปหน้าของคน 10 คนเต็มแผ่นหลังของเขา และทุกคนในรอยสักนั้นคือคนผิวสีทั้งหมด

จริงๆ แล้วรอยสักพวกนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ หากวันนั้นตอนที่เขาอายุ 18 ปี อันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตวัยรุ่น เขาเลือกเดินในอีกเส้นทาง … ณ ตอนนั้น เกรย์ ยังเป็นเพียงนักเตะทีมเยาวชนของ ชรูว์สบิวรี่ ทาวน์ ทีมเล็กๆ ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าชีวิตของตัวเองควรจะเลือกอะไรกันแน่ระหว่าง เส้นทางนักเลงที่มีเพื่อนๆ เคียงข้าง และ เส้นทางนักฟุตบอลไส้แห้งที่ไม่รู้ว่าจะโด่งดังเมื่อไหร่ 


photo : 
Evening Standard

เกรย์ เลือกอย่างแรก เขามีแก๊งกับเพื่อนๆ กลุ่มใหญ่ จนกระทั่งวันหนึ่งมีสงครามระหว่างแก๊งในย่าน วูลฟ์แฮมป์ตัน เกิดขึ้น เกรย์ เดินบุกไปในแนวหน้า ทว่าเขาพลาดถูกฟันเข้าที่แก้มซ้ายจนเป็นแผลเหวอะยาว  4 นิ้ว ความเจ็บและความทรมานในวันนั้นทำให้เขารู้อะไรบางอย่าง หากอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ตายก็ติดคุก เหมือนกับรุ่นพี่และเพื่อนๆ ที่เป็นตัวอย่างให้เห็นเสมอ

"เพื่อนของผมตายในคุก นี่คือสิ่งที่ทำใจได้ยากนะเพราะเขาตายตั้งแต่ยังเด็ก หลังจากนั้นผมรู้ว่าชีวิตของคนเรานั้นแสนสั้น และมันคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงพยามรักตัวเองและเก็บคนรอบตัวให้อยู่กับผมไว้เสมอ" เกรย์ เล่าถึงการเปลี่ยนชีวิต "ทันทีที่โดนมีกกรีดผมก็คิดได้ว่า ผมต้องออกไปจากจุดนี้ให้ได้ ผมเป็นคนที่ฉลาดขึ้นหลังจากต้องเจอกับเรื่องนั้น" 


photo : Transfermarkt

คนผิวสีหลายคนเกิดมาภายใต้สภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องยอมแพ้และไหลไปตามกระแสแห่งความหลงผิด เมื่อ เกรย์ เปิดใจมองโลกอีกด้านเขาพบว่ามีผู้ยิ่งใหญ่อีกหลายคนบนโลกนี้ที่เกิดมาแย่กว่าเขาเสียอีก แต่พวกเขาเหล่านั้นเปลี่ยนโลกได้ด้วยความเด็ดเดี่ยวที่สร้างขึ้นตัวตัวเอง 

เมื่อคิดได้ทุกอย่างในชีวิตก็เริ่มจะดีขึ้น จุดเปลี่ยนทางความคิดเกิดขึ้นเมื่อเขาหันมามองตัวเองในฐานะนักเตะอาชีพ เขาเริ่มไต่ระดับจากการเล่นฟุตบอลนอกลีกกับ ลูตัน ในปี 2012 และค่อยๆ ขยับระดับขึ้นทีละนิดๆ มาเป็น ลีก วัน (ลีกลำดับที่ 3 ของประเทศ) กับ แบรดฟอร์ด, เดอะ แชมเปี้ยนชิพ (ลีกระดับ 2) กับ เบิร์นลี่ย์ จนกระทั่งพา เบิร์นลี่ย์ เลื่อนชั้นมาเล่นลีกสูงสุดในปี 2016 

เมื่อท้องอิ่ม

เมื่อชีวิตดีขึ้นจากคนที่เคยทำเงินได้สัปดาห์ละ 200 ปอนด์ เมื่อ 3 ปีก่อน เกรย์ ได้รับค่าตอบแทนเป็นสัปดาห์ละราวๆ 20,000-30,000 ปอนด์ ในวันที่ได้เล่นพรีเมียร์ลีก มันมีคำกล่าวที่ว่าเมื่อคนเราท้องอิ่มและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขาจะมีเวลาที่จะหาความรู้และสิ่งที่ประโยชน์กับชีวิตตัวเองมากขึ้น และ เกรย์ เองก็เป็นหนึ่งในนั้น


photo : Sky Sport

เกรย์ เอาเวลาว่างที่มีไปใช้เพิ่มพูนสิ่งเขาอยากรู้ นั่นคือการตามรอยบรรพบุรุษของตัวเอง เขาเป็นคนอังกฤษแต่มีเชื้อสายจาไมก้า และสิ่งที่เขาเห็นมาตลอดจากสังคมรอบตัวคือเพื่อนๆ ของเขามักจะเอาดีไม่ได้ และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเป็นอาชญากร ทว่าแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร? นั่นจึงทำให้เขาเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับสิทธิพลเมืองและเรื่องราวของคนผิวสี ในวันที่โลกรู้จักเผ่าพันธุ์นิกรอยว่าเป็นแค่แรงงานทาสที่ต้องเจอกับการปฎิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์ และเมื่อเขาค้นพบต้นกำเนิดที่แท้จริงของตัวเอง เขาก็เปลี่ยนไปเป็นอีกคน

เกรย์ ยอมรับว่าเขาเคยเป็นพวกคนผิวสีหัวรุนแรง หากเขาโดนเหยียดผิวสัญชาติญาณจะสั่งให้เขาตอบโต้กลับด้วยความรุนแรงทันที แต่เมื่อมีความรู้มากขึ้น เกรย์ ก็พบว่าการทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการต่อกรรมและสร้างความเกลียดชังให้กันและกันมากขึ้น เขาอ่านเรื่องราวของยอดนักวิ่งชาวสหรัฐอเมริกา นั่นก็คือ ทอมมี่ สมิธ กับ จอห์น คาร์ลอส ที่เป็นคนผิวสีและคว้าเหรียญทองให้และเหรียญทองแดงให้กับทีมกรีฑาสหรัฐอเมริกาในโอลิมปิกปี 1968 ที่เม็กซิโก  

photo : Al Jazeera

แต่เมื่อเพลงชาติสหรัฐอเมริกาถูกบรรเลง ทั้งสองคนกลับชูกำปั้นขึ้นฟ้า โดย สมิธ ชูมือขวา และ คาร์ลอส ชูมือซ้าย เป็นสัญลักษณ์ Black Power Salute ซึ่งแสดงถึงการเรียกร้องสิทธิของคนผิวสีในอเมริกา และการถอดรองเท้าออกเหลือเพียงถุงเท้าสีดำก็เป็นการสื่อสารถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิต ที่ลืมตาอ้าปากได้ยากมาก แค่รองเท้าคู่เดียวก็เป็นเรื่องที่เกินตัวของคนผิวสีหลายคน เรื่องของ สมิธ และ คาร์ลอส คือการแสดงออกครั้งใหญ่ในกีฬาโอลิมปิกและทำให้โลกตื่นตัวและเข้าใจว่าการเหยียดสีผิวนั้นเป็นบ่อนทำลายเพื่อนมนุษย์ขนาดไหน … ความตอบกลับด้วยความรุนแรงไม่ใช่ทางออกเดียวที่ทำได้ การแสดงออกด้วยความสามารถให้โลกยอมรับต่างหาก คือสิ่งที่เขาสมควรทำ 

ไม่ใช่แค่การอ่านและดูวีดีโอสารคดีเท่านั้นหลังจากปิดซีซั่น เขาตัดสินใจเดินทางไปยัง แซนซิบาร์ เกาะแห่งหนึ่งในประเทศ แซมเบีย ทวีปแอฟริกา เกาะแห่งนี้ถูกขนานนามว่า นรกบนเกาะสวรรค์ เพราะแม้ปัจจุบันจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่รับนักท่องเที่ยวปีละเป็นล้านๆ คน ทว่าหากย้อนอดีตกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน เกาะแห่งนี้เคยเป็นตลาดค้าทาสมาก่อน คนผิวสีทั้งชายและหญิงถูกจับมาจากในป่าลึกทั่วทวีปแอฟริกา และนำมาขึ้นเรือมายังค้าเกาะนี้ พวกเขาจะถูกอัดรวมเข้ากับสินค้าต่างๆ อย่าง งาช้าง, เพชรพลอย, ไม้เนื้อดี และ เครื่องเทศต่างๆ ที่มือและเท้าของคนป่าเหล่านี้จะโดนล่ามโซ่เอาไว้ 


photo : 
History.com

การเดินทางอันแสนยาวไกลสู่แผ่นดินใหญ่ทำให้ ทาส หลายคนเจ็บป่วย แต่พวกเขาคือคนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้อ่อนแอ หากใครทำตัวเป็น "สินค้ามีตำหนิ" (จากโรค, และความอ่อนแอ) พวกเขาจะถูกกำจัดทิ้ง ที่เกาะ แซนซิบาร์ ยังเป็นตลาดประมูลทาส โดยพวกเขามีวิธีคัดทาสที่มีราคาแพงคือการเอาแส้ฟาด คนใดที่กลั้นเสียงร้องได้นานที่สุด นั่นคือการแสดงออกว่านั่นคือทาสชั้นดีที่ใครต่อใครต่างแย่งตัวกัน ... นี่คือเรื่องที่ เกรย์ ตามรอยและศึกษาจากการไปยังที่แห่งนั้น

"ผมไปเที่ยวที่ แซนซิบาร์ ในช่วงฮอลิเดย์ ที่นั่นมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิทธิพลเมืองซ่อนอยู่มากมาย มันมีพิพิธภัณฑ์ห้องขังของทาสยุคดั้งเดิม มันน่ากลัวที่ได้ไปเห็นสิ่งที่อยู่ตรงนั้น ในห้องนั้นยังมีโซ่เก่าๆ อยู่ หลายสิ่งเปิดตาผม ผมเห็นถึงความยากลำบากของชาวแอฟริกันในตอนนั้น แต่สิ่งร้ายๆ เหล่านี้มันก็ทำให้คุณคิดได้ในเวลาเดียวกัน"


photo : 
History.com

จงมีชีวิตอยู่เยี่ยงวีรชน 

เกรย์ ระลึกได้ ชีวิตของเขานั้นอาจจะลำบาก แต่เกิดมาแบบไหนก็ไม่จำเป็นต้องตายแบบนั้น เขาระลึกถึงเหล่าวีรชนชาวผิวสีทุกคนที่สู้เพื่อสิทธิจนปัจจุบันคนผิวสีมีชีวิตที่ดีกว่าเมื่อเก่าก่อนหลายร้อยเท่า ดังนั้นการใช้โอกาสจากประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นเก่าสร้างไว้โดยการแลกกับเลือดเนื้ออย่างเสียเปล่าด้วยการตายฟรีกับสงครามแก๊งนั้นเป็นการเกิดมาเสียเปล่าอย่างแท้จริง หนึ่งในบุคคลที่เขานับถือมากที่สุดคือ มาร์คัส การ์วี่ย์ ชาว จาไมก้า ที่อยู่ในอเมริกาในช่วงยุค 1900s โดยได้ทำงานเป็นผู้ช่วยที่อยู่ในโรงพิมพ์ และความรู้แบบครูพักลักจำทำให้เขาได้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ นิโกร เวิลด์ เพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ที่ต้องการให้คนผิวสีเท่าเทียมกับคนขาวในอเมริกา จนกลายเป็นที่มาที่เขาทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าใครจะคาดคิด


photo : 
History.com

"มาร์คัส การ์วี่ย์ คือคนแรกที่ลุกขึ้นเพื่อต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม เขาคือชาวจาไมก้าและผมเองก็มีเชื้อสายจาไมก้าเหมือนกัน มันจึงทำให้ผมสนใจเรื่องราวของเขาทันที เขาคือตัวแทนของ กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง (The Civil Rights Movement) เขาสู้แบบไหนคนรู้ไหม? เขาสร้างเรือขึ้นมา และเรือของเขาจะให้นั่งเฉพาะชาวแอฟริกันเท่านั้น เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นคือเขาตั้งใจจะพาชาวแอฟริกันทุกคนในอเมริกาได้กลับบ้านเกิดอีกครั้ง" 

ความยกย่องเชิดชู การ์วี่ย์ ทำให้เกิดรอยสัก “10 Black Figures” นั่นคือการสักรูปคนผิวสีที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนโลก และ มาร์คัส การ์วี่ย์ พร้อมกับเรือสำเภา 1 ลำ คือลายแรกที่ เกรย์ เลือกจะสักมันไว้บนหลัง ก่อนจะตามมาด้วยการศึกษาประวัติของเหล่าไอค่อนของคนผิวสีอีก 9 คนที่เรื่องราวของวีรชนเหล่านั้นก็ถูก เกรย์ นำมาสลักใส่ในผิวหนังของเขาเช่นกัน อีก 9 คนได้แก่ 


photo : Telegraph

เนลสัน แมนเดล่า (ประธานาธิบดีผิวสีคนแรกของแอฟริกาใต้)

มูฮัมหมัด อาลี (แชมป์มวยรุ่นเฮฟวี่เวตที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์)

โรซ่า ปาร์กส์ (ผู้ไม่ยอมถูกย้ายที่นั่งบนรถเมล์เพียงเพื่อให้คนผิวขาวได้ที่นั่งเธอไป)

บ็อบ มาร์เล่ย์ (ราชาเพลงเร็กเก้ชาวจาเมก้า) 

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง (นักพูดและนักเรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวสีชาวอเมริกัน เจ้าของประโยค "I have a dream ...")

ฮิวอี้ นิวตัน (แกนนำกลุ่ม แบล็ค แพนเธอร์)

แบล็ค แพนเธอร์ส (กลุ่มเรียกร้องความเท่าเทียมของคนผิวสีในปี 1966)

ทอมมี่ สมิธ และ จอห์น คาร์ลอส

มัลคอม เอ็กซ์ (นักต่อสู้ต่อต้านลัทธิเหยียดผิวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา)

วีรชนคนกล้าเหล่านี้คือคนที่เปลี่ยนมุมมองการใช้ชีวิตของ เกรย์ ให้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่เขาเองเท่านั้น ตอนนี้เขายังดูแลทุกคนในครอบครัวเป็นอย่างดีและได้ถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองได้รู้และได้ศึกษามาทั้งหมด เขาบอกทุกคนเสมอว่าชีวิตที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย และชีวิตที่เลือกแต่สิ่งที่ง่ายดายจนไร้ความพยายามต่างหากคือสิ่งที่จะทำให้การเกิดมาบนโลกคือเรื่องที่สูญเปล่า

"ชีวิตที่ยากลำบากจะขับเคลื่อนคุณ มีหลายคนที่เกิดมาแบบสบายได้กินอาหารที่ป้อนมาจากช้อนเงินช้อนทองและมีโอกาสได้เข้ารับการศึกษา แต่พวกเขาไม่ได้ชื่นชมและใช้โอกาสที่ตัวเองได้ให้มา"


photo : BBC

"ผมไม่คิดว่าตัวผมมาไกลได้ขนาดนี้หากผมไม่มีทัศนคติในการใช้ชีวิตแบบที่เป็นอยู่ สำหรับผมไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล แต่มันคือแง่มุมของการใช้ชีวิต"

เขามีน้องชายคนหนึ่งชื่อว่า โคดี้ … โคดี้ อายุน้อยกว่าเขาหลายปี เกรย์ จึงทำหน้าที่เหมือนเป็นพ่อของ โคดี้ คนหนึ่ง เขาสอนโคดี้เสมอว่าจงอย่ามองว่าเขาเป็นคนรวย แต่ให้มองในสิ่งที่เขาทำและทุ่มเทมาตลอดชีวิต

"ผมไม่เคยลืมว่าผมมาจากครอบครัวแบบไหนและเพื่อนของผมคือใคร ผมเดินออกมาจากตรงนั้นและประสบความสำเร็จ และมันคือสิ่งที่ทำให้ผมเดินหน้าหาความสำเร็จต่อไป" เกรย์ กล่าว 

แม้จะชี้นำทางให้คนในครอบครัวและเพื่อนหลายคน แต่ที่สุดแล้วเรื่องแบบนี้บางครั้งก็ช่วยกันไม่ได้ มีหลายคนที่ยังไม่สามารถหลุดวงเวียนของการเป็นแก๊งสเตอร์ได้ แต่ก็มีหลายคนที่ตามหาจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของชีวิตเพื่อไม่ให้เกิดมาแล้วตายเปล่าแบบที่ เกรย์ พยายามจะแสดงให้ทุกคนเห็นมาโดยตลอด 

“ชีวิตชาวแก๊งไม่ง่ายเลย ที่ที่ผมจากมาก็ยังคงมีคนใช้ชีวิตแบบนั้น มีอีกเยอะที่ยินดีทำสิ่งโง่ๆ หลายอย่างและคิดว่านั่นคือสิ่งที่เราควรทำถ้าอยากมีชีวิตอยู่ มีคนรอบตัวผมมากมายที่มีชีวิตเช่นนั้นและพวกเขามีแรงบันดาลใจกับอะไรแบบนี้ ผมเดินจากมันมาไกลมาก และผมไม่อยากให้ตัวผมไปเป็นอะไรแบบนั้นอีกแล้ว”


photo : Daily Mail

บางครั้งจิตใจของคนเราก็ไม่ได้แข็งแกร่งพอจนจะสามารถคิดกลับตัวกลับใจได้เอง นั่นจึงเป็นเหตุที่ทำไมจึงมีแต่คนบอกว่านอกจากปัจจัย 4 แล้ว การศึกษาคือสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะความรู้เหล่านี้จะทำมาซึ่งสิ่งดีๆ และการเปลี่ยนแปลงในแบบที่แม้แต่ใครบางคนยังไม่เคยคิด และสำหรับทุกรอยสักบนแผ่นหลังของ อังเดร เกรย์ เปรียบเหมือนความรู้ที่เขาขวนขวายหามาใส่ตัว และเปลี่ยนให้จากเด็กแก๊งคนหนึ่งกลายเป็นนักเตะค่าตัว 18 ล้านปอนด์ในปัจจุบัน  

"ย้อนกลับไปในสมัยที่อยู่กับ ลูตัน มีเด็กคนหนึ่งบอกผมว่าผมจะได้เล่นในพรีเมียร์ลีก ตอนนั้นผมหัวเราะและคิดว่าไอ้หนูนี่มันพูดอะไรของมัน แม้ลึกๆ ในใจผมรู้ว่าตัวผมเองมีดีแค่ไหน แต่ตอนนั้นผมเล่นอยู่นอกลีกและยากที่จะเชื่อว่าผมจะมาถึงตรงนี้ได้" เกรย์ กล่าวปิดท้าย 

https://www.telegraph.co.uk/football/2017/09/15/exclusive-interview-andre-gray-reveals-story-behind-extraordinary/

https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-4863000/Watford-s-Andre-Gray-reveals-stunning-array-tattoos.html

http://happeningbkk.com/post/8070

http://www.sport.net/andre-gray-escaped-gang-culture-now-hes-firing-burnley-towards-the-premier-league_456994



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง