mainstand

Stories

เวย์น บริดจ์ vs จอห์น เทอร์รี่ : การปฏิเสธการจับมือ ที่สะท้านโลกฟุตบอลที่สุดตลอดกาล



ตามธรรมเนียมของฟุตบอลไม่ว่าที่ประเทศไหนๆก็เหมือนกันหมดคือก่อนจะลงสนามแข่งขันกัน 11 นักเตะตัวจริงของทั้งสองทีมจะต้องเดินเรียงแถวจับมือกันเพื่อแสดงให้เห็นว่านี่เป็นแค่กีฬาเท่านั้น ต่อจากนี้พวกเขาจะขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นและรุนแรง แต่ท้ายที่สุดเมื่อเกมจบลงพวกเขาจะยังเป็นเพื่อนร่วมอาชีพกันเหมือนเดิม

แต่สำหรับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2010 ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นวันที่แปลกประหลาดเพราะมีการตั้งใจและเตรียมการมาอย่างดีว่าอย่างไรเสียการจับมือจะไม่เกิดขึ้น และพวกเขาไม่ใช่เพื่อนกันอีกต่อไป เวย์น บริดจ์ แบ็คซ้ายดีกรีทีมชาติอังกฤษเลือกที่จะปฎิเสธการจับมือของจอห์น เทอร์รี่ มีเพียงสายตาที่เย็นชาเท่านั้นที่เขาจะมอบให้ได้

นี่คือเรื่องราวสุดฉาวก่อนนำมาซึ่งการหักหาญน้ำใจของอดีตเพื่อนร่วมทีม ที่ต่อจากนี้ไม่มีวันจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก แม้แต่ "จับมือ" ก็ไม่มีวัน... ติดตามกับ Main Stand ได้ที่นี่

ชีวิตดีๆของหนุ่มแดนใต้

ฤดูกาล 1998-99 เซาธ์แฮมป์ตัน ทีมนักบุญแดนใต้ได้สร้างแบ็คซ้ายฝีมือดีขึ้นมา 1 คน เด็กคนนั้นชื่อ เวย์น บริดจ์ นักเตะในตำแหน่งริมเส้นฝั่งซ้ายที่เล่นได้ทั้งวิงแบ็คและเป็นปีก ตัวของ บริดจ์ นั้นได้โอกาสลงจากการที่ จอห์น เบเรสฟอร์ด ปีกซ้ายตัวจริงของทีมเจ็บ และหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยเสียตำแหน่งตัวจริงให้ใครอีกเลยเป็นเวลาถึง 5 ปี  

ตลอดช่วงเวลาในถิ่น "เดอะ เดลล์" บริดจ์ นั้นถือว่ากลายเป็นนักเตะแถวหน้าของทีม ก่อนที่ เชลซี ในยุคของ โรมัน อับราโมวิช ที่เข้ามาซื้อทีมใหม่จะดึงตัวเขาไปด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ในปี 2003 เพื่อหวังจะให้มาแทน แกรม เลอ โซซ์ แบ็คตัวเก๋าที่ย้ายสวนทางกัน

การได้ย้ายมาอยู่กับทีมใหญ่และเป็นหนึ่งในนักเตะคนโปรดของ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือของทีมที่เข้ามาคุมทีมในอีก 1 ปีต่อมา ทำให้ บริดจ์ มีชื่อติดทีมชาติอังกฤษอย่างต่อเนื่อง เขามีชื่อเสียง มีเงินทองมากขึ้น และที่สำคัญคือมีผู้หญิงสวยๆเข้าหามากขึ้น จนกระทั่งเขาได้เจอกับ วาเนสซ่า เพอร์รอนเซล นางแบบจากประเทศฝรั่งเศส

ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ขาขึ้นของบริดจ์ อย่างแท้จริง เพราะนอกจากในแง่ของฟุตบอลเขาจะได้โอกาสลงเล่นสม่ำเสมอ แม้ไม่ใช่ตัวจริงเสมอแต่เขาก็ยังมีชื่อในทีมชาติอังกฤษประจำ และเป็นหนึ่งในนักเตะซีเนียร์ของทีมร่วมกับพวก จอห์น เทอร์รี่, แฟร้งค์ แลมพาร์ด และ แอชลี่ย์ โคล ส่วนในชีวิตรัก บริดจ์ ได้พบกับ วาเนสซ่า เพอร์รอนเซล ในปี 2005 หลังจากนั้นพวกเขาคบหาดูใจกันได้ 3 ปี ก่อนจะประกาศแต่งงานกันและมีลูกชาย 1 คนชื่อ เจดอน ... นี่คือชีวิตที่ดีเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะคาดหวังให้มันเป็นได้

วันที่ความจริงเปิดเผย

บริดจ์ เล่นให้กับ เชลซีถึงปี 2009 และเป็นที่รักของแฟนๆ จนได้รับมอบหมายให้เป็นกัปตันทีมในเกมฟุตบอลถ้วยที่ เทอร์รี่ และ แลมพาร์ด ไม่ได้ลงสนาม แต่ถึงกระนั้น แมนฯ ซิตี้ ในยุคเปลี่ยนมือเจ้าของทีมใหม่จากอาบูดาบีต้องการยกระดับทีมให้สูงกว่าเดิมและต้องการแข้งซีเนียร์แบบบริดจ์มาร่วมทีม พวกเขาจึงประกาศรวบบริดจ์ให้โยกข้ามฝั่งมายังแมนเชสเตอร์ และ บริดจ์ เองก็จะได้โอกาสเป็นตัวจริงในทีมเรือใบสีฟ้า

ทุกอย่างดูจะเป็นไปได้ดี 1 ปีครึ่งที่ ซิตี้ เขาได้ลงสนามถึง 50 เกม และมีแนวโน้มจะเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ แต่แล้วสำนักข่าวจอมแฉอย่าง "เดอะ ซัน" ก็ทำในสิ่งที่พวกเขาถนัดที่สุดนั่นคือการสาวไส้เรื่องราวเน่าเฟะในวงการฟุตบอล และหนนี้หวยออกที่ครอบครัวของ เวย์น บริดจ์ เข้าอย่างจัง

"สัมพันธ์สวาทของกัปตันทีมชาติอังกฤษและภรรยาของเพื่อน" พาดหัวว่าเอาไว้เช่นนั้น และเมื่อพลิกหนังสือพิมพ์เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม "เดอะ ซัน" ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะเลวร้ายแต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาสาวไส้ออกมาได้ลึกชนิดที่ว่าเรื่องนี้แม้แต่คู่กรณีเองก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องร้ายๆ กำลังจะเกิดขึ้น

จอห์น เทอร์รี่ ตกเป็นจำเลยสังคมเพราะมีการเปิดเผยว่าในช่วงเวลาที่ เวย์น บริดจ์ ค้าแข้งกับ เชลซี และเป็นเพื่อนร่วมทีมกับเขานั้น กัปตันทีมเชลซีและทีมชาติอังกฤษอย่าง เทอร์รี่ กลับตีท้ายครัว บริดจ์ ด้วยการแอบไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ วาเนสซ่า

เรื่องดังกล่าวทำให้ เทอร์รี่ เสียคนมากที่สุดในการเป็นอาชีพนักเตะ เขาถูกแฉต่อสารพัดไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงิน 20,000 ปอนด์เพื่อแลกกับการให้นักข่าวบางคนพยายามปกปิดข่าวเรื่องนี้

บริดจ์ หน้าชาและโมโหกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก เขากับเทอร์รี่ ถือว่าเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่อยู่ร่วมชายคา นอกจากนี้เขายังไม่เคยคิดว่า วาเนสซ่า จะทำเรื่องแบบนี้เพราะทั้งคู่มีลูกชายอายุ 3 ขวบเป็นโซ่ทองคล้องใจ และตัวของ เทอร์รี่ เองนั้นก็มีภรรยาชื่อ โทนี่ เป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว เขาไม่ทันไหวตัวอะไรกับเรื่องนี้รู้ตัวอีกทีปัญหาก็ถาโถมเข้าใส่ และมันเปลี่ยนชีวิตนักเตะของเขาไปตลอดกาล ...

เรื่องอีรุงตุงนัง

ขณะที่ทุกสำนักข่าวหันมาเล่นประเด็นนี้อย่างเผ็ดร้อน บ้างก็บอกว่า เทอร์รี่ กำลังทำให้ วาเนสซ่า ตั้งท้อง และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ "เจที" จ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อให้เธอจัดการไปทำแท้งและจบเรื่องนี้ ... ซึ่่งต้องย้ำกันอีกครั้งว่าข้อมูลทั้งหมดเป็นเพียงข่าวเท่านั้น ไม่ได้มีข้อเท็จจริงอธิบายถึงส่วนนี้ชัดเจนแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เวย์น บริดจ์ ปักใจเชื่อมันไปเสียแล้ว

"เวลานี้ฉันรู้สึกเจ็บปวดมาก ฉันนึกอยากให้เราไม่เลิกกันตั้งแต่แรก ฉันไม่รู้ว่า เวย์น คิดอะไรอยู่ แต่ถ้าได้เขากลับมา ฉันจะดีใจมาก ฉันนึกสภาพเขาไม่ออกจริงๆ ว่าเขาจะรู้สึกเช่นไร หลังจากเรื่องโกหกทุกอย่างที่ถูกเขียนลงไป ฉันนึกไม่ออกเลยว่าเขาอยากจะได้ฉันคืนหรือไม่"

"เวย์น โทรมาหาฉันเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน และ เริ่มต้นตะโกนใส่ฉัน ในเรื่องที่ฉันมีชู้ มันย่ำแย่มากสำหรับฉัน เขาพูดจากับฉันแบบแย่มากๆ และ เขาไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูดเลย เวย์น ย้ำตลอดเวลาว่า รู้ว่าฉันนอกใจเขา จากการดำเนินการทางศาลของ จอห์น เทอร์รี่ มันเป็นการพูดคุยที่เจ็บปวดมาก และ เขาก็ดูจะไม่มีทีท่าว่าจะระงับอารมณ์ได้เลย” นางแบบชาวฝรั่งเศส กล่าว

เรื่องนี้ส่งผลให้จิตใจของ เวย์น บริดจ์ ย่ำแย่จนลงสนามไม่ได้ หลังจากที่มีเรื่องเกิดขึ้น บริดจ์ ได้ลงสนามให้แมนฯ ซิตี้ ในเกมลีกอีกเพียง 3 เกมเท่านั้นตลอดระยะเวลา 2 ปี นั่นไม่ใช่เรื่องปกติแน่ เพราะ 2 ปีก่อนเขายังได้เล่นถึง 50 นัด … จริงอยู่ ส่วนสำคัญอย่างหนึ่งคือ แมนฯ ซิตี้ได้แบ็คซ้ายหน้าใหม่อย่าง อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ กับ กาเอล กลิชี่ ถึงกระนั้นทุกคนเห็นใจเขาเพราะนี่คือเรื่องที่หนักหนาเกินกว่าจะทำใจได้ง่ายๆ แต่อย่างน้อยๆ 1 ในเกมที่เขาทุกคนจดจำเขาได้มากที่สุดในช่วงเวลานี้ก็เกิดขึ้น ในปี 2010 แมนฯ ซิตี้ บุกเยือน เชลซี ที่ "เดอะ บริดจ์" ทั้งเทอร์รี่ และ บริดจ์ ต่างได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงทั้งคู่ และตามธรรมเนียมคือพวกเขาต้องจับมือกัน เพื่อแสดงออกว่าหลังจบเกมจะยังเป็นเพื่อนร่วมอาชีพกันอยู่ เหมือนที่นักเตะทุกคนทำสืบทอดตามกันมา

นาทีประวัติศาสตร์

ก่อนเกมที่ เดอะ บริดจ์ จะเริ่มขึ้นมีประเด็นมากมาย บ้างก็ว่า มาร์ค ฮิวจ์ส กุนซือของ แมนฯ ซิตี้ ไม่แน่ใจในสภาพจิตใจของ บริดจ์ ว่าพร้อมลงเล่นหรือไม่ แต่เมื่อเวลาการแข่งขันจริงมาถึง เขาส่ง บริดจ์ ลงเป็น 11 ตัวจริง และโลกต่างจับจ้องไปนาทีที่ บริดจ์ และ เทอร์รี่ เดินสวนกันเพื่อเตรียมจะจับมือ ... แต่ก็ไม่เกิดขึ้น บริดจ์ ประกาศสงครามในเกมวันนั้นอย่างแท้จริง เพราะหลังจากเกมเริ่มแฟน เชลซี โห่ใส่ บริดจ์ อย่างหนัก เพราะพวกเขาถือว่าความจริงในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนและทุกคนที่ เชลซี ยังให้การหนุนหลังกัปตันทีมที่เพอร์เฟ็กต์ที่สุดในประวัติศาสตร์เท่าที่ทีมเคยมีมา

อย่างไรก็ตามยิ่งแฟนเชลซีโห่ใส่บริดจ์ดังแค่ไหน นักเตะของ แมนฯ ซิตี้ กลับมีพลังและมีไฟในการเล่นมากขึ้นเท่านั้น เหล่าตัวแสบอย่าง เคร็ก เบลลามี่ และ คาร์ลอส เตเวซ ทำให้องศาของเกมเดือดขึ้น พวกเขาพร้อมจะยั่วยุแฟนบอลเชลซี นอกจากนี้ยังเล่นแบบตอดเล็กตอดน้อยพร้อมจะมีเรื่องกับ จอห์น เทอร์รี่ แทบทุกจังหวะ ... สิ่งที่เพื่อนร่วมทีมทำทำให้ บริดจ์ ตื่นจากภวังค์และมีสมาธิกับเกมอีกครั้ง

"ผมไม่อยากจะเชื่่อบรรยากาศในเกมวันนั้นและปฎิกิริยาของเพื่อนร่วมทีมทุกคนได้เลย ผมมั่นใจว่าไม่มีใครรู้เรื่องจริงทั้งหมดหรอก แต่ทุกคนทำให้ผมทึ่งมาก ผมรู้สึกเหมือนกับว่าเพื่อนๆทุกคนอยากที่จะเอาชนะ และพวกเขาจะทำมันเพื่อผม" บริดจ์ เล่าย้อนไป

"นักเตะอย่าง คาร์ลอส เตเวซ และ เคร็ก เบลลามี่ แสดงตัวออกหน้าอย่างชัดเจน พวกเขาเข้ามาพูดบางคำกับผมซึ่งเป็นคำพูดที่เหลือเชื่อมากๆ" บริดจ์ กล่าวปิดท้ายหลังจากที่เกมนั้นนักเตะ ซิตี้ วิ่งไล่บอลกันเหมือนหมาบ้าและนั่นทำให้พวกเขาบุกมาชนะเชลซีได้ถึง 4-2 ทุกคนแสดงความสะใจใส่แฟนเชลซี เพราะในมุมมองของนักเตะ ซิตี้ พวกเขาเชื่อว่า บริดจ์ ไม่ควรต้องมาเจอกับการโห่ใส่ทั้งๆที่เขาเป็นผู้เสียหาย และชัยชนะดังกล่าวแสดงถึงการหนุนหลังเพื่อนร่วมทีมและทำให้ บริดจ์ ก้าวเดินต่อไปในอาชีพนักเตะได้อย่างแท้จริง

ชายผู้เต็มไปด้วยเกียรติ

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในฤดูกาล 2009-10 นั่นหมายความว่าเมื่อฤดูกาลจบลง ทีมชาติอังกฤษจะต้องเดินทางไปแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศ แอฟริกาใต้ ซึ่งแน่นอนว่าสื่อยังคงเพ่งเล็งประเด็นของทั้ง เทอร์รี่ และ บริดจ์ ที่มีแนวโน้มว่าจะติดทีมชาติทั้งคู่และความสัมพันธ์ที่แตกหักอาจจะทำให้บรรยากาศในแคมป์เก็บตัวกดดันและอึดอัดจนพาลทำให้ผลงานในของอังกฤษย่ำแย่

เรื่องนี้เกิดการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของ เอฟเอ แม้จะมีการกดดันให้ปลด เทอร์รี่ ออกจากการเป็นกัปตันทีมและไม่ติดทีมชุดนี้ แต่ในทางกลับกัน เทอร์รี่ เป็นกองหลังที่ดีที่สุดในเวลานั้น เขามีความเป็นผู้นำสูง มีประสบการณ์ และจะเป็นกำลังสำคัญของทีมได้แน่หากได้ไปที่แอฟริกาใต้ ทั้งหมดจึงทำให้เอฟเอ พยายามแทงกั๊กอยู่หลายครั้งและมั่นใจว่าทีมจะไปต่อได้แน่แม้ทั้งคู่จะถูกเรียกติดทีมพร้อมกัน ซึ่งความจริงที่ทุกคนรู้คือหากบริดจ์ กับ เทอร์รี่ ติดทีมชาติอังกฤษ บรรยากาศในทีมจะไม่เป็นอย่างที่ เอฟเอ พยายามจะบอกแน่นอน

"พวกเราตรงนี้ไม่ได้มีใครรู้เรื่องตื้นลึกหนาบางทั้งหมดหรอกใช่ไหม แต่สิ่งที่ผมรู้คือ จอห์น เทอร์รี่ เป็นกองหลังที่เก่งมากและมีความเป็นผู้นำสูง ทุกคนรู้ว่าเขาคือนักฟุตบอลที่ดี" อลัน เชียเรอร์ แสดงทรรศนะส่วนตัวเกี่ยวกับปัญหาที่จบกันไม่ลง

เรื่องนี้ บริดจ์ ที่เป็นเหมือนมวยรอง เขาเองไม่ได้เป็นตัวหลักของทีมอังกฤษอยู่แล้วเพราะมี แอชลี่ย์ โคล จับจองอยู่ แถมมีดาวรุ่งฝึเท้าดีอีกหลายคนในตำแหน่งเดียวกัน บริดจ์ จึงแสดงความกล้าหาญด้วยการจบความลำบากใจของทุกฝ่ายและยืนยันว่าเขาจะถอนตัวจากทีมชาติอังกฤษชุดนี้เสีย เพื่อให้ทั้งชาติเดินต่อไปข้างหน้าได้แบบไม่ต้องพะวักหน้าพะวงหลัง และการตัดสินใจของบริดจ์ครั้งนี้ได้รับการชื่นชมเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

"ผมเชื่อว่าทุกๆ คนคงไม่อยากอยู่ร่วมกับคนแบบนี้ได้ เพราะเขาไม่ได้มีความเคารพในตัวคุณเลย สิ่งที่เขาทำนั้นมันเลวร้ายมาก จริงอยู่ที่นักเตะทุกคนต้องการไปร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ถ้ามันไม่มีความสุขที่จะได้ลงสนามร่วมกับใครบางคน การตัดสินใจที่จะถอนตัวน่าจะดีกว่า ผมเห็นว่าการกระทำของเขากล้าหาญมากที่ตัดสินใจทำตามความรู้สึกของตัวเอง" รอย คีน ชื่นชมบริดจ์และจวกเทอร์รี่ในทางอ้อม  

เปลี่ยนภาพจำตลอดกาล

หลังจากจบศึกฟุตบอลโลก บริดจ์ เองก็ไม่ได้กลับไปคืนดีกับ วาเนสซ่า แต่อย่างใด เขาเลือกที่จะปิดความสัมพันธ์เก่าและเดินหน้าต่อไปด้วยการเดทกับ แฟรงกี้ แซนฟอร์ด นักร้องจากวง The Saturdays ก่อนที่ทั้งคู่จะแต่งงานกันและมีลูกชายด้วยกัน 1 คน ถึงกระนั้น เขาก็เสียสิทธิ์ในการเลี้ยงดู เจดอน ให้กับวาเนสซ่า พร้อมกับต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูเดือนละ 6,000 ปอนด์จนกว่าลูกชายคนแรกของบริดจ์จะมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ขณะที่เรื่องของฟุตบอลนั้นค่อยๆ ดรอปลงด้วยการย้ายไปเล่นกับ เวสต์แฮม, ซันเดอร์แลนด์, ไบรท์ตัน ก่อนจะแขวนสตั๊ดกับ เรดดิ้ง

บริดจ์มีภาพจำในฐานะนักเตะที่ไม่ยิ่งใหญ่เท่าเทอร์รี่ แต่เรื่องความกล้าหาญและเสียสละของเขาทำให้หลายคนต่างยกย่องจิตใจของเขาไม่น้อย เมื่อมองย้อนกลับไป บริดจ์ เองก็คลายความเคียดแค้นกับเรื่องนี้ไปแล้ว เขามีชีวิตใหม่ที่ดีและมีครอบครัวที่น่ารัก แต่สิ่งที่เขากังวลเพียงอย่างเดียวคือหากใครสักคนจะพูดถึงเขาในแง่ฟุตบอล ทุกคนอาจจะจำเขาได้ในฐานะนักเตะที่ไม่ยอมจับมือกับ เทอร์รี่ มากกว่าในฐานะแบ็คซ้ายแดนใต้ที่มีดีกรีเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก

"สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดของเรื่องทั้งหมดคือ ผมอาจเป็นที่รู้จักจากการไม่จับมือกับใครบางคนมากกว่าเล่นฟุตบอล" บริดจ์ เปิดใจผ่าน The Sun "ผมถูกสบประมาทตอนเดินบนถนน แต่ผมแค่ปล่อยเข้าหูซ้ายและทะลุออกหูขวา มันเกี่ยวกับการจับมือทั้งหมด ไม่มีเรื่องอื่นเลย

เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่าง บริดจ์, เทอร์รี่ และ เวนเนสซ่า ทั้งหมดจะจริงหรือไม่? หรือถ้าจริงแล้วจริงแค่ไหน? เรื่องนี้ไม่ใครรู้ ทั้ง 3 คนที่รู้ความจริงทั้งหมดไม่เคยเปิดเผยอย่างชัดเจนหมดเปลือก แต่ที่แน่ๆคือภาพลักษณ์ของ จอห์น เทอร์รี่ สำหรับเรื่องนี้ ถ้ามันเป็นแค่เรื่องที่สื่อใส่ไข่ไปเองเขาก็ถือว่าโชคร้าย แต่ถ้ามันเป็นเรื่องจริงมันก็สมควรแล้วที่เขาจะต้องรับกรรมกับสิ่งที่เกิดขึ้นและรับฉายา "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด" ไปตลอดกาล

แหล่งอ้างอิง

https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-1247408/John-Terry-Wayne-Bridges-girlfriend-Vanessa-Perroncel-pregnant--England-captain-arranged-abortion.html
https://www.dailymail.co.uk/tvshowbiz/article-1249315/John-Terrys-lover-Vanessa-Perroncel-tells-ex-partner-Wayne-Bridge-I-want-back.html
https://www.manchestereveningnews.co.uk/sport/football/football-news/john-terry-chelsea-wayne-bridge-12847560
https://www.mirror.co.uk/3am/celebrity-news/wayne-bridge-ordered-to-pay-ex-210831
https://www.thesun.co.uk/sport/football/3255093/wayne-bridge-reveals-his-love-for-chelsea-is-still-strong-but-says-that-refused-handshake-with-john-terry-still-haunts-him/

 



ชื่นชอบบทความนี้ของ : ชยันธร ใจมูล ?

แชร์เลยหากคุณอยากแบ่งปันกับคนใกล้ตัว



บทความที่เกี่ยวข้อง